8 วิธีบอกลา Powerpoint ห่วยๆ

20150316_Powerpoint2

คนทำงานยุคใหม่เกือบทุกคนน่าจะเคยต้องทำสไลด์โดยใช้โปรแกรม Powerpoint มาแล้ว (หรือ Keynote หากคุณเป็นสาวกแอปเปิ้ล)

แต่อย่างที่ผมเคยเขียนไว้ใน แปดสิ่งที่ควรทำให้สามปีแรกของการทำงาน ว่าทักษะการทำ Powerpoint นั้นยังขาดแคลนอยู่มาก

ผมเองก็ไม่ใช่คนที่มีหัวทางศิลปะเลย ยังห่างไกลต่อคำว่าผู้ออกแบบ Powerpoint มือโปร

แต่อย่างน้อยถ้าเราหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด 8 ข้อนี้ได้ ก็จะทำให้ Powerpoint ของเรา “น่าชม” กว่า Powerpoint ส่วนใหญ่แล้ว

1. คิดก่อนทำ

หลายคนออกแบบสไลด์ด้วยการเปิดโปรแกรม Powerpoint ขึ้นมา แล้วก็ก๊อปข้อมูลมาแปะลงไปในสไลด์เปล่าๆ อย่างไร้สติ ด้วยความอยากแชร์นู่นแชร์นี่จนข้อมูลท่วมจอ

ผลลัพธ์ที่ออกมาคือสไล์ดไม่มีเรื่องราว จับประเด็นไม่ได้ คนฟังก็งง คนพูดก็งงยิ่งกว่า

หนึ่งในวิธีเริ่มต้นที่ดี คือการใช้กระดาษ post-it ที่เราสามารถเขียนประเด็นหลักๆ ลงไปใบละ 1 ประเด็นแล้วลองย้าย post-it นั้นไปมาจนเกิดเป็นเรื่องราวที่ไหลลื่น เมื่อพอใจกับเรื่องราวแล้ว จึงค่อยเปิดโปรแกรม Powerpoint ครับ

2. อย่าห่วงเรื่องจำนวนสไลด์ให้มากนัก

การพูดจะยาวหรือสั้น น่าเบื่อหรือน่าสนใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนสไลด์

ถ้าสไลด์มันดี แม้จะมี 50 สไลด์และพูดจบใน 20 นาทีก็ไม่มีปัญหา ตราบใดที่สไลด์เหล่านั้นช่วยเสริมประเด็นที่คุณพูด

แต่ถ้าสไลด์มันห่วย ต่อให้มีแค่ 5 สไลด์ ก็อาจจะทำให้คนฟังไม่รู้เรื่องก็ได้

3. อย่ายัดข้อมูลเยอะเกินไป

แฟนผมเคยโดนสั่งให้ยุบข้อมูลจาก 10 สไลด์เหลือเพียง 1 สไลด์ เพราะต้องการให้ “เรื่องทุกเรื่องจบภายในหน้าเดียว” และอาจจะเป็นเพราะความเชื่อผิดๆ จากข้อที่แล้วว่า ยิ่งสไลด์น้อยๆ ยิ่งดี

จากที่เรามีเรื่องที่จะอยากพูด 10 เรื่องใน 10 สไลด์ คุณเอา 10 เรื่องมาอัดไว้ในสไลด์เดียว ผลลัพธ์ก็คือ “สภาวะสไลด์ไร้อากาศหายใจ”

พอข้อมูลในแต่ละสไลด์มันเยอะ คนฟังก็จะต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาลที่จะทำความเข้าใจสไลด์ของคุณ จนไม่มีสมาธิฟังสิ่งที่คุณพูดออกมาเลย

20150316_TooMuchInfo

4. อย่าใส่ทุกคำที่จะพูดไว้ในสไลด์

ถ้าคุณทำอย่างอย่างนี้ คุณก็จะโดนมองได้ทันทีว่าขี้เกียจ ไม่ได้เตรียมตัวมา และไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พูดจริงๆ

มีเรื่องเล่าว่า พนักงานคนหนึ่งเคยทำสไลด์สไตล์นี้ขึ้นมาพรีเซ้นท์ให้เจ้านาย

สไลด์แรกลูกน้องเล่นอ่านทุกคำพูด พอขึ้นสไลด์ที่สองที่มีแต่คำพูดเหมือนกัน เจ้านายเลยสั่งลูกน้องให้หยุดพูด

เจ้านายนั่งอ่านสไลด์เงียบๆ ประมาณ 15 วินาที แล้วก็บอกลูกน้องให้คลิ้กไปสไลด์แผ่นต่อไป แล้วก็นั่งอ่านเงียบๆ อีก แล้วก็บอกให้ลูกน้องคลิ้กแผ่นต่อไปเรื่อยๆ จนครบทุกสไลด์

เสร็จแล้วก็หันมาบอกลูกน้องว่า “ถ้าจะมาอ่านสไลด์ให้ผมฟังอย่างนี้ คุณก็ไม่ต้องมา ผมอ่านเองเร็วกว่า”

เจ็บป่ะล่ะ

Powerpoint กับ Document มีวัตถุประสงค์ต่างกัน ถ้าคุณจะใช้มันสำหรับอ่าน คุณก็แค่ส่งไฟล์ทาง email ไปให้คนที่อยากจะส่งสาส์นก็พอแล้ว จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลานั่งอ่านให้ฟัง

Slide3

5. งดใช้สีประหลาดๆ
เข้าใจครับว่าบางคนชอบสีแจ่มๆ อย่าง ชมพู เขียว เหลือง

แต่คุณอย่าลืมว่าสิ่งที่เห็นบนหน้าจอคอม กับสิ่งที่เครื่องโปรเจ็คเตอร์ฉายออกไป มันมักจะไม่เหมือนกัน

สีแจ่มๆ พวกนี้ใช้ได้ครับ แต่ต้องอยู่บนแบ็คกราวด์ที่ถูกต้องด้วย ถ้าไปอยู่บนแบ็คกราวด์สีขาวหรือสีอ่อน คนฟังจะแอบด่าคุณในใจทันทีว่า “คุณมาทำร้ายชั้นทำไม?”

Slide5

6. ใช้ Font ให้ใหญ่เพียงพอ

Guy Kawasaki ซึ่งเคยเป็น Chief Evangelist ของ Apple เคยบอกติดตลกไว้ว่า ก่อนที่คุณจะลงมือทำพรีเซ็นต์ ให้ถามก่อนว่า คนที่แก่ที่สุดที่จะมาฟังคุณพรีเซนต์นั้นอายุเท่าไหร่

แล้วให้เอาอายุนั้นหาร 2

และฟอนท์ไซส์ไม่ควรจะเล็กไปกว่าค่านี้แล้ว

เช่นถ้าคนแก่สุดเป็นคนอายุ 40 ก็ไม่ควรจะใช้ฟอนท์เล็กกว่า 20pt ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะโดนกล่าวหาได้ว่ารังแกคนแก่

อีกทริคนึงที่แฟนผมเล่าให้ฟัง คือเมื่อทำสไลด์เสร็จแล้ว ให้มายืนหลังเก้าอี้ และดูว่าขนาดฟอนท์มันโอเครึยัง ต้องหรี่ตาอ่านรึเปล่า

7. ไม่ใส่อะไรๆ ที่ดูฟรุ้งฟริ้งเกินไป

แน่นอน ใครๆ ก็อยากทำให้สไลด์ออกมาให้มีลูกเล่นและมีสีสัน

แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่าการทำสไลด์ให้สวยๆ คือการทำให้สไลด์ให้ “ดูง่าย อ่านง่าย เข้าใจง่าย”

หลายคนเหลือเกินที่เมามันกับการใช้ “ของเล่น” ต่างๆ ที่มีใน Powerpoint จนเกินพอดี

ทั้งการทำ Animation ให้ตัวหนังสือหรือรูปภาพวิ่งเฟี้ยวฟ้าวไปมาชวนเวียนหัว

หรือการทำกราฟเป็นภาพสามมิติ ทั้งๆ ที่แบบสองมิติธรรมดาดูง่ายกว่ากันตั้งเยอะ

หรือใช้ WordArt หรือ ClipArt ที่มีมาตั้งแต่สมัย Windows 98 ซึ่งบ่งบอกได้เลยว่าคุณ “เชย” แค่ไหน

ระลึกไว้เสมอว่าของเล่นที่ใช้ไม่เป็นจะทำให้สไลด์ของคุณดูเหมือน “ของเล่น” ด้วยเช่นกัน

Slide7

8. ลองเอา bullet point ออกไปจากชีวิตเสียบ้าง

คุณเคยเห็นสตีฟ จ๊อบส์ใช้ bullet point มั้ย?

ครับ ผมก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน

และในสไลด์ของพวก presenter ระดับโลกที่งาน TED.com ก็มักจะไม่มี bullet point เช่นกัน

การมี bullet point ช่วยให้เราพรีเซ้นต์ง่าย ไม่ต้องเตรียมตัวเยอะ เพราะมันจะเป็นเครื่องช่วยจำให้เราอยู่แล้ว

แต่ถ้าอยากให้การพรีเซนต์ของคุณมันเจ๋งจริงๆ ต้องลองทำสไลด์แบบไม่มี bullet point ดูนะครับ

20150316_SteveJobs

และนี่คือ 8 ข้อที่จะช่วยให้สไลด์ของคุณดูดีมีสไตล์ และเป็นมืออาชีพครับ

โบนัส: ใครมีเวลาอีกซัก 4 นาที อันนี้คือวีดีโอที่ “โคตรฮา” และสมควรอย่างยิ่งที่จะเปิดแชร์ให้เพื่อนๆ ร่วมทีม (รวมถึงหัวหน้า) ได้ดูกันนะครับ


(UPDATE: 24 Aug 2017) หากคุณอยากเรียนรู้เทคนิคที่จะทำงานได้ดีขึ้น รวมทั้งเป็นคนที่มีความสุขความพอใจในชีวิตไปพร้อมๆ กัน ขอแนะนำหนังสือเล่มแรกของผม  Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ  หาซื้อได้ที่ ซีเอ็ด นายอินทร์ คิโนะฯ เอเชียบุ๊คส์ บีทูเอส และศูนย์หนังสือจุฬาครับ >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

 

Credits:

Elmhurst College: Worst Presentation Ever  

Steve Jobs’ iPhone Launch (2007)

Life After Death by PowerPoint 2012 by Don McMillan

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญลงทะเบียนรับได้เลยครับ

 

ทุกอย่างคือการผจญภัย

20150315_InconvenienceOrAdventure

การผจญภัยคือการมองความไม่สะดวกในแง่ดี
ความไม่สะดวกคือการมองการผจญภัยในแง่ร้าย
– จี เค เชสเตอร์ตัน

เราทุกคนล้วนมีอะไรให้หงุดหงิดกับเรื่องที่ไม่เป็นดั่งใจ

รถติด
ลูกงอแง
แฟนใช้อารมณ์
หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ
คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด

แต่ถ้าเรามองเรื่องที่ไม่ได้ดั่งใจเหล่านี้เป็นเหมือนเกมให้เราผ่านด่าน ชีวิตก็จะไม่เครียดเกินไปนัก

รถติด ก็เป็นโอกาสอันดีที่ได้คุยกับแฟนเรื่องไปเที่ยว ส่วนถ้าตัวคนเดียว ก็อาจจะเป็นสัญญาณอันดีให้เราตื่นเช้าขึ้นหรือหาเส้นทางใหม่

ลูกงอแง ก็เป็นโอกาสให้เราฝึกปรือวิชาความเป็นพ่อเป็นแม่ ว่าเราจะหลอกล่อลูกยังไงให้ลูกฟังเรามากขึ้น

แฟนใช้อารมณ์ ก็ถือเป็นการฝึกเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อหาหนทางที่จะช่วยให้แฟนอารมณ์ดีขึ้นโดยเสียเลือดเสียเนื้อน้อยที่สุด

หัวหน้าสั่งงานแบบไร้สติ ก็เป็นโอกาสอันดีที่เราจะเป็นคน assertive ยิ่งขึ้น กล้าที่จะลอง say no กับหัวหน้า ในขณะเดียวกันก็คิดทางออกให้เค้าด้วย

คนขายก๋วยเตี๋ยวลวกเส้นผิด ก็ลองกินเส้นนั้นดู ไม่แน่หรอกเราอาจจะเปลี่ยนใจมาชอบเส้นนี้เลยก็ได้

ประเด็นก็คือ เราหงุดหงิดเพราะใจเราเรียกร้องให้โลกหมุนไปในแบบที่เราคิด ทั้งๆ ที่เราก็รู้ดีอยู่แล้วว่าโลกก็หมุนไปในแบบของมัน แต่เผอิญ “ใจ” เรายังไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจความจริงนี้เหมือนที่ “สมอง” ของเราเข้าใจ

เราสามารถ “บิด” “ความไม่สะดวก” ทุกชนิดให้กลายเป็นเกมที่ช่วยให้เรา “อัพเลเวล” ได้ทั้งนั้น

แน่นอน มันไม่ง่าย

แต่มันก็มีประโยชน์กว่าแอบบ่นหรือก่นด่าจริงมั้ย?

ความอับอาย

20150314_WoundOnTheBack

บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ
โรโร โนอา โซโล – One Piece

การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง One Piece เป็นหนึ่งในการ์ตูนที่ผมผูกพันมากที่สุด

ช่วงประถมกับมัธยม ผมโตมากับเรื่องโดราเอมอน และ ดราก้อนบอล

ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเป็นต้นมา ก็มีแค่ One Piece เรื่องเดียวนี่แหละที่ผมติดตามอย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด

One Piece เขียนโดยอาจารย์เออิจิโร่ โอดะ  (Eiichiro Oda) ลงตีพิมพ์ครั้งแรกใน Shonen Jump เมื่อเดือนสิงหาคม 2540

ผ่านมาเกือบ 18 ปีแล้ว การ์ตูนเรื่องนี้ก็ยังไม่มีทีท่าจะถึงตอนอวสานแต่อย่างใด (แต่ผมว่าเลยครึ่งทางมาแล้วล่ะ)

One Piece ว่าด้วยเรื่องเด็กหนุ่มชื่อ มังกี้ ดี ลูฟี่ย์ (Monkey D. Luffey) ที่มีเป้าหมายจะเป็น “จ้าวแห่งโจรสลัด” ด้วยการครอบครองสมบัติล้ำค่าที่ชื่อว่า One Piece

ลูฟี่จึงออกทะเลเพื่อเฟ้นหาพรรคพวกมา “ลงเรือลำเดียวกัน”

พรรคพวกคนแรกของลูฟี่คือ โรโร โนอา โซโล (Roronoa Zoro) ซึ่งเป็นนักล่าค่าหัวโจรสลัด และมีเอกลักษณ์ที่การใช้ดาบพร้อมกันถึงสามเล่ม

โซโลมีจิตวิญญาณ “ซามูไร” อย่างเต็มเปี่ยม คือเข้มงวดกับตัวเอง รักในศักดิ์ศรี ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร

ความปราถนาสูงสุดของโซโลคือการเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดในโลก

แต่แล้วโชคชะตาก็เล่นตลก เมื่อจู่ๆ “ชายตาเหยี่ยว” หรือ “จูลาคิล มิฮอว์ค” ซึ่งเป็นนักดาบที่เก่งที่สุดในโลกตัวจริงปรากฎตัว

โซโลจึงขอ “ประดาบ” กับชายตาเหยี่ยวคนนี้

ปรากฎว่า วิชาสามดาบที่โซโลภูมิใจนักหนา กลับทำอะไรมิฮอว์คที่ “ต่อให้” ด้วยการใช้ “ดาบจิ๋ว” ขนาดเท่ามีดพกไม่ได้เลย

แต่เมื่อโซโลแสดงความกล้าหาญด้วยการสู้ไม่ถอย มิฮอว์คเลยให้เกียรติด้วยการยอมใช้ “ดาบดำ” สำหรับการสู้กันในดาบสุดท้าย

โซโลทุ่มแรงเฮือกสุดท้ายด้วยท่า “ดาบสามโลก”

แต่แล้วดาบของโซโล่ก็แตกทลาย ทำอะไรมิฮอว์คไม่ได้แม้แต่น้อย

โซโลยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี หันหน้ามายืนกางแขนให้มิฮอว์ค แล้วกล่าวว่า

“บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ”

แล้วมิฮอว์คก็กล่าวว่า “ยอดเยี่ยม” ก่อนที่จะฟันโซโลด้วยดาบดำจนโซโลล้มลงไปกอง

—–

ฉากการปะทะระหว่างโซโลและชายตาเหยี่ยวนั้น เกิดขึ้นในตอนที่ 51 ซึ่งผมน่าจะได้อ่านเมื่อประมาณปลายปี 2541

ยอมรับว่าตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่า โซโลจะไปยืนกางแขนให้ชายตาเหยี่ยวฟันซ้ำทำไม

และประโยคที่ว่า “บาดแผลกลางหลัง คือความอับอายของนักดาบ” แปลว่าอะไร

ผมเพิ่งจะมาเข้าใจความหมายของคำพูดนั้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

การที่คนเราจะเกิดบาดแผลกลางหลังได้นั้นมีอยู่สองสาเหตุ

สาเหตุแรกคือการโดนลอบกัด ซึ่งย่อมไม่เกิดขึ้นระหว่างการประลองของนักรบที่มีศักดิ์ศรีอยู่แล้ว

อีกความเป็นไปได้หนึ่งที่จะมีแผลกลางหลัง ก็คือการโดนทำร้ายในระหว่างที่เรากำลังหันหลังวิ่งหนีคู่ต่อสู้

และแผลกลางหลังแบบที่สองนี่เองคือสิ่งที่โซโลหมายถึง

โซโลพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่าง และจะไม่หันหลังให้กับคู่ต่อสู้คนใด

เขายอมที่จะตายอย่างมีศักดิ์ศรี ดีกว่าขี้ขลาดแล้วรอด

ความกล้าหาญของผมคงไม่ได้หนึ่งในร้อยของโซโล แต่อย่างน้อยประโยคนี้ก็ช่วยเตือนใจผมอยู่เสมอว่า “คนจริง” เป็นยังไง

ใครไม่เคยอ่านการ์ตูน One Piece ลองดูนะครับ มันสนุกจริงๆ

แถมยังได้ข้อคิดบางอย่างที่จะอยู่ติดตัวคุณไปอีกนานแสนนานเลยล่ะ

ถ้าอยากชิมลาง ลองกูเกิ้ล การ์ตูน One Piece ดูก็ได้

หรือถ้าอยากดูแบบเป็น Animation ก็เข้า Youtube แล้วหา โซโล มิฮอว์ค ก็จะเจอเช่นกัน (แต่ภาพไม่สวยเท่าการ์ตูนภาพนิ่งนะครับ)

หากติดใจ อย่าลืมสนับสนุนสินค้าลิขสิทธิ์จากสำนักพิมพ์ Siam Inter Comics ด้วยนะครับ!  ตอนที่ 51 นี้อยู่ในเล่มที่ 6 ตามปกด้านล่างครับ

เพราะไม่รู้

20150313_Impossible

พวกเค้าไม่รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ ก็เลยลงมือทำจนสำเร็จ
มาร์ค ทเวน

เรื่องบางอย่างรู้มากเกินไปก็ไม่ดี

เพราะมันจะเป็นการตีกรอบให้เรามากเกินควร

ก่อนหน้านี้ ใครจะคิดว่าคนเราสามารถเป็นสุขล้นพ้นได้ด้วยการตามดูทุกข์

หรือใครจะเชื่อว่าเหล็กสามารถขึ้นไปลอยอยู่บนฟ้าได้

หรือการปลุกแบรนด์ที่ตายไปแล้วให้ฟื้นขึ้นมาจะเป็นไปได้

หรือธุรกิจที่ชวนทุกคนให้เปิดบ้านให้คนแปลกหน้ามานอนค้างจะมีลูกค้า

ลองมองไปรอบๆ ตัวเรา

ทุกอย่างมันเคยเป็นสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” ทั้งนั้น

ความรู้และประสบการณ์เป็นสิ่งจำเป็นให้เราก้าวเดินอย่างมีหลักการและด้วยความระมัดระวัง

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ต้องไม่ปล่อยให้สองสิ่งนี้มากำหนด “กรอบความเป็นไปได้” ให้กับเราเกินควร

เหมือนที่สตีฟ จ๊อบส์เคยกล่าวเอาไว้ Stay Hungry, Stay Foolish* จงหิวกระหายและโง่เขลา

ไม่ใช่โง่เขลาในแง่ไม่มีความรู้ แต่โง่เขลาพอที่จะกล้าทำในสิ่งที่ “คนฉลาด” เค้าไม่ทำกัน

คนที่ foolish เหล่านี้นี่แหละที่ทำให้โลกนี้พัฒนา และน่าสนใจอยู่เสมอ

—–

*หมายเหตุ ถ้าแปลงเป็น Stay Lazy, Stay Stupid ก็จะตรงกับบล็อกเมื่อวานซืนพอดีเลย!

สงสารหรือเมตตา

20150312_PityOrCompassion

เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคมปีที่แล้ว ผมและคณะราว 14 คนมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ ที่จังหวัดชลบุรีครับ

ตามข้อมูลหน้า About ใน Facebook page บ้านหลังนี้มีเด็กในความดูแลทั้งสิ้น 125 คน

ออทิสติก 45 คน
สติปัญญา 55 คน
พิการทางสายตา 2
พิการทางการได้ยิน 2 คน
พิการซ้อน 2 คน
มีปัญหาทางการเรียนรู้ 15 คน
พิการร่างกาย 4 คน

ผมได้ถ่ายรูปไว้บ้าง แต่ไม่อยากเอามาลงเพราะยังไม่ได้ขออนุญาต

เลยขอเอาภาพจาก Page ของเขามาให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับ ถ้าผิดมารยาทจะได้ผิดน้อยหน่อย

(ถ้าคลิ้กไปที่ภาพก็จะลิงค์ไปที่ page ของเขาเลย)

20150312_Boonchoo

20150312_Boonchoo2

เด็กเหล่านี้จะมี “ภาพจำ” ที่ชัดเจนมาก เรามองแค่แว้บเดียวก็รู้แล้วว่าเขามีอะไรไม่ปกติ

พวกเราคุยกับน้องเขา แต่หลายคนพูดออกมาแล้วเราฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง

เราเข้าไปเล่นกับเด็กๆ บ้าง แต่ก็ไม่กล้าแตะต้องตัวเด็กมากนัก

เพื่อนร่วมทริปส่วนใหญ่ของผมเป็นผู้หญิง ผมเห็นหลายคนน้ำตาซึม

ตัวผมเองก็รู้เลยว่าไม่ค่อยกล้าสบตาเด็กเท่าไหร่ เหมือนรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ หรืออาจจะกลัวที่จะมองภาพที่ไม่สวยงาม

แล้วผมก็นึกถึงคำพูดของหลายๆ คนว่า ไปบ้านเด็กพิการซ้ำซ้อนแล้ว จะหดหู่ไปทั้งวัน

ผมเองเคยไปเยี่ยมบ้านเด็กตาบอดพิการซ้ำซ้อนที่รามอินทรามาแล้วครั้งหนึ่ง และรู้สึกหดหู่เอามากๆ จริงๆ

แล้วก็อดสงสัยไม่ได้ว่าครูบุญชู รวมทั้งอาสาสมัครที่ต้องมาดูแลเด็กกลุ่มนี้อยู่ทุกวัน เขาทำ (ทน) ได้ยังไง

—–

ก็เลยกลับมาที่คำถามเบสิคที่ว่า ทำไมเราถึงรู้สึกหดหู่เวลาอยู่กับคนกลุ่มนี้?

คำตอบที่ได้ก็คือ

– เราสงสารเขาที่เกิดมาเป็นอย่างนี้
– เราเห็นแล้วว่าอนาคตของเด็กเหล่านี้คงจะไปไหนได้ไม่ไกล
– แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ใจลึกๆ ของเราก็รู้สึกว่า “เขาเป็นคนละพวกกับเรา” และนั่นคือสาเหตุที่แท้จริงที่เราไม่ลงไปคลุกคลีกับเขามากนัก อย่าว่าแต่กอดเลย แม้แต่จับตัวเรายังไม่อยากทำ เพราะเรายังรู้สึกรังเกียจพวกเขา แม้จะเป็นการรังเกียจแบบเบาบางก็ตาม

ฟังดูไม่หล่อเลย แต่มันเป็นเรื่องจริง

—–

ตอนที่ครูบุญชูคว้าไมค์เพื่อเล่าถึงที่มาของบ้านหลังนี้ และเด็กกลุ่มนี้ให้ฟังนั้น น่าแปลกที่ผมไม่รู้สึกเลยสักนิดว่าคุณครูสงสารเด็กพวกนี้

ผมไม่คิดว่าคุณครูเขาใช้คำว่า “สงสาร” หรือ “หดหู่” ซักครั้งเดียวด้วยซ้ำไป

เขาแค่มองว่า ถ้าเขาไม่ทำ เด็กกลุ่มนี้ก็จะลำบาก เขาก็เลยตัดสินใจรับเด็กเหล่านี้มาเลี้ยง

นี่คือครูบุญชูครับ (ผมสีดอกเลา)

20150312_Boonchoo3

ถ้าไม่ใช่สงสาร มันจะเป็นเพราะอะไร?

ผมก็เลยคิดเอาเองว่า การที่ครูบุญชูอุทิศตนให้กับเด็กกลุ่มนี้ได้ทั้งวันทั้งคืน เพราะครูบุญชูมี “เมตตา” นั่นเอง

แต่ก่อนผมเคยคิดว่า เมตตา กับ สงสาร มันก็คือๆ กันนี่แหละ

แต่เหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ผมต้องกลับมาวิเคราะห์ว่า คำสองคำนี้แตกต่างอย่างไร

คุณล่ะ คิดว่าสงสารกับเมตตาต่างกันยังไง?

—–

สำหรับผม ความสงสารนั้นเป็นพลังงานลบ มันจึงทำให้เรารู้สึกเศร้า และหดหู่ทุกครั้งที่เราสงสารใคร

และถ้ามองให้ละเอียดลงไปอีก ก็จะพบว่าความสงสารนั้นมีโทสะกิเลสเจือปนอยู่ นั่นคือเหตุผลที่เรารู้สึกโกรธนิดๆ แทนเด็กที่ต้องมาเผชิญโชคชะตาแบบนี้

และจิตที่เป็นอกุศลย่อมไม่เหมาะกับการทำงาน

นั่นคือเหตุผลที่ผมไม่กล้าสบตา และไม่สามารถอยู่กับเด็กเหล่านี้นานๆ ได้

—–

ขณะที่ความเมตตาเป็นพลังงานบวกครับ

และคนที่มีเมตตา จะไม่มีอารมณ์เศร้าเจือปนอยู่เลย

เพราะใจเป็นกุศล ใจจึงพร้อมที่จะทำงาน

นอกจากนั้น ความลึกซึ้งของคนที่มีเมตตาก็คือ เขามองว่าคนที่เขาแสดงความเมตตาด้วยนั้นเป็น “พวกเดียวกัน”

ขณะที่เวลาเราสงสารใครนั้น เราจะรู้สึกว่าเขาเป็นคนอื่น หรือเป็นกลุ่มอื่น และเราคงไม่มีทาง (และไม่อยาก) เป็นแบบเขา

ความเมตตาจะทำให้เราเดินเข้าหา

ความสงสารจะทำให้เราเบือนหน้าหนี

คราวหน้า ถ้าได้ไปเยี่ยมบ้านครูบุญชูอีก

ผมจะพยายามเลิกสงสาร และหัดมีเมตตาดูบ้าง

เผื่อว่าจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ได้มากกว่าคราวที่แล้วครับ