5 เหตุผลที่เราควรออกไปเดินเล่น

20160902_TakeAWalk

 

กรุงเทพอากาศดีๆ อย่างนี้ ทำให้ผมนึกถึงบทความหนึ่งของ Andrew Tate นักประสาทวิทยาที่ชักชวนให้คนออกมาเดินเล่นกันเยอะๆ  ไม่เว้นแม้แต่เวลาทำงาน!

รู้จักคนชื่อ มาร์ค แอนดรีสัน (Marc Andreessen) มั้ยครับ?

เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเว็บบราวเซอร์อย่าง Netscape และเป็นคนที่ลงทุน (venture capitalist) ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, Twitter และ LinkedIn ครับ

วันหนึ่งขณะที่มาร์คกำลังขับรถอยู่แถวบ้านของใน Silicon Valley เขาเกือบจะชนผู้ชายแก่ๆ คนหนึ่งที่กำลังเดินข้ามถนน

หลังจากขับรถผ่านชายคนนั้นมา มาร์คมองกระจกหลังและเพิ่งเห็นชัดๆ ว่าผู้ชายคนที่เขาเกือบจะชนนั้นใส่กางเกงยีนส์สีน้ำเงินและเสื้อคอเต่าสีดำ

ครับ มาร์คเกือบจะขับรถชนสตีฟ จ๊อบส์ CEO ของแอปเปิ้ลเสียแล้ว

คนที่แอปเปิ้ลรู้กันดีว่าจ๊อบส์ชอบออกไปเดินข้างนอกนานๆ เพื่อคิดนู่นคิดนี่และถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย

ไม่ใช่เฉพาะสตีฟจ๊อบส์เท่านั้นที่ชอบออกไปเดินเล่น ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คอย่างมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก และ แจ๊ค ดอร์ซี่ย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Twitter ก็ชอบออกไปเดินเล่นเช่นกัน
เดินเล่นดีอย่างไร?

1. มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
ในปี 2014 นักวิจัยจากสแตนฟอร์ด ได้ทำการทดลองให้คนลองระดมไอเดียวิธีการใช้งานอุปกรณ์ที่เราเห็นได้ทั่วๆ ไป เช่นมีดสามารถเอาไปเสียบคนได้ เอาไปทาเนยได้ เอาตัดขนมปังได้ ฯลฯ

โดยคนที่เข้าร่วมการทดลองนั้น จะให้ระดมสมองในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน เช่นนั่งคิดอยู่ในห้อง นั่งคิดข้างนอก เดินบนเครื่องวิ่งแล้วคิดไป หรือเดินข้างนอกแล้วคิดไป

ปรากฎว่าคนที่เดินไปคิดไป สามารถระดมไอเดียได้มากกว่าคนที่นั่งคิดราว 60%

การที่เรามีความคิดโล่นแล่นมากขึ้นตอนที่เดินนั้น น่าจะมาจากการที่เลือดลมสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงสมองมากขึ้นนั่นเอง

2. สุขภาพดีขึ้น
โดยเฉลี่ยแล้ว คนวัยทำงานในปัจจุบันใช้เวลาอยู่บนเก้าอี้ถึง 10 ชั่วโมง

การนั่งอยู่กับที่ (Physical Inactivity) นั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงของเราที่จะเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็งได้ มีบางคนบอกว่าการนั่งนานๆ นี่อาจส่งผลร้ายได้พอๆ กับการสูบบุหรี่เลยทีเดียว (sitting is the new smoking)

แต่การเดินวันละ 30 นาที จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

3. ผลิตผลดีขึ้น (better productivity)
เชื่อว่าทุกคนคงเคยเข้าประชุม แต่แอบเช็คเมล์ทางมือถือ หรือนั่งทำพรีเซ้นต์บนแล็ปท๊อปที่เราหนีบเข้าไปด้วย

เดี๋ยวนี้หลายบริษัทจึงเริ่มมีการ “เดินประชุม” (walking meeting) เพราะไม่ต้องห่วงว่าพนักงานจะว่อกแว่กไปกับมือถือ แถมยังเป็นเอกเทศน์ ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนขัดจังหวะจากเหตุการณ์อื่นๆ ในออฟฟิศอีกด้วย

4. สื่อสารได้ดีขึ้น
แอนดรูว์ ผู้เขียนบทความนี้เล่าให้ฟังว่า ตอนที่เขาสัมภาษณ์งาน คนสัมภาษณ์ก็พาเขาออกไปเดินสัมภาษณ์ ถามคำถามประมาณว่าอีกยี่สิบปีอยากเห็นวงการประสาทวิทยศาสตร์ (neuroscience) เป็นอย่างไร ฯลฯ

การเดินไปคุยไปแบบสองต่อสอง ทำให้เราได้ขยับร่างกายและมือไม้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ บรรยากาศในการพูดคุยก็ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียดเหมือนสัมภาษณ์ในห้องประชุม

ถ้าคุณไปสมัครงานในตำแหน่งสูงๆ ที่เฟซบุ๊คในตำแหน่งสูงๆ และโชคดีได้มาร์ค ซักเคอร์เบิร์กเป็นคนสัมภาษณ์ ก็มีโอกาสสูงที่มาร์คจะพาคุณเดินไปรอบๆ ออฟฟิศของเฟซบุ๊คและอธิบายให้ฟังว่าแต่ละแผนกทำอะไรบ้าง พร้อมทั้งถามว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไรต่อองค์กรนี้

5. ได้เดินตามรอยคนดังในประวัติศาสตร์
บีโธเฟ่น, เกอเต้, ชาร์ลส์ ดิกเค่น, ชาร์ลส์ ดาร์วิน บุคคลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ชอบออกไปเดินเล่นเพื่อให้ความคิดและจินตนาการโลดแล่น ถ้าใครมีอะไรต้องคิดเยอะก็อาจจะเดินนานหน่อย
ครับ ในเมื่อการเดินเล่นนั้นไดได้ทั้งสุขภาพ ได้ทั้งงาน แล้วจะรอช้าอยู่ไย

ช่วงนี้อากาศยังดีอยู่ ลองหาโอกาสไปเดินเล่นบ่อยๆ นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Design School: Why Everyone From Beethoven, Goethe, Dickens, Darwin To Steve Jobs Took Long Walks and Why You Should Too

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

 

ถ้าวันนี้เจอแต่คนแย่ๆ

20160209_BadDay

ตื่นเช้ามาเจอแฟนหน้าตาบึ้งตึง

ขับรถไปทำงานก็โดนคันอื่นบีบแตรใส่

ถึงออฟฟิศโดนเจ้านายเรียกไปด่า

เล่นเฟซบุ๊คก็มีแต่คนมาคอมเม้นท์ชวนทะเลาะอีก

ความเป็นไปได้มีสองอย่าง

คือวันนี้เป็นวันซวยของเรา

หรือไม่เรานี่แหละที่ทำตัวไม่ดีเอง

“If you run into an asshole in the morning, you ran into an asshole.

If you run into assholes all day, you’re the asshole.”

ถ้านายเจอคนเฮงซวยเมื่อเช้านี้ แสดงว่านายคงเจอคนเฮงซวยจริงๆ

ถ้านายเจอแต่คนเฮงซวยทั้งวัน นายเองนั่นแหละที่ทำตัวเฮงซวย

Raylan Givens, Justified

แน่นอน ไม่มีใครหรอกครับที่จะคิดว่าตัวเองทำตัวเฮงซวย

แต่เคยได้ยินใช่มั้ยครับว่าโลกภายนอกนั้น มักจะสะท้อนโลกภายในของเราเสมอ

ที่ตื่นเช้ามาแฟนหน้าบึ้งตึง เพราะว่าเมื่อคืนเราพูดอะไรให้เขาคิดมากรึเปล่า

ที่โดนบีบแตรใส่ เพราะเราไปขับรถปาดหน้าเขาหรือเปล่า

ที่เจ้านายเรียกไปด่า เพราะเราทำงานชุ่ยรึเปล่า

แล้วที่ไปทะเลาะกันบนเฟซบุ๊คนี่ เรากำลังเล่นเฟซบุ๊คในเวลางานมากเกินไปรึเปล่า

ถ้าคิดว่าวันนี้เป็นวันซวย ก็คงทำอะไรไม่ได้

แต่ถ้ารู้ตัวว่า เราเองก็มีส่วนทำให้วันนี้เป็นวันซวยๆ

เราอาจจะพอทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้อะไรๆ มันดีขึ้นนะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก  Youtube: Raylan Givens, Justified “If you run into an asshole in the morning..

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีผูกมิตรกับคนที่ไม่ชอบหน้าเรา

20160208_BenFranklinEffect

คาดว่าทุกคน น่าจะต้องเคยเจอคนที่ไม่ค่อยกินเส้นกับเรา เจอเราก็ทำหน้าบึ้งตึง พอเราทำอะไรก็จ้องจะจับผิด ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่เคยไม่ตอแยอะไรเขา

สงสัยชาติที่แล้วเราไปทำเขาไว้เยอะ

เวลาเราเจอคนที่ไม่ชอบเรา แต่เราเองก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับเขา เราควรจะทำยังไงดี?

คำตอบที่เป็นไปได้ก็เช่น ปากหวานกับเขาให้มากๆ คอยเอาอกเอาใจ เขาว่าอย่างไรเราว่าตามนั้น

ซึ่งก็อาจจะเวิร์คก็ได้ ถ้าเราเสแสร้งเก่งพอ อดทนพอ และเขาใจอ่อนพอ

แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่านั้นมากครับ

คือขอยืมหนังสือเขาครับ

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึกนะครับ เขาไม่ชอบเราแล้วเรายังกล้าไปขอยืมของเขาอีกเหรอ!?

ลองมามาฟังประวัติศาสตร์ของเทคนิคนี้กันหน่อยดีกว่า

เทคนิคนี้มีชื่อว่า Ben Franklin Effect ครับ

ที่มีชื่ออย่างนี้เพราะว่า เบนจามิน แฟรงคลิน หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา (และผู้คิดค้นสายล่อฟ้า) เคยได้บันทึกไว้ในอัตชีวประวัติของเขาว่า เขาเคยมีคู่ปรับในสภานิติบัญญัติอยู่คนหนึ่งที่คอยขัดแข้งขัดขาเขาตลอด

แฟรงคลินคิดว่า ถ้าสามารถดึงให้คนๆ นี้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาได้ ก็น่าจะทำให้ชีวิตในสภาราบรื่นขึ้นเยอะ

พอรู้มาว่าไม้เบื่อไม้เมาคนนี้มีหนังสือเล่มหนึ่งที่หายากมาก แฟรงคลินก็เลยเขียนโน๊ตไปหา บอกว่าสนใจหนังสือเล่มนี้จังเลย ขอยืมอ่านได้ไหม

ชายคนนี้ก็ส่งหนังสือมาให้แทบจะทันที และอีกหนึ่งสัปดาห์ แฟรงคลินก็ส่งหนังสือคืนไปพร้อมทั้งเขียนโน๊ตขอบคุณเสียยกใหญ่

พอได้เจอหน้ากันที่สภาอีกครั้ง ชายคนนี้ก็เข้ามาทักทายแฟรงคลิน ทั้งๆ ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยทำอย่างนี้

จากวันนั้นเป็นต้นมา ชายคนนี้ก็พร้อมสนับสนุนแฟรงคลินในสภาเกือบทุกอย่าง และทั้งสองคนนี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจนถึงวาระสุดท้ายของ “คู่ปรับ” คนนี้เลยทีเดียว

—–

โอ้โห กะอีแค่ยืมหนังสือเล่มเดียวมันสามารถเปลี่ยนคนกันได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!?

นักจิตวิทยาอธิบาย Ben Franklin Effect ไว้ว่า มันคือการใช้ Cognitive Dissonance ให้เป็นประโยชน์

Cognitive แปลว่าการรับรู้และความคิด

Dissonance แปลว่าการไม่ลงรอยกัน

ตามความเข้าใจแบบบ้านๆ ของผม Cognitive Dissonance ก็คือความขัดแย้งภายในใจนั่นเอง

ความขัดแย้งภายในใจจะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อ ทัศนคติ และการกระทำมันสวนทางกัน

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิด Cognitive Dissonance ภายในใจเรา เราจะรู้สึกอึดอัด อึนๆ ไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเราจะปรับความเชื่อหรือทัศนคติของเราเพื่อลดความขัดแย้งภายในนี้

ในกรณีชายที่เป็นคู่ปรับของแฟรงคลิน เขามีทัศนคติว่า “ข้าไม่ชอบขี้หน้าของไอ้แฟรงคลินเลยว่ะ”

แต่พอได้จดหมายขอยืมหนังสือ จะไม่ให้ยืมก็ดูใจแคบเกินไป (และชายคนนี้ก็คงไม่ใช่คนเลวอะไร เพราะก็มีดีระดับที่เข้ามาทำงานในสภาได้) ชายคนนี้เลยตัดสินใจให้แฟรงคลินยืมหนังสือ

พอให้ยืมก็เสร็จเลย

เพราะโดยปกติคนที่เราจะให้ยืมหนังสือมักจะเป็นเพื่อนหรือคนที่เราไว้ใจเท่านั้น

คราวนี้การกระทำ (ให้ยืมหนังสือ) ก็เลยขัดแย้งกับทัศนคติ (ไม่ชอบหน้าแฟรงคลิน) เกิด Cognitive Dissonance ขึ้นมา

และเพื่อจะให้คลี่คลายปมที่เกิดขึ้น จิตใต้สำนึกของชายคนนี้ก็เลยสั่งให้มองแฟรงคลินเป็น”เพื่อน” ไปซะเลย

—–

Ben Franklin Effect จะว่าไปก็ดูน่ากลัวเหมือนกัน เพราะมันเหมือนเป็นการเชิดหุ่น (manipulate) อย่างไรไม่รู้

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราบริสุทธิ์ใจที่จะผูกมิตรกับเขาจริงๆ ไม่ใช่เพื่อจะหลอกใช้ แต่เพื่อให้งานมันเดินต่อไปได้ ผมก็มองว่ามันเป็นเทคนิคที่ดีและสิ้นเปลืองแรงน้อยที่สุดแล้ว

อ้อ แล้วของที่ยืมไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือนะครับ ผมว่าแค่ยืมดินสอหรือปากกาก็น่าจะได้ผลในทิศทางเดียวกัน

และอาจจะไม่ต้องเป็นการยืมของก็ได้ แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็น่าจะทำให้เกิด Cognitive Dissonance ได้เช่นเดียวกัน

ผมเองเพิ่งรู้จักเทคนิคนี้ในวันนี้เอง เลยยังไม่เคยลองใช้ แต่ลองคิดตามแล้วก็คิดว่าน่าจะเวิร์คอยู่นะ

เพราะถ้ามีคนที่เราไม่ชอบมาขอให้เราช่วยเหลืออะไร

ลองเราได้ทำดีกับใครครั้งหนึ่งแล้ว (และเขาก็เห็นคุณค่ากับสิ่งที่เราทำ ไม่ทำตัวให้น่าหมั่นไส้) เราก็คงไม่กล้าทำเลวกับเขาในครั้งต่อไปหรอก จริงมั้ยครับ?

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก  Wikipedia: Ben Franklin Effect 

ขอบคุณภาพจาก Wikemedia

สองอย่าง

20160206_notimecantdo

คนโง่จะพูดอยู่สองอย่าง ไม่มีเวลา กับทำไม่ได้ นี่คือมาตรฐานเลย แล้วเอาไปพูดกับทุกเรื่องของชีวิต ส่วนที่โง่กว่านั้นจะพูดว่า เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เชื่อหรอก สรุปแล้วก็เลยไม่ได้ทำอะไรใหม่ๆ ไม่ได้ลองทำอะไรที่มันแหกกรอบออกมา

– ดร.วรภัทร ภู่เจริญ
a day BULLETIN Jan 2013
บทสัมภาษณ์และภาพโดย กองบรรณาธิการ

อย่าบอกว่าไม่มีเวลา ถ้าคุณยังเล่นเฟซและดูละครหลังข่าว

อย่าบอกว่าทำไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้ลองทำ

ก่อนจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ลองมองไปรอบๆ ก็จะเห็นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเราขณะนี้ล้วนแต่เคยเป็นเรื่องไปไม่ได้ทั้งนั้น

ก่อนจะบอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ ลองพิจารณาดูก่อนว่าคนที่เล่ามีเจตนาบริสุทธิ์หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ไม่เห็นเสียหายที่จะเปิดใจรับฟัง

เพราะคนที่คิดว่าตัวเองรู้คำตอบอยู่แล้ว คือคนที่จะไม่มีวันได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เลย

—–

ป.ล. วันนี้อาจจะสั้นกว่าปกตินิดนึงนะครับ มีแข่งบอลตลอดวันกับบรรดาศิษย์เก่าเตรียมพัฒน์ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 233, January 2013 (published on ISSUU)

 

นิทานกระต่ายกับเต่า

20160205_HareToitoise.png

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว กระต่ายผู้มั่นใจในความเร็วของตัวเองมีปากมีเสียงกับเต่า เต่าจึงท้ากระต่ายวิ่งแข่ง กระต่ายนั้นมั่นใจว่าเต่าไม่มีทางเอาชนะตนได้เป็นแน่จึงรับคำท้า

ถึงวันแข่งขัน บรรดาสิงสาราสัตว์ต่างมาร่วมรับชมและให้กำลังใจ เมื่อปืนออกสตาร์ทถูกลั่นไก เจ้ากระต่ายก็ออกวิ่งสุดกำลัง ทิ้งเจ้าเต่าอย่างไม่เห็นฝุ่น

อีกไม่กี่ร้อยเมตรจะถึงเส้นชัย กระต่ายเห็นต้นไม้ใหญ่ดูร่มรื่นชวนนั่งพักจิบน้ำชายิ่งนัก หันไปข้างหลังก็เห็นว่าเต่ายังอยู่ห่างอีกเป็นกิโล กระต่ายจึงตัดสินใจนั่งลงตรงโคนไม้และผลอยหลับไป

เสียงอื้ออึงลอยมาแต่ไกลทำให้กระต่ายสะดุ้งตื่น มองไปตรงที่มาของเสียงจึงเห็นว่าเจ้าเต่ากำลังคลานเข้าเส้นชัยท่ามกลางเสียงกู่ร้องของบรรดากองเชียร์

กระต่ายออกวิ่งสุดกำลัง แต่ก็อย่างที่เรารู้กัน คือเต่าเข้าเส้นชัยก่อนกระต่ายไปเพียงนิดเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้จะวิ่งช้าแต่มั่นคง ก็ย่อมชนะการแข่งขันได้ และต่อให้วิ่งเร็วแต่ชะล่าใจก็อาจกลายเป็นผู้แพ้ได้

—–

แต่นิทานยังไม่จบแค่นี้

กระต่ายถึงกลับบ้านด้วยความขมขื่น แต่พอมีเวลาทบทวนก็คิดได้ว่า ถ้ามันไม่พักหลับที่โคนต้นไม้ มันไม่มีทางแพ้แน่

วันรุ่งขึ้นมันจึงไปท้าเต่าแข่งอีกครั้ง และเต่าก็รับคำท้านั้น

ถึงวันแข่งขัน บรรดาสิงสาราสัตว์ต่างมาร่วมรับชมและให้กำลังใจ เมื่อปืนออกสตาร์ทถูกลั่นไก เจ้ากระต่ายก็ออกวิ่งสุดกำลัง ทิ้งเจ้าเต่าอย่างไม่เห็นฝุ่น

คราวนี้กระต่ายวิ่งไม่ยอมหยุด ม้วนเดียวจบจนถึงเส้นชัย ชนะเจ้าเต่าขาดลอย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถึงวิ่งช้าและมั่นคงจะเป็นเรื่องดี แต่ก็สู้วิ่งเร็วและมั่นคงไม่ได้หรอกนะจะบอกให้

——

แต่นิทานยังไม่จบอีกนั่นแหละ

เต่ากลับถึงบ้านด้วยความขมขื่น แต่พอมีเวลาทบทวนก็คิดได้ว่า ถ้าแข่งแบบเดิม คงมีแต่แพ้กับแพ้ แล้วเต่าก็ไอเดียบรรเจิด…

วันรุ่งขึ้น เต่ากลับไปท้ากระต่าย โดยเสนอให้แข่งอีกเส้นทางหนึ่งแทน

แน่นอนกระต่ายผู้ได้รับความมั่นใจกลับคืนมาย่อมรับคำท้า

ถึงวันแข่งขัน บรรดาสิงสาราสัตว์ต่างมาร่วมรับชมและให้กำลังใจ เมื่อปืนออกสตาร์ทถูกลั่นไก เจ้ากระต่ายก็ออกวิ่งสุดกำลัง ทิ้งเจ้าเต่าอย่างไม่เห็นฝุ่น

อีกไม่กี่ร้อยเมตรจะถึงเส้นชัย กระต่ายก็เจอแม่น้ำสายใหญ่พาดผ่าน กระต่ายไว้น้ำไม่เป็นจึงนั่งลงและครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะข้ามแม่น้ำนี้ไปได้

สักพัก เจ้าเต่าก็คลานต้วมเตียมมาจนทัน กระโดดลงน้ำ ว่ายน้ำข้ามฝั่ง และเดินเข้าเส้นชัยอย่างชิวๆ

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า จงถามตัวเองก่อนว่าเราถนัดด้านไหนบ้าง จากนั้นจึงเลือกสนามแข่งที่เหมาะกับความสามารถและจริตของเรา

—-

แต่นิทานก็ยังไม่จบ (อดทนอีกนิดนะครับ ใกล้ละ)

หลังจากแข่งกันมาถึงสามครั้ง บัดนี้เต่ากับกระต่ายได้กลายเป็นเพื่อนซี้กันแล้ว ทั้งสองจึงมานั่งคุยกันและคิดได้ว่า มันน่าจะมีวิธีที่วิ่งได้เร็วกว่านี้อีกนี่หน่า

เต่ากับกระต่ายจึงนัดวิ่งกันอีกครั้ง

ถึงวันแข่งขัน บรรดาสิงสาราสัตว์ต่างมาร่วมรับชมและให้กำลังใจ (เช่นเคย)

เมื่อปืนออกสตาร์ทถูกลั่นไก เจ้ากระต่ายแบกเต่าขึ้นหลังและวิ่งสุดฝีเท้า

พอไปถึงแม่น้ำ เต่าก็ให้กระต่ายขี่กระดองข้ามน้ำไปด้วยกัน

พอขึ้นฝั่งกระต่ายก็แบกเต่าวิ่งเข้าเส้นชัย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แม้ว่าแต่ละคนจะเก่งกาจเพียงใด แต่การทำงานเป็นทีมเวิร์คย่อมให้ผลดีกว่า เพราะถึงอย่างไรเราก็ต้องเจอสถานการณ์ที่เราถนัดและเพื่อนไม่ถนัด และบางวันเราก็จะเจอสถานการณ์ที่เราไม่ถนัดแต่เพื่อนเราถนัด

อีกบทเรียนหนึ่งที่กระต่ายกับเต่าได้เรียนรู้ก็คือ

แทนที่เราจะแข่งขันกันเอง สู้จับมือกันแข่งขันกับปัญหาดีกว่า

When we stop competing against a rival and instead start competing against the situation, we perform far better!

จบบริบูรณ์

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณนิทานจาก Quora: What are some good short stories? by Amir Mallick