8 สิ่งที่ควรทำในสามปีแรกของชีวิตการทำงาน

20150126_FirstThreeYears

1. เป็นมิตรกับทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน HR รีเซปชั่น แม่บ้าน รปภ. เพราะเชื่อผมเถอะว่าคุณจะมีโอกาสได้พึ่งพาเขาแน่ๆ และอีกอย่าง คุณไม่มีวันรู้เลยว่าเพื่อนร่วมงานคนไหนจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าของคุณในอนาคต

2. รู้จักชื่อเล่น
สมมติว่าผมต้องติดต่อแผนกบัญชีเพื่อคุยกับคุณสถาพรซึ่งผมไม่เคยรู้จักมาก่อน สิ่งแรกที่ผมจะทำคือดูว่ามีใครในแผนกบัญชีที่ผมรู้จักอยู่แล้วบ้าง แล้วผมจะโทร.หาคนๆ นั้นเพื่อที่จะถามชื่อเล่นของคุณสถาพร และถ้าอายุอานามของคุณสถาพรดูใกล้เคียงกับผมจนไม่แน่ใจว่าเขาแก่กว่าผมรึเปล่า ผมก็จะถามไปเลยว่าเขารุ่นไหนหรือรหัส (นักศึกษา) อะไร

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วว่าคุณสถาพรชื่อเล่นชื่อดุ๊ก และแก่กว่าผมหนึ่งปี คราวนี้เวลาต้องไปคุยกับคุณสถาพรจริงๆ แทนที่จะเรียกเขาว่า “คุณสถาพร” ผมจะเรียกเขาว่า “พี่ดุ๊ก” แทน เพียงแค่นี้ความเป็นกันเองก็จะเกิดขึ้น ไม่ดูห่างเหินเหมือนตอนเราเรียกเขาว่า “คุณสถาพร”

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูด้วยนะครับว่าถ้าเขาเป็นคนถือตัว ก็อาจจะไม่เหมาะที่จะเรียกชื่อเล่นตั้งแต่คุยกันครั้งแรกเท่าไหร่ แต่จากประสบการณ์ของผม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหาหรอกครับ

3. เลิกงานแล้วอย่าเพิ่งกลับบ้าน
ถ้าคุณยังไม่มีครอบครัวหรือมีภาระที่ต้องดูแล ก็ควรจะหากิจกรรมทำหลังเลิกงานกับเพื่อนๆ ในทีม อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ อย่างกินข้าวเย็นด้วยกันก็ได้ หรือคุณอาจจะเป็นตัวตั้งตัวตีจัดทริปไปร้องคาราโอเกะกันซักรอบ เพื่อที่คุณจะได้รู้จักกันและกันมากขึ้นและกลายเป็น “เพื่อน” แทนที่จะเป็นแค่ “เพื่อนร่วมงาน” เฉยๆ

และยิ่งถ้าคุณเล่นกีฬาเช่นฟุตบอลหรืบาสเก็ตบอล ก็สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะไปเข้าชมรมกีฬาเหล่านี้ (และถ้าบริษัทยังไม่มีก็ตั้งชมรมเองซะเลย) เพราะมันจะช่วยให้คุณรู้จักกลุ่มคนที่กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้นมากเวลาต้องทำงานร่วมกับทีมอื่นๆ

4. “สูบ” ให้มากที่สุด
สูบในที่นี้ผมหมายถึงสูบความรู้นะครับ เพราะที่ทำงานคือสถานที่ที่คุณจะได้รู้จักกับผู้คนจากหลากหลายพื้นเพ และแต่ละคนก็จะเก่งกว่าคุณไม่ว่าด้านใดก็ด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นคุณควรจะเรียนรู้จากพวกเขาให้มากที่สุด

และถ้าคุณได้ทำงานบริษัทใหญ่ๆ โอกาสในการสูบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะเขามักจะมีแหล่งเรียนรู้ดีๆ เช่น eLearning หรือ eBooks  บริษัทจ่ายเงินเหล่านี้ปีละเป็นแสนเป็นล้านเพื่อให้พวกเราใช้ได้ฟรีๆ เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้โอกาสทองในการพัฒนาตัวเองหลุดลอยไปนะครับ

5. ทำ Powerpoint ให้สวยๆ
คนทำงานบริษัทส่วนใหญ่ยังทำ Presentation slides ไม่ค่อยเป็น เพราะฉะนั้นถ้าคุณสามารถทำสไลด์ออกมาให้สวยๆ และเข้าใจง่ายแล้วล่ะก็ คุณจะกลายเป็นที่จดจำได้ทันที แถมมันยังเป็นทักษะที่คุณต้องใช้ไปตลอดไม่ว่าคุณจะเติบโตไปสู่ตำแหน่งอะไรก็ตาม

หนังสือสอนการทำ presentation slides ที่ผมชอบมากคือ Presentation Zen ของคุณ Garr Reynolds ครับ มีแปลเป็นภาษาไทยแล้วด้วยนะครับ และถ้าอยากจะติดตามบล็อกของเขาก็ไปดูที่ presentationzen.com ได้เลย

6. เผื่อใจไว้ว่า เงินเดือนที่มากขึ้นอาจไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น
แต่ก่อนผมเคยนึกว่ายิ่งเงินเดือนเยอะยิ่งมีความสุข ซึ่งมันเป็นความจริงเพียงเสี้ยวเดียว

เพราะเมื่อไรก็ตามที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นมา รายจ่ายเราก็จะเพิ่มเป็นเงาตามตัว ด้วยอายุที่มากขึ้น กำลังทางการเงินที่มากขึ้น ความคาดหวังจากคนรอบข้างของเราก็จะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ปัจจัยอีกอย่างที่มาหักล้างความสุขของการขึ้นเงินเดือน ก็คือเรื่องของภาษีครับ ยิ่งคุณเงินเดือนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งโดนหักภาษีมาขึ้นเท่านั้น คนที่ทำงานมาซัก 10 ปีนี่โดนหักภาษีปีละเป็นแสนเลยนะครับ

7. เลือกงานที่แค่อ่าน Job Description ก็สนุกแล้ว
เมื่อความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว เราจึงควรเลือกงานที่ตัวเองมีความสุขที่จะทำด้วย

ผมจบวิศวะไฟฟ้า แต่มาทำงานบริษัทซอฟท์แวร์ โดยเริ่มต้นจากการเป็น software engineer ทำไปได้ซักสองปีกว่าๆ ก็รู้สึกว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อสิ่งนี้เท่าไหร่ พอมีตำแหน่งงาน support เปิดรับ ผมจึงลองสมัครดูแล้วก็ได้รู้ตัวว่าชอบงาน support มาก

แต่ความชอบของเราเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ นะครับ เพราะพอทำงานพอทำงาน support ไปได้ 4 ปีก็เริ่มรู้สึกอิ่มตัวกับงานสาย technical แล้ว

เผอิญตำแหน่ง communication manager เปิดอยู่พอดี แค่ได้เห็นเนื้องานผมก็เนื้อเต้นแล้ว จึงตัดสินใจสมัครทั้งๆ ที่รู้ว่า career path อาจจะไม่สวยหรูเท่างานด้าน technical  และเงินก็ได้ไม่ดีเท่าแน่ๆ

สุดท้ายผมก็ทำตำแหน่งนี้มาห้าปีกว่าแล้ว และไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจมาทำงานสายนี้เลย

ถ้าเราฟังเสียงหัวใจของตัวเอง และฟังความกลัวให้น้อยลง เราจะได้ทำงานที่ทำแล้วมีความสุขครับ

8. เรียนรู้เรื่องการประหยัดภาษี
ผมเสียดายที่เรียนรู้เรื่องนี้ช้าไป ทำงานมาเกือบห้าปีถึงจะเพิ่งรู้จักสิ่งที่เรียกว่า LTF และ RMF ซึ่งผมว่ามันเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ดีมากๆ ช่วยให้เรามีเงินออมแบบเป็นกอบเป็นกำ ประหยัดภาษีได้ปีละเป็นหมื่น ผมเก็บเรื่อยๆ เดือนละห้าพัน เผลอแป๊บๆ ก็มีเงินเก็บหลายแสนแล้วครับ เพราะฉะนั้นอย่ารอช้าที่จะเจียดเงินส่วนหนึ่งเอาไว้ซื้อ LTF ทุกเดือนนะครับ เดือนละพันสองพันก็ยังดี

และนี่คือแปดข้อที่ผมคิดว่าสมควรรู้สำหรับการทำงานในช่วงสามปีแรกนะครับ

ใครมีข้อแนะนำเพิ่มเติมอะไรแจ้งมาได้เลยที่บล็อกนี้หรือ facebook.com/anontawongblog ครับ

เพื่อนที่ฉลาดที่สุด

20150125_FollowYourOwnAdvice

เวลาเพื่อนอกหัก ร้องไห้ฟูมฟายมาหาเรา เราแนะนำอะไรเค้าบ้าง?

“อย่าคิดมาก”
“ถ้ามันไม่ใช่ มันก็ไม่ใช่รึเปล่าวะ”
“เฮ้ย เจ็บแค่นี้ไม่ตายหรอก เดี๋ยวหาใหม่ได้ดีกว่านี้อีก”
“ดีซะอีก มีเวลาได้อยู่กับตัวเอง”

เป็นคำตอบง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อน

แต่ถ้าลองเราอกหักเองสิ  ไอ้คำแนะนำที่เราเคยบอกเพื่อน เราทำได้เองซักกี่ข้อ?

—–

เคยรู้สึกมั้ยครับว่า ปัญหาของคนอื่นง่ายกว่าปัญหาของตัวเอง

เวลาใครมีอะไรมาปรึกษา เราจึงมักจะมีคำแนะนำดีๆ ให้เขาเสมอ

จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า อืม เราเองนี่ก็เป็นคนที่ฉลาดไม่เบานะ

แต่พอเราต้องมาเจอปัญหาคล้ายๆ กันด้วยตัวเอง

เรากลับ “มืดแปดด้าน” หาทางออกไม่เจอ

“เพื่อนอันชาญฉลาด” คนนั้นหายตัวไป ในเวลาที่เราต้องการตัวเขาที่สุด

—–

ผมว่าต้นเหตุการอันตรธานของความฉลาดคือความเป็น “ตัวเรา” ที่เข้ามาพันตู

หากเป็นปัญหา “ของคนอื่น” เราจะมองว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ไม่เห็นจะยากอะไร

แต่ถ้ามันเป็นปัญหา “ของเรา” มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที

เสมือนกับว่า IQ ของเราถูกหารสอง สมองหยุดทำงานโดยกะทันหัน

อะไรๆ มันจึงดู “มืดแปดด้าน” ทั้งๆ ที่มีหน้าต่างที่รอให้เราเดินไปเปิดอยู่ไม่รู้ตั้งกี่บาน

—–

ผมว่าถ้าเราเจอปัญหาหนักอก

ขั้นแรกเราต้องหยุดฟูมฟายกับปัญหาให้ได้ซะก่อน

เมื่อหยุดฟูมฟายได้ สติก็จะเกิด

เมื่อสติเกิด ก็จะเห็นว่า “ปัญหา” อยู่ส่วนหนึ่ง และ “ตัวเรา” ก็อยู่ส่วนหนึ่ง

เมื่อเราตั้งหลักได้อย่างนี้แล้ว ก็เพียงแค่คิดว่า

ถ้าเพื่อนเราเจอปัญหาอย่างที่เราประสบอยู่ตอนนี้ เราจะแนะนำเขาอย่างไร

เมื่อนั้น “เพื่อนที่ฉลาดที่สุด” จะปรากฎตัวครับ

Sharing from Quora: What is the most valuable skill a person can have for their entire life?

WhatIThinkWhatiSay

เราไม่จำเป็นต้องพูดทุกอย่างที่เราคิด

เพราะเรื่องบางเรื่องก็เหมาะจะเก็บเอาไว้ในใจคนเดียว

แต่เคยมั้ยที่มีอะไรที่อยากเอื้อนเอ่ย แต่มันพูดไม่ออก

เพราะไม่รู้จะเรียบเรียงคำพูดยังไง

หรือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องการจะสื่อสารอะไร

คุณ Abhishek Raju ผู้แปะรูปนี้ไว้ใน Quora กล่าวว่า

It’s extremely important for a person to learn to put into words, what he thinks. It makes a relationship last. It creates an impression on the person you’re talking to. It gives you a chance to explore what others think about your ideas. It lets you answer questions on Quora in a way other people understand.

ความสามารถที่จะร้อยเรียงถ้อยคำออกมาได้เหมือนที่ใจคิดนั้นเป็นทักษะที่สำคัญมาก เพราะมันช่วยให้ความสัมพันธ์ยืนยาว ช่วยให้คนที่คุณคุยด้วยจดจำคุณได้ ให้โอกาสคุณได้สำรวจความเห็นของคนอื่นๆ ที่มีต่อความคิดของคุณ และช่วยให้คุณตอบคำถามบน Quora ในแบบที่ใครๆ อ่านก็เข้าใจ

ถ้าให้เทียบระหว่างทักษะการพูดกับทักษะการเขียนของตัวเอง

ผมว่าผมเขียนได้ดีกว่าพูดเยอะเลย (ถึงแม้จะยังไม่ได้เขียนเก่งอะไร)

การตั้งใจจะมาเขียนบล็อกให้ได้วันละหนึ่งบล็อก ก็เพื่อเรียนรู้ที่จะเรียบเรียงสิ่งที่อยู่ในหัวผมออกมาให้โลกได้รับรู้ เผื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ และเผื่อว่าใครจะนำมันไปสานต่อ

ใครที่มีความคิดแล้วชอบเก็บเอาไว้เองคนเดียว ลองเปลี่ยนมาเล่าให้คนอื่นฟังดูบ้างมั้ยครับ?

บางคนเขาอาจรอฟังคุณอยู่นะ

Source: Quora: What is the most valuable skill a person can have for their entire life

Pic & Pause: Believe me, you’ve seen this place a thousand times

blisstoday

มีใครดูรูปนี้แล้วคุ้นๆ บ้างมั้ยครับ?

นี่เป็นรูปของไร่องุ่น (vineyard) ในเมืองชื่อบลิส (Bliss) รัฐแคลิฟอร์เนีย (California) ที่มีคนถ่ายไว้เมื่อปี 2006 ครับ

สิบปีก่อนหน้านั้น (1996) ช่างภาพชื่อชาลส์ โอเรีย (Charles O’Rear) ก็มาถ่ายรูปที่จุดนี้ สมัยที่มันยังเป็นแค่ทุ่งหญ้า

และอีก 5 ปีถัดมา รูปทุ่งหญ้าที่ชาลส์ถ่ายก็ถูกบริษัทยักษ์ใหญ่เลือกมาใช้ในโปรดักท์ที่กำลังจะปล่อยสู่ตลาด

บริษัทนั้นชื่อ Microsoft

ส่วนโปรดักท์ตัวใหม่นั้นชื่อ Windows XP ครับ

และนี่คือรูปที่ชาลส์ถ่ายเมื่อปี 1996 ครับ

bliss

ใครจะไปนึกว่า Wallpaper คลาสสิคนี้จะเป็นภาพที่ถ่ายมาจากสถานที่จริง

แถมชาลส์ยังบอกด้วยว่า รูปนี้ไม่ได้ผ่านการตกแต่งใดๆ ทั้งสิ้น (No digital manipulation)

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าปลูกไร่องุ่น!  (ขำๆ นะครับ วันนี้วันสุข)

Source: The Next Web

พลังงานบวก พลังงานลบ

20150122_PositiveNegativeEnvergy

ชีวิตคนเรามีเรื่องให้ต้องตัดสินใจตลอดเวลา

จะเลือกเรียนสายวิทย์หรือสายศิลป์ดี จะทำงานเอกชนหรือรับราชการดี จะจีบผู้หญิงคนนี้ต่อหรือจะหันไปจีบคนอื่นดี

จากประสบการณ์ ถ้าผมทำอะไรลงไปเพื่อความสะใจ หรือเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าตัวเองถูก หรือตัวเองเก่ง ผลที่ออกมามักจะแย่

แต่ถ้าผมเองทำอะไรลงไปด้วยความปรารถนาดี ด้วยความเชื่อที่ว่ามันจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ผลที่ออกมามักเป็นบวก

ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจทำอะไร ผมจะถามตัวเองว่ากำลังใช้ “พลังงานบวก” หรือ “พลังงานลบ” ในการขับเคลื่อนการกระทำนั้น

พลังงานบวกก็เช่น ความเพียร ความเมตตา ความเอาใจใส่ ความปรารถนาดี ความมุ่งมั่น ความกตัญญู ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไข ความใจกว้าง

ส่วนพลังงานลบก็เช่น ความกระสัน ความกลัว ความสะใจ ความน้อยใจ ความโลภ ความโกรธ ความตระหนี่ ความอยากเอาชนะ การประชดประชัน

โศกนาฎกรรมบนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ เกิดมาจากการกระทำที่ใช้พลังงานลบทั้งนั้น

ผมเชื่อว่ามนุษย์เราทุกคนเกิดมาพร้อม “มาตรวัด” ภายในใจที่จะบอกได้อยู่แล้วว่า อะไรเป็นพลังงานบวก อะไรเป็นพลังงานลบ

พลังงานบวกมันจะสว่างๆ เย็นๆ เบาๆ

ส่วนพลังงานลบ มักจะ “อึนๆ” ขุ่นๆ มัวๆ

ขอแค่มีสติแล้วสังเกตปฏิกิริยาของร่างกายหรือของจิตใจก่อนจะทำอะไรลงไป  เราจะสามารถเลือกทำสิ่งต่างๆ ด้วยพลังงานบวกได้นะครับ

—–

บางคนอาจจะเถียงว่า บางทีแม้เราทำอะไรลงไปด้วยพลังงานทางบวก ผลก็อาจจะออกมาเป็นลบก็ได้

เช่นพ่อแม่อาจจะทำอะไรบางอย่างให้ลูกด้วยความปรารถนาดี แต่ลูกอาจจะไม่ต้องการและต่อต้าน

ถึงอย่างนั้นแล้ว พ่อแม่ก็ยังมีทางเลือกอยู่ดีว่าจะตอบสนองการต่อต้านของลูกด้วยพลังงานชนิดไหน

พ่อแม่บางคนอาจจะตอบสนองด้วยการตีลูก (โกรธ) หรือถ้าลูกโตเกินกว่าจะทำโทษได้แล้วก็ใช้วิธีเงียบ…ไม่ยอมคุยกับลูกแทน (น้อยใจ)

ขณะที่พ่อแม่บางคนอาจจะเลือกที่จะให้อิสระกับลูก (ใจกว้าง) ในเมื่อเจ้าไม่อยากรับสิ่งนี้ไว้ก็ไม่เป็นไร (รักอย่างไม่มีเงื่อนไข) ไว้วันหลังเจ้าพร้อมกว่านี้ พ่อแม่จะมานำเสนอใหม่

(อันนี้ก็คงต้องออกตัวก่อนว่าผมยังไม่มีลูก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีทางเข้าใจความห่วงใยที่พ่อแม่จะมีต่อลูกได้ แต่ผมก็ยังเชื่อว่าเรามีสิทธิ์เลือกใช้พลังงานทางบวกได้เสมอ ไม่ว่าเราจะปฏิสัมพันธ์กับใครก็ตาม)

และเพราะรู้ว่าการตัดสินใจด้วยพลังงานลบมักจะส่งผลไม่ดี ผมจึงเตือนตัวเองและแฟนอยู่เสมอว่า อย่าเพิ่งตัดสินใจอะไรลงไปตอนที่เรากำลังอารมณ์เสีย

รอเวลาซักนิดนึงให้ความโกรธหายไป แล้วถ้าถึงตอนนั้นอยากจะตัดสินใจทำแบบเดิมอยู่ก็ไม่ว่ากัน (แต่ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนทุกทีแหละนะ!)

—–

บางคนอาจถามว่า ถ้ามีทางเลือกสองทาง และเรามั่นใจว่ามันขับเคลื่อนด้วยพลังงานบวกทั้งคู่ล่ะ? จะเลือกทางไหนดี?

ผมก็คงจะตอบว่า งั้นไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผลลัพธ์ที่ออกมาคงไม่ต่างกันมากนักหรอก ทางหนึ่งอาจได้ 70 อีกทางหนึ่งอาจได้ซัก 80

ดังนั้นก็ลุยไปเลย อย่าคิดเยอะ

เพราะการไม่ยอมตัดสินใจเพราะกลัวว่าจะได้ผลตอบแทนไม่เต็มที่ มันคือพลังงานลบนะครับ

อะไรที่ใช้พลังงานบวกก็ทำ อะไรที่เป็นพลังงานลบก็อย่าไปทำ

แล้วการตัดสินใจในชีวิตคนเราน่าจะง่ายขึ้นอีกเยอะ

May the (Positive) Force be with you!