มักน้อย

20150620_FewerGoals

“Limit yourself to fewer goals and you’ll achieve more.”

มีเป้าหมายให้น้อยลง แล้วคุณจะสำเร็จมากขึ้น

– Leo Babauta

—–

ทุกวันนี้เรามีทางเลือกเยอะเหลือเกิน

เมื่อทางเลือกดีๆ เยอะไปหมด จึงเป็นการยากที่จะตัดสินใจ พวกเราหลายคนจึงคิดจับปลาหลายมือไปโดยไม่รู้ตัว

อยากรวย
อยากหุ่นดีขึ้น
อยากไปวิ่งมาราธอน
อยากเก็บเงินซื้อจักรยาน
อยากมีธุรกิจส่วนตัว
อยากไปเที่ยวเมืองนอก
อยากได้เลื่อนขั้น
อยาก ฯลฯ

ยิ่งเรามีความอยากหรือเป้าหมายเยอะเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะสำเร็จยิ่งน้อยลงเท่านั้น

เพราะเวลาและพลังงานของเราไม่ได้เป็นอนันต์

วิธีที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จมากขึ้น จึงไม่ใช่การทำงานหนักขึ้น

แต่เป็นการชัดเจนกับตัวเองว่าเราต้องการอะไรที่สุดในตอนนี้ต่างหาก

ในหนังสือ The ONE Thing, Garry Keller ผู้เขียนบอกว่าเราควรจะมี The ONE Thing หรือเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเพียงเรื่องเดียว

และถ้าเราสามารถให้เวลากับ The ONE Thing ได้ทุกวัน ผลลัพธ์นั้นจะทบเท่าทวีคูณ

The ONE Thing ของผมตลอดปี 2558 คือการเขียนบล็อกวันละหนึ่งบทความ

ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคมเป็นต้นมา ผมใช้เวลาวันละ 30 นาที – 120 นาทีที่จะทำ The ONE Thing นี้

แป๊ปๆ นี่ก็เกือบจะครึ่งปีแล้ว เขียนบล็อกไปแล้วถึง 30+28+31+30+31+20 = 170 ตอน (รวมบทความนี้ด้วย)

ซึ่งน่าชื่นใจไม่น้อย และผมก็เริ่มมีลางสังหรณ์ว่าการเขียนบล็อกวันละตอนนี้จะนำพาไปสู่โอกาสและประสบการณ์ใหม่ๆ ในชีวิต

ถ้าคุณผู้อ่านรู้สึกว่าตัวเองยังทำอะไรไม่ได้ตามเป้าซักที ลองลดจำนวนเป้าของตัวเองดูมั้ยครับ ยิ่งเหลือได้แค่หนึ่งอย่างได้ยิ่งดี

การมี The ONE Thing ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องละเลยเรื่องอื่นในชีวิตนะครับ

ผมเองก็ยังต้องทำงานเต็มเวลา ยังต้องขับรถรับส่งภรรยา ยังต้องวิ่งหาผู้รับเหมามาต่อเติมบ้านใหม่ที่ (หวังว่า) จะย้ายเข้าปลายปีนี้

แต่การมี The ONE Thing ณ ช่วงเวลาใดก็ตาม ทำให้เราไม่สับสนว่า กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในวันนี้ของเราคืออะไร

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ถ้ามีเวลาว่าง ลองสำรวจดูครับว่าอะไรที่น่าจะเป็น The ONE Thing ที่เราตั้งใจจะให้เวลากับมันทุกวันได้

เมื่อเลือกแล้วก็ลองลงมือทำมันทุกวัน ไม่เว้นแม้วันหยุดราชการ

แล้วคุณจะแปลกใจกับตัวเองครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ฮิปโป สัตว์โลก(ไม่)น่ารัก

20150619_Hippo

วันนี้วันศุกร์ สบายๆ ขอนำเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจาก Quora มาฝาก

เป็นเกร็ดความรู้ที่อาจช่วยชีวิตคุณได้เลยทีเดียว

มีคนตั้งคำถามไว้ใน Quora ว่าทำไมคนอียิปต์โบราณถึงเกรงกลัวฮิปโป (Why did Ancient Egyptians fear hippos?)

คำตอบสุดเจ๋งมาจาก Vincen Mathai ครับ

วินเซ้นบอกว่าจริงๆ แล้วฮิปโปเป็นสัตว์ที่อันตรายมาก มีกำลังดั่งช้างสารและมีความดุร้ายดั่ง honey badger (หมีกินรังน้ำผึ้ง ซึ่งได้รับการขนานนามโดยกินเนสบุ๊ค ว่าเป็น the most fearless animal สัตว์ที่ไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด)

มีการคาดการณ์ว่า ทุกๆ ปีมีคนตายด้วย “น้ำมือ” ของฮิปโปไม่ต่ำกว่าปีละ 300 คน ทำให้ฮิปโปขึ้นแท่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ที่สุดในโลก ทิ้งห่างปลาฉลามที่ฆ่าคนแค่ปีละ 10 คนไปแบบไม่เห็นฝุ่น

อยู่ในน้ำฮิปโปสามารถสู้กับจรเข้ได้อย่างสูสี เวลาอยู่บนบกก็สามารถสู้กับสิงโตได้แบบสมน้ำสมเนื้อ

อ้อ แล้วถ้าใครคิดว่าถ้าเจอฮิปโปโกรธแล้วจะวิ่งหนีทันก็คิดใหม่นะครับ เพราะฮิปโปวิ่งเร็วกว่ายูเซน โบลต์ (Usian Bolt) มนุษย์ที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกซะอีก  เพราะมนุษย์ที่เร็วที่สุดวิ่งได้ 40 ก.ม.ต่อชั่วโมง แต่ฮิปโปวิ่งได้ 50 ก.ม. ต่อชั่วโมง ถ้าให้ฮิปโปมาวิ่งแข่ง 100 เมตร มันจะวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 7.2 วินาที!

ผมลอง google เพิ่มเติมถึงพบว่าในสมัยก่อนฮิปโปเป็นสัตว์พื้นเมืองของอียิปต์ ชอบบุกรุกพื้นที่เพาะปลูก คว่ำเรือและทำร้ายหรือฆ่าชาวบ้านเป็นประจำ จนชาวอียิปต์ถึงกับไล่ล่าฮิปโปจนสูญพันธุ์ไปจากแดนใต้ลุ่มแม่น้ำไนล์ และใช้ฮิปโปเป็นสัญลักษณ์ของเซ็ธ เทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง

ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่คนอียิปต์สมัยก่อนจะเกรงกลัวฮิปโป

สิ่งที่น่าคิดต่อคือทำไมคนสมัยนี้ไม่กลัวฮิปโปเลย?

ทำไมภาพลักษณ์ (brand) ของฮิปโปถึงกลับหัวกลับหางไปได้ถึงเพียงนี้!!

โอเคล่ะ เหตุผลหนึ่งก็เพราะเราไม่เคยต้องใช้ชีวิตร่วมกับฮิปโป แถมฮิปโปยังหน้าตาโง่ๆ หุ่นก็เผละๆ จนดูแล้วไม่น่าทำอะไรใครได้

แต่คำตอบหลักคงหนีไม่พ้นสื่อที่เราเสพอยู่ทุกวัน ที่ทำให้ภาพของฮิปโปดูเป็นสัตว์โลกน่ารัก ไม่มีพิษไม่มีภัย

และยิ่งน่าคิดต่อว่า “ภาพจำ”ที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ผู้นำ หรือประเทศ อาจจะถูกลมอิทธิพลของสื่อพัดพาจนทำให้ความเข้าใจของเราผิดเพี้ยนจากความจริงได้อย่างมากมาย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

อย่าตัดสินอะไรจากภายนอก

และอย่ามั่นใจอะไรจนเกินไปครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora, OK Nation, Pharaonic Egypt

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

วิธีทำให้พนักงานคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

20150618_SpeakEnglish

ภาษาอังกฤษเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้นทุกที การพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจึงเป็นเรื่องที่บริษัทต่างๆ ในเมืองไทยให้ความสำคัญ ไม่เว้นแม้แต่บริษัทข้ามชาติที่ภาษาอังกฤษของพนักงานก็ย่อมจะดีกว่าค่าเฉลี่ยอยู่แล้ว แต่อาจยังไม่ดีพอที่จะไปโต้ตอบกับฝรั่งหรือแขกอินเดียได้

ผมเองเคยเห็นหลายทีมที่บริษัทพยายามจะกระตุ้นให้ลูกทีมพูดภาษาอังกฤษกัน แต่ไม่ค่อยจะเห็นอันไหนเวิร์คเลย

วิธีที่ใช้กันบ่อยๆ ก็เช่นประกาศว่า ทุกวันศุกร์เป็นวัน English Friday ทุกคนต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ ใครพูดภาษาไทยโดนปรับเงิน

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ วันนั้นจะเงียบเป็นพิเศษ ไม่มีใครพูดกับใครเลย กลายเป็นทุกคนสนทนาผ่านแชท/instant messaging แทน

การจะบังคับให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษกันนี่มันยากจริงๆ นะครับ เพราะผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะรู้สึกเขินๆ และเกรงกลัวสายตาคนอื่นจะมองว่ากระแดะหรืออะไรเทือกนั้น

วันนี้ผมมีทางเลือกมานำเสนอครับ

เป็นโปรเจ็คที่ทีมของผมเคยทำสมัยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต เรามีกันทั้งหมด 8 คน และในทีมก็เห็นตรงกันว่าอยากจะฝึกพูดภาษาอังกฤษให้คล่องขึ้น แต่จะทำยังไงให้มันเวิร์คและไม่ขัดกับจริตพวกเรา

ผมยกหน้าที่นี้ให้เพื่อนในทีมชื่อเอกพงศ์ (ในทีมมีคนชื่อเอกสองคน) แล้วเอกก็เสนอไอเดียที่เรียบง่ายแต่เยี่ยมยอด

โปรเจ็คนี้ชื่อว่า I’m Farang ครับ

อุปกรณ์ที่ใช้มีแค่ชิ้นเดียวคือปฏิทินตั้งโต๊ะที่แปะกระดาษว่า I’m Farang

????

ป้าย I’m Farang ที่ทำจากปฏิทินตั้งโต๊ะ

ป้าย I’m Farang นี้จะหมุนเวียนเปลี่ยนโต๊ะไปทุกวัน วันไหนใครได้ป้ายนี้ไป วันนั้นคนๆ นั้นจะเป็นฝรั่งไปหนึ่งวัน

สมมติว่าวันแรกป้าย I’m Farang อยู่ที่โต๊ะเอก ไม่ว่าเอกจะไปคุยกับใครในทีม หรือใครเดินมาคุยกับเอกที่โต๊ะ ก็ต้องคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ เพราะว่าเอกเป็นฝรั่ง

แต่ถ้าคุยกันไปสักพัก เรื่องมันชักลงลึกขึ้นเรื่อยๆ เริ่มคุยภาษาอังกฤษกันไม่รู้เรื่องแล้ว ก็อนุญาตให้เปลี่ยนภาษา เพราะฝรั่งคนนี้พูดไทยได้นิดหน่อย!

พอหมดวันเอกก็หยิบป้ายฝรั่งไปไว้ให้โต๊ะถัดไป

ทีมผมมี 8 คน แสดงว่าเราทุกคนจะได้เป็นฝรั่งกันอย่างน้อยสองสัปดาห์ครั้ง

ปรากฏว่าโปรเจ็คนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ตลอดช่วงเวลาที่ผมเป็นหัวหน้าทีมเรามีโอกาสพูดภาษาอังกฤษกันทุกวันเพราะป้าย I’m Farang แถมบางคนที่อยู่ทีมอื่น เวลามาคุยกับฝรั่งในทีมเราก็ยังยอมคุยเป็นภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ

แน่นอนว่ามันมีความเสี่ยงคล้ายๆ กับ English Friday ตรงที่อาจไม่มีใครเดินมาคุยกับฝรั่งเลยก็ได้ แต่ปัญหานี้กลับไม่เกิดกับทีมผม เพราะว่าเรามีงานต้องคุยกันตลอด หรือบางทีว่างๆ เดินผ่านโต๊ะฝรั่ง อย่างน้อยเราก็ได้ทักทายกันว่า “เฮ้ฝรั่ง ฮาวอาร์ยู?”

ถ้าให้มานั่งวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ก็น่าจะมีดังนี้

ปัจจัยแรกคือความ “ขำๆ” ของโปรเจ็คนี้ เพราะคนไทยรักสนุก ไม่ชอบอะไรจริงจัง ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ การใช้วิธี “สวมบทบาท” เป็นฝรั่งหัวดำจึงเข้ากับนิสัยคนไทยเป็นอย่างดี แถมเรายังไม่มีการเก็บแต้มหรือบทลงโทษใดๆ พวกเราจึงเล่นเกมนี้ด้วยความสบายใจ

ปัจจัยที่สองคือคำที่เลือกใช้ – คำว่า I’m Farang มันมีความเป็นกันเองและเฮฮาแฝงอยู่ ถ้าเราไปใช้ป้าย “I speak English only” ความรู้สึกจะเปลี่ยนทันทีและไม่น่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีเท่า

ปัจจัยที่สามคือคนในทีมภาษาอังกฤษค่อนข้างโอเคอยู่แล้ว การพูดภาษาอังกฤษจึงไม่ใช่เรื่องยากเย็น แต่ที่ไม่พูดกันเพราะไม่มีตัวกระตุ้นและห่วงสายตาคนอื่นเท่านั้นเอง การทำโปรเจ็คนี้ขึ้นมาก็เหมือนเป็นการดันความรู้สึกให้เลยจุดที่เรียกว่า “ความกระแดะ” ไปแล้ว มันจึงออกมาเป็นความสนุกแทน

ปัจจัยสุดท้ายคือทุกคนในทีมร่วมใจกันที่จะทำให้มันสำเร็จ ทำเล่นๆ ขำๆ ไม่มีวัดผล แค่รู้ว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อทีมร่วมกันอยู่

ผมคงไม่กล้าบอกว่าเกม I’m Farang จะตอบโจทย์ทุกองค์กร แต่ก็มาแชร์เอาไว้เผื่อใครอยากจะลองหยิบไปใช้ดูนะครับ

ป.ล. จริงๆ เรามีอุปกรณ์เสริมอีกชิ้นหนึ่ง แต่ไม่ได้ใช้กันบ่อยนัก มันคือวิกผมสีทองครับ ฝรั่งคนไหนใส่แล้วจะพูดอังกฤษคล่องขึ้นอีก 30%

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ชนะแล้วดี

20150617_Winning

“บอลชนะ อะไรมันก็ดีหมดอ่ะครับ”

– ชนาธิป สรงกระสินธิ์ (เมสซี่เจ) รายการเรื่องเล่าเช้านี้

—–
ตอนกินข้าวเช้าที่เต๊นท์ชมพูข้างๆ ตึกอื้อจื่อเหลียง ก็ได้ดูรายการเรื่องเล่าเช้านี้ที่ไปเก็บบรรยากาศต้อนรับนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

น้องที่ถูกสัมภาษณ์เยอะๆ มีสองคน คือเมสซี่เจ กับอาทิตย์ ดาวสว่าง

เมสซี่เจนั้นต้องถูกสัมภาษณ์อยู่แล้วเพราะเป็นนักเตะที่ดังที่สุดในทีม

แต่อาทิตย์ที่เป็นกองหลังกลับได้รับความสนใจด้วย ไม่ใช่เพราะฟอร์มการเล่น แต่เป็นเพราะน้องเขาสามารถควบคุมอารมณ์หลังจากโดนเบอร์ 7 ของอินโด “จัดหนัก” ไปหลายครั้ง

ทำให้คิดได้ว่า ในสถานการณ์ที่ชวนโมโห ถ้าเราสามารถรักษาใจเราให้ดีได้ ย่อมเป็นคุณอย่างมหาศาล และคนที่เห็นย่อมชื่นชมและนิยมเราอยู่ในใจ

ตอนสัมภาษณ์เมสซี่เจ หรือชนาธิป สรงกระสินธิ์นั้น ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าผู้สื่อข่าวถามว่าอะไร แต่ประโยคที่ติดหูผมมาก็คือ

บอลชนะ อะไรมันก็ดีหมดอ่ะครับ

น้องเค้าคงไม่ได้ตั้งใจจะพูดให้มันฟังดูเป็นปรัชญาอะไร แต่มันกระทบใจผมอย่างจัง (แถมผมฟังผิดเป็น “พอชนะ อะไรๆ มันก็ดีหมด” ด้วย)

วันที่เราชนะ ใครๆ ก็มารับที่สนามบิน เงินอัดฉีดก็ไหลมาเทมา ได้ออกทีวี ได้ขึ้นปกนิตยสาร ได้ออกเทป

แต่คนแพ้มีมากกว่าคนชนะ

หนึ่งคนได้เหรียญทอง ย่อมหมายความว่ามีอีกสิบคนที่ไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาก็อาจจะทุ่มเทและตั้งใจไม่แพ้คนที่ได้เหรียญ

แต่ใครล่ะจะไปสัมภาษณ์นักกีฬาไทยที่ได้เหรียญเงินซีเกมส์? แค่ชื่อเขาเราอาจจะไม่มีวันได้ยินด้วยซ้ำ

ผมว่าชีวิตคนก็เหมือนเกมกีฬา มีแพ้ มีชนะ มีเสมอ

พอชนะก็ย่อมมีคนมาชื่นชม มารายล้อม

พอเสมอ คนก็เฉยๆ

แต่พอแพ้ ใครจะมาเหลียวมอง เผลอๆ ตีตัวออกห่างด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่นี่คือช่วงเวลาที่เราต้องการกำลังใจมากที่สุด

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ การชื่นชมและให้รางวัลคนชนะเป็นเรื่องดีครับ แต่ต้องใส่ใจคนที่ “เกือบชนะ” ด้วย

เพราะเขาก็ควรได้รับความชื่นชมและกำลังใจจากเราเช่นกัน

คนแพ้ไม่ควรถูกลืมครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

พบกับบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings ครับ

7 เรื่องประทับใจทีมบอลไทยแชมป์ซีเกมส์

20150616_ThaiSEAGames

เมื่อคืนนี้ชาวไทยหลายสิบล้านคนคงจะกลับถึงบ้านและนั่งดูฟุตบอลรอบชิงชนะเลิศกีฬาซีเกมส์ระหว่างทีมไทยและทีมเมียนม่า

ผลคือพี่ไทยเราชนะไป 3-0 แม้กว่าจะได้ประตูแรกมาต้องรอถึงนาทีที่ 54 เพราะ “คยอ ซิน เปียว” ผู้รักษาประตูพม่านั้นเหนียวเหลือเกิน (ผมต้องขอจดชื่อผู้รักษาประตูเขาเอาไว้เพราะสื่อไทยคงจะไม่ได้เอ่ยถึงมากนัก)

ช่วงนี้ฟุตบอลไทยคึกคักมาก เมื่อคืนตอนค่ำชุด U-23 ชิงซีเกมส์ พอตี 2.45 ทีมชาติหญิงของเราก็เตะบอลโลกกับเยอรมันนี อดีตแชมป์โลกสองสมัย ผลคือเราแพ้ไป 0-4 (โดยสามในสี่ลูกนั้นเป็นลูกโหม่ง!)  ส่วนเย็นวันนี้ตอน 18.30 ทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่นำโดยโค้ชเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็จะเตะบอลโลกรอบคัดเลือกกับไต้หวัน ซึ่งน่าจะเป็นเกมที่สนุกอีกเช่นกัน (จบครึ่งแรกไทยนำอยู่ 2-0)

เห็นทีมชาติชุดเล็กชุดใหญ่ทั้งชายหญิงกำลังไปได้ดีอย่างนี้ ในฐานะคนไทยก็ต้องปลื้มใจไม่น้อย

วันนี้เลยขอนำเรื่องความประทับใจที่ผมมีต่อทีมชาติไทยชุดแชมป์ซีเกมส์นี้มาบันทึกไว้ครับ

1. ยิงได้ทั้งทีม ซีเกมส์หนนี้ทีมชาติไทยชนะ 7 นัดรวด ยิงไปทั้งหมด 24 ประตู เสียแค่ประตูเดียวตอนเจอเวียดนาม เห็นยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำอย่างนี้ ชนานันท์ ป้อมบุปผา คนที่ยิงประตูได้มากที่สุดของทีมกลับยิงไปแค่ 5 ประตู ได้เป็นดาวซัลโวร่วมกับสิตูอ่องของเมียนม่า และโวฮุยตวนจากเวียดนาม ส่วนอีก 19 ประตูที่เหลือมาจากผู้เล่นถึง 12 คน นี่ย่อมแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทีมที่ไม่ต้องพึ่งพากองหน้าคนใดเป็นพิเศษ

2. ซุปตาร์ใจกว้าง ผมเพิ่งได้เห็นฟอร์มการเล่นของเมสซี่เจเต็มๆ ก็วันนี้เอง ทั้งทัวร์นาเม้นต์นี้ ชนาธิป สรงกระสินธิ์ยิงไปแค่ลูกเดียว แต่ถ้าใครได้ดูเกมนัดชิงจะรู้ซึ้งเลยว่าเด็กคนนี้เล่นบอลเก่งแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการครองบอลหรือการส่งลูก killer pass จนกองหลังพม่าที่หน้าตาเหมือนริวัลโดหลังหักไปไม่รู้กี่ครั้ง แต่แม้เมสซี่เจจะเป็นหนึ่งในสตาร์ของทีมชาติ น้องเค้าก็ไม่แสดงให้เห็นถึงอีโก้หรือความเซลฟ์จัดเลย เล่นเพื่อทีมและพร้อมใส่พานให้เพื่อนได้เกิดตลอด

3. ทางบอลเป็นเยี่ยม นักเตะชุดนี้ทักษะดีทุกคน ลูกที่ผมประทับใจที่สุดคือจังหวะที่ธนบูรณ์ เกษารัตน์กองหลังเบอร์ 17 ของเราตัดบอลพม่าได้อย่างหมดจดตอนที่เค้าจะเคาท์เตอร์แอ็ทแทคในนาทีที่ 30  แค่ตัดบอลยังไม่พอ ยังอุตส่าห์แตะบอลอีกครั้งเพื่อหลบนักเตะพม่าอีกคนที่วิ่งมาซ้อน แถมยังส่งบอลถึงเท้าเพื่อนร่วมทีมด้วย เทพจริงๆ

4. ขยันขันแข็ง แต่ก่อนนักเตะไทยเก่งๆ มักจะขี้เกียจ แต่ทีมนี้วิ่งสู้ฟัดกันทั่วสนาม แถมไม่เห็นมีใครเป็นตะคริวกันซักคนทั้งๆ ที่มีเวลาพักแค่สองวันนับจากตอนแข่งรอบรองชนะเลิศ มีช็อตนึงที่ผมจำได้แม่น (แต่ตอนนี้ยังหาใน Youtube ไม่เจอ) ก็คือตอนครึ่งหลังที่เราดันเกมมาทางริมเส้นฝั่งขวาแล้วตบบอลเข้ามาบริเวณกรอบเขตโทษ แต่นักเตะของเราจับบอลไม่ดีแล้วเสียบอลให้เมียนม่าโต้กลับ นักเตะคนที่ทำพลาดก็วิ่งกลับจากกรอบเขตโทษฝั่งเมียนม่ามาแย่งบอลคืนตรงกรอบเขตโทษของเรา เป็นการแก้ตัวที่ประทับใจมาก

5. ไม่มีตุกติก ตลอดสองเกมที่ผมดูทีมไทยเตะมา ผมไม่เจอนักเตะไทยคนไหนเล่นไม่ซื่อกับคู่แข่งเลย ทุกอย่างวัดกันด้วยฝีมือล้วนๆ ไม่มีแอบดึงเสื้อหรือ “ออกลูกแถม” และไม่มีใครพุ่งล้มหรือแกล้งสำออย ถ้าจะให้รางวัลนักเตะมารยาทงามกับทีมชาติไทยชุดนี้ก็น่าจะเหมาะสม

6. ใจเย็นเป็นน้ำ ความใจเย็นอยู่ในระดับน่าขนลุกกันเลยทีเดียว เพราะแมทช์ที่เจออินโดนีเซียในรอบรองฯ นั้น ทีมเราโดน “นูเฟียนดานี” เบอร์ 7 ของอินโดนีเซียจัดไปหลายดอก ดอกที่หนักที่สุดคือจังหวะที่เขาเอาปุ่มสตั๊ดย่ำไปที่หัวของอาทิตย์ ดาวสว่าง แต่ไม่น่าเชื่อว่าอาทิตย์ไม่แสดงอาการโกรธออกมาซักนิด (ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็โดนเบอร์ 7 ย่ำที่ตักไปรอบนึงแล้ว) แถมที่อเมซซิ่งยิ่งกว่าคือเพื่อนๆ ในทีมชาติไทยก็ไม่มีใครไปฮึดฮัดใส่นูเฟียนดานีหรือตัดพ้อกับกรรมการเลย ทั้งๆ ที่ถ้าเป็นบอลไทยชุดก่อนๆ มีวางมวยกันไปแล้วครับ น่าสนใจว่าโค้ช/พ่อแม่อบรมด้วยวิธีไหน ถึงสามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีขนาดนี้

7. อ่อนน้อมถ่อมตน จบเกมส์แล้วนักบอลของเราเดินไปไหว้ขอบคุณคู่แข่ง กรรมการ และคนดูรอบสนาม ผมว่านี่คือเสน่ห์ของคนไทยที่หาไม่ได้ในชาติไหน

เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว พอได้ยินประโยค “บอลไทยจะไปบอลโลก”  บางคนอาจหัวเราะเยาะ และบางคนอาจหัวเราะแบบขื่นๆ

แต่ผมเริ่มมีความหวังนิดๆ แล้วครับ

ว่าถ้าทีมชาติไทยของเรายังรักษาคุณสมบัติเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน

การไปบอลโลกอาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝันอีกต่อไปแล้วก็ได้

—–

ขอบคุณภาพจาก Facebook Page ฟุตบอลทีมชาติไทย 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

พบกับบทความใหม่ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings ครับ