หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง

20150415_AnotherDayIsGone

เพลงหมดเวลา – วง Buddhist Holiday

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง กับสิ่งที่เราคิดฝัน
ไม่มีทางเป็นจริงหากยังมัวแต่รอร้องหา โดยไม่ทำอะไรซักอย่าง

คิดถูก คิดผิด ต้องลองให้รู้ รู้อยู่ว่าใจเรานั้นต้องการอะไร
เริ่มไขว่ เริ่มคว้า หรืออยากแค่เพียงนอนฝันอยู่

หมดเวลาไปอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย
ก่อนสิ่งที่มีอยู่ในใจนั้นกำลังจะเลือนหาย กับอะไรซักอย่าง

คิดถูก คิดผิด ต้องลองให้รู้ รู้อยู่ว่าใจเรานั้นต้องการอะไร
เริ่มไขว่ เริ่มคว้า หรืออยากแค่เพียงนอนฝันอยู่

—–

ผมเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกที่พูดถึงเพลงของเฉลียงว่า ผมมักจะฟังเพลงผิดเป็นประจำ

วันนี้มีมาอีกเพลงครับ

ไม่เชิงฟังผิด เพียงแต่จำผิดเฉยๆ เอาท่อนสองท่อนมารวมกันเฉยเลย

หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง กับสิ่งที่เราคิดฝัน

+ หมดเวลาไปอีกครั้งหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย

= หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย

เพลงนี้เป็นเพลงของวง Buddhist Holiday เป็นวงอินดี้ที่ไม่ดังนัก แต่เพลงเค้าเพราะหลายเพลงเลยทีเดียว

ฟังเพลงเต็มๆ ได้ที่นี่ครับ

คุณเคยมั้ย ที่บางทีความคิดว่า “อีกไม่นานเราก็จะตาย” โผล่มาเฉยๆ

ช่วงที่ผมไปพักที่ภูเก็ตและใช้เวลาทิ้งๆ ขว้างๆ ความคิดนี้ก็ลอยมา พร้อมกับท่อนเพลงที่ว่า “หมดเวลาไปอีกวันหนึ่ง อาจเป็นครั้งสุดท้าย”

แล้วก็รู้สึกว่ามีอีกหลายสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ

ไอ้ความรู้สึกนี้แหละที่ค่อนข้างอันตราย เพราะถ้าในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต เรายังมีเรื่องที่เราเสียดาย หรือยังค้างคาใจอยู่ ก็อาจจะทำให้เราได้ไปเกิดในภพที่ไม่ดีนัก (ตามความเชื่อของชาวพุทธ)

แล้วผมก็พลันนึกถึง website เว็บนึงที่เอาไว้ “คำนวณเวลาตาย” ของเรา ซึ่งเป็นเว็บที่เก่ามาก ตั้งแต่สมัยผมยังไม่รู้จัก Google เลย

ผมลองกูเกิ้ลหาเว็บนี้ดูก็เจอว่าเว็บนี้ยังอยู่ครับ : Death Timer

ลองกรอกข้อมูลของตัวเองลงไป มันบอกว่าผมจะตายในปี 2052 หรืออีกเพียง 37 ปีเท่านั้น

ใครอยากจะลองเว็บนี้ก็ไม่ต้องกลัวนะครับ เขาทำเอาไว้ “ขำๆ” เท่านั้น ผมเชื่อว่าเป้าหมายของเว็บนี้เก็เพื่อช่วยให้เราระลึกว่า วันนี้ควรจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่า

เหมาะมากกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะผู้สูงวัยที่ยังสนุกกับการใช้ iPad อยู่

เพราะแต่ละวันมีแค่ 24 ชั่วโมง

และเราไม่มีทางรู้เลยว่า เวลาที่หมดในวันนี้จะเป็นการหมดเวลาครั้งสุดท้ายรึยัง

5+1 บทเรียนจากภูเก็ต

20150414_PhuketLessons2

ผมกับแฟนเพิ่งกลับมาจากภูเก็ตครับ

ผมเชื่อว่าการออกจากความเคยชินเดิมๆ จะทำให้เรามองเห็นแง่มุมบางอย่างที่ต่างออกไป บางเรื่องก็มีประโยชน์ที่จะบอกต่อ จึงอยากมาเล่าให้ฟังตรงนี้ครับ

1. ไม่แน่ใจให้ถาม

รถตู้ของมารีน่าภูเก็ตรีสอร์ทมารับเราถึงสนามบิน ก่อนถึงที่พัก ผมขอให้เขาแวะเซเว่นเพื่อซื้อขนมนมเนย ก่อนจะจ่ายเงินผมเหลือบไปเห็น ดีวีดีหนังเรื่อง “ตุ๊กแกรักแป้งมาก” ที่ผมไม่ได้ไปดูในโรง และได้ข่าวมาว่าได้รางวัลมาพอสมควร เลยคิดว่าน่าจะซื้อมาดูที่โรงแรม แต่ก็ไม่แน่ใจว่าที่โรงแรมมีเครื่องเล่นดีวีดีรึเปล่า เลยตัดสินใจไม่ซื้อ

ปรากฎว่าถึงห้องพัก จึงได้รู้ว่ามีเครื่องแม็คที่ต่อออกจอทีวีให้เลยทีเดียว ดูดีวีดีได้สบายมาก

ถ้าผมเพียงเอ่ยปากถามคนขับรถตู้ซักนิดว่าที่โรงแรมเปิดดีวีดได้รึเปล่า ผมก็คงได้ดูตุ๊กแกรักแป้งมากไปแล้ว

2. ถึงแม้จะเจอกันไม่นาน ความสัมพันธ์ก็อาจยืนยาว

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นชาวภูเก็ต น้องเค้าชื่อเอ๊งครับ (บางคนก็เรียกว่าอิ๊ง)

เรารู้จักกันตอนไปเรียนเอเชี่ยนยู เอ๊งเข้าเรียนปี 1999 ซึ่งตอนนั้นผมอยู่ปี 2 จะโชคดีหรือโชคร้ายไม่รู้ เอ๊งได้ผมเป็นพี่รหัส เลยมีโอกาสได้คุยกัน แต่ก็ไม่มากนักเพราะเอ๊งเป็นเด็กเงียบๆ และอยู่ที่เอเชียนยูแค่เทอมเดียวก่อนออกไปเรียนที่ม.เชียงใหม่ ผมว่าถ้านับจำนวนนาทีที่เราคุยกันช่วงที่เอ๊งอยู่เอเชียนยู น่าจะกินเวลาไม่เกิน 30 นาที

16 ปีผ่านไป…

ผมถึงห้องพักแล้ว FB ไปบอกเอ๊งว่าผมมาภูเก็ตนะ เอ๊งก็ตอบทันทีว่าพรุ่งนี้จะมารับไปทานข้าว

หกโมงเย็นวันถัดมา เอ๊งกับพี่ดอย (แฟนเอ๊ง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ม.ช.) ก็ขับรถมารับเราถึงโรงแรม

บ้านเอ๊งอยู่ในตัวเมือง ส่วนโรงแรมของผมอยู่ที่หาดกะตะ ใช้เวลาเดินทางไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมงมารับผมกับแฟน เพื่อพาเราไปทานข้าวร้าน “วันจันทร์” กับพ่อ แม่ และพี่สาวของเอ๊ง ทานเสร็จก็ขับรถกลับมาส่งเราถึงโรงแรมอีก

เมื่อ 5 ปีที่แล้วที่ผมลงมาภูเก็ตเพื่อมางานแต่งงานตาล ซึ่งเป็นน้องที่ทอมสันรอยเตอร์ (และเป็นเพื่อนม.ปลายของเอ๊ง) เอ๊งก็มารับผมถึงโรงแรมเพื่อพาไปเที่ยวในเมืองด้วยเช่นกัน

กับคนบางคนที่ผมเคยใช้เวลาด้วยกันหลายปี ก็อาจยังไม่ได้รับน้ำใจเท่าที่ผมได้รับจากเอ๊งและครอบครัว

พี่ติดข้าวเอ๊งมื้อนึงแล้วนะ!

3. ว่างเกินไปก็ไม่ดี

มาเที่ยวครั้งนี้ต้องถือว่าได้ “มาพัก” จริงๆ เพราะแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

ด้วยความที่ห้องพักมันสบายมาก เราเลยไม่อยากออกไปไหน นอนเปิดแอร์ดูหนังช่อง HBO / Fox Movies สลับกับอ่านหนังสือและผลอยหลับ แป๊บๆ ก็ค่ำแล้ว

จะว่าไปก็สบายดี แต่พอเข้าสู่วันที่สองร่างกายชักจะเริ่ม “อึนๆ” เหมือนกัน อาจเป็นเพราะไม่ค่อยได้ยืดเส้นยืดสาย หรือเพราะไม่ได้สูดอากาศธรรมชาติก็ไม่แน่ใจ

และผมคิดว่าถ้าต้องอยู่อย่างนี้ไปหนึ่งสัปดาห์ “การทำตัวขี้เกียจเกินพอดี” อาจจะนำพามาซึ่งความเครียดและสุขภาพที่แย่ลงได้

4. ถ้าเราดูแลธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะดูแลเรา
รีสอร์ทที่ผมอยู่นั้นอยู่ติดชายหาดพอดี เราลงไปเดินเล่นชายหาดในวันอาทิตย์

เดินลงไปถึงแล้วถึงกับตกใจว่านี่มันชายหาดในฝันชัดๆ!

โอเคล่ะ ทรายอาจจะไม่ได้ละเอียดเท่าสิมิลัน แต่หาดกว้างมาก ผมว่าไม่ต่ำว่า 30 เมตร มีฝรั่งนอนตากแดดเพียบ ขยะแทบไม่มี มีเก้าอี้ชายหาดประปราย ไม่มีพวกร่มผ้าใบหรือคนเดินขายของให้เกลื่อนกลาด เหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ

เท่าที่ผมรู้มา ชุมชนกะตะ-กะรน เขาเข้มแข็ง ไม่ปล่อยให้นายทุนเข้ามาทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ผลลัพธ์ก็คือหาดนี้เป็นการผสมผสานที่ลงตัวของธรรมชาติและการการท่องเที่ยว นั่นคือ สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้จำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เละเทะเหมือนหาดป่าตองหรือพัทยา

5. ใส่ใจในรายละเอียด สร้างความประทับใจได้มหาศาล
ก่อนวันเดินทางกลับหนึ่งวัน ทางรีสอร์ทโทร.มาแนะนำว่าควรจะออกจากรีสอร์ทให้เร็วขึ้นกว่ากำหนดการเดิม เพราะตรงกับวันสงกรานต์ เกรงว่ารถจะติด ผมเลยตัดสินใจนัดรถให้ออกเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง

วันเดินทางกลับ ผมทำการเช็คอินออนไลน์เพื่อจะได้ประหยัดเวลาที่สนามบิน

ผมดาวน์โหลด Boarding Pass ของผมกับแฟน เซฟเป็นไฟล์ PDF แล้วส่งเมล์ไปให้ฟรอนท์ของรีสอร์ทเพื่อให้เขาช่วยปริ๊นท์ให้

ผ่านไปสองนาที รีสอร์ทก็โทร.มาบอกว่าได้รับเมล์เรียบร้อยแล้ว

ผ่านไปอีกไม่เกินสองนาที รีสอร์ทก็โทร.มาอีกครั้ง บอกว่าได้ปริ๊นท์บอร์ดดิ้งพาสทั้งสองใบแล้ว แต่ปรากฎว่าบอร์ดดิ้งพาสเป็นชื่อของผมทั้งคู่ ไม่มีชื่อแฟน

ผมมาลองตรวจดูก็พบว่าผมเซฟไฟล์พลาดเอง ไฟล์เดียวก้นดันไปเซฟสองรอบแต่เซฟเป็นชื่อผมหนึ่งไฟล์กับชื่อแฟนอีกหนึ่งไฟล์

ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ใส่ใจ สักแต่ว่าปริ๊นท์เฉยๆ ผมเองคงต้องไปวุ่นวายที่สนามบินแน่นอน

ต้องขอชมเชยทางมารีน่าว่าเขาอบรมพนักงานได้ดีจริงๆ

6. น้ำเปล่าที่สนามบินภูเก็ตแพงมากกกก

ข้อนี้คงไม่สามารถเรียกได้ว่าบทเรียน แต่เป็นข้อสังเกตที่ค้างคาใจแล้วกันนะครับ

ผมเข้าใจนะครับว่าภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยว และธรรมดาในสนามบิน พวกเครื่องดื่มหรือขนมก็จะต้องเพิ่มราคาขึ้นมาอยู่แล้ว

อย่างน้ำเปล่าขวดเล็ก ถ้าจะมาขายขวดละ 15 หรือ 20 บาทผมก็ยังยินดีจ่าย

แต่นี่ขายกันขวดละ 35 บาทครับพี่น้อง

น้ำเปล่ายี่ห้อน้ำทิพย์ขวดสีเขียวอ่อนบิดง่ายๆ ที่เขาขายกันในเซเว่นขวดละ 7 บาท เขาเอาไปขายในสนามบินภูเก็ตที่ราคา 35 บาท!

และก็เป็นอย่างนี้ทุกร้าน ยกเว้นอยู่ร้านหนึ่งที่ราคา 20 บาท เป็นร้านที่ตั้งอยู่ปากทางเข้าอาคารผู้โดยสารครับ ที่เขาบังคับให้เราต้องทิ้งน้ำขวดก่อนเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์นั่นแหละ

สุดท้ายผมอดใจไม่ซื้อ เดินเข้าไปในอาคารผู้โดยสาร เพื่อไปดูด้านในว่าราคาแพงเหมือนกันรึเปล่า

ซึ่งก็แพงเหมือนกันจริงๆ 35 บาททุกร้านตามมาตรฐานเลย

ผมนึกไปถึงสนามบินที่บรูไน ซึ่งผมเคยแวะไปทรานสิทเมื่อปลายปีที่แล้ว สนามบินเขาเล็กพอๆ กับของภูเก็ตเลยนะ มีร้านค้าแค่สองร้าน แต่เขามีตู้น้ำให้เดินไปกดกินได้ถึงสองตู้ แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมสนามบินนี้ไม่มีอย่างเขาบ้าง

ผมเดินวนจนจะครบหนึ่งรอบ จึงเหลือบไปเห็นตู้น้ำเย็นวางอยู่มุมห้อง ถ้าไม่สังเกตดีๆ หรือนั่งอยู่แถวนั้น จะมองไม่เห็นเลย

สงสัยคงต้องตั้งแอบๆ ไว้ เพราะถ้าตั้งตู้ไว้เด่นเกินไปร้านอื่นก็ขายน้ำเปล่าไม่ได้น่ะสิ!

ผมคิดแล้วอายแทนจริงๆ

—–

และนี่คือบทเรียนเบาๆ จากการไปเที่ยวภูเก็ตมาครั้งนี้ครับ!

ไม่มีวันสาย

20150413_NeverTooLate

“Sometimes people say to me, “I missed the boat” or “I am too late”. I think it’s never too late to do what you love. What you love is always on the shore, waiting for you to arrive, waiting with open arms.”

“มีคนชอบพูดกับผมว่า “ผมตกเรือแล้ว” หรือ “สายไปแล้ว” ผมว่าไม่มีวันสายเกินไปที่จะทำในสิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คุณรักนั้นรอคุณอยู่ที่ท่าเรือตลอดเวลา รอให้คุณมาหาและพร้อมต้อนรับคุณอย่างอบอุ่นอยู่แล้ว”

– James Altucher

—–

ตอนเด็กๆ ผมมีเรื่องที่ผมชอบอยู่หลายอย่าง

ผมชอบเตะบอล ชอบเล่นดนตรี ชอบอ่านหนังสือ

สามสิ่งนี้ก็ยังเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำแม้ว่าจะได้ทำน้อยลงด้วยเหตุผลทางเวลาและสภาพร่างกาย

แต่ก็มีบางเรื่องที่ผมเคยชอบทำมากๆ แต่ไม่ได้ทำมานานหลายสิบปีแล้ว

เช่นวิชายืดหยุ่น ซึ่งก็คือวิชายิมนาสติกขั้นพื้นฐานนั่นเอง

วิชานี้ผมเรียนตอนอยู่ม. 1 ที่เตรียมพัฒน์

จำได้เลยว่า ภายในอาคารกีฬา ด้านหลังจะเป็นเบาะเรียงต่อกันยืดยาวให้เราฝึกวิชานี้

ไม่ว่าจะเป็น ม้วนหน้า ม้วนหลัง หกกบ หกสูง ล้อเกวียน สะพานโค้งหรือแม้กระทั่งหกสามเส้า ผมทำได้ครบทุกท่า

ช่วงนั้นดันอ่านการ์ตูน “วาดฝันสู่ฟากฟ้า” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแข่งยิมนาสติกด้วยเลยยิ่งคลั่งเข้าไปใหญ่ ขนาดฝันหวานว่าตัวเองอาจจะเอาดีทางด้านกีฬายิมนาสติกเลยทีเดียว

อีกความสามารถหนึ่งที่ผม “เคยมี” คือเขียนตัวการ์ตูนของขายหัวเราะครับ

ผมเองเป็นคนที่วาดรูปได้แย่มาก ไม่มีหัวทางด้านศิลป์เอาเลย แต่ตอนอยู่ป.5 หรือ ป.6 นี่แหละ เกิดคิดอยากวาดรูปตัวการ์ตูนของขายหัวเราะขึ้นมา ก็เลยตั้งใจวาดอย่างจริงๆ จัง พวกคาแรคเตอร์ของน้าต่าย น้านิคนี่ผมวาดได้หลายคนเลยนะฮะ

ผมเชื่อว่าคุณเองก็คงมี passion บางอย่างที่เคยทำสมัยเด็กๆ ที่ถึงแม้จะร้างลามานานแล้ว แต่เมื่อนึกกลับไปทีไรมันก็ทำให้คุณยิ้มได้ทุกที

เขียนบทความนี้เสร็จแล้ว ผมว่าจะลองทำท่าหกสามเส้าและวาดรูปปังปอนด์ซักหนึ่งภาพ!

—–

Credits

Wikipedia ภักดี แสนทวีสุข

Wikipedia นิพนธ์ เสงี่ยมศักดิ์

เป้าหมายชีวิต

20150412_GoalOfLife

“The goal of life: simple but not empty.”

“เป้าหมายของชีวิต: เรียบง่ายแต่ไม่เปล่าดาย”

– Terri Guillemets

—–
ชีวิตคนยุคใหม่นี่มันก็ยุ่งยากกว่ายุคปู่ยุคย่าของเราพอสมควรเลยนะครับ

ต้องเข้าโรงเรียนดังๆ ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ต้องได้คะแนนดีๆ ต้องสอบติดมหาวิทยาลัยรัฐ ต้องได้งานดี ต้องมีรายได้เสริม ต้องมีแฟนสวย ต้องแต่งงาน ต้องมีลูก ต้องมีบ้าน ต้องมีรถ ต้องมีจักรยาน ต้องไปกินข้าวกับเพื่อน ต้องมีสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุด ต้องถ่ายรูปอาหาร ต้องเขียนรีวิว ต้องอั๊ปรูป ต้องมีคนกดไลค์ ต้องเขียนบล็อก ต้องโปรโมตบล็อกตัวเอง ต้องคอยตอบคอมเม้นท์ ต้องบลาบลาบลา

สุดท้ายแล้วเราต้องการอะไร?

เท่าที่ผมลิสต์ข้างบน น่าจะมีอยู่สองอย่าง

หนึ่ง – เพลิดเพลินกับชีวิตปัจจุบัน

และสอง – มีความมั่นคงทางการเงินและทางสังคมมากพอที่จะใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสบายใจ

ถ้าเราเน้นข้อหนึ่งมากไป ตอนแก่อาจลำบาก

ถ้าเราเน้นข้อสองมากเกินไป ชีวิตแต่ละวันก็คงแห้งแล้งชะมัด แถมไม่รู้ว่าจะมีโอกาสอยู่ถึงวันที่ได้ใช้เงินที่เก็บไว้รึเปล่าด้วย

สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่าเราทุกคนอยากมีชีวิตที่เรียบง่าย แต่ไม่ราบเรียบ

ไม่ง่ายหรอก แต่ก็ไม่น่าจะยากเกินไป ถ้าเราคอยถามตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่าเราต้องการอะไร

และสิ่งที่เราทำอยู่ทุกวันมันสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เราอยากมีรึยัง

เงียบๆ คนเดียว

20150411_NewYearSolitary - Copy

ปีใหม่เป็นช่วงที่ควรจะอยู่เงียบๆ คนเดียว หาที่ปลีกวิเวกสัก 3 ชั่วโมง 6 ชั่วโมง ที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร เช่นนั่งรถทัวร์ไปต่างจังหวัด ขึ้นเครื่องบินไปไหนคนเดียวสักพัก หรือก่อนนอนก็ได้ เอาเวลาตอนนั้นมาใคร่ครวญกับตัวเอง ต่อให้มีลูกมีครอบครัว ก็ต้องหาเวลาปลีกตัวออกมาบ้าง เลี้ยงลูกกันทั้งวัน โง่ตายเลย ผมเชื่อว่าคนเราต้องมีเวลาอยู่คนเดียวแล้วคิดทบทวนหรือคุยกับตัวเอง ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้มันสำเร็จไปหรือยัง หรือตั้งเป้าหมายผิดหรือเปล่า

– ดร.วรภัทร ภู่เจริญ

—–

ปีใหม่ไทยปีนี้ผมมาพักผ่อนกับแฟนที่ภูเก็ต

มีหนังสือติดกระเป๋ามาสองสามเล่ม โดยหวังว่าจะได้มีเวลา “นอนตีพุง” อ่านหนังสือแบบเต็มๆ

อ่านบ้าง งีบบ้าง

ใช้ชีวิตช้าๆ ขี้เกียจๆ หลังจากเป็นหนูถีบจักรขาระวิงมาหลายเดือน

แล้วก็กะว่าถ้าใจอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ก็จะมานั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในปีนี้ และมองต่อว่าอีก 8-9 เดือนที่เหลือ เราจะให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง

การมีเวลากับตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมากๆ อย่างที่ดร.วรภัทรว่า

หยุดยาวคราวนี้ ผมหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะมีเวลาให้ตัวเอง (จริงๆ) เช่นกันนะครับ

—–
Credits:
a day bulletin Issue 284 27 Dec 2103- 2 Jan 2014