บันทึกการนั่งมอเตอร์ไซค์เมื่อเช้านี้

20150915_Motorcycle

ขอออกตัวก่อนนะครับ ว่าวันนี้จะเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยมีข้อคิดอะไรเท่าไหร่!

ดังที่เคยเล่าไปว่า ปกติผมจะมาส่งแฟนที่ออฟฟิศตรงแยกนราธิวาส-สาทร แล้วก็ปั่นจักรยานปันปั่นมาที่ตึกอื้อจื่อเหลียง

แต่วันนี้ออกจากบ้านสายนิดหน่อย กว่าจะทานข้าวกับแฟนที่ออฟฟิศเขาเสร็จก็แปดโมงครึ่งแล้ว แถมผมต้องเป็นเทรนเนอร์วิชา Time Management ตอนเก้าโมงเช้าด้วย ถ้าคนสอนวิชานี้ไปสายเสียเองคงจะน่าเกลียดพิลึก

แฟนก็เลยยื่นเงินมาให้ 40 บาทเพื่อให้นั่งวินมอเตอร์ไซค์ไปแทน

ผมเดินข้ามสะพานลอยเพื่อจะมาวินมอเตอรไซค์ที่เคยใช้บริการ โดยวินมอเตอร์ไซค์นั้นอยู่ห่างจากสี่แยกไปอีกประมาณ 40 เมตร แต่ขณะเดินลงสะพานลอยก็เห็นคนขี่รถมอเตอร์ไซค์คันนึงมาจอดรออยู่ตรงตีนสะพาน

คนขี่มอเตอร์ไซค์คันนี้ไหล่กว้างและแผ่นหลังใหญ่มาก หุ่นออกจะตุ้ยนุ้ยเลย ในมือถือแก้วน้ำพลาสติกแล้วเอาหลอดโกยอะไรบางอย่างเข้าปาก (เดาว่าถ้าไม่ใช่น้ำแข็งก็น่าจะเป็นไข่มุก)

เขาคนนี้สวมเสื้อยืดสีดำ และไม่มีเสื้อวินสวมทับ

ระหว่างที่ผมพยายามจะดูว่าเขามาจอดรถรอเพื่อนหรือมารอลูกค้า เขาก็เห็นผมพอดี และยกมือแล้วเอ่ยปากถามว่าไปรึเปล่า ผมก็พยักหน้าหงึกๆ

ตกลงมาหาลำไพ่พิเศษสินะ ผมคิดในใจ

พอเดินเข้ามาใกล้พอที่จะคยุกันได้ ถึงเห็นว่า อ้าว ผู้หญิงนี่ อายุน่าจะประมาณยี่สิบห้าปี

ผมถามว่าเขาว่าอื้อจื่อเหลียงไปมั้ย เธอก็พยักหน้าหงึกๆ (เปลี่ยนสรรพนามจาก “เขา” มาเป็น “เธอ” แทน)

ธรรมดามอเตอร์ไซค์เขาจะไม่ค่อยข้ามถิ่นกันอยู่แล้ว แต่นี่เล่นไม่มีเสื้อวิน แถมเป็นผู้หญิงมาจอดตัดหน้าลูกค้าวินมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตรอีก ก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า เออ น้องมันกล้าดีแฮะ (ส่วนจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ผมขอไม่เสนอความเห็นนะครับ)

รถวิ่งไปได้แค่ 20 เมตรน้องเค้าก็หยิบหมวกกันน๊อคมาให้ผมใส่

นับเป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ไม่กี่คันที่ผมใช้บริการแล้วเจอคนขี่ที่ส่งหมวกกันน็อคให้ผู้โดยสาร (ธรรมดาเขาจะแขวนเอาไว้เฉยๆ หรือไม่เราก็ต้องเอ่ยปากขอ)

รถวิ่งไปได้อีก 40 เมตร น้องเค้าก็พูดออกมาว่า “บอกทางหนูด้วยนะพี่”

อื้อจื่อเหลียงเป็นอาคารใหญ่มาก และอยู่ห่างไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตรยังไม่รู้จักเลย แต่ก็ยังกล้ามาเป็นวินมอเตอร์ไซค์อีก ถือเป็นความกล้าคำรบสอง

ผมบอกว่าตรงไปเรื่อยๆ ครับ แล้วเข้าซอยธนาคารทิสโก้

ระหว่างทางก็คิดในใจว่า มือใหม่ขนาดนี้ ไม่รู้ทางขนาดนี้ เค้าจะเก็บตังค์เราซักเท่าไหร่นะ?

พอน้องเค้าขับไปได้ซักพัก ผมก็บอกว่า อีกนิดนึงก็จะถึงทิสโก้แล้วนะ เตรียมเลี้ยว น้องเค้ารีบตอบทันที อ๋อค่ะๆ หนูรู้จักซอยทิสโก้ดีค่ะ (โอเคฮะ!)

เข้าซอยมาแล้วและเลี้ยวขวาเข้าศาลาแดงซอย 1 น้องเค้ามีวิ่งแซงรถยนต์ในซอยจนเกือบไปชนกับรถอีกคันที่สวนมาด้วย หวาดเสียวไม่ใช่น้อย

แต่สุดท้ายก็ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ ผมลงจากรถแล้วก็ถามเค้าว่า “เท่าไหร่?” (โดยในใจแอบลุ้นระหว่าง 20 กับ 30 บาท)

น้องเค้าก็ถามกลับมาทันทีว่า ธรรมดาพี่มาเท่าไหร่คะ

ไอ้เราก็ไม่อยากโกหก เลยตอบไปตามตรงว่า บางทีก็ 30 บางทีก็ 40 บาท โดยก็คิดในใจว่า มือใหม่อย่างเขาน่าจะขอแค่ 30 บาทพอ

แต่แล้วผมก็เจอประโยคที่คาดไม่ถึง

“งั้นแล้วแต่พี่ค่ะว่าจะให้หนูเท่าไหร่”

ถ้าผมให้ 30 บาทก็จะดูเขียมทันทีใช่มั้ยเนี่ย?

สุดท้ายก็เลยให้เค้าไปทั้ง 40 บาท

น้องเค้ารับเงินไปกำเอาไว้ แล้วยกมือไหว้ผม “ขอบคุณค่ะพี่”

เฮ้ย วินมอเตอร์ไซค์มารยาทงาม มีไหว้ผู้โดยสารตอนรับเงินด้วย!

ในใจก็รู้สึก “เสียท่า” เล็กๆ ตรงที่ต้องจ่ายราคาเต็มจากการที่น้องเค้าผลักอำนาจการตัดสินใจมาให้ผม

(บางทีเรื่องนี้อาจจะเอาไปใช้ในการต่อรองทางธุรกิจได้ก็ได้นะ)

แต่มาคิดดูอีกที ก็ไม่เสียดายตังค์เท่าไหร่ ถือซะว่าเป็นค่าหมวกกันน็อคละกัน

แถมยังนึกขึ้นได้อีกว่า เงินแฟนนี่หว่า

คิดได้อย่างนั้น ผมก็ยิ้มเล็กน้อย

และรีบจ้ำอ้าวไปขึ้นลิฟต์เพื่อไปสอนคอร์ส Time Management ให้ทัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

กลัวไปสองไพเบี้ย

20150725_FearNotPreventDeath

“Fear does not prevent death. It prevents life.”

ความกลัวไม่ได้ป้องกันความตาย มันปิดโอกาสไม่ให้เราได้ใช้ชีวิตต่างหาก

– Naguib Mahfouz

—–

เมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว สมัยเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิงห์สาราสัตว์และหาอาหารด้วยการออกท่องเที่ยวไปในป่าเขา

เมื่อเราพบเจอสิ่งแปลกปลอม เช่นเสียงบางอย่างในพุ่มไม้ เราจะต้องหันไปมองทันทีว่าเสียงนั้นเกิดจากอะไร

ถ้าเห็นว่าเป็นกระต่าย เราก็จะวิ่งเข้าหาเพื่อล่ามันมาทำเป็นอาหารให้ครอบครัวของเรา

แต่ถ้าเป็นเสือ เราก็ต้องวิ่งหนีให้เร็วที่สุดเพื่อรอดจากการเป็นอาหารให้ครอบครัวของมัน

ด้วยความที่มนุษย์เคยอยู่ “ระดับกลาง” ของห่วงโซ่อาหารเช่นนี้เอง ร่างกายและสมองของเราจึงพัฒนาความรู้สึกที่เรียกว่า “ความกลัว” ขึ้นมา

—–

ภาษาฝรั่งจะมีคำว่า Fight or Flight

Flight ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเที่ยวบิน แต่หมายถึงการหนี

Fight or Flight ก็คือจะสู้หรือจะหนี

เวลาที่มนุษย์ถ้าได้ยินเสียงแปลกๆ ในพุ่มไม้ เขาต้องตัดสินใจแล้วสิ่งที่เขาเผชิญอยู่นั้นอ่อนแอกว่าหรือแข็งแรงกว่า

ถ้ามันอ่อนแอกว่า เราก็จะเลือกที่จะสู้ (Fight)

แต่ถ้าประเมินแล้ว “ศัตรู” น่าจะแข็งแรงกว่า เราจะรู้สึกกลัว และวิ่งหนี (Flight)

“ความกลัว” จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเอาชีวิตรอดและดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์

—–

ตัดกลับมาในสมัยนี้

มนุษย์ส่วนใหญ่ออกมาอยู่ในสังคมเมือง และไม่ต้องหากินด้วยการล่าสัตว์อีกต่อไปแล้ว

แม้สังคมและสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่ในทางชีวภาพเราก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากกับบรรพบุรุษมนุษย์ถ้ำของเราเลย

“ต่อมความกลัว” ที่เคยจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตเมื่อหลายพันหลายหมื่นปีก่อน ตอนนี้มันก็ยังคงทำงานอยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ ชีวิตประจำวันของเราไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแล้ว

ลองยกตัวอย่างสิ่งที่เรากลัวดูก็ได้

กลัวการพูดต่อหน้าคนเยอะๆ
กลัวใครจะมาเห็นหน้าสด
กลัวการทำงานประจำไปจนแก่
กลัวออกมาทำธุรกิจเองแล้วจะเจ๊ง
กลัวลูกไม่ได้เข้าโรงเรียนดีๆ
กลัวไม่มีเงินใช้ตอนแก่
กลัวว่าถ้าขาดคนๆ นี้ไปแล้วจะอยู่ไม่ได้
กลัวว่าถ้าฟีดแบ็คหัวหน้าแล้วจะหมดอนาคต
กลัวว่าไปเที่ยวต่างประเทศแล้วจะเก็บเงินไม่ได้ตามเป้า
ฯลฯ

และบางทีความกลัวเหล่านี้ก็ผลักดันที่เราทำอะไรไม่ฉลาดออกไป

หรือแย่กว่านั้น คือไม่ยอมทำอะไรเลย

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ต่อให้เราพูดต่อหน้าคนออกมาได้ห่วยแค่ไหน หรือใครมาเห็นหน้าสดของเรา หรือหัวหน้าไม่พอใจที่เราพูดกับเขาตรงๆ โอกาสที่เราจะ “รอดชีวิต” จากเหตุการณ์ที่เรากลัวก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 99.99%

Fear does not prevent death. It prevents life.

จริงอยู่ ในสมัยก่อน ความกลัวอาจช่วยชีวิตคุณได้

แต่สำหรับสมัยนี้ ความกลัวจะทำให้คุณพลาดอะไรดีๆ ไปอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงแล้วว่า สิ่งที่เรากลัวนั้นมีโอกาสส่งผลร้ายแรงได้ไม่ถึงหนึ่งในหมื่น และถ้าเราข้ามความกลัวนั้นไปได้ ก็จะมีสิ่งดีๆ รออยู่ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

อย่าปล่อยให้ความกลัวมาทำให้คุณอดใช้ชีวิตเลยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings