ทำไม iPhone ชอบขาดตลาด?

20151102_iPhone

สวัสดีครับ

วันนี้มาคุยกันเรื่องจิตวิทยากันอีกซักเรื่องกันดีกว่านะครับ

ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเองไม่ได้เป็นสาวกแอปเปิ้ล แม้จะมี MacBook Pro อยู่หนึ่งเครื่อง แต่กับโทรศัพท์ผมใช้แต่ของ Android มาโดยตลอด

และที่เขียนบทความนี้ขึ้นมา ก็ไม่ได้ต้องการจะกล่าวหาหรือโจมตีแอปเปิ้ลแต่อย่างใด เพียงแต่อยากชวนคุณผู้อ่านมาคิดกันอีกมุมหนึ่งเฉยๆ ถ้าผมไปก้าวล่วงอะไรก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้เลย

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้ยินข่าวมาตั้งแต่ไหนแล้วว่าไอโฟนมักขาดตลาด

ดูตัวอย่างพาดหัวข่าวต่อไปนี้

ในขณะที่คู่แข่งอย่างซัมซุง เรากลับไม่ค่อยได้ยินข่าวว่าสินค้าขาดตลาด

ซึ่งถ้าคิดง่ายๆ ก็อาจจะตอบได้ว่า

– เพราะ iPhone ขายดีกว่ามือถือของซัมซุง
– เพราะ iPhone ขายดีกว่าที่คิดเสมอ
– เพราะซัมซุงคาดการณ์ยอดขายได้เก่งกว่าแอปเปิ้ล

ซึ่งก็น่าสนใจว่าบริษัทระดับโลกอย่างแอปเปิ้ลจะไม่สามารถคาดการณ์ยอดขายในประเทศไทยได้จริงๆ หรือ?

ในธุรกิจทั่วไป การคาดการณ์ยอดขายผิดพลาดเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เพราะทำให้ผู้ขายเสียโอกาสในการทำเงิน ทำให้ผู้บริโภคไม่พอใจ และอาจเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคู่แข่งแทน

ดังนั้นงานคาดการณ์ยอดขาย (sales forecast) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในหลายองค์กร

ในกรณีของไอโฟนในเมืองไทย* สินค้าไม่ได้ขาดตลาดแค่ครั้งสองครั้ง แต่ขาดตลาดทุกครั้งที่ออกไอโฟนรุ่นใหม่

ซึ่งก็นำไปสู่ความเป็นไปได้สองอย่าง

คือคนที่ทำ sales forecast ของแอปเปิ้ลไม่ได้เรื่อง และสมควรโดนไล่ออกที่คาดการณ์ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หรือไม่อย่างนั้นก็คือ จริงๆ แล้วแอปเปิ้ลเองต่างหากที่ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น

—–

ในหนังสือ The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli มีบทหนึ่งพูดถึงเรื่อง Scarcity Error

Scarcity แปลว่าความขาดแคลน หรือ ความไม่เพียงพอ

เนื้อหาในตอนนี้โดยสรุปรวบยอดก็คือ เมื่อสิ่งใดมีจำกัด เราจะให้คุณค่ากับมันมากกว่าเดิม

เคยมีคนทำการทดลองให้แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกได้คุ้กกี้ไปกินหนึ่งกล่อง

กลุ่มที่สองได้คุ้กกี้รสเดียวกับกลุ่มแรก แต่ได้ไปแค่สองชิ้น

เมื่อให้ทั้งสองกลุ่มให้คะแนนความอร่อยของคุ้กกี้ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มที่ได้คุ้กกี้สองชิ้น จะสูงกว่ากลุ่มที่ได้คุ้กกี้ทั้งกล่องเสมอ
อีกการทดลองหนึ่ง

ผู้เข้าร่วมได้ถูกขอให้จัดลำดับความสวยงามของโปสเตอร์ 10 แผ่น โดยผู้ทำการทดลองสัญญาว่าจะให้ผู้เข้าร่วมเลือกโปสเตอร์อันไหนกลับบ้านก็ได้เพื่อเป็นค่าตอบแทน

อีกห้านาทีถัดมา ผู้ทำการทดลองจะบอกผู้เข้าร่วมว่าโปสเตอร์ที่เขาจัดว่าสวยเป็นอันดับสามนั้นไม่มีเหลือให้ในสต๊อกให้เอากลับบ้านแล้ว และขอให้ผู้เข้าร่วมลองจัดลำดับโปสเตอร์ทั้ง 10 แผ่นใหม่อีกครั้ง

คราวนี้โปสเตอร์ที่สวยเป็นอันดับสาม คะแนนพุ่งมาเป็นอันดับหนึ่งทันที

—–

ในหนังสือยังได้กล่าวต่ออีกว่า เราจะเห็นการใช้งาน scarcity error อยู่ทั่วไป

เช่นนายหน้าขายบ้านอาจจะโทร.ไปหาคนที่เคยมาดูบ้านแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ และบอกว่า เมื่อวานนี้มีคุณหมอท่านหนึ่งมาดูบ้านหลังนี้เหมือนกันและดูทีท่าว่าจะสนใจมากๆ แล้วคุณล่ะยังสนใจบ้านหลังนี้อยู่มั้ย? (แต่ในความเป็นจริงแล้วหมอคนนี้ไม่มีตัวตน)

พวกเราโดยส่วนใหญ่จะเริ่มสนใจบ้านหลังนี้ขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่ามีคู่แข่งที่อาจจะทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้บ้านหลังนี้ไป ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วบ้านนี้จะน่าสนใจหรือไม่น่าสนใจมันไม่ได้เกี่ยวกับหมอคนนั้นซะหน่อย

หรือเวลาเราไปเดินดูแกลเลอรี่ที่มีภาพวางขาย มักจะเห็นป้ายว่า “Sold” หรือขายแล้วอยู่หลายๆ ภาพ

ซึ่งภาพนั้นอาจจะขายไปแล้วจริงๆ หรือไม่ศิลปินก็อาจต้องการสร้าง scarcity error ให้กับลูกค้าที่มาเดินดูและเห็นว่ามีรูปเหลือน้อยแล้วก็ได้

—–

ในหนังสือไม่ได้พูดถึงเรื่อง iPhone ไว้หรอกนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่าแอปเปิ้ลน่าจะใช้เทคนิคที่คล้ายคลึงกัน

ด้วยความแข็งแรงของแบรนด์ แอปเปิ้ลจึงมั่นใจว่าถึงสินค้าจะขาดตลาด กลุ่มลูกค้าเดิมของเขาก็พร้อมที่จะรอและไม่ย้ายไปซื้อมือถือของค่ายอื่น และการที่ต้องรอคอยอะไรแล้วได้มา ก็จะยิ่งฟินและยิ่งให้ค่ากับของชิ้นนั้นมากขึ้นไปอีก

และคนที่เคยซื้อไอโฟนไม่ทันมารอบนึงแล้ว เวลาไอโฟนออกรุ่นใหม่อีก ก็มีแนวโน้มที่จะมีความกระตือรือล้นยิ่งขึ้นที่จะเข้าไปจับจองเสียแต่เนิ่นๆ ช่วยสร้างกระแสที่ดีให้กับไอโฟนเข้าไปอีก

ส่วนคนที่ไม่เคยใช้ไอโฟน พอได้ยินว่าไอโฟนขาดตลาด ก็อาจจะเริ่มสนใจที่อยากจะลองใช้ไอโฟนมากขึ้น ให้รู้กันไปว่าทำไมถึงขายดิบขายดีจนขาดตลาดขนาดนี้

โดยส่วนตัว ผมจึงเชื่อว่าบริษัทระดับโลกอย่างแอปเปิ้ลสามาถคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าไอโฟนรุ่นใหม่จะขายได้เท่าไหร่ แต่แอปเปิ้ลพร้อมที่จะ “ยอมเสี่ยง” ให้สินค้าขาดตลาดโดยตั้งใจ เพราะคิดแล้วว่าคุ้มกับการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีแต่คนหมายปองครับ**

—–

* เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้าไอโฟนผลิตไม่ทันสำหรับตลาดอเมริกา เพราะเขาเป็นตลาดแรกที่ไอโฟนจะวางขาย แต่สำหรับประเทศไทยที่ไอโฟนวางขายช้ากว่าอเมริกาหลายสัปดาห์ การคาดการณ์ตลาดควรจะทำได้ง่ายกว่ามาก

** ในขณะที่แบรนด์อย่างซัมซุง อาจจะเลียนแบบแอปเปิ้ลได้ยากหน่อย เพราะกลุ่มลูกค้ายังไม่ได้มีความจงรักภักดีกับแบรนด์ (brand loyalty) ขนาดนั้น แถมยังมีมือถือระบบ Android อีกหลายยี่ห้อที่รอแย่งลูกค้าทุกเมื่อ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Art of Thinking Clearly, AirCardShop, Kapook, MThai, MacThai

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ช้อยส์หลอก

20151011_Choice

เรื่องที่จะมาเล่าในวันนี้ เป็นสิ่งที่อ่านมาจากหนังสือเรื่อง Predictably Irrational ของ Dan Ariely ครับ

แต่เนื่องจากผมหาหนังสือเล่มนี้ไม่เจอแล้ว เลยต้องอ้างอิงข้อมูลจากบล็อกของ Dan Ariely และ The Economist แทนนะครับ

แดนเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังเล่นเน็ตอยู่ ก็เหลือบไปเห็นโฆษณาชักชวนให้สมัครสมาชิกกับนิตยสาร The Economist ซึ่งมีทางเลือกให้สมัครอยู่สามแบบ

excerpt

1. $59 : อ่านบทความออนไลน์บน economist.com ได้หนึ่งปี
2. $125: รับนิตยสาร The Economist รูปเล่มเป็นเวลาหนึ่งปี
3. $125: รับนิตยสาร The Economist + อ่านบทความออนไลน์บน economist.com ได้หนึ่งปี

คุณผู้อ่านเห็นอย่างนี้แล้ว คิดว่าจะเลือกช้อยส์ไหนครับ?

ผมว่าผู้อ่านบางส่วนน่าจะเลือกช้อยส์แรก และผู้อ่านอีกบางส่วนคงจะเลือกช้อยส์ที่สาม

และคงไม่มีใครเลือกช้อยส์สอง เพราะเรื่องอะไรจะเลือกช้อยส์นี้ในเมื่อจ่ายเท่ากันก็สามารถอ่านออนไลน์ได้ด้วย

เผอิญแดนเป็นอาจารย์สอนหนังสือด้วย เลยเอาประกาศโฆษณานี้ไปให้เด็กในห้องเรียนเขาเลือกว่าจะเอาช้อยส์ไหน

ปรากฎว่า 84% เลือกช้อยส์ที่สาม ($125) และ 16% เลือกชอยส์แรก ($59) ส่วนช้อยส์สองไม่มีใครเลือกเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

แล้ว The Economist จะใส่ช้อยส์สองลงไปทำไม ในเมื่อน่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าไม่มีใครเลือกช้อยส์นี้ (หรือถึงมีก็คงน้อยมากๆ)

เขามีเหตุผลครับ และเป็นเหตุผลที่ลึกซึ้งซะด้วย

แดนทำการทดลองใหม่ ในเมื่อช้อยส์ที่สองไม่มีคนเลือกอยู่แล้ว อย่ากระนั้นเลย ตัดมันทิ้งเสียดีกว่า แล้วเอาไปให้นักเรียนเลือกอีกครั้ง (เดาว่าน่าจะเป็นนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่ง)

ปรากฎว่ามีเพียง 32% ที่เลือกช้อยส์ $125 และ 68% เลือกช้อยส์ $59 กลับตาลปัตรกับครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด

สมมติว่าโฆษณาของ The Economist มีนักเรียนตัดสินใจสมัคร 100 คน

ซึ่งก็หมายความว่าหาก The Economist มีตัวเลือกแค่สองช้อยส์จะได้ค่าสมัคร 32 x $125+ 68 x $59= $8012

แต่หาก The Economist มีสามช้อยส์ นิตยสารจะได้เงินค่าสมัคร 84 x $125 + 16 x $59 = $11,444

รายได้ของ The Economist เพิ่มขึ้นถึง 42% จากการเพิ่มช้อยส์ที่ไม่มีใครเลือกลงไป!

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

แดนอธิบายว่า เพราะมนุษย์เราไม่สามารถรู้ได้ว่า “มูลค่าที่แท้จริง” (absolute value) ของสิ่งของหรือบริการนั้นควรเป็นเท่าไหร่ แต่เรา “ให้มูลค่า” ด้วยการเทียบเคียงกับสิ่งของที่คล้ายคลึงกัน

เช่นเราไม่รู้หรอกว่าบ้านขนาด 60 ตรว. ควรจะราคาเท่าไหร่ แต่เรารู้ว่ามันควรจะถูกกว่าบ้านขนาด 100 ตรว.ในละแวกเดียวกัน

เราเห็นข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวราคา 60 บาท เราบ่นว่าแพง

แต่ถ้าเราเห็นซูชิฟัวกราส์ราคาคำละ 150 บาท เราบอกว่าถูก

ทั้งนี้ เพราะเราไม่ได้ตีราคาจากปริมาณอาหารหรือการลงแรง แต่เราให้มูลค่ากับสิ่งๆ นั้นด้วยการเทียบเคียงกับทางเลือกอื่นๆ ที่เรามี

กะเพราไก่ไข่ดาว 60 บาทถือว่าแพง เพราะแถวบ้านเราขายแค่ 45 บาท
ซูชิฟัวกราส์ราคาคำละ 150 บาท เราถือว่าถูกเพราะร้านอื่นเขาขายคำละ 300 บาท

ดังนั้น เวลาเราเห็นค่าสมัครอ่านนิตยสาร The Economist ออนไลน์ราคา $59 เราก็ไม่แน่ใจหรอกว่ามันถูกหรือแพง

และเราก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าค่าสมัครนิตยสารเป็นเล่มที่เขาตั้งไว้ $125 นั้นมันถูกหรือแพง

แต่เรารู้ว่า อ่านออนไลน์ + รับนิตยสาร ที่ราคา $125 นั้นมัน “คุ้ม” กว่าช้อยส์ที่จ่าย $125 แล้วได้รับแค่นิตยสารแน่ๆ

และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่นักเรียนของแดนถึง 84% เลือกช้อยส์นี้เพราะว่ามัน “คุ้มกว่าเห็นๆ” – It’s a no brainer!

นักการตลาดเข้าใจจุดนี้แหละครับ ถึงมักตั้งราคาให้คนรู้สึกว่า “ไม่ต้องคิดมาก” อยู่เป็นประจำ ยิ่งกลุ่มเป้าหมายพร้อมกดปุ่มซื้อโดยไม่ต้องใช้สมองมากเท่าไหร่ คนขายยิ่งชอบ

จากนี้ไป เวลาเว็บไซต์เขาชักชวนให้เราสมัครบริการอะไร ลองสังเกตดูนะครับว่าเขามี “ช้อยส์หลอก” เพื่อ “ผลัก” ให้เราไปสมัครช้อยส์ที่เขาอยากให้เราเลือกมากที่สุดรึเปล่า

ถ้าเจอช้อยส์หลอก ก็ลองตัดช้อยส์นั้นทิ้ง เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจโดยไม่โดนจูงจมูกมากเกินไปครับ

—–

อ้อ การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ที่ชอบ “ให้คุณค่าด้วยการเทียบเคียง” นั้นยังมีประโยชน์มากกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกด้วย

เช่นถ้าคุณจะออกไปเที่ยวกลางคืน แดนแนะนำให้คุณชวนเพื่อนที่หน้าตาแย่กว่าคุณออกไปเที่ยวด้วย เพราะถึงคุณจะหน้าตาไม่ได้หล่อขั้นเทพ แต่เวลาที่สาวๆ โต๊ะข้างๆ มองเห็นคุณกับเพื่อนของคุณอยู่ด้วยกันแล้วล่ะก็ คุณจะดูหน้าตาดีขึ้นมาทันที!

ถึงว่า…แต่ก่อนเพื่อนชวนผมไปเที่ยวบ่อยจัง

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Alberto G.

ขอบคุณเนื้อหาจาก  Dan ArielyThe Economist

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่