แน่ใจแล้วเหรอ?

20150326_OpinionOrFact

“Everything we hear is an opinion, not a fact.
Everything we see is a perspective, not the truth.”
– Marcus Aurelius

“ทุกสิ่งที่เราได้ยินเป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ทุกสิ่งที่เราเห็นเป็นเพียงมุมมอง ไม่ใช่ความจริง”
– มาร์คัส ออเรลิอุส

อาจเพราะนามสกุล ผมจึงมักถูกไถ่ถามเรื่องการเมือง

คนถามคงคิดว่าผมจะรู้ข่าววงใน หรือรู้อะไรลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป

ขอสารภาพไว้ตรงนี้ว่า ผมตามข่าวการเมืองน้อยมาก

เอาเข้าจริงๆ ผมแทบไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวทีวีเลย ยกเว้นช่วงที่กลับมาถึงบ้านและนั่งคุยกับพ่อกับแม่ ซึ่งจะเปิดทีวีฟังข่าวเกือบตลอดเวลาอยู่แล้ว

แต่ก่อนผมเคยตามข่าวการเมืองแบบเข้มข้น ช่วงที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ทำรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ และถูกถอดออกจากผัง จนต้องมาจัดรายการในสวนลุมพินี ผมตามอ่านตามดูตลอด แถมยังเขียนบล็อกลง multiply.com เพื่อ “ระบาย” ความกังวลที่ผมมีอยู่ ณ ตอนนั้น

แต่หลังจากทักษิณโดนรัฐประหารแล้ว ผมก็เลิกเขียนบล็อกและตามข่าวการเมืองน้อยลงไปเรื่อยๆ

เพราะเห็นว่า รู้ไปก็เท่านั้น เครียดไปก็เท่านั้น

โอเคล่ะ การที่เราติดตามข่าวสารบ้านเมืองจน “รู้” หมดว่าใครทำอะไร สมคบกับใคร เคลื่อนไหวอย่างนี้มีจุดประสงค์อะไร มันทำให้เราสามารถคุยกับคนอื่นได้อย่างมีอรรถรส

แต่คำถามคือ “เพื่ออะไร?”

เพื่อส่วนรวมหรือเพื่อประกาศตัวตน?

—–

ผมว่าอันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้

แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วสิ่งที่เรารู้อาจจะเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งก็ได้

ถ้ามองให้ดีๆ ความรู้ “ของผม” มีอยู่น้อยมาก

ผมรู้ว่าไฟมันร้อน เพราะผมเคยนั่งข้างกองไฟมาแล้ว

ผมรู้ว่าพริกมันเผ็ด เพราะผมเคยกินพริกมาแล้ว

ผมรู้ว่าพระอาทิตย์ขึ้นมันงามตา เพราะผมเคยดูพระอาทิตย์ขึ้นมาแล้ว

เหล่านี้คือประสบการณ์ตรง ที่ผมสามารถกล่าวได้ว่าเป็นความรู้ของผมจริงๆ เพราะได้รับข้อมูลทางตรงหรือที่เรียกว่า “ข้อมูลปฐมภูมิ” นั่นเอง (Primary data)

แต่ความรู้อีก 99% ที่ผมมีอยู่ ไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรง แต่มาจากการข้อมูล “ทุติยภูมิ” (secondary data) ที่รับรู้มาจาก “คนอื่น” แทบทั้งนั้น

เช่นเรื่องโลกกลม

ผมไม่เคยบินออกไปนอกโลกเพื่อที่จะเห็นชัวร์ๆ ว่าโลกมันกลมจริงๆ

เพียงแต่เคยเห็นรูปถ่ายและในหนัง

ผมเคยนั่งเครื่องบินข้ามประเทศ แต่มองลงไปก็มองไม่เห็นว่าโลกกลม เพราะมีแต่เมฆ หรือถ้าเห็นพื้นอย่างมากก็แค่มนๆ

คุณอาจจะคิดว่า ผมบ้าแน่ๆ ที่ตั้งคำถามว่าโลกมันกลมจริงรึเปล่า

เพราะใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าโลกมันกลม หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ให้เห็นอยู่ว่าโลกมันกลม ขนาดเด็กประถมยังรู้เลยว่าโลกกลม

แต่ก่อนการมาของกาลิเลโอ ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าโลกมันแบนนะครับ

และใครๆ ก็รู้ด้วยว่าของหนักกว่าย่อมตกถึงพื้นก่อนของที่เบากว่า

ถ้าผมไปถามคนสมัยก่อนว่า รู้ได้ไงว่าโลกแบนหรือของหนักตกเร็วกว่าของเบา ก็คงโดนตวาดกลับมาว่า ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้น เรื่องเบสิคๆ อย่างนี้ แม้แต่เด็กประถมยังคิดได้เลย

การคิดเอาเองด้วยตรรกะ ประสบการณ์ หรือ ข้อมูลที่มี ไม่จำเป็นต้องนำพาเราไปสู่ข้อเท็จจริงเสมอไป

ผมไม่ได้จะบอกว่า โลกนี้ไม่กลมนะครับ

ผมเพียงแต่พยายามจะชี้ให้เห็นว่า ความรู้ที่เรามั่นใจนักหนาว่ามันเป็นความจริง มันไม่ได้มาจากประสบการณ์ตรงเลย แต่มาจากการอ่านหนังสือ ดูทีวี เชื่อฝรั่ง และอนุมานเอาเองเกือบทั้งนั้น

ขอย้ำอีกครั้ง อันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้เรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้ว

ขอยกตัวอย่างความรู้ที่เราหลายคนมั่นใจว่าเป็นความจริงนะครับ

มนุษย์ไปเดินบนดวงจันทร์มาแล้ว
จักรวาลเริ่มต้นที่บิ๊กแบง
ทักษิณเป็นคนเลว
ฝรั่งเก่งกว่าคนไทย
ในน้ำมันมีอะตอมของคาร์บอน
โลกกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ
ศาสดาของเราเจ๋งที่สุด

แล้วยังไงต่อ?

สิ่งที่ผมอยากจะสื่อก็คือ ถ้าเรารู้ตัวว่าสิ่งที่เรารู้ เราคิด เราเห็น ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด ความยึดมั่นในคำตอบของเราก็จะน้อยลง

เราจะได้ไม่ต้องไปเสียเวลาทะเลาะกับคนที่มีความคิดเห็นคนละขั้วกับเรา

เพราะเรารู้ตัวดีว่า ต่างคนต่างก็มีข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์พอๆ กัน และความรู้ที่เรามีก็ไม่ใช่ “ความรู้ของเรา”  เพราะได้ยิน ได้ฟังมาจากคนอื่นซะเป็นส่วนใหญ๋

ถึงยังไง พอเถียงกันจบแล้ว เราก็เปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ดี

และต่อให้เปลี่ยนความคิดของอีกฝ่ายได้…

มันก็คงไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรมากไปกว่าทำให้เราชูคอสูงขึ้นและกระหยิ่มในใจว่า “กูเก่งจริงๆ”

กำแพง

20150325_wall

สิ่งที่ขวางคุณไม่ใช่กำแพง
แต่เป็นความคิดว่ากำแพงขวางคุณได้
– ดังตฤณ

เราทุกคนล้วนเคยเจอกำแพงในชีวิตไม่มากก็น้อย

กำแพงตอนจีบสาว (หรือจีบหนุ่ม)

กำแพงตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัย

กำแพงตอนสัมภาษณ์เข้าทำงาน

ทุกกำแพงคืออุปสรรคที่ทำให้ชีวิตของเรายากเย็นยิ่งขึ้น

แต่มันก็กระตุ้นให้เราฉลาดและแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

แม้กระทั่งตอนนี้ เราทุกคนก็มีกำแพงอยู่ล้อมรอบตัว

เราอยากฝึกเล่นกีตาร์ แต่เล่นแล้วเจ็บนิ้ว

เราอยากมีรายได้พิเศษ แต่ละครมันก็สนุกจริงๆ เลยไม่มีเวลาเหลือ

เราตั้งใจจะวิ่งที่สวนลุมทุกวัน แต่วันนี้ฝนตก / อากาศร้อนเกินไป / อากาศเย็นเกินไป / เหนื่อยเกินไป / อิ่มเกินไป / งานเยอะเกินไป / ไม่มีอารมณ์

ยิ่งข้อแม้เยอะ ทางเลือกก็ยิ่งน้อย

สุดท้ายก็เลยลงเอยด้วยการเล่นเฟซบุ๊คเพื่อ “ฆ่าเวลา” อีกตามเคย

การมีอยู่ของกำแพงไม่ใช่ปัญหา

การไม่ยอมลองปีนหรือเดินอ้อมกำแพงต่างหากที่เป็น

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

เจ็บปวดแต่งดงาม

20150324_StruggleBeautiful
One day, in retrospect, the years of struggle will strike you as the most beautiful
– Sigmund Freud

วันหนึ่ง เมื่อมองย้อนกลับมา ช่วงชีวิตที่ลำบากยากเข็ญอาจเป็นช่วงที่งดงามที่สุด
– ซิกมันด์ ฟรอยด์

ปีที่แล้ว หลังจากงานแต่งงานหนึ่งสัปดาห์ ผมกับแฟนก็ไปฮันนีมูนที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

หนึ่งในกิจกรรมที่ผมจองตั๋วไว้ล่วงหน้า คือ Deep Canyon ที่เมือง Wanaka ของนิวซีแลนด์

Deep Canyon คือกิจกรรมแนวผจญภัย กระโดดลงห้วย ลื่นสไลด์ตามแนวผา และโรยตัวตามน้ำตก อะไรประมาณนั้น

ค่าเล่นแพงทีเดียว ตกคนละ 5000 บาท โดยผมเลือก Niger Stream ซึ่งเป็นเลเว่ลที่ง่ายที่สุดและเลือกเล่นแบบครึ่งวัน (เขามีแบบเต็มวันด้วย)

http://www.deepcanyon.co.nz/GetIntoIt.html

กลุ่มของเรามีทั้งหมด 5 คน เป็นเจ้าหน้าที่หนึ่งคน คู่รักชาวอังกฤษและคู่ของผม

เขาพาเรานั่งรถตู้โทรมๆ ไปนอกเมือง เปลี่ยนเสื้อผ้าและกางเกง แล้วให้เลือกชุด wet suit คนละหนึ่งชุด

ชุดเว็ตสูท จะทำให้ร่างกายเราไม่หนาวเกินไปหนักเวลาจมลงไปในน้ำ แถมยังช่วยให้เราลอยตัวง่ายขึ้น แต่ข้อเสียของมันก็คือชุดค่อนข้างจะหนัก

และแล้วเจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินขึ้นเขาที่ชันเอามากๆ เราต้องแบกชุดเว็ตสูทที่ว่าขึ้นไปด้วย และใช้เวลาเดินเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะไปถึงจุดสตาร์ท ซึ่งน่าจะอยู่สูงกว่าพื้นที่ที่เราจอดรถตู้ไม่ต่ำกว่า 100 เมตร

พอใส่ชุดเว็ตสูทเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็พาเราเดินลงน้ำ

น้ำโคตรเย็นเลยขอบอก เพราะวันนั้นอากาศครึ้มๆ ทำท่าเหมือนฝนจะตก อุณหภูมิธรรมดาน่าจะอยู่ที่ 17-18 องศา แต่น้ำเย็นกว่านั้นมาก

แค่ “ด่านแรก” ที่เราต้องปีนหินขึ้นไปประมาณ 10 เมตร และโดดลงมา แฟนผมก็ปีนไม่ไหวแล้ว

พอเจอด่านที่สอง ่ที่ต้องเดินไปตามสะพานเชือก แล้วค่อยโรยตัวลงมาเป็นระยะทางประมาณ สิบกว่าเมตร แฟนจึงขอถอนตัว และขอโทษผมที่ไปด้วยไม่ไหวจริงๆ

ตอนนั้นผมก็อยากจะโน้มน้าวให้ไปนะ เพราะคิดว่ามันจะเป็นประสบการณ์ร่วมกันที่ดี

แต่ถ้าเขายังกล้าๆ กลัวๆ แถมไม่ค่อยมีแรง ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้

ผมเลยจำใจต้องให้แฟนถอนตัว ส่วนแฟนก็บอกให้ผมเล่นต่อไปเถอะ เพราะไหนๆ ก็มาแล้ว ส่วนเธอจะเดินลงไปตามทางที่ขึ้นมาแล้วจะไปรอที่รถตู้

พวกเราสี่คนเลยต้องมุ่งหน้าเล่นกันต่อไป โดยผ่านหลายต่อหลายด่าน เพื่อ “ล่อง” ลงมาตามทางน้ำ น้ำตก และหน้าผา

สนุกมากคร้บ แต่เหนื่อยน่าดูเลย ขนาดผมที่ค่อนออกกำลังกายเป็นประจำยังแทบจะไม่ไหว และในบางช็อตก็คิดว่าดีแล้วล่ะที่แฟนไม่ได้มาด้วย เพราะจะอันตรายมากๆ ถ้าแรงไม่พอ

กิจกรรมของเรากินเวลาถึง 3 ชั่วโมง

ในชั่วโมงที่ 2 ผมก็ฉุกคิดได้ว่า แย่แล้ว ลืมไปว่าแฟนผมนั้นไม่มี sense เรื่องทิศทางเอาซะเลย แถมฝนก็เริ่มตก อากาศย่อมหนาวขึ้น แถมเจ้าหน้าที่ เขาก็บอกว่าล็อครถตู้ไว้ แล้วแฟนผมจะไปหลบที่ไหนล่ะเนี่ย

ชั่วโมงสุดท้ายจึงเล่นไปกังวลไป

พอเล่นเสร็จแล้ว ผมรีบเดินกลับมาที่รถตู้

เพื่อที่จะพบว่าแฟนผมไม่อยู่ตรงนั้น

ผมถอดอุปกรณ์เกะกะบางส่วนออก เช่นหมวกกันน็อคและอุปกรณ์เซฟตี้ แต่ชุดเว็ตสูทถอดยากเลยใส่ไว้อย่างนั้น แล้ววิ่งขึ้นไปตามทางเดิม

วิ่งไปก็ตะโกนหาแฟนผมไป ในใจก็เดาว่า เขาอาจจะไปหลบฝนใต้ต้นไม้ที่ไหนซักแห่ง หรือกำลังเดินหลงทางอยู่กลางภูเขา

ผมวิ่งขึ้นไปจนถึงจุด start ของเรา แต่ก็ไม่พบเธอ

คราวนี้เลยยิ่งกังวลใหญ่ ตะโกนเรียกชื่อแฟนดังกว่าเดิม
มองไปรอบๆ ตัวมีแต่ทุ่งหญ้าและฝนโปรยปรายราวกับ อยู่ในหนังที่ดำเนินมาถึงฉากเศร้า

เจ้าหน้าที่ที่วิ่งตามขึ้นมาเลยตะโกนบอกให้ผมสงบสติอารมณ์ แล้วบอกว่า เขามองเห็นแฟนผมแล้ว อยู่ข้างบนขึ้นไปอีก

ผมเงยไปก็เห็นตัวคนผลุบๆ โผล่ๆ ท่ามกลางต้นหญ้าที่ขึ้นสูง ผมจึงวิ่งขึ้นไปหาทั้งๆ ที่ขาแทบไม่มีแรงแล้ว

พอเราห่างกันแค่ 5 เมตร เธอก็หยุดเดินแล้วนั่งลงยองๆ

ส่วนผมก็หยุดเพื่อยืนหอบ

พอเงยหน้ามองเธออีกรอบ จึงเห็นว่าหน้าแข้งของเธอมีแผลถลอกยาวเกือบ 1 ฟุต

แล้วเจ้าสาวของผมก็ร้องไห้ออกมา

คงร้องไห้เพราะโล่งใจ หลังจากที่เดินอยู่สามชั่วโมงท่ามกลางฝนอยู่คนเดียว

ผมเข้าไปกอดผึ้งไว้แล้วกระซิบขอโทษที่ปล่อยผึ้งไว้คนเดียว

จากนี้ไป ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว

—–

แปลกมั้ยครับ ว่าทำไมเดินลงเขาถึงหลงทางได้

แต่คนบางคนไม่มีทักษะเรื่องทิศทางขั้นเทพ และแฟนผมก็เป็นหนึ่งในนั้น

เขาบอกว่าเดินลงมาแล้ว แต่ไม่คุ้นทางเลย เลยพยายามเดินกลับขึ้นไปใหม่ เพื่อหาทางอื่น

แต่พอเดินไปเดินมาดันไปเจอฝูงวัว บางตัวก็ยืนจ้อง แฟนเลยกลัวจะโดนขวิด ก็เลยยิ่งหาทางลงไม่ได้เข้าไปใหญ่

พอฝนเริ่มตก อากาศเริ่มหนาว เดินอยู่คนเดียวไม่มีใครเลย มีแต่ฝูงวัว และฝูงแกะ แฟนผมถึงกับคิดว่า สงสัยถ้าชั้นตายอยู่แถวนี้ ชาติหน้าได้มาเกิดเป็นแกะแน่ๆ เลย

แฟนผมเดินขึ้นไปถึงยอดเขา แล้วกำลังจะลงไปอีกฝั่งหนึ่งแทน ดีที่เจ้าหน้าที่เห็นแล้วตะโกนเรียกไว้ก่อน เรื่องราวจึงไม่บานปลายเกินไปนัก

—–

สรุปก็คือ วันนั้นแฟนผมไม่ได้เล่น Deep Canyon ผมเสียตังค์ฟรีๆ ไป 5000 บาท แฟนผมได้แผลเป็นที่ขามาหนึ่งแผลจากการโดนรั้วหนามบาด และพวกเราทำให้เจ้าหน้าที่ไม่พอใจที่ทำให้แผนการต่างๆ ล่าช้าไปหมด

แต่ถ้าถามแฟนผมว่า ไปฮันนีมูนคราวนี้ประทับใจอะไรมากที่สุด

พนันกันได้เลยว่า แฟนผมจะตอบว่าประทับใจวันที่ไป Deep Canyon นี่แหละ

เหตุการณ์แห่งความยากลำบาก เมื่อเราผ่านมันมาได้ มักจะงดงามในใจเราเสมอ

วิธีการใช้ Google ให้ชีวิตง่ายขึ้นอีกนิด

20150323_GoogleTips2

ผมเชื่อว่าทุกคนที่อ่านบล็อกนี้อยู่เคยใช้ Google

ใครไม่เคยช่วยติดต่อผมมาด้วยนะครับ อยากจะขอสัมภาษณ์หน่อยว่าทุกวันนี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

เราทุกคนพึ่งพาลุงกุ๊กหรืออากู๋ ในการหาข้อมูลทุกอย่างอยู่แล้ว

วันนี้ผมเลยอยากมาแชร์ วิธีการใช้งาน Google ของผมที่ทำเป็นประจำ และคิดว่าจะมีประโยชน์ครับ

1. หาศัพท์
2. แปลงค่า
3. เครื่องคิดเลข
4. ดูเวลา
5. หาข้อมูลในเว็บใดเว็บหนึ่ง
6. หาไฟล์
7. หาภาพด้วยภาพ

1. หาศัพท์

ก่อนอื่น จะขอบอกว่า ผมแทบไม่ได้เข้า http://www.google.com เลย

เพราะเวลาจะหาอะไร ผมจะพิมพ์ลงไปใน Address Bar ของ Chrome ตรงๆ ซึ่งมันก็จะเหมือนเป็นการพิมพ์ลง Google ดีๆ นี่เอง

(ใครที่ยังใช้ Internet Explorer อยู่ ขอบอกว่าเชยมั่กๆ นะครับ หันมาใช้ Chrome แล้วคุณจะติดใจ ส่วนมันจะดียังไงขอมาเล่าให้ฟังคราวหน้า)

วิธีการหาคำศัพท์ก็ง่ายๆ ครับ

แค่พิมพ์คำว่า define ต่อด้วยคำศัพท์ที่ต้องการ

เช่น น้องที่ออฟฟิศของผมคนหนึ่งบอกว่าเขาเปิดดิคชันนารีไม่เจอว่า Musing แปลว่าอะไร เห็นผมใช้เป็นชื่อบล็อกว่า Anontawong’s Musings

ผมก็แค่พิมพ์ลงไปว่า define musing

20130323_GoogleDefine

ก็จะได้ผลดังนี้ครับ

2015-03-23_225837
2. แปลงค่า

อันนี้ผมก็ใช้บ่อย โดยเฉพาะเวลาวางแผนไปเที่ยว เพราะตัวเลขมักจะมาเป็นสกุลเงินต่างๆ

เช่นถ้าผมอยากรู้ว่า 2471 ปอนด์เป็นเงินเท่าไหร่ ผมก็จะพิมพ์ว่า

2000 pounds in baht

2015-03-23_215323

หรือจะลองสกุลอื่นก็ได้นะครับ เช่น

30000 baht in yen

2015-03-23_215142

6000 euro in us dollars

หรือถ้าใครรู้ตัวย่อของสกุลเงิน จะพิมพ์ว่า

50000 THB in NZD

2015-03-23_215354

นอกจากแปลงค่าสกุลเงินแล้ว ยังแปลงพวกหน่วยอื่นๆ ได้ด้วย

เช่น

42.195 km in miles

2015-03-23_215441

หรือ

5 feet 10 inches in cm

2015-03-23_215545

หรือ

100 f in c

2015-03-24_174602

3. เครื่องคิดเลข

ใช้เครื่องหมาย * แทนเครื่องหมายคูณ และเครื่องหมาย / แทนเครื่องหมายหารก็ได้นะครับ

เช่น 120*85/9

2015-03-23_215750
หรือ

2^7-1

2015-03-23_215831

4. ดูเวลา

ก็พิมพ์ไปโต้งๆ นี่แหละครับ เช่น

what time is it in new york

2015-03-23_220015

5. หาข้อมูลในเว็บใดเว็บหนึ่ง

เช่นเรารู้ว่าเราเคยอ่านเนื้อหาประมาณนี้ในเว็บนี้ แต่พอใช้ search engine ในเว็บนั้นกลับไม่เจอ เราก็สามารถพิมพ์ว่า

site: ตามด้วยเว็บที่ต้องการ ต่อด้วยคำที่ต้องการค้นหาครับ

เช่น

site:anontawong.com หมอ

2015-03-23_221114

6. หาไฟล์

ให้พิมพ์คำว่า filetype: ต่อด้วยนามสกุลไฟล์ เช่นถ้าเราต้องการหาสไลด์หนังสือเรื่อง 7 habits of highly effective people ก็พิมพ์ว่า

filetype:ppt 7 habits of highly effective people

ถ้าอยากจะคำนวณภาษี ก็อาจต้องหาไฟล์ Excel ที่นามสกุล xls

filetype:xls คำนวณภาษี

2015-03-23_220357

หาหนังสือออนไลน์ของคุณดังตฤณ

filetype:pdf ดังตฤณ

2015-03-23_220533

7.หาภาพด้วยภาพ

สมมติว่าเรามีภาพอยู่ภาพหนึ่งแต่ขนาดเล็กเกินไป

เราก็สามารถบอก Google ให้หาไฟล์ภาพเดียวกันนี้ได้ครับ

อย่างเช่นภาพนี้จากบล็อก Pic & Pause: Photo taken after a 23-hour long heart transplant surgery

ผมก็แค่ดาวน์โหลดรูปนี้หรือก๊อปปี้ Image URL

แล้วเข้าไปที่ http://images.google.com

แล้วกดไปที่เครื่องหมาย กล้องถ่ายรูป แล้วก็ระบุรูปที่ต้องการจะหา

Google ก็จะแสดงผลการหารูปที่ใกล้เคียงมาให้เราดู โดยระบุให้ด้วยว่า แต่ละรูปมีขนาดความกว้างคูณยาวเท่าไหร่

ดูสาธิตได้ในวีดีโอนี้ครับ

และนี่คือวิธีการใช้ Google ที่ผมใช้เป็นประจำนะครับ

ใครมีอะไรอยากนำเสนอ tricks เพิ่มเติมก็ขอเชิญได้เลยนะครับ!

แต่ขอละเว้น tricks ประเภท 21 Amazing Things You Didn’t Know You Could Do With Google นะครับ

เพราะมัน Amazing ก็จริง แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ครับ

—–

Credits: Google Doodle: Thai Language Day

เพื่อนร่วมทาง

20150322_FellowTravelers

“พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ไปปรับปรุงแก้ไขคนอื่น แต่ให้แก้ที่ตัวเอง เมื่อบอกแล้วเขายังไม่ศรัทธาก็ต้องปล่อยวาง เพราะชีวิตเป็นของเขา คุณเป็นผู้ร่วมทางชีวิตกับเขาเพียงชั่วคราวเท่านั้น”
– ดร.สนอง วรอุไร

—–
หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า หากเจอปัญหาหนักหน่วงในชีวิต ขอแค่เงยหน้ามองดาว ก็อาจจะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้น

เพราะเมื่อเรามองดูความยิ่งใหญ่ของดวงดาวและจักรวาล เราก็จะสำเหนียกว่าตัวเราเองเล็กนิดเดียว

ปัญหาที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรานั้น จริงๆ แล้วไม่มีความหมายอะไรเลย

อ่านประโยคของดร.สนอง จึงเพิ่งนึกได้ว่ามันอาจมีวิธีการมองอีกแบบหนึ่ง

หากเราเชื่อว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีอยู่ เราก็จะเห็นว่า 70 ปีบนโลกมนุษย์ของเรานั้นเป็นช่วงเวลาที่สั้นเหมือนกับกะพริบตา เมื่อเทียบกับระยะเวลาที่เราต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฎ

แม้กระทั่งคนที่เรารักมากที่สุดอย่าง พ่อ แม่ พี่ น้อง ภรรยา และลูก ก็เป็นเพียงเพื่อนร่วมทางเท่านั้น

เหมือนเราขึ้นรถไฟ แล้วบังเอิญได้เจอคนแปลกหน้า ได้นั่งคุยกันแค่สถานีเดียว ก่อนที่เขา-หรือไม่ก็เราจะต้องลงจากรถขบวนนี้ไป

ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ เราคงทำได้เพียงใช้เวลาที่อยู่ด้วยกันให้มีคุณภาพ แชร์ประสบการณ์ และอาจบอกเขาได้ว่าเราคิดจะไปไหน และจะไปยังไง

แต่เราไม่มีสิทธิ์ไปกะเกณฑ์ให้เพื่อนร่วมทางคนนั้นมาใช้เส้นทางเดียวกับเรา

เพราะแต่ละคนต่างก็มีเส้นทางของตัวเอง

ก็ได้แต่หวังว่า เราจะได้ไปเจอกันที่จุดหมาย ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปนัก

—–

Credits:

ดร.สนอง วรอุไร – ยิ่งกว่าสุขเมื่อจิตเป็นอิสระ