ปูเปลี่ยนไป

20151219_PuPraya

 

“Being human means every day you have the choice to be compassionate, to be kind to yourself and everyone else around you. So I will tell you that from today onward someone is going to do something to you, that would hurt you, that would disappoint you, someone will embarrass you – it’s happened to me a million times. But don’t let that harden you – let that soften you. Let it open your heart out and change you for the better”

“การที่เราเป็นมนุษย์หมายความว่าทุกๆ วันเราเลือกที่จะมีเมตตากับตัวเองและกับคนที่อยู่รอบกายเราได้ ฉันบอกคุณได้เลยว่าคุณจะได้เจอกับคนที่ทำร้ายคุณ ทำให้คุณเสียใจ และทำให้คุณอับอาย ฉันเจอมาเป็นร้อยเป็นพันครั้งแล้ว แต่อย่าปล่อยให้มันทำให้คุณเป็นคนแข็งกระด้าง ขอให้มันทำให้คุณกลายเป็นคนอ่อนโยนเถอะ จงใช้เหตุการณ์เหล่านี้เปิดหัวใจของคุณและเปลี่ยนคุณให้เป็นคนที่ดีกว่าเก่าเถอะ”

– ปู ไปรยา สวนดอกไม้ (Pu Praya Nataya Lundberg)
Living the dream | Praya Nataya Lundberg | TEDxYouth@NIST

—–

เมื่อสองคืนก่อนตอนเขียนบล็อกตอนมรดก ผมเข้าไป Youtube เพื่อจะหาวีดีโอของคุณพิเชษฐ กลั่นชื่นที่พูดในงาน TEDx Bangkok

แต่ก่อนที่ผมจะเสิร์ชหาชื่อคุณพิเชษฐนี้ ก็ดันเหลือบไปเห็นวีดีโอของคุณปู ไปรยา ที่ Youtube แนะนำให้ดู

เป็นวีดีโอที่คุณปูไปพูดงาน TEDx เช่นกัน แต่ไม่ใช่ TEDx Bangkok แต่เป็น TedX Youth@NIST ที่จัดขึ้นในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ผมค่อนข้างแปลกใจที่มีดารามาพูดในงานอย่าง TEDx ได้ เพราะงานนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นเวทีที่มีแต่คนระดับพระกาฬมาพูด (และผมเองก็มีความฝันว่าอยากจะได้ขึ้นพูดบนเวที TEDx หรือ TED ซักครั้ง) ดังนั้นการมีดาราไทยมาพูดในงานนี้จึงเป็นเรื่องคาดไม่ถึง และยิ่งคาดไม่ถึงใหญ่เมื่อดาราคนนั้นเคยได้รับโหวตเป็นผู้หญิงสุดเซ็กซี่ของนิตยสาร FHM

อย่ากระนั้นเลย ขอดูวีดีโอนี้ซะหน่อยเถอะ

มีไม่กี่ครั้งที่มุมมองของผมต่อคนๆ หนึ่งจะเปลี่ยนไปชั่วข้ามคืน

ไม่ใช่ชั่วข้ามคืนด้วย เพราะวีดีโอ TEDx นี้ยาวเพียงแค่ 8 นาทีกว่าๆ

สิ่งที่ทำให้ผมเปลี่ยนใจมีดังต่อไปนี้

หนึ่ง คือคุณปูพูดภาษาอังกฤษดีมาก ซึ่งจะว่าไปก็พอคาดเดาได้เพราะเธอเป็นลูกครึ่ง แต่เผอิญผมเคยได้ยินแต่เธอพูดไทยซึ่งก็พูดไทยได้ชัดจนนึกไม่ถึงว่าจะพูดภาษาอังกฤษได้คล่องขนาดนี้

สองคือเธอพูดจาฉะฉานจนคิดว่าน่าจะมีโอกาสได้ฝึก public speaking มาไม่น้อย แม้ตอนต้นจะประหม่า แต่ยิ่งพูดยิ่งมั่นใจยิ่งไหลลื่น ผมเองให้พูดเป็นภาษาไทยยังพูดสู้เขาไม่ได้เลย

สามคือเนื้อหาประทับใจ เธอเล่าให้ฟังถึงชีวิตวัยเรียน และชีวิตในวงการ และเธอยังเล่าถึงประสบการณ์ที่ไปเยี่ยมผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายที่วัดพระบาทน้ำพุ* เป็น speech ที่ฟังแล้วดู “จริง” และมีหลายประโยคที่ติดอยู่ในใจ ยกตัวอย่างเช่น

Unless you’re dead you’d better show up

ถ้ายังไม่ตาย ยังไงก็ต้องมากองถ่ายให้ได้

(ในขณะที่เพื่อนๆ วัยรุ่นได้ทำอะไรที่อยากทำ คุณปูต้องแบกรับความรับผิดชอบที่เธอมีต่อกองถ่าย ไม่ว่าจะป่วยจะเหนื่อยแค่ไหนก็ห้ามขาดงานเพราะมันกระทบคนจำนวนมาก)

When you do what you love and you have gratitude, you achieve so much more with your life.

ถ้าคุณทำในสิ่งที่ตัวเองรักและซาบซึ้งกับสิ่งดีๆ ที่คุณได้รับ คุณจะทำอะไรสำเร็จได้มากขึ้นอีกเยอะเลย

I’m not here to tell you I’m perfect. I’m not a saint, trust me. If you see the Thai tabloids, you’d know. I’ve done so many things in my life I’m not proud of and my parents aren’t either.

ฉันไม่ได้จะบอกคุณว่าฉันเป็นคนเลิศเลอเพอร์เฟ็ค ฉันไม่ใช่นางฟ้าหรอก ยิ่งถ้าคุณได้อ่านหนังสือก๊อสซิปดาราคุณก็น่าจะรู้ดี มีอะไรหลายๆ อย่างที่ฉันทำลงไปแล้วไม่รู้สึกภูมิใจกับมันซักนิด และพ่อแม่ของฉันก็ไม่ภูมิใจกับมันเช่นกัน

But I’m human, and the thing about being human is that you have the ability to learn, grow, and reflect from your mistakes.

แต่ฉันก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง และการเป็นมนุษย์ย่อมหมายความว่าคุณสามารถเรียนรู้ เติบโต และไตร่ตรองความผิดพลาดของคุณเองได้

แล้วคุณปู ก็พูดถึงประโยคเด็ดที่ผมนำมาใส่ไว้ตอนต้นบทความครับ

“Being human means every day you have the choice to be compassionate, to be kind to yourself and everyone else around you. So I will tell you that from today onward someone is going to do something to you, that would hurt you, that would disappoint you, someone will embarrass you – it’s happened to me a million times. But don’t let that harden you – let that soften you. Let it open your heart out and change you for the better”

—–

นอกจากเนื้อหาที่คุณปูพูดแล้ว ผมยังได้บทเรียนอีกหลายๆ อย่างจากการดูคลิปนี้

บทเรียนแรก คือการได้เห็นอคติในใจตัวเอง ที่คิดว่าดาราไม่ใช่คนที่จะฉลาดหรือเก่งพอที่จะมาพูดในงานอย่าง TEDx ได้

อีกอคติหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือภาพลักษณ์ที่ผมสร้างเอาไว้ในหัว ว่าปู ไปรยาเป็นคนยังไง โดยสรุปเอาเองจากข่าวฉาวที่เคยได้ยิน และชุดที่เคยเห็นเธอใส่เวลาออกงานหรือลงนิตยสารต่างๆ

ผมคิดไปเองว่าผมรู้จักปู ไปรยาแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผมไม่ได้รู้จักเธอเลยซักนิด

บทเรียนที่สอง คืออิทธิพลของสื่อ โดยเฉพาะในวงการบันเทิง ที่ทำให้เรารู้จักดาราเพียงแค่แง่มุมใดมุมหนึ่งเท่านั้น เราจึงมองคนๆ นั้นด้วยสายตาและจิตใจที่คับแคบ เห็นอะไรเพียงแค่มิติเดียว ทั้งๆ ที่เราทุกคนมีหลายมิติด้วยกันทั้งนั้น พอได้ดูคลิปนี้ เลยต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า ภาพมายาที่เราเห็นผ่านเลนส์ของสื่อบันเทิงนั้น มันทำให้เรามองอะไรบิดเบี้ยวผิดเพี้ยนไปมากขนาดไหน

บทเรียนที่สาม คือคนเราเปลี่ยนกันได้ คุณปู ไปรยาพูดเองว่าเธอได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่เธอไม่ภูมิใจกับมันซักนิด (หรือถ้าพูดสำนวนไทยก็คือมองกลับไปแล้วรู้สึกอับอายนั่นแหละ) แต่ผมเชื่อแล้วว่า “ปูเปลี่ยนไป” เพราะสิ่งที่ผมเห็นในคลิป TEDx นี้ คือผู้หญิงที่สวย มีสมอง และจิตใจดี ตัวจริงของเธอจะเป็นอย่างนั้นรึเปล่าผมไม่รู้หรอกครับ แต่ผมขอเลือกที่จะเชื่อว่าเธอนิสัยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน

อยากให้ผู้อ่าน Anontawong’s Musings ทุกคนได้ดูวีดีโอความยาว 8 นาทีนี้ ถ้าภาษาอังกฤษไม่แข็งแรงนัก เดี๋ยวนี้ Youtube มันมีให้เปิดซับไตเติ้ลแล้วนะครับ (เวลาเปิดดู Youtube ในคอมพิวเตอร์ ปุ่มมุมล่างขวาคือปุ่มดูคลิปแบบ Full Screen ถัดมาทางซ้ายอีกสามปุ่มคือปุ่มปิด/เปิดซับไตเติ้ลครับ)

เมื่อคุณดูวีดีโอนี้จบแล้ว อาจจะพบว่า จริงๆ แล้วคุณปูไม่ได้เปลี่ยนไปอย่างที่ผมจั่วหัวไว้

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทัศนคติของเราต่างหาก

 

 

—–
* คุณปูไม่ได้เอ่ยชื่อวัดพระบาทน้ำพุ บอกแต่เพียงว่าเป็นวัดที่ดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ลพบุรี ผมเลยเดาเอาว่าน่าจะเป็นวัดนี้

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Youtube: Living the dream | Praya Nataya Lundberg | TEDxYouth@NIST

นิทานนักเดินทาง

20151218_Traveler

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

นิทานเรื่องนี้มาจากหนังสือ “ช้าให้ชนะ” โดยคาซุโอะ อินาโมริ เจ้าของ Kyocera และผู้พลิกฟื้นสายการบิน JAL ครับ หนังสือเล่มนี้แปลโดยคุณโยซุเกะและคุณทสมา วรรธนะภูติ และจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์นครับ

—–

วันหนึ่งนักเดินทางผู้หนึ่งกำลังฝ่าลมหนาวของปลายฤดูใบไม้ร่วงเพื่อกลับบ้าน ระหว่างเดินอยู่ เขาก็สังเกตเห็นวัตถุสีขาวกระจายอยู่ตามทางเดิน เมื่อก้มล้งดูใกล้ๆ จึงรู้ว่ามันคือเศษกระดูกมนุษย์

ใจหนึ่งเขานึกสงสัยว่าเหตุใดจึงมีกระดูกอยู่ตามทางเช่นนี้ ทั้งแปลกประหลาดและน่าขนลุกสิ้นดี แต่ด้วยความที่กำลังรีบ เขาจึงตัดสินใจเดินทางต่อ แล้วจู่ๆ ก็มีเสือตัวใหญ่ปรากฎขึ้นตรงหน้า มันร้องคำรามด้วยเสียงดังกึกก้อง นักเดินทางตกใจจนก้าวขาไม่ออก ตอนนี้เขารู้แล้วว่ากระดูกพวกนั้นมาจากไหน มันคือเศษซากของเหล่านักเดินทางคนก่อนๆ ที่โดนเจ้าเสื้อตัวนี้ขย้ำตายนั่นเอง

นักเดินทางหันหลังกลับแล้ววิ่งหนีไปตามเส้นทางเดิม แต่เขาหลงทางจนมาหยุดอยู่ริมหน้าผา เบื้องล่างเป็นทะเลที่มีคลื่นลมเกรี้ยวกราด พอหันกลับไปมองก็เจอเจ้าเสื้อที่กำลังเดินอาดๆ เข้ามา เขาเดินหน้าต่อไม่ได้ จะถอยหลังก็ไม่ได้อีก เขาจึงตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นสนที่ตั้ังอยู่โดดเดี่ยวริมหน้าผา แต่แล้วเจ้าเสือก็ปีนตามขึ้นมา มันใช้กรงเล็บๆ ยาวๆ น่ากลัวตะปบลงบนเนื้อไม้

พอเห็นอย่างนั้น นักเดินทางก็ตระหนักว่าจุดจบของชีวิตใกล้จะมาถึงแล้ว เขาจึงทำใจยอมรับความตาย แต่ขณะนั้นเองเขาก็สังเกตเห็นเถาวัลย์ที่ห้องลงมาจากกิ่งไม้ตรงหน้า เขาจึงฉวยเอาไว้แล้วใช้มันไต่ลงมาจากหน้าผา แต่เถาวัลย์ยาวไม่พอจะพาเขาลงไปถึงพื้น เขาจึงห้อยต่องแต่งอยู่กลางอากาศ

เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นเจ้าเสือจ้องเขม็งลงมาและแลบลิ้นเลียริมฝีปาก พอมองลงไปด้านล่างก็เห็นมังกรทะเลสีแดง สีดำ และสีน้ำเงินแหวกว่ายอยู่ ทั้งสามตัวกำลังรอให้อาหารอันโอชะอย่างเขาตกลงไป ที่แย่ไปกว่านั้น เขายังได้ยินเสียงกัดแทะที่เถาวัลย์ เมื่อเงยหน้ามองก็เห็นหนูสีดำกับสีขาวผลัดกันแทะเถาวัลย์ที่เขาเกาะอยู่ หากหนูสองตัวนี้ยังแทะต่อไปเรื่อยๆ เถาวัลย์คงจะขาดและส่งเขาเข้าปากมังกรที่รออยู่เบื้องล่างเป็นแน่

เมื่ออับจนหนทาง นักเดินทางจึงกระตุกเถาวัลย์ไล่หนู แต่จู่ๆ ก็มีของเหลวหยดหนึ่งตกลงมาบนแก้มของเขา มันคือน้ำผึ้งนั่นเอง ตรงรากของเถาวัลย์มีรังผึ้งอยู่ น้ำผึ้งจึงหยดลงมาเข้าปากเขาทุกครั้งที่กระตุกเถาวัลย์ นักเดินทางที่เคลิบกับความหวานของน้ำผึ้งจึงลืมอันตรายที่กำลังเผชิญอยู่ เขาลืมไปว่าตัวเองกำลังหนีเสือปะมังกรและมีหนูกำลังกัดแทะสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขารอดชีวิต

ในหัวเขาคิดแต่เพียงว่าต้องกระตุกเถาวัลย์เพื่อให้ได้น้ำผึ้งมากิน

—–

คุณอินาโมริ ผู้เขียนหนังสือบอกว่า นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานที่พระพุทธองค์*ได้ทรงเล่าไว้

สัตว์และสิ่งของในเรื่องเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่าง

เสือคือความเจ็บป่วยและความตาย

ต้นสนคือสถานะ ทรัพย์สิน ชื่อเสียง และเกียรติยศ

เถาวัลย์คืออายุขัยของคนเรา**

หนูสีขาวกับหนูสีดำ คือกลางวันและกลางคืนที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน

มังกรน้ำเงิน แดง และ ดำ คือ โลภ โกรธ หลง***

และน้ำผึ้ง ก็คือความปราถนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ความร่ำรวย เซ็กส์ ชื่อเสียง และการนอนหลับ**

—–

ชีวิตของนักเดินทางแขวนอยู่บนเถาวัลย์ที่เปราะบางและพร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ

แต่แทนที่นักเดินทางคนนี้จะคิดค้นหาวิธีรอด เขามัวแต่เพลิดเพลินกับน้ำผึ้งที่หยดมาให้กินทีละหยดสองหยด กินอย่างไรก็ไม่อิ่ม และไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมาซักนิด

แล้วเรา…กำลังทำตัวเหมือนนักเดินทางคนนี้รึเปล่า?

—–

* สำหรับคนไทยที่เป็นพุทธเถรวาท อาจจะรู้สึกแปลกๆ ที่พระพุทธเจ้าจะพูดถึงมังกร แต่นี่เป็นนิทานที่คนญี่ปุ่นเอามาเล่า ผมจึงเดาว่าอาจมาจากฝั่งของพุทธมหายาน

** ความหมายของเถาวัลย์และน้ำผึ้ง ผมเอามาจากบล็อก ure Land Buddha: The Reality of Mankind — The Parable

*** ในหนังสือ บอกว่ามังกรสีดำคือความอิจฉาริษยา แต่ผมขอเปลี่ยนเป็นความหลง (โมหะ) เพื่อให้สอดคล้องกับกิเลสสามตัวที่คนไทยเราคุ้นเคยกันดี

—–

ขอบคุณนิทานจากหนังสือ ช้าให้ชนะ โดย คาซุโอะ อินาโมริ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Pure Land Buddha: The Reality of Mankind — The Parable 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

มรดก

20151217_WorkLivesOn

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่ แก่นแท้ต้องอยู่ที่เนื้องาน ความสำเร็จเป็นหลักคิดของดารา ไม่ใช่ศิลปิน พอดาราคนหนึ่งตายลงก็มีคนอื่นมาแทน ผมไม่สามารถมีชีวิตแบบนั้นได้”

พิเชษฐ กลั่นชื่น นักเต้นไทยผู้ร่ายรำในความมืด
a day 184 December 2015

วันนี้เพิ่งซื้อ a day เล่มใหม่มาครับ

พลิกไปเจอสัมภาษณ์ของคุณพิเชษฐ เจอคำพูดให้ชวนคิดเยอะเลย

ผมเคยฟังคุณพิเชษฐพูดใน TedX Bangkok และติดใจในลีลาของเขา แม้จะจำชื่อไม่ได้แต่สไตล์การเล่าเลื่องและความเป็นขบถที่อยู่ในตัวของเขานี่ผมจำได้แม่นเลย

ประโยคเด็ดในคำตอบของเขามีหลายประโยค แต่ที่ผมหยิบยกขึ้นมาคือประโยคนี้

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่”

ประโยคนี้คนอื่นผ่านมาเห็นอาจจะเข้าใจผิด นึกว่าหมายความว่า แม้ว่าเราจะทำงานจนตายไปแล้ว งานก็ยังไม่หมด!

แต่ความหมายของคุณพิเชษฐคือผลงานที่เราได้สร้างเอาไว้ จะมีอายุขัยยืนยาวกว่าชีวิตของเรา

—–

Stephen R. Covey ผู้เขียนหนังสือ The 7 Habits of Highly Effective People เคยกล่าวไว้ว่า คนเรามีความต้องการขั้นพื้นฐานหรือ Needs อยู่สี่อย่างก็คือ

To Live
To Love
To Learn
To Leave a Legacy

To Live คือความต้องการทางกายภาพ (Physical) อย่างการกิน ดื่ม ใช้

To Love คือความต้องการทางสังคม (Social) คือการมีครอบครัว มีเพื่อน มีคู่ครอง

To Learn คือความต้องการทางสติปัญญา (Mental) คือการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยอาจจะผ่านการอ่านหนังสือ หรือท่องโลกกว้าง

To Leave a Legacy คือความต้องการทางจิตวิญญาณ (Spiritual) ว่าเรามาทำอะไรที่นี่ และจะทิ้งอะไรไว้ให้กับคนรุ่นหลัง

ในโลกวัตถุนิยม เราอาจจะมุ่งเน้นความต้องการเชิง Physical มากไปนิด เพราะเราทำงานงกๆๆ พอได้เงินมาแล้วเราก็นำไป “เสพสุข”

ยิ่งเสพก็ยิ่งเบาโหวง เพราะความต้องการด้านอื่นๆ ของเราไม่ได้รับการเติมเต็ม

“พรุ่งนี้คุณก็ตายแล้ว แต่งานคุณยังอยู่”

ณ เวลานี้ ผมอุ่นใจ

เพราะอย่างน้อย ถ้า “พรุ่งนี้” ผมไม่อยู่แล้ว บทความต่างๆ ใน anontawong.com ก็จะเป็นมรดกของผม รวมถึงกิจกรรมและ know-how ต่างๆ ที่ผมได้ทำไว้ที่บริษัทด้วย

แล้วคุณล่ะ วันนี้คุณได้สร้างผลงานอะไรที่พอจะเป็นมรดกให้กับคนที่มาทีหลังบ้างรึยัง?

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก a day 184 December 2015

ขอบคุณภาพจาก Youtube: ถอดความเทพพนม | พิเชษฐ กลั่นชื่น | TEDxBangkok

Stand-up Meeting ทางเลือกใหม่ของการประชุม

20151216_StandupMeeting

สวัสดีครับ

ตามที่สัญญาไว้ในบล็อกเมื่อวานนี้ว่า วันนี้จะมาเล่าถึงอีกเทคนิคหนึ่งที่มักใช้กันในหมู่นักพัฒนาซอฟทแวร์ที่ใช้หลัก Agile Methodology

โดยเทคนิคนี้ผมเห็นว่าสามารถนำไปใช้กับองค์กรไหนๆ ก็ได้

นั่นก็คือ Stand Up Meeting หรือการประชุมแบบยืนคุยนั่นเองครับ

ก่อนอื่นเรามาดูข้อด้อยของการประชุมที่เราคุ้นเคยกันก่อน

  • ใช้เวลานาน อาจจะครั้งละหนึ่งชั่วโมงหรือมากกว่านั้น เพราะบางทีก็คุยกันนอกเรื่องถ้าคนคุมประชุมไม่มีประสิทธิภาพ
  • ความถี่ไม่เพียงพอ การประชุมทีมมักจะเกิดขึ้นสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรือสองสัปดาห์ครั้ง ซึ่งบางทีกว่าจะรู้ปัญหาก็อาจจะสายไปหน่อย
  • มีคนพูดไม่กี่คน เวลาประชุมทีมหัวหน้าทีมมักจะเป็นคนที่พูดเยอะที่สุด และบางคนในทีมมักจะไม่มีโอกาส (หรือไม่อยาก) พูดเลย
  • ยุ่งยาก ไหนจะต้องหาห้องประชุม ไหนจะต้องเตรียมสไลด์ ไหนจะต้องจดรายงานการประชุม (ที่ไม่มีใครอ่าน)

การทำสแตนด์อั๊พมีทติ้งจะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ครับ

มาดูหลักการของสแตนด์อั๊พมีทติ้งกันก่อน

  • มีประชุมทุกวัน และเป็นเวลาเดิม ที่บริษัทผมมักจะจัดตอน 9.30 น. ถือเป็นการบังคับไม่ให้คนในทีมมาสายเกินไปด้วย
  • ไม่ต้องใช้ห้องประชุม ใช้พื้นที่ว่างที่ใกล้ที่สุดของทีมเราก็พอ
  • ทุกคนต้องยืนประชุม ห้ามนั่งเก้าอี้
  • ใช้เวลาประชุมไม่เกิน 15 นาที
  • หลายทีมจะมี Kanban Board เพื่อใช้ในการคุยกันถึงความคืบหน้าของงานแต่ละชิ้นของทุกคนในทีม
  • เวลาพูดจะผลัดกันพูด ว่างานของตัวเองไปถึงไหนแล้ว เจออุปสรรคอะไรบ้าง ต้องการความช่วยเหลืออะไรมั้ย และจะวนพูดทีละคนจนกว่าทุกคนจะได้รายงานความคืบหน้าของตัวเอง
  • ถ้าประเด็นไหนต้องคุยกันแบบลงรายละเอียด ก็จะเก็บไว้ไปคุยนอกรอบเฉพาะกับคนที่จำเป็นต้องคุยด้วย
  • ไม่ต้องจดรายงานการประชุม

จะเห็นได้ว่าการประชุมแบบสแตนด์อั๊พมีทติ้งจะเอื้อให้การประชุมเสร็จอย่างรวดเร็ว (เพราะยืนประชุมนานๆ ไม่ได้ มันเมื่อย!) มีการได้คุยกันทุกเช้าทำให้สามารถแก้ไขปัญหาหรืออุปสรรคได้อย่างทันท่วงที และทุกๆ คนในทีมจะได้พูดถึงงานของตัวเอง

การประชุมแต่ละครั้งใช้เวลา 10-15 นาที คุยกันสัปดาห์ละห้าวันก็ใช้เวลารวมกันไม่เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งเท่ากับการประชุมแบบเก่าที่คุยกันสัปดาห์ละชั่วโมงเลย

แต่ผมว่าประชุมแบบสแตนด์อั๊พมีทติ้งได้เนื้อได้หนังกว่ากันเยอะครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia: Stand-up Meeting 

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Equipe durante um stand up meeting (daily meeting).by Improve It

ทำงานให้ดีขึ้นด้วย Kanban Board

20151215_KanbanBoard

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา คอนเซ็ปต์ที่มาแรงในหมู่นักพัฒนาซอฟท์แวร์คือเรื่องของ Agile Methodology

Agile แปลว่ารวดเร็วว่องไว และ Agile Methodology คือปรัชญาการทำงานที่เน้นให้เราผลิตซอฟท์แวร์ออกมาให้ไวๆ เพื่อรับมือกับโลกที่หมุนเร็วขึ้น

สิ่งที่มากับอาไจล์ก็คือหลักวิธีปฏิบัติบางอย่างที่ผมเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์แม้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตซอฟท์แวร์

เลยอยากจะมาแชร์สองเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนทำงานทุกคนครับ

วันนี้ขอคุยเรื่องแรกก่อน – Kanban Board – กันบันบอร์ด

กันบัน (กันบัง / คันบัน อ่านได้หลายแบบ) เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า visual signal หรือ card เทคนิคนี้เกิดขึ้นในโตโยต้าตั้งแต่ทศวรรษ 1940 

อุปกรณ์ที่ใช้คือแผ่น post-it แล้วก็ไวท์บอร์ดหรือบอร์ดอะไรก็ได้ที่ตีตารางแบ่งงานเป็น Phase แล้ว ตัวอย่างเหมือนในรูปด้านบนครับ (To Do / Doing / Done)

ในบริษัทซอฟท์แวร์ เฟสของงานก็อาจจะเป็น Backlog / Development / Testing / Done

ซึ่งคุณสามารถปรับเปลี่ยนเฟสให้ตรงตามเนื้องานที่เกิดขึ้นจริงครับ

เพื่อจะให้เห็นภาพง่ายสุด ผมขอยกตัวอย่าง Kanban Board ที่คุณ William Pietri แชร์ให้ฟังใน Quora นะครับ

คุณวิลเลี่ยมบอกว่าที่บ้านของเขานั้น กันบันบอร์ดจะมีทั้งหมด 5 เฟสคือ Backlog / On deck / Doing / On Hold / Done

จากนั้นเราก็กำหนดว่าในแต่ละเฟสจะให้ใส่งานลงไปได้กี่ชิ้น

สำหรับวิลเลี่ยม เขาตั้งกฎสำหรับตัวเองไว้ว่า On Deck มีงานได้ไม่เกิน 6 ชิ้น Doing มีได้ไม่เกิน 3 และ On Hold ก็ใส่ได้ไม่เกิน 3 ชิ้นเช่นกัน (ส่วน Backlog กับ Done ไม่มีลิมิตเพราะเป็นขาเข้ากับขาออก)

ความเจ๋งของกันบันบอร์ดก็คือมันทำช่วยให้เรารู้ว่า ช่วงนี้เราควรโฟกัสงานอะไรบ้าง

ถ้างานชิ้นนั้นยังไม่ได้ On Deck เราก็จะไม่คิดถึงมัน

ถ้างานชิ้นนั้นไม่ได้อยู่ในคอลัมน์ Doing เราก็จะยังไม่ทำมัน

แลถ้าคอลัมน์ Doing มีงานครบ 3 ชิ้นตามลิมิตแล้ว เราก็จะไม่เอางานชิ้นอื่นเข้ามาอยู่ในคอลัมน์ Doing นี้จนกว่าจะเคลียร์งานอย่างน้อยหนึ่งชิ้นใน Doing ให้เสร็จแล้วย้ายไปอยู่ Done เสียก่อน

แต่ถ้ามีงานบางงานมันเร่งรีบจริงๆ เราก็อาจจะย้ายงานที่อยู่ใน Doing บางงานไปอยู่ใน On Hold (ซึ่งก็มีได้ไม่เกิน 3 ชิ้นเช่นกัน)

วิธีนี้จะจำกัดให้งานที่เราถืออยู่ ณ ช่วงใดช่วงหนึ่งมีไม่เกิน 3 ชิ้นเท่านั้น

ซึ่งนั่นก็จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นเยอะเลย เพราะไม่ต้องมานั่งตัดสินใจหลายทีว่าวันนี้จะทำอะไรดีนะ

ย้ำอีกทีนะครับว่าเรามีสิทธิ์กำหนดได้เองเลยว่าจะมีเฟสอะไรบ้าง และในแต่ละเฟสจะมีงานได้กี่ชิ้น เพราะงานของทุกคนต่างกันอยู่แล้ว

ตอนนี้ที่ออฟฟิศผมมีคนใช้กันบันบอร์ดกันเพียบ ทั้งใช้สำหรับงานของตัวเองและจัดการงานของทีม

ถ้าอ่านแล้วเห็นว่าน่าสนใจ ลองศึกษาเพิ่มเติมใน Youtube ได้นะครับ ผมเลือกมาสองตัวที่เห็นว่ามีคนดูเยอะๆ และยาวไม่เกินห้านาทีครับ

ตอนถัดไป ผมจะพูดถึงอีกเทคนิคนึงของ Agile Methodology ครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: William Pietry’s answer to What are some uncommon ways to work smarter instead of harder? 

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia