เปล่งแสง

20150920_Geniuses

Thousands of geniuses live and die undiscovered – either by themselves or by others.

อัจฉริยะหลายพันคนใช้ชีวิตและตายไปโดยไม่มีใครรู้เลยว่าเป็นอัจฉริยะ (รวมถึงตัวเขาเองด้วย)

– Mark Twain

—–

อ่านประโยคนี้ของมาร์ค ทเวนแล้วผมนึกถึง “เราต่างมีแสงสว่างในตัวเอง” หนังสือรวบรวมบทสัมภาษณ์โดยวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์ที่ผมชื่นชอบที่สุด

สารภาพตรงนี้ว่าผมจำเนื้อหาในหนังสือไม่ได้แล้ว แต่ชอบชื่อหนังสือมาก

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีความเป็นอัจฉริยภาพในด้านใดด้านหนึ่ง

และถ้าเราใช้มันถูกที่ถูกเวลาเราก็ย่อม “เปล่งแสง” ออกมา

เปล่งแสง มิใช่เพื่อให้เราดูดี แต่เพื่อเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ

ใครที่ทำงานมานานจนเคยชินกับโหมด Comfort Zone อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่าเรามีความเก่งกาจทางด้านไหน

หรือบางคนอาจจะเจอสถานการณ์บีบบังคับให้จำใจต้อง “วาง” สิ่งที่ตัวเองเคยทำได้ดีที่สุดเอาไว้ก่อน เพื่อมาเอาตัวรอดกับชีวิตในแต่ละวัน

แต่ถ้าเราสามารถแบ่งเวลาสักวันละห้านาทีสิบนาที เพื่อมาทำสิ่งที่เราถนัดและทำให้เรามีความสุข กิจกรรมนั้นอาจจะช่วยให้เรา “รับมือชีวิต” ได้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้นะครับ

—–

เคยมีวิทยากรท่านหนึ่งมาบรรยายที่บริษัทผม เขาเล่าให้ฟังถึงช่วงที่ยังเป็นพนักงานประจำอยู่บริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่ซึ่งต้องงานหนักมาก แต่ก็ยังเจียดเวลามานั่งขีดๆ เขียนๆ

เขาบอกว่าการได้เขียนหนังสือตอนกลางคืน คือน้ำหล่อเลี้ยงให้เขามีแรงทำงานในวันรุ่งขึ้น

และกลับกัน สิ่งที่เขาได้พบได้เห็นจากที่ทำงาน ก็เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับการเขียนหนังสือ

ถ้าตอนนั้นผู้ชายคนนี้คิดว่า ทำงานโฆษณาก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว จะเอาแรงเอาเวลาที่ไหนมาเขียนหนังสือ

ประเทศไทยคงไม่ได้รู้จักนักคิดนักเขียนนามว่า “นิ้วกลม”

—–

หากวันนี้งานที่คุณทำอยู่ไม่ได้เอื้อให้คุณได้ใช้ศักยภาพเต็มที่

กลับถึงบ้านวันนี้ ไม่ลองขุดเอาสิ่งที่ตัวเองเคยหลงใหลออกมาทำอีกสักครั้งล่ะครับ?

อาจจะต้องยอมเสียเวลาเล่นเฟซบุ๊คไปบ้าง หรืออาจต้องตื่นเช้าขึ้นอีกหน่อย

แต่แลกกับการได้ “เปล่งแสง”

ผมว่ามันคุ้มนะ

—-

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

3 ขั้นตอนสำหรับการสร้างอุปนิสัยใหม่

20150919_HabitBuilding

ช่วงปีที่ผ่านมานี้ผมได้ทดลองวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยให้เราสร้างนิสัยใหม่ๆ เช่นการเขียนบล็อก ออกกำลังกาย ฝึกภาษา หรือเล่นดนตรีได้

เคล็ดลับที่ว่านั้นมีสามขั้นตอนง่ายๆ

1. เลือกสิ่งที่เราอยากทำเป็นนิสัย
2. เลือกสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว
3. ทำข้อ 1 ก่อนข้อ 2

ตัวอย่างเช่น

1. เลือกสิ่งที่เราอยากทำเป็นนิสัย = เขียนบล็อกทุกวัน
2. เลือกสิ่งที่เราทำเป็นนิสัยอยู่แล้ว = เล่นเฟซบุ๊ค
3. เขียนบล็อกให้เสร็จก่อน ถึงจะเล่นเฟซบุ๊ค

อย่างวันนี้ใกล้จะสามทุ่มแล้ว ผมก็ยังไม่ได้เขียนบล็อก และก็ยังไม่ได้เล่นเฟซบุ๊คด้วย (เนื่องจากผมหยุดเล่นเฟซบุ๊คบนมือถือมาเกือบเดือนแล้ว)

ตอนนี้ก็เลยมานั่งเขียนบล็อกให้เสร็จ แล้วค่อยไปเล่นเฟซบุ๊คเพื่อเป็นการให้รางวัลตัวเอง

อีกสองตัวอย่างที่ผมใช้วิธีการคล้ายคลึงกัน

1. สิ่งที่อยากทำ = นั่งสมาธิทุกวัน
2. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว = เข้านอน
3. นั่งสมาธิก่อน ถึงจะเข้านอน

1. สิ่งที่อยากทำ = วิดพื้น
2. สิ่งที่ทำอยู่แล้ว = แต่งตัวไปทำงาน
3. วิดพื้นก่อน แล้วค่อยแต่งตัว

และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่ผมคิดว่าได้ผลดีทีเดียว ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

ผมต้องขอตัวไปเล่นเฟซบุ๊คละ!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

No More Zero Days

20150918_NoMoreZeroDays

วันนี้วันศุกร์ แต่วันนี้ไม่มีนิทานนะครับ*

แต่ถึงจะไม่มีนิทาน ผมก็ยังมีของดีไม่แพ้กันมาเล่าให้ฟังอยู่ดี

เป็นคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจมาก เรียกว่า No More Zero Days – จะไม่มีวันไหนที่สูญเปล่าอีกต่อไป

เรื่องนี้มีต้นทางมาจากการพูดคุยกันในเว็บไซต์ที่ชื่อว่า reddit.com ซึ่งที่เมืองนอกดังมาก แต่ผมไม่ค่อยชอบอ่านเท่าไหร่เพราะตัวหนังสือมันเป็นพรืดๆ เหมือนพวกเด็กเนิร์ดคุยกัน อ่านแล้วไม่สบายตาเลย

มีนักศึกษาคนหนึ่งภายใต้ล็อกอิน maxtolife มาตั้งกระทู้ว่า I just don’t care about myself.

Max กำลังเรียนอยู่ปีสาม (เข้าใจว่าซิ่วมาเพราะเขียนว่า I’m a junior transfer) แต่เขาไม่รู้สึกอยากเรียนหนังสือเลย เพื่อนๆ พยายามจะช่วยเหลือเขาแล้ว แต่พอฮึดได้ซักสัปดาห์ก็กลับมาอยู่ในสภาพเดิมอยู่ดี เขาไม่มีเงิน และไม่รู้สึกว่ามีใครใส่ใจเขาเลยซักคน แม้กระทั่งตัวเองก็ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ให้ชีวิต

อ่านคำถามของแม๊กซ์เต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

https://www.reddit.com/r/getdisciplined/comments/1q96b5/i_just_dont_care_about_myself/

คำตอบที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดมาจากยูเซอร์ ryan01

ไรอันบอกอย่างนี้ครับ ใครไม่อยากอ่านภาษาอังกฤษจะข้ามไปอ่านย่อหน้าถัดไปที่ผมแปลให้ก็ได้ แต่ยังไงผมก็แปลออกมาไม่ได้อารมณ์เท่าเขาแน่ๆ

Rule numero uno – There are no more zero days. What’s a zero day? A zero day is when you don’t do a single fucking thing towards whatever dream or goal or want or whatever that you got going on. No more zeros. I’m not saying you gotta bust an essay out everyday, that’s not the point. The point I’m trying to make is that you have to make yourself, promise yourself, that the new SYSTEM you live in is a NON-ZERO system. Didnt’ do anything all fucking day and it’s 11:58 PM? Write one sentence. One pushup. Read one page of that chapter. One. Because one is non zero. You feel me? When you’re in the super vortex of being bummed your pattern of behaviour is keeping the vortex goin, that’s what you’re used to. Turning into productivity ultimate master of the universe doesn’t happen from the vortex. It happens from a massive string of CONSISTENT NON ZEROS. That’s rule number one. Do not forget.

กฎข้อแรก – อย่าให้มี “วันศูนย์” อีกต่อไป (อย่าให้มีวันไหนที่สูญเปล่าอีกต่อไป)

วันศูนย์คืออะไร?

วันศูนย์คือวันที่นายไม่ได้ทำเ-ี้ยอะไรเลยเกี่ยวกับเป้าหมายหรือความฝันของนายหรืออะไรก็แล้วแต่ที่นายเริ่มทำไปแล้ว ห้ามมีวันศูนย์อีก

เราไม่ได้บอกว่านายจะต้องเขียนเอสเสวันละหนึ่งบทความทุกวัน ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นที่เราอยากจะบอกก็คือนายต้องสัญญากับตัวเอง และบังคับตัวเองว่า ระบบใหม่ที่นายจะใช้เป็นระบบ “ไร้ศูนย์”

วันนี้ไม่ได้ทำเ-ี้ยอะไรเลย และตอนนี้ห้าทุ่มห้าสิบแปดนาทีแล้ว? เขียนหนังสือหนึ่งประโยค หรือวิดพื้นหนึ่งครั้ง หรืออ่านหนังสือหนึ่งหน้า แค่หนึ่งก็พอ เพราะแค่หนึ่งก็เพียงพอที่จะไม่ใช่ศูนย์แล้ว

พอเข้าใจเรามั้ย เวลานายตกอยู่ในวังวนที่ไร้ทิศทาง พฤติกรรมเก่าๆ ของนายยิ่งทำให้น้ำมันหมุนวนไปเรื่อย เพราะนายเคยชินกับแบบนั้น

การเป็นเจ้าจักรวาลแห่งความมีประสิทธิภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในวังวนแบบนั้นหรอกนะ

การเป็นเจ้าจักรวาลเกิดได้จากการสร้าง “เชือกแห่งวันที่ไม่สูญเปล่า” เท่านั้น

นี่คือกฎข้อแรก ห้ามลืมข้อนี้เด็ดขาด

—–

ไรอันยังให้กฎอีกสองข้อ ซึ่งอ่านเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

ผมเคยได้ยินเรื่องราวอย่างนี้มาแล้ว เช่น Jerry Seienfield นักแสดงตลกชื่อดังนั้นเคยมีปฏิทินขนาดยักษ์แปะอยู่บนฝาผนัง และทุกวันที่เขาซ้อมพูดตลก เขาจะกากบาทวันนั้นลงในปฏิทิน

หลังจากซ้อมไปได้ 3-4 วัน กากบาทเหล่านั้นก็จะเชื่อมต่อกันจนหน้าตาคล้ายๆ โซ่ ( XXXX )

หน้าที่ของเราคืออย่าปล่อยให้โซ่ขาด – Don’t break the chain ซึ่งก็คือต้องซ้อมทุกวันเพื่อให้เติมกากบาทได้ในทุกช่องนั่นเอง

แต่ส่วนตัวผมชอบคำว่า No More Zero Days มากกว่า มันกินใจดี

ถ้าคุณมีอะไรซักอย่างที่อยากทำ (เช่นลดน้ำหนัก นั่งสมาธิ หรือเขียนบล็อก) ลองเอาหลักการ No More Zero Days ไปใช้ดูครับ

ความเจ๋งของ No More Zero Days คือเราไม่จำเป็นต้องทำให้ได้เพอร์เฟ็คทุกวัน อย่างน้อยถ้าวันนี้ยังเหลือเวลาอีกแค่หนึ่งหรือสองนาที เราก็ยังเดินเข้าใกล้เป้าหมายเราได้ แม้จะแค่หนึ่งก้าวหรือครึ่งก้าวก็แล้วแต่

ผมเองก็ใช้หลักการ No More Zero Days กับการเขียนบล็อก และตอนที่ผมไปเป็นโค้ชให้น้องๆ ที่ Wongnai ลดน้ำหนัก ผมก็ย้ำกับเขาเหมือนกันว่า อย่าปล่อยให้วันไหนสูญเปล่า ถ้าห้าทุ่มแล้วยังไม่ได้ออกกำลังกายเลย อย่างน้อยต้องลุกขึ้นมากระโดดตบซัก 20-30 ที เพื่อที่วันนี้จะได้ไม่เป็น Zero Day.

เมื่อเรามี Non-Zero Days บ่อยๆ เข้า เราก็จะเริ่มเชื่อมั่นตนเอง

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือเราจะกลายเป็นคนที่มีสัจจะ

และคนที่มีสัจจะกับตัวเอง ย่อมมีชีวิตที่ดีได้แน่นอน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลน

20150917_SayNo

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผมสอนวิชา Time Management แล้วเจอสไลด์หนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะเอามาเขียนลงบล็อกซะหน่อย

เป็นข้อคิดที่ได้มาจากการไปสัมภาษณ์ท็อด ชายชาวแคเนเดี้้ยนที่เป็นคนสำคัญในการก่อตั้งศูนย์ซอฟท์แวร์ของรอยเตอร์ที่เมืองไทยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว และเคยเป็นหัวหน้าของหัวหน้าของหัวหน้าของผม ตอนที่ผมเข้าทำงานที่นี่ใหม่ๆ

ผมถามท็อดว่า มีคำแนะนำอะไรเกี่ยวกับ Time Management มั้ย

เค้าบอกว่าปัญหาเรื่องการจัดสรรเวลานั้น มักจะเกิดกับคนนิสัยดี – “Only nice people have problems with time management”

ส่วนคนนิสัยแย่ๆ ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้หรอก – “Nasty people don’t have this problem – they just say “No” to everything!”

ท็อดบอกว่า คนไทยมักจะไม่ค่อยมีปากเสียงกับพวกฝรั่งเท่าไหร่ เขาขอหรือเขาสั่งอะไรมา เราก็เออออเซย์เยสไปเสียหมด

ซึ่งพอเซย์เยสบ่อยๆ เข้า ก็ย่อมนำมาสู่ปัญหางานล้นมือจนทำไม่ทัน

ดังนั้น ท็อดจึงบอกว่า เราควรจะหัดปฏิเสธให้เป็น แต่ต้องปฏิเสธอย่างมีศิลปะด้วย – “You have to learn to say no with an option”

แล้ว with an option นี่คือยังไงอ่ะ?

ท็อดก็อธิบายต่อว่า สมมติหัวหน้าเอางานชิ้นใหม่มาให้ แล้วถามเราว่าขอพรุ่งนี้ได้มั้ย

ถ้าเราตอบว่า “ได้ครับ” ก็อาจทำให้เราต้องอยู่ดึกเกินไปหรือส่งงานชิ้นอื่นไม่ทัน

หรือถ้าเราตอบว่า “ไม่ได้ครับ” ก็อาจจะทำให้หัวหน้ามองเราไม่ดี

ดังนั้นคำตอบที่น่าจะมีประโยชน์กว่าก็คือ “ถ้าส่งพรุ่งนี้เกรงว่างานจะออกมาไม่ดี ผมขอส่งวันมะรืนนี้แทนได้มั้ยครับ”

นี่คือการ Say No with an Option ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราอาจจะไม่ค่อยได้ทำกัน

ตัวอย่างเพิ่มเติมสำหรับการ say no with an option ก็เช่น

“ผมจะขอแบ่งงานบางส่วนให้ต้อมทำได้รึเปล่าครับ จะได้แน่ใจว่าเสร็จทันตามกำหนด”

หรือ

“มีส่วนไหนที่หัวหน้าต้องการด่วนที่สุดครับ? ผมขอทำส่วนนั้นส่งให้หัวหน้าภายในพรุ่งนี้ ส่วนงานที่เหลือผมขอทยอยส่งให้ได้มั้ยครับ ช่วงนี้งานเดือดจริงๆ ครับ”

หรือ

“ถ้าเขียนเป็นรายงานทั้งเล่มพรุ่งนี้น่าจะลำบากครับ แต่ถ้าผมทำเฉพาะตัวเลขกับกราฟให้หัวหน้าไปใช้พรีเซ้นก่อน หัวหน้าโอเคมั้ยครับ”

หลักการก็คือ ถ้าเราไม่ไหว ก็อย่าไปตอบรับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แต่ควรจะคิดหาทางออกให้กับคนที่มาขอให้เราช่วยด้วย

อ้อ ส่วนใครที่เจอหัวหน้าที่ชอบสั่งงานกระชั้นๆ แล้วทุกอย่างเร่งด่วนและสำคัญไปหมด ท็อดก็บอกว่าเราควรจะถามหัวหน้ากลับว่า

“If it’s so important, why didn’t you tell me earlier?”

ถ้ามันสำคัญขนาดนั้น ทำไมหัวหน้าไม่บอกผมตั้งแต่เนิ่นๆ ล่ะฮะ?

แน่นอน วิธีพูดอย่างนี้ไม่สามารถใช้ได้กับหัวหน้าทุกคน แต่ผมเชื่อว่าเรามีวิธีพูดเป็นนัยๆ ด้วยรูปประโยคอื่น แต่ผมคงไม่สามารถยกประโยคตัวอย่างให้ได้ เพราะสภาพการทำงานของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน

อ้อ ทักษะการ say no with an option นี่ไม่จำกัดเฉพาะตอนคุยกับหัวหน้าหรือคุยกับฝรั่งนะครับ เอาไว้คุยกับเพื่อนร่วมงานแผนกอื่นที่มาขอให้เราช่วยเหลือก็ได้เหมือนกัน

ลองแล้วได้ผลยังไงมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ไว้อาลัยชายในตำนาน (ที่คุณอาจไม่รู้จัก)

20150916_Scott

เช้านี้ผมได้รับข่าวเศร้าเรื่องการจากไปของสก๊อต ดินส์มอร์ (Scott Dinsmore)

สก๊อตเป็นผู้ก่อตั้ง Live Your Legend, community ซึ่งมีเป้าหมายที่จะช่วยให้เราค้นพบงานที่ตัวเองรักและใช้ชีวิตในแบบที่เราต้องการ (ตอนนี้มีสมาชิกกว่าแสนคนใน 182 ประเทศ)

ผมไม่แน่ใจว่าเริ่มรู้จักสก๊อตคนนี้ได้ยังไง แต่ถ้าให้เดา น่าจะมาจาก Leo Babauta เจ้าของ Zen Habits บล็อกที่ได้รับการขนานนามโดย Time Magazine ว่าเป็น 25 Best Blogs of 2009

และหนึ่งในหนังสือของลีโอ – The Power of Less ก็ได้รับตีพิมพ์เป็นภาษาไทยภายใต้ชื่อ ทำน้อยให้ได้มาก โดยสำนักพิมพ์วีเลิร์น

ลีโอเป็นทั้งเพื่อนสนิทและโค้ชของสก๊อต และลีโอนี่เองที่เป็นคนส่งข่าวเรื่องการเสียชีวิตของสก๊อตผ่านบล็อกตอนนี้ของเขา

อ่านบล็อกที่ลีโอเขียนถึงสก๊อตแล้วรู้เลยว่าความรักที่เพื่อนมีต่อเพื่อนนั้นมันลึกซึ้งแค่ไหน

เมื่อตอนต้นปีนี้ สก๊อตกับเชลซี (ภรรยา) ขายสมบัติที่มีทั้งหมด และออกเดินทางรอบโลกด้วยแบ็คแพ็คคนละใบ พร้อมทั้งคอยเขียนบล็อกอัพเดตลง LiveYourLegend.net ทุกสัปดาห์ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน

บล็อกสุดท้ายที่เขาเขียนคือเรื่อง I’m Going Off the Grid: Therapy for an Addicted & Over-Connected World

แปลง่ายๆ ว่าช่วงนี้จะใช้ชีวิตแบบไม่มีสัญญาณมือถือและอินเตอร์เน็ตนะ

เพราะสก๊อตกับเชลซีกำลังจะไปปีนภูเขาคิริมันจาโจ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในทวีปแอฟริกา แถมบนยอดเขายังมีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่อีกด้วย

ขณะที่สก๊อตกำลังจะถึงยอดเขา เกิดหินถล่ม ส่งผลให้สก๊อตจากไปในวัยเพียง 33 ปี ส่วนภรรยานั้นปลอดภัย

ผมเองไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของสก๊อต แต่เท่าที่เคยฟังเขาพูดและอ่านบทความ ก็สัมผัสได้ถึงพลังที่เปี่ยมล้น และความปรารถนาที่อยากจะช่วยเหลือคนให้ได้ทำงานที่รักจริงๆ

จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่เราต้องสูญเสียคนอย่างสก๊อตไป

แต่ถึงสก๊อตจะไม่อยู่แล้ว LiveYourLegend.net (ใช้ชีวิตของคุณให้เป็นตำนาน) ก็ยังอยู่ ผมเข้าไปอ่านบล็อกเก่าๆ ของเขา ดาวน์โหลดเอกสารหลายชิ้นที่เขาตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อประโยชน์สาธารณะ และกลับไปดูการพูดของสก๊อตที่ TEDx เรื่อง How to find and do work you love อีกครั้ง

สก๊อตบอกว่า หลักการสามข้อที่จะช่วยให้เราได้ทำงานที่ตัวเองรักก็คือ

1. Become a self-expert – เข้าใจตัวเองให้มากๆ
2. Do the impossible – กล้าทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (Everything was impossible until somebody did it).
3. Surround yourself with passionate people – คลุกคลีกับคนที่มีพลังชีวิต

การจากไปของสก๊อตช่วยเตือนใจผมสามเรื่อง

1. เราอาจตายเมื่อไหร่ก็ได้ แม้ว่าจะยังอายุน้อยแค่ไหน แข็งแรงแค่ไหน หรือเป็นคนดีแค่ไหน
2. ใช้ชีวิตให้ตรงกับใจที่สุด ไม่ใช่อะไรๆ ก็ขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคนอื่น
3. สร้างอะไรซักอย่างที่เป็นประโยชน์และอยู่ได้ยืนยาวกว่าชีวิตของเรา

ขอให้ดวงวิญญาณของสก๊อต ดินส์มอร์สู่สุคติสัมปรายภพครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Good Life Project: Scott Dinsmore: Live Your Legend and Connect With Anyone

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่