หรือจะแพ้เรื่อยไป?

20150304_SpoilYourself

ถ้าเราตามใจตัวเอง เราจะเป็นผู้แพ้เรื่อยไป
– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

โดยธรรมชาติ น้ำจะไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ

คนเราก็เช่นกัน ถ้าปล่อยให้ว่างมากๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะไหลลงสู่ที่ต่ำ

อาจจะเป็นการนอนกินบ้านกินเมือง ตามอ่านดราม่า หรือเลื่อน Feed หน้า Facebook ไม่รู้จบ

เพราะว่ามัน “เพลินดี”

ไอ้ความเพลินดีนี่แหละตัวดี เพราะยิ่งเราตามใจตัวเองเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการป้อนอาหารให้กิเลสของเราเท่านั้น

แถมกิเลสมันก็กินจุมาก ป้อนเท่าไหร่ก็ไม่อิ่ม

เพื่อนผมคนนึงชื่อกวิน เคยบวชพระอยู่เจ็ดเดือน ตอนสึกใหม่ๆ มันเคยพูดกับผมว่าคนเราต้องหัด “ทรมานกิเลส” เสียบ้าง

วิธีการทรมานกิเลสแบบง่ายๆ ก็คือ ถ้ารู้สึกว่าอยากทำอะไร ก็อย่าเพิ่งทำ

หรือถ้าจะให้สนุกกว่านั้น ก็ทำตรงกันข้ามซะเลย เช่น

อยากกินน้ำหวาน ก็ดื่มน้ำเปล่าแทน
อยากนอนกลางวัน ก็ลุกขึ้นมากวาดห้อง
อยากเล่น Facebook ก็มานั่งเขียนบล็อก
อยากอ่านดราม่า ก็มาอ่านหนังสือธรรมะ

ผมไม่ได้บอกว่าเราต้องขัดใจกิเลสเรื่อยไปนะครับ เพราะยังไงเราก็ยังเป็นปุถุชน ยังมีรักโลภโกรธหลงเป็นธรรมดา และกิเลสก็เป็นช็อคโกแล็ตที่ช่วยให้ชีวิตมีรสชาติ แม้จะต้องยอมฟันผุบ้าง

แต่ถ้าเราตามใจตัวเอง และกลายเป็นเป็นผู้แพ้ต่อกิเลสเรื่อยไป ก็เท่ากับเราปล่อยให้วันนี้ผ่านไป โดยที่ไม่ได้ทำประโยชน์ให้ใครเลย (รวมถึงตัวเองด้วย)

ถึงจะเป็นแค่หนึ่งวัน แต่ก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับชีวิตอันแสนสั้นที่มนุษย์เรามี

เราตามใจกิเลสเพื่ออะไรไม่รู้มาเยอะแล้ว

ลองขัดใจกิเลสเพื่อตัวเองบ้างก็น่าจะดีนะครับ

ฟังร่างกายแต่อย่าฟังกิเลส

20150219_ListenToYourBody

–บนเตียงนอน–

นาฬิกาปลุกเป็นทั้งเพื่อนและศัตรูตัวฉกาจ

เพราะมันช่วยเตือนเราด้วยความหวังดีว่า ตื่นได้แล้วนะ เดี๋ยวไปสาย

แต่บ่อยครั้ง ที่มันมาปลุกเราตอนที่เรายังอยากนอนต่อ

เราจึงมักจะกดปุ่ม snooze และบอกกับตัวเองว่า “ขออีกห้านาที”

และมันก็จะเกินห้านาทีทุกครั้งไป

และเราก็จะไปสาย และหงุดหงิดตัวเอง

อาการอย่างนี้ผมเป็นบ่อยครับ

จนระยะหลังผมจึงคิดขึ้นได้ว่า

“ฟังร่างกาย แต่อย่าฟังกิเลส”

ถ้าเมื่อคืนนอนครบ 7 ชั่วโมง แต่เราตื่นมาแล้วอยากนอนต่อ แสดงว่าจริงๆ แล้วร่างกายไม่ได้ต้องการพักผ่อนมากขึ้นหรอก

แต่เป็นกิเลสที่กำลังหลอกล่อเรา ให้เราได้นอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ นานขึ้นอีกนิด ออกไปเผชิญโลกช้าลงอีกหน่อยต่างหาก
–ที่โต๊ะทำงาน–

เรานั่งจ้องคอมมานานกว่าหนึ่งชั่วโมงแล้ว ตาเริ่มล้า ๆ ไหล่เริ่มเกร็งๆ และมีอาการปวดฉี่หน่อยๆ

แต่เราก็ยังไม่ยอมลุกไปไหน เพราะว่าเราอยากจะทำต่ออีก “นิดเดียว”

พอการ “ทำต่ออีกนิดเดียว” มันเกิดขึ้นบ่อยๆ เข้า บรรดา Office Syndrome  จึงเข้ามาทักทาย

จริงๆ ร่างกายส่งสัญญาณบอกเราตลอดเวลา ว่าตอนไหนเราควรจะพักได้แล้ว แต่เราก็ยังไม่ยอมหยุด เพราะโดนกิเลสฉุดลากไปด้วยความ “อยาก” จะทำให้เสร็จ

–ณ สวนลุมพินี–

ใครเคยไปวิ่งสวนลุมพินีอาจจะเคยเจอสถานการณ์นี้

ถ้าใครเข้าประตูหลักฝั่งถนนพระราม 4 และเริ่มวิ่งทวนเข็มนาฬิกาเหมือนชาวบ้าน

ช่วงครึ่งแรก จะไม่ค่อยเหนื่อยนัก เพราะถนนจะเป็นเส้นตรงและหักมุมเป็นสี่เหลี่ยม เลี้ยวครั้งแรกก็จะเป็นฝั่งถนนวิทยุ เลี้ยวอีกครั้งก็จะเป็นฝั่งถนนสารสิน

แต่พอผ่านลานตะวันยิ้ม แล้วเข้าสู่ช่วงครึ่งหลัง เราจะเจอ “โค้งแสนกล”

ผ่านโค้งที่หนึ่งก็แล้ว โค้งที่สองก็แล้ว โค้งที่สามก็แล้ว ก็ยังไม่เห็นฝั่งของถนนพระราม 4 ซะที

หัวหน้าเก่าของผมซึ่งเป็นชาวอังกฤษและมีรูปร่างคล้ายซานต้า บอกว่าตรงนี้คือโค้งหมดใจ เพราะเขาไม่เคยวิ่งพ้นโค้งนี้ซักที่ จากวิ่งจะกลายเป็นเดิน ทั้งๆ ที่ขาและปอดก็ยังไปต่อได้

แต่เพราะคำถามที่ว่า “ยังไม่ถึงฝั่งพระราม 4 อีกเหรอ” มันผุดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกๆ ครั้งที่วิ่งผ่านแต่ละโค้ง

เมื่อบั่นทอนตัวเองหลายครั้งเข้า จึงพาลหมดแรงไปซะดื้อๆ

—–

ร่างกายจะสื่อสารกับเราผ่านความรู้สึกทางกาย

ส่วนกิเลสมักจะมาในรูปแบบของความคิด

ถ้าร่างกายสื่อสารกับเรา เราต้องฟัง ก่อนที่อาการจะแย่ลงไปกว่านี้จนต้องพึ่งพาคุณหมอ

แต่ถ้ากิเลสสื่อสารกับเรา ก็ขอให้รู้ตัว และใช้มันเป็นครูฝึกในการเอาชนะใจตัวเองให้ได้ครับ