คนรวยที่สุด 1% มีวิธีคิดอย่างไร

ฉันอายุ 17 ปี ส่วนพ่อแม่ของฉันก็มีรายได้และ net worth ที่ทำให้เราเป็นคนรวยที่สุด 1% ในอเมริกา

แม่เป็นคนหารายได้เข้าครอบครัวมากที่สุด เธอเป็นผู้บริหารบริษัทติดอันดับ Fortune 500 แม้ว่าเธอจะได้รายได้เป็นหุ้นมากกว่าเงินเดือนก็ตาม ครอบครัวของเรามีทั้งพินัยกรรมและกองทุนทรัสต์สำหรับฉันและน้องชาย

คนมักจะนึกว่าคนร่ำรวยนั้นชอบโชว์หรู นี่ไม่ใช่เรื่องจริงเลย พวก “เศรษฐีใหม่” (nouveau riche) อาจจะเป็นแบบนั้น แต่พวกเขาจะรวยอยู่ได้ไม่นานนักหรอกเพราะว่าพวกเขามักจะมีหนี้สิน ส่วนคนที่อยู่ในระดับ Top 1% และมีความตั้งใจที่จะรักษาและขยายความมั่งคั่งนั้นจะใช้ชีวิตอย่างพอประมาณและใช้น้อยกว่าที่หามาได้เสมอ

ครอบครัวของฉันสามารถซื้อบ้านที่แพงกว่านี้ได้อีกหลายเท่า แต่เรากลับอาศัยอยู่ในบ้านที่มี 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ บ้านหลังนี้ราคาต่ำกว่าเงินเดือนของพ่อแม่ในแต่ละปีเสียอีก

ถ้าเราจะซื้อรถหรูๆ สัก 3-4 คันเราก็ทำได้ แต่ครอบครัวใช้รถโตโยต้าปี 2011 และรถฮอนด้าปี 2006 [ข้อความนี้เขียนเมื่อปี 2017] ประเด็นก็คือแม้ว่าเราจะไม่ได้ใช้ของราคาแพงที่สุด แต่เราไม่มีหนี้สินเลย เราไม่ต้องผ่อนรถ ไม่ต้องผ่อนบ้าน สำหรับคนทั่วไปแล้วเราเหมือนชนชั้นกลางระดับบน (upper middle class) เท่านั้นเอง

การได้เป็น Top 1% ทำให้ฉันเบาใจอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีเงินจ่ายค่าเทอมรึเปล่า ไม่ว่าฉันจะเลือกเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนที่ไหนพ่อแม่ก็จ่ายไหว ถ้าพ่อแม่ตกงานเราก็ไม่ลำบากเพราะเรามีรายได้จากการลงทุนมากพอ ถ้าเศรษฐกิจแย่เราก็ไม่เป็นไรเพราะพ่อแม่มีเงินเดือนที่สูงพอสมควร แต่ถ้าพ่อแม่ตกงานแถมเศรษฐกิจก็ย่ำแย่ด้วย เราก็ต้องระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่สุดท้ายแล้วเรามีเงินเก็บก้อนใหญ่พอที่จะไม่เดือดร้อนอะไรนัก

ฉันพยายามไม่ให้เพื่อนรู้ถึงฐานะทางบ้านของฉัน ถ้าเพื่อนๆ รู้พวกเขาน่าจะปฏิบัติกับฉันต่างจากเดิมพอสมควร พวกเขาน่าจะคิดแค่ว่าครอบครัวฉันฐานะดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ถ้าเขาได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเรามีทรัพย์สมบัติเท่าไหร่เขาคงจะคาดหวังให้ฉันใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม มีรถของตัวเอง และไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดของฉันก็ยังไม่รู้ฐานะที่แท้จริงของครอบครัวเรา และฉันก็ไม่อยากให้รู้ด้วย

ครอบครัวเรามีคอนเน็คชั่นระดับนึง แต่ก็ไม่มากนักเมื่อเทียบกับบางครอบครัว ฉันรู้จักคนอายุรุ่นราวคราวเดียวกันที่ได้ไปตีกอล์ฟกับนักอเมริกันฟุตบอล NFL เพราะครอบครัวของเขามีคอนเน็คชั่นที่ดีกว่าเรามาก

ดูเหมือนว่าคนที่อยู่นอก 1% นั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับคอนเน็คชั่นเท่าไหร่ การได้รู้จักคนสำคัญนั้นอาจมีประโยชน์ แต่การได้รู้จักใครบางคนที่รู้จักคนสำคัญนั้นดูเหมือนไม่ใช่เรื่องที่คนนอก 1% จะใส่ใจ ซึ่งเรื่องนี้ฉันยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

เรามีคอนเน็คชั่นที่ดีกับนักการเมืองท้องถิ่น หากพ่อแม่อยากทำอะไรให้เกิดเขาก็มีโอกาส 50/50 ที่จะทำสำเร็จ พ่อแม่จะใช้คอนเน็คชั่นเพื่อทำสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทอง การเคลื่อนไหวของพ่อแม่ช่วยให้สวนสาธารณะแถวบ้านของเราสะอาดสะอ้านและทำให้เจ้าหน้าที่เคร่งครัดในเรื่องการปล่อยของเสียลงท่อระบายน้ำ

ฉันได้รู้ซึ้งถึงคอนเน็คชั่นของพ่อแม่ตอนที่ฉันทำโปรเจ็คของโรงเรียนเกี่ยวกับการบริหารงบที่ผิดพลาดของเทศบาล พ่อแม่ช่วยให้ฉัน “อ่านระหว่างบรรทัด” จนเจอข้อน่าสงสัยเต็มไปหมด

คนส่วนใหญ่ใน Top 1% (ยกเว้นแต่ตัวท็อปจริงๆ) ไม่ได้มีอิทธิพลเพราะเงิน แต่มีอิทธิพลเพราะคอนเน็คชั่น โดยปกติคนเราจะผูกมิตรกับคนที่อยู่ระดับเดียวกันอยู่แล้ว ถ้าคุณคบแต่เศรษฐี คุณก็ย่อมมีเพื่อนเป็นนักการเมือง เจ้าของธุรกิจใหญ่ รวมถึงบรรดามืออาชีพที่ยินดีจะเฟเวอร์เพื่อนของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับเด็กหัวดีในห้องที่ยอมให้เพื่อนสนิทลอกการบ้าน แต่จะไม่พอใจหากมีคนอื่นพยายามจะลอกบ้าง

ฉันคิดว่าข้อได้เปรียบที่สุดของกลุ่ม 1% ที่มีต่อกลุ่ม 99% ก็คือ แม้ว่าฉันและครอบครัวจะเจอช่วงเวลาที่ยากลำบาก เราก็จะยังเอาตัวรอดได้อยู่ ซึ่งความมั่นใจนี้แหละที่ทำให้เรากล้าทำสิ่งที่ต้องแบกรับความเสี่ยง ซึ่งนั่นย่อมนำไปสู่โอกาสนำรายได้และทรัพย์สินมาให้เรามากกว่าเดิม


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Anonymous answer to What’s it like to be rich as in 1% rich?

ครึ่งหลังของชีวิตจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเอาไว้ในครึ่งแรก

“It seems, in fact, as though the second half of a person’s life is made up of nothing but the habits they accumulated during the first half.”

-Fyodor Dostoyevsky

ลองนึกถึงเพื่อนสองคนที่ฐานะครอบครัวใกล้เคียงกัน เรียนจบคณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยเดียวกัน มีเพื่อนกลุ่มเดียวกัน เลือกทำงานในองค์กรที่คล้ายคลึงกัน

ช่วง 3 ปีแรก สองคนนี้อาจจะมีชีวิตที่ไม่ต่างกันมากนัก ทั้งเงินเดือน ความรู้ความสามารถ ไลฟ์สไตล์ หรือฐานะทางเศรฐกิจและสังคม

แต่เมื่อผ่านสามปีแรกไป ช่องว่างของสองคนนี้อาจจะถ่างขึ้นเรื่อยๆ คนหนึ่งอาจจะได้โปรโมตเป็นหัวหน้า ขณะที่อีกคนยังเป็นพนักงานปฏิบัติการอยู่

และเมื่อผ่านพ้นไป 10 ปี คนหนึ่งอาจจะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์และมีอนาคตสดใส ขณะที่อีกคนอาจถึงขั้นจะตกระกำลำบาก

ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่เรียนจบมาด้วยกัน เป็นคนหัวดี สูงชะลูดตูดปอด เล่นกีตาร์เพราะ เตะบอลเก่ง รูปถ่ายตอนไปเรียนเมืองนอกนี่หล่อเหลาน่าดู

ติดเพียงอย่างเดียวคือเขากินเหล้ากินเบียร์เก่งมาก กินทุกวันจนมีกลิ่นแอลกอฮอลติดตัวตลอดเวลา เรียนจบไปแล้วก็ยังติดเหล้าอยู่ เคยพยายามเลิกหลายทีก็กลับไปกินใหม่ งานการเลยไม่เป็นชิ้นเป็นอันและไม่สามารถตั้งตัวได้เสียที ช่วงที่ลำบากมากๆ เคยต้องไปขับแท็กซี่เลยด้วยซ้ำ จนระยะหลังป่วยและต้องฟอกไตเป็นประจำ ก่อนจะเสียชีวิตไปเมื่อสองปีที่แล้ว

สิ่งดีๆ ต่างๆ ที่เรามีวันนี้ ล้วนเกิดจากการกระทำของเราในอดีต

สิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ ก็ล้วนเกิดจากการกระทำของเราในอดีตเช่นกัน

แน่นอนว่าเรื่องโชควาสนาก็มีส่วน แต่หากถือคติพุทธว่าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญ ชะตากรรมทั้งหลายก็มีเรานี่แหละที่เป็นคนกำหนด

หากชีวิตเดินทางมาถึงวัยกลางคน และรู้สึกว่ามันยังไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ ก็ขอให้เข้าใจว่ามันเป็นผลลัพธ์ของนิสัย การตัดสินใจ และการกระทำตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามันสายเกินแก้ หากตอนนี้เราอายุ 40 ปี และตั้งใจว่าอยากอยู่ถึง 80 ปี แสดงว่าสิ่งที่เราทำในช่วงวัย 41-60 ปี จะเป็นตัวกำหนดว่าชีวิตหลังเกษียณของเราจะเป็นแบบไหน

20 ปีอาจฟังดูยาวนานสำหรับคนหนุ่มสาว แต่สำหรับคนที่ถึงวัย 40 แล้วจะเข้าใจเลยว่ามันสั้นกว่าที่เราเคยจินตนาการเอาไว้มาก วัย 20-40 นั้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และ 20 ปีต่อจากนี้อาจจะไหลไปเร็วกว่านั้นเสียอีก

อีกอย่างที่ชวนคิดก็คือ การ “หั่นครึ่ง” นั้นเราทำได้เป็นอนันต์จนถึงหน่วยที่เล็กที่สุด

ช่วงอายุ 51-60 ปีเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าตอน 41-50 ปีเราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ปีหน้าจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าปีนี้เราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ปลายเดือนจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าต้นเดือนเราทำอะไรเอาไว้บ้าง

ครึ่งวันหลังจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับครึ่งวันแรกเราทำอะไรเอาไว้บ้าง – เหมือนคำสอนของชาวยิวที่กล่าวว่า “Lose an hour in the morning, chase it all day.”

นาทีต่อไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่านาทีนี้เราทำอะไร

ชั่วขณะถัดไปจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าชั่วขณะนี้เราทำอะไร

บางสิ่งบางอย่างอาจจะสายเกินไป แต่ก็มีอีกมากมายที่เราเริ่มได้ตอนนี้

มาทำ “ครึ่งแรก” ที่เหลืออยู่ให้ดี เพื่อจะได้มีครึ่งหลังที่สวยงามกันนะครับ

นิทานงานเลี้ยง

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ เมืองเล็กๆ ในยุโรปเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ชายคนหนึ่งล้มวัว จุดไฟในเตา และบอกลูกสาวว่า

“ลูกไปตามเพื่อนๆ ญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านมากินข้าวกับเราหน่อย วันนี้เราจะเลี้ยงฉลองกัน!”

ลูกสาวจึงวิ่งออกไปบนท้องถนนและตะโกนว่า

“บ้านหนูไฟไหม้! ใครก็ได้มาช่วยดับไฟที!”

มีคนไม่กี่คนที่ออกจากบ้านและวิ่งไปพร้อมกับเด็กสาว ส่วนคนอื่นๆ นั้นทำเป็นไม่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

คนที่ตั้งใจจะมาช่วยเลยได้กินอาหารมื้ออร่อยจนพุงกาง

พ่อถามลูกสาวด้วยความประหลาดใจ

“พ่อแทบไม่รู้จักคนพวกนี้เลย เพื่อนๆ และญาติของเราไปไหนหมดล่ะ?”

“พี่ๆ กลุ่มนี้ออกจากบ้านเพื่อจะมาช่วยเราดับไฟ ไม่ได้คิดจะมากินข้าวฟรี พวกเขานี่แหละที่เราควรจะผูกมิตรเอาไว้”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Anderson Dourado’s answer to What life lesson did a father teach his daughter?

คำถามยอดฮิตในการสัมภาษณ์งาน และคำตอบในใจผู้สมัคร

ผู้สัมภาษณ์: น้องเห็นตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นยังไงบ้าง?

ผู้สมัคร: ได้โปรโมตมาทำงานแทนพี่และถามคำถามที่ดีกว่านี้ครับ

ผู้สัมภาษณ์: ลองบรรยายถึงตัวเองในหนึ่งประโยคให้พี่ฟังหน่อย

ผู้สมัคร: กระชับ

ผู้สัมภาษณ์: จุดอ่อนที่สุดของน้องคืออะไรครับ

ผู้สมัคร: กล้ามเนื้อ tricep ครับ

ผู้สัมภาษณ์: ทำไมถึงอยากออกจากงานปัจจุบันล่ะ

ผู้สมัคร: ผมไม่ได้อยากออก เขาอยากให้ผมออก

ผู้สัมภาษณ์: ความสำเร็จชิ้นโบว์แดงของน้องคืออะไร

ผู้สมัคร: ไม่ตอบอีเมลใครเลยได้นานที่สุดในบริษัทครับ

ผู้สัมภาษณ์: ทำไมน้องถึงอยากได้งานนี้

ผู้สมัคร: จะได้มีเงินไปซื้อข้าวกิน จะได้ไม่อดตาย

ผู้สัมภาษณ์: น้องรับมือกับความกดดันยังไง

ผู้สมัคร: ปนๆ กันระหว่างเกรี้ยวกราดและไม่พูดไม่จากับใคร

ผู้สัมภาษณ์: น้องมีเป้าหมายอะไรบ้าง

ผู้สมัคร: มีเงินไปซื้อข้าวกิน จะได้ไม่อดตาย

ผู้สัมภาษณ์: ทางเราจะติดต่อกลับไปนะ

ผู้สมัคร: ผมตกสัมภาษณ์แล้วใช่มั้ยครับเนี่ย


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Think Again by Adam Grant – An Honest Interview

เราไม่ใช่วัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว

สมัยเรายังเด็ก เราอาจรู้สึกว่าพ่อแม่ของเราเขาเป็นผู้ใหญ่เหลือเกิน

ความเป็นผู้ใหญ่อาจนิยามได้ในหลายแง่มุม ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ การแบกรับภาระ การดูแลคนในครอบครัว การทำงานหนัก ความเสียสละ

แต่ถ้าชีวิตใครเดินทางขึ้นเลขสี่เหมือนผม อายุพอๆ กับพ่อแม่สมัยที่เรายังเป็นเด็ก แม้ว่าความร่วงโรยของร่างกายจะเริ่มแวะเวียนมาทักทาย แต่ “ข้างใน” ของเราไม่ได้เป็นผู้ใหญ่เหมือนอย่างที่เราเคยจินตนาการไว้ มันยังมีความเป็นวัยรุ่นอยู่มากพอสมควร

ความเป็นวัยรุ่นอาจนิยามได้หลายแง่มุม ทั้งเรื่องความรักสนุก ความรักสบาย ความเห็นแก่ตัว ความวู่วาม ความตีโพยตีพาย ความอยากเอาชนะ

เวลามีปัญหาในที่ทำงานหรือในความสัมพันธ์ เจ้าวัยรุ่นคนนี้มักจะโผล่มาบ่อยๆ พาให้เราหัวร้อน พาให้เราทำอะไรโดยใช้อารมณ์ ทำลงไปทั้งที่รู้ว่าที่ถูกที่ควรมันไม่ใช่แบบนี้

วัยสามสิบปลายๆ และสี่สิบต้นๆ จึงเป็นช่วงของการต่อสู้กันระหว่าง “ผู้ใหญ่” และ “วัยรุ่น” ในตัวเรา เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าเราจะเลือกสวมหัวใจแบบไหน การสวมหัวใจวัยรุ่นนั้นอาจจะสนุกกว่า แซ่บกว่าก็จริง แต่อาจไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้เรามีความสุขความสงบได้ในระยะยาว

สำหรับคนวัยนี้ เรามีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบ มีคนที่เราต้องดูแล เราไม่ได้ใช้ชีวิตเพื่อตัวเราคนเดียวอีกต่อไป เกือบทุกอย่างที่เราตัดสินใจและทำลงไปจะมีผลกระทบกับคนที่พึ่งพาเรามากกว่าแต่ก่อน

เมื่อไหร่ก็ตามที่ปัญหามาเคาะประตู ถ้ารู้ตัวว่าสวมหัวใจวัยรุ่นแล้วจะยิ่งย่ำแย่ ก็ให้ย้ำเตือนตัวเองว่า “ทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่หน่อย ไม่ใช่วัยรุ่นแล้วนะ”