ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 4

5 ความแตกต่างของคนสวิสเยอรมันและสวิสฝรั่งเศส

1. พื้นที่บอกภาษา
อย่างที่ได้เล่าไว้เมื่อสองตอนที่แล้วว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้นมีภาษาทางการอยู่สามภาษา คือเยอรมัน ฝรั่งเศส และ อิตาลี

คนในแต่ละพื้นที่จะพูดภาษาไหนเป็นหลักนั้น ขึ้นอยู่กับว่าพื้นที่นั้นอยู่ใกล้กับประเทศอะไร

เมืองในพื้นที่ภาคเหนือที่มีพรมแดนติดกับเยอรมัน ก็จะพูดภาษาเยอรมัน เช่น Zurich และ Bern

ภาคตะวันตกอยู่ติดกับฝรั่งเศส ดังนั้นคนในเมือง Geneva หรือ Lausanne ก็จะพูดภาษาฝรั่งเศส

ส่วนคนในเมืองอย่าง Lugano ที่อยู่ตอนใต้ของสวิตฯ ก็จะพูดภาษาอิตาลี

ผมเองยังไม่เคยไปจังหวัดที่พูดภาษาอิตาลี เลยสามารถเปรียบเทียบได้แค่สวิสเยอรมัน กับ สวิสฝรั่งเศสครับ

2. รถไฟในสวิสเยอรมันตรงเวลากว่า
ผมเล่าไปตอนที่แล้วว่ารถไฟสวิสตรงเวลามาก แต่ก็ไม่จริงเสมอไป

ผมมาพักที่เมือง Montreux สองคืน ได้นั่งรถไฟสามครั้ง รถไฟล่าช้าถึงสองครั้ง

ครั้งแรกที่สาย เรานั่งรถไฟจาก Montreux ไป Lausanne (เพื่อจะต่อรถไป Geneva) รถมาสายไปหนึ่งนาที และระหว่างทางก็ไปจอดแช่อยู่ที่สถานีหนึ่งประมาณสิบห้านาทีเห็นจะได้

ครั้งที่สองที่สายนี่หนักกว่า ผมนั่งรถจาก Montreux มา Lausanne เหมือนกัน แต่คราวนี้เพื่อที่จะนั่งรถ TGV จาก Lausanne ข้ามประเทศไปปารีส จองตั๋วทุกอย่างไว้หมดแล้ว

ปรากฏว่า ระหว่างทางจาก  Montreux ไป Lausanne รถกลับจอดเฉยๆ และให้คนลงจากรถ

ที่ๆ เราลงเป็นสถานีเล็กๆ ไม่มีเจ้าหน้าที่ซักคน เราทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งรอรถขบวนถัดไปอีกครึ่งชั่วโมง และไปขึ้นรถ TGV ก่อนรถออกเพียงแค่ 8 นาที

3. คนสวิสฝรั่งเศสคุยเก่งกว่า
อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตเฉพาะตอนอยู่บนรถไฟเช่นกัน เวลานั่งรถไฟในโซนสวิสเยอรมัน ทุกอย่างจะเงียบสงบ คนส่วนใหญ่นั่งอ่านหนังสือหรือไม่ก็เล่นมือถือเงียบๆ

แต่เวลาผมนั่งรถไฟในโซนสวิสฝรั่งเศสนั้น เสียงจะเจี๊ยวจ๊าวมาก ได้ยินคนคุยกันตลอดเวลา ทั้งผ่านมือถือและคุยกันเอง

4. สวิสเยอรมันเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่า
คนสวิสเยอรมันเหมือนทหาร ส่วนคนสวิสฝรั่งเศสเหมือนศิลปิน

ในพื้นที่สวิสเยอรมัน รถจะจอดกันเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุกอย่างเป๊ะหมด ส่วนที่ Montreux ซึ่งเป็นสวิสฝรั่งเศส บ้านที่ผมอยู่นั้นอยู่บนเนินเขา ถนนก็แคบ ไม่มีช่องจอดรถชัดเจน รถก็เลยจอดกันได้ “อาร์ท” สุดๆ คือเกยกันไปดกยกันมา จนอดคิดไม่ได้ว่า ตอนเอารถออกมันจะทำกันอีท่าไหน

5. ผู้หญิงสวิสฝรั่งเศสหน้าตาดีกว่า
(อันนี้ขออนุญาตแฟนแล้ว) ช่วงสามวันแรกที่อยู่สวิสเยอรมันนั้น เจอผู้หญิงสวยน้อยมาก แต่พอลงมาที่ Montreux หรือ Geneva จะเจอผู้หญิงที่ทำให้ต้องชำเลืองอีกครั้งอยู่เรื่อยๆ อาจจะเป็นทั้งเรื่องการแต่งตัวและเรื่องโครงหน้าที่คนไทยนิยมด้วย

ผมเคยไปเที่ยวเมืองมิวนิคที่เยอรมัน (ซึ่งอยู่ภาคใต้และไม่ไกลจากซูริค)  ก็ไม่ค่อยเจอผู้หญิงสวยเหมือนกัน เพื่อนบอกว่าที่เยอรมันต้องขึ้นไปภาคเหนือคนสวยถึงจะเยอะกว่า

พรุ่งนี้มาต่อเรื่องสวิสเป็นวันสุดท้ายนะครับ

พรุ่งนี้มาต่อตอนสุดท้ายเกี่ยวกับสวิสนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 3

5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรถไฟสวิตเซอร์แลนด์

1. ตรงเวลามาก
เรื่องความตรงเวลาของรถไฟสวิสนี่ขึ้นชื่อลือชามาก ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องค่อนข้างมหัศจรรย์เพราะภูมิประเทศของสวิสเต็มไปด้วยภูเขาและทะเลสาบ ต้องวิ่งผ่านอุโมงค์และวิ่งขึ้นลงทางลาดชันและป่าเขา แต่สุดท้ายก็มาถึงที่หมายตามเวลาเป๊ะ

ทุกสถานีจะมีนาฬิกาแบบหน้าปัด (Analog) แขวนเอาไว้  สมมติว่าตารางบอกว่ารถจะออกตอน 10.17 พอเข็มวินาทีถึงเลขสิบสองปุ๊ปประตูก็จะปิดทันทีและอีกไม่เกิน 5 วินาทีก็จะล้อหมุน

2. ตารางเวลารถไฟใช้ง่าย

นี่คือหน้าตาของตารางรถไฟที่ตั้งไว้ทุกชานชลาครับ

image

ตารางจะเรียงตามเวลาทุกๆ ชั่วโมง สมมติผมมาถึงสถานีตอนห้าโมง แล้วจะหารถไปเมืองเจนีวา พอดูตารางก็จะรู้ทันทีว่ารถที่ไป Geneve ขบวนถัดไปคือรถเที่ยว 17.18 และต้องไปขึ้นชานชลาที่ 8 (Geneve = เจอเนฟ คือชื่อของเจนีวาในภาษาฝรั่งเศส)

ส่วนถ้าใครอยากเช็คตารางรถไฟก่อนออกจากบ้านก็สามารถเข้าไปที่ http://sbb.ch เพื่อเช็คได้เลย ให้รายละเอียดเหมือนเราใช้ Google Maps เวลาหา Directions ครับ

3. ไม่ได้ซื้อตั๋วระวังจะจนไม่รู้ตัว
ทุกสถานีจะมีตู้ให้ซื้อตั๋วอยู่แล้ว ถ้าอ่านอะไรไม่ออกเลยก็จงใจเย็นแล้วดูดีๆ ว่าปุ่มภาษาอังกฤษอยู่ตรงไหนครับ
เครืองขายตั๋วส่วนใหญ่รับทั้งเงินสดและบัตรเครดิต ซื้อเสร็จแล้วก็กระโดดขึ้นรถได้เลย ไม่ต้องเอาตั๋วไปโชว์ใคร ยกเว้นจะมีพนักงานตรวจตั๋วมาขอดู
ใครที่คิดอยากจะทดสอบดวงตัวเองด้วยการขึ้นรถโดยไม่ซื้อตั๋วก็ลองได้นะครับ แต่ถ้าพลาดก็เสียค่าปรับ 150 ฟรังก์ (ร่วม 5000 บาท) จ่าย ณ ตรงนั้นเลยเพราะเจ้าหน้าที่พกเครื่องรูดบัตรเครดิตมาด้วยอยู่แล้ว เสียตังค์ยังไม่พอ ยังโดนจดประวัติอีกด้วย หากทำผิดซ้ำสอง จะโดนขึ้นค่าปรับครับ

4. สถานีรถไฟคือศูนย์กลางของเมือง
ด้วยความที่คนสวิสส่วนใหญ่ใช้รถไฟในการเดินทาง สถานีรถไฟจึงเป็นศูนย์กลางของเมืองไปโดยปริยาย แหล่งชอปปิ้งในแต่ละเมืองจะตั้งอยู่บริเวณโดยรอบสถานีรถไฟทั้งนั้น

ความสำคัญของสถานีรถไฟยิ่งเด่นชัดในวันอาทิตย์ เพราะกฎหมายของที่นี่ห้ามร้านค้าเปิดทำการในวันอาทิตย์ (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ในไบเบิลเขียนไว้ว่าพระเจ้าใช้เวลาสร้างโลกหกวัน ส่วนวันที่เจ็ดซึ่งตรงกับวันอาทิตย์เป็นวันพักผ่อน ทางการสวิสคงอยากให้พลเมืองได้พักวันนี้เช่นกัน)

กฎหมายเรื่องปิดร้านวันอาทิตย์นี้ จะผ่อนผันเฉพาะกับร้านในสนามบินและสถานีรถไฟหลัก (อารมณ์หัวลำโพงบ้านเรา) เท่านั้น

วันอาทิตย์จึงเป็นวันที่ทุกอย่างปิดอย่างแท้จริง ถ้าจะซื้อไข่ซื้อนมก็ต้องนั่งรถไฟไปที่สถานีหลักแล้วไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตใต้สถานีรถไฟครับ

5. เข้าห้องน้ำให้ระวัง!
ว่าจะหาที่กดชักโครกไม่เจอ เพราะรถไฟหลายคันที่ผมขึ้นนั้น ตัวกดชักโครกไม่ได้อยู่ใกล้ชักโครก ผมมองหาที่กดชักโครกบนพื้น แบบที่ใช้เท้าเหยียบ ก็ไม่เจอ ต้องใช้เวลาสักพักถึงจะเห็นว่า ปุ่มกดชักโครกนั้นอยู่เหนืออ่างล้างมือ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชักโครกครับ เป็นปุ่มสีขาวข้างๆ คำว่า WC ครับ

image

พรุ่งนี้จะมาต่อเรื่องสวิสอีกครั้งนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 2

อย่างที่เกริ่นไปในตอนที่แล้วว่า ช่วงนี้ผมกำลังเดินทางในยุโรป ทำให้พิมพ์บทความได้ทางมือถือเท่านั้น จึงต้องขอเขียนให้สั้นลง โดยนำเรื่องราวน่าสนใจที่ได้พบเห็นในการเดินทางครั้งนี้มาเล่าให้ฟังวันละ 5 เรื่องนะครับ

วันนี้ขอเล่าเรื่องจากสวิตเซอร์แลนด์ครับ

1.ไม่ต้องกรอกใบคนเข้าเมือง
ตอนจะลงจากเครื่องแฟนผมก็ทักว่า ทำไมเขาไม่เห็นแจกใบอะไรให้กรอกเลย เราก็เลยตั้งสมมติฐานกันว่า ที่นี่คงไม่ต้องกรอกมั้ง

แล้วก็เป็นความจริง ตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เราแค่ยื่นพาสปอร์ตให้ แล้วเจ้าหน้าที่ก็ถามนิดหน่อยว่ามาเที่ยวกี่วัน จะไปประเทศอะไรบ้าง ก็เรียบร้อยแล้ว

นี่เป็นครั้งแรกสำหรับผมที่ไม่ต้องกรอกใบคนเข้าเมืองเวลาเดินทางไปต่างถิ่น ซึ่งจะว่าไปการกรอกใบพวกนี้ก็เป็นเรื่องไม่จำเป็นเท่าไหร่ เพราะในพาสปอร์ตก็น่าจะมีข้อมูลการเดินทางอยู่แล้วว่าขึ้นสายการบินอะไร บินมาจากไหน

แถมกระดาษที่เรากรอกๆ ไป วันหนึ่งๆ สนามบินต้องรับไว้วันละเป็นพันเป็นหมื่นใบ น่าจะจัดเก็บลำบากและใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยจะได้ด้วย

2. พูดได้สองภาษาอย่านึกว่าเท่ห์
ที่ประเทศไทย ใครพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ หน่อยจะดูดีมีชาติตระกูลขึ้นมาทันที  แต่คนสวิสนี่เขาพูดได้อย่างน้อยสามภาษานะครับ เพราะประเทศของเขามีภาษาราชการคือเยอรมัน ฝรั่งเศส และ อิตาลี  แถมเยอรมันก็มีแยกเป็น Swiss German กับ High German อีก (อารมณ์คล้ายๆ จีนแต้จิ๋วกับจีนกลาง) เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่ของที่นี่จะพูดสามสี่ภาษาได้หน้าตาเฉย เช่นถ้าอยู่ในซูริค (ซึ่งใช้ภาษาเยอรมันเป็นภาษาทางการ) ก็จะพูดสวิสเยอรมัน เยอรมัน ฝรั่งเศส และ อังกฤษได้ แม้สำเนียงจะไม่เป๊ะ แต่ก็สื่อสารได้สบายๆ

และด้วยความหลากหลายทางภาษานี่เอง ป้ายส่วนใหญ่จะต้องมีอย่างน้อยสามภาษา

image

3. ตั๋วรถไฟราคาเป็นแสน
มาเที่ยวที่นี่ ผมซื้อ  Swiss Rail Pass แบบใช้ได้สามวัน ราคา 210 Francs ( เจ็ดพันบาท) เที่ยวได้ทั่วสวิส ส่วนคนพื้นที่ไม่มีสิทธิ์ซื้อตั๋วพวกนี้ (คล้ายกับคนญี่ปุ่นที่ไม่มีสิทธิ์ซื้อ JR Pass) แต่สามารถซื้อตั๋วรายปีเพื่อใช้เดินทางในเขตใดเขตหนึ่งได้ อย่างเพื่อนผมซื้อไว้เดินทางในพื้นที่ซูริคและละแวกใกล้เคียง ค่าตั๋ว 5000 francs หรือ 170,000 บาท!

4. เด็กอนุบาลต้องเดินไปโรงเรียนเอง
เพื่อนผมชื่อมิกิมีลูกสาวสองคน คนโตสี่ขวบครึ่ง คนเล็กสองขวบครึ่ง  ตอนนี้คนโตเรียนโรงเรียนอนุบาลแล้ว และเดินไปโรงเรียนเอง (ใช้เวลาเดินประมาณเสิบห้านาที) โดยทางคุณครูที่โรงเรียนขอร้องพ่อแม่ว่าไม่ต้องมาส่ง เพราะอยากให้เด็กฝึกการมีชีวิตโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาใคร (independent)

ผมรู้ว่าเมืองไทยคงทำไม่ได้ เพราะบ้านเมืองเราไม่ได้ปลอดภัยขนาดนั้น ขนาดเด็กมัธยมพ่อแม่ยังขับรถมาส่งถึงประตูโรงเรียนเลย

บางคนอาจจะถามว่า อ้าว แล้วถ้าบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียน จะให้เดินทางมาเองได้ยังไง

ประเด็นนี้ไม่ใช่ปัญหาเพราะ…

5. เด็กต้องเรียนโรงเรียนใกล้บ้านเท่านั้น
ถ้าบ้านของคุณอยู่ในเขตนี้ รัฐบาลจะไม่อนุญาตให้คุณส่งลูกไปเรียนโรงเรียนที่อื่น ที่สวิสนักเรียนส่วนใหญ่จะเรียนโรงเรียนรัฐบาลเพราะคุณภาพของเขาดีได้มาตรฐานเหมือนกันหมด จะมีเฉพาะเด็กที่เรียนไม่ทันเพื่อนเท่านั้นที่ต้องไปเรียนโรงเรียนเอกชน

อ้อแล้วที่นี่ชั้นอนุบาลกับประถมเรียนฟรีนะครับ ส่วนชั้นมัธยมก็เทอมละ 600 francs หรือสองหมื่นนิดๆ ครับ ถือว่าไม่แพงเลย เพราะตอนผมมาฝึกงานที่สวิสเมื่อปี 2001 ก็ได้เงินเดือน 2500 francs เข้าไปแล้ว นี่ขนาดแค่เด็กฝึกงานนะ

—–

พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องสวิสให้ฟังเพิ่มนะครับ

ยูโรมโนสาเร่ ตอนที่ 1

ผมมาเที่ยวยุโรปได้สี่วันแล้ว อีกเกือบสองสัปดาห์ถึงจะกลับ ช่วงนี้เลยต้องขอเปลี่ยนรูปแบบและเนื้อหาการเขียนชั่วคราวเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพชีวิตตอนนี้นะครับ

เวลาเราไปเที่ยวที่ไหนไกลๆ เรามักจะเจออะไรแปลกใหม่และอยากเอากลับมาเล่าให้คนที่บ้านฟัง

ผมเลยตั้งใจจะหยิบสิ่งใหม่ๆ หรือน่าสนใจมาเล่าให้ฟังวันละ 5 เรื่องนะครับ หากจะดูสัพเพเหระไปหน่อยก็ขอโทษไว้ ณ ที่นี้ครับ

วันแรกผมขอพูดถึงสนามบินดูไบครับ

1. สนามบินดูไบใหญ่มาก
มาเที่ยวคราวนี้ผมนั่งสายการบินอาหรับเอมิเรตส์ครับ

จากกรุงเทพ ผมต้องมาลงที่สนามบินดูไบตอนตีสี่ครึ่งเพื่อเปลี่ยนเครื่องไปซูริค

ผมไม่รู้หรอกว่าสนามบินเค้ามีขนาดใหญ่แค่ไหน แต่ความรู้สึกที่ได้คือมันอลังการมาก
แค่ลิฟต์แก้วก็จุคนได้ไม่ต่ำกว่า 50 คน มองออกไปนอกลิฟต์ก็เห็นน้ำตกใหญ่ๆ อารมณ์คล้ายๆ กับเวเนเซียของมาเก๊าเลย

2. สนามบินดูไบยุ่งมาก
เวลาตีสี่ครึ่ง แต่คนเดินในสนามบินอย่างกับห้าง Em Quartier เปิดวันแรก (ผมไม่ได้ไปหรอกนะครับ ฟังเค้าเล่ามา) มีคนทุกชาติพันธุ์ แต่ที่เยอะๆ ก็คือจีน ฝรั่ง แขก
สนามบินนี้มีร้านรวงเยอะที่สุดในบรรดาสนามบินที่ผมเคยไปมาทั้งหมด

สินค้าที่ผมประทับใจที่สุดคือมือถือครับ

ยี่ห้อของมันคือ Vertu น่าจะมาจากอังกฤษ

ราคาก็ไม่เท่าไหร่หรอก แค่ซื้อรถได้หนึ่งคัน!

3. พนักงานไม่มีคนแขกเลย
เคยได้ยินมานานแล้วว่า เพราะประเทศเขารวยมาก ชาวอาหรับที่นี่เลยไม่ทำงาน “พื้นๆ” อย่างพนักงานขายของหรือพนักงานทำความสะอาด แต่จะใช้บริการชาวต่างชาติ มาทำให้ เท่าที่ผมดู คนดูแลห้องน้ำเป็นชาวฟิลิปปินส์กับอเมริกาใต้ ส่วนพนักงานขายหญิงก็หน้าตาออกแนวรัสเซีย ไม่มีคนแขกทำงานให้เห็นเลย

4. ห้องน้ำที่นี่หรูหราไฮโซ
นอกจากเมืองไทย ก็เพิ่งเคยเจอห้องน้ำสนามบินที่เขามีที่ฉีดก้น แถมภาชนะต่างๆ ยังสีทอง สอดคล้องกับกิจกรรมเป็นอย่างยิ่ง

5. มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่สุวรรณภูมิควรพิจารณา

ไม่ว่าจะเป็นรถเข็นเด็ก เก้าอี้คล้ายๆ เก้าอี้ตากอากาศเพื่อการนอนอย่างเป็นสุข และจุดชาร์จไฟโทรศัพท์ที่ทำไว้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน

ขอแถมอีกซักเรื่องแล้วกัน

ระหว่างเดินไปเกทที่จะขึ้นเครื่อง ผมก็เจอหญิงสาววัยรุ่นคนนึง ผอมขาวและตัวสูงเลยทีเดียว ดูน่าจะเป็นคนไทยด้วย  เดินอยู่กับผู้ชายวัยห้าสิบหกสิบ เดาว่าน่าจะเป็นคุณพ่อ ซักแป๊บน้องเค้าก็เดินไปหาผู้หญิงที่น่าจะเป็นคุณแม่

คุณแม่นี่แหละที่น่าสนใจ

เพราะเป็นอดีตนักการเมืองระดับประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญในช่วงพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง

ตอนแรกผมก็ไม่ได้คิดอะไร คิดว่าคงมาเปลี่ยนเครื่องเหมือนกัน แต่แฟนผมก็ทักว่า มาหาคนแถวนี้รึเปล่า

อืม…น่าคิด

ไว้พรุ่งนี้จะมาเล่าเรื่องที่น่าสนใจจากสวิสเซอร์แลนด์นะครับ

image

image

image

image

สวดมนต์ให้คนบาป

20150507_PrayForSatan

But who prays for Satan? Who, in eighteen centuries, has had the common humanity to pray for the one sinner that needed it most?

แต่มีใครบ้างที่สวดมนต์ให้ซาตาน? ในสิบแปดศตวรรษที่ผ่านมา มีใครซักคนมั้ยที่มีมนุษยธรรมพอที่จะสวดมนต์ให้กับคนบาปที่ต้องการบุญมากกว่าใครๆ?
– Mark Twain

—–

มีใครมั้ยครับที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณมานาน?

คนที่เจอกันทีไรก็ต้องมีอันได้กระทบกระทั่งกัน ทั้งๆ ที่คุณเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องใคร

เขาเองก็คงรู้สึกอย่างนั้นกับคุณเหมือนกัน

ต่างฝ่ายต่างมองว่าตัวเองเองเป็นคนดี ส่วนอีกฝ่ายเป็นคนเลว

ถ้าเราคิดถึงหน้า “คู่ปรับ” ของเราทีไร แล้วเราไม่สบายใจ นั่นเป็นเพราะเรามีความคิดลบๆ กับเขานั่นเอง

วิธีที่อาจจะช่วยให้ดีขึ้นได้ คือสวดมนต์หรืออุทิศบุญกุศลให้กับเขาคนนั้น ด้วยจิตใจที่ปรารถนาดีอย่างแท้จริง

ถ้าเราคิดซะว่า โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดีกับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ การแผ่เมตตาให้กับคู่อริของเราก็อาจเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดก็ได้

—–

ป.ล. จริงๆ เราน่าจะทำการทดลองดูนะครับว่า ถ้าให้พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือผู้นำศาสนาคริสต์-อิสลามที่เปี่ยมด้วยเมตตา มาช่วยกันสวดมนต์ภาวนาและส่งพลังงานดีๆ ให้กับ “ตัวร้าย” อย่างผู้นำทางการเมืองบางคน สถานการณ์เมืองไทยจะดีขึ้นรึเปล่า