5 นาทีก็พลิกเกมได้

“It only takes five minutes to break the cycle.

Five minutes of exercise and you are back on the path.

Five minutes of writing and the manuscript is moving forward again.

Five minutes of conversation and the relationship is restored.

It doesn’t take much to feel good again.”

-James Clear

บางปัญหาก็ดูยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

แต่ก็มีปัญหาอีกมากมายที่รอคอยเราอยู่ด้วยใจเปิดกว้าง ขอแค่เรากล้าสบตากับมันและลงมือทำอะไรบางอย่าง

และอะไรบางอย่างที่ว่านี้ก็อาจใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีด้วย

แน่นอนว่า 5 นาทีคงไม่อาจแก้ไขปัญหาได้อย่างหมดจด แต่มันก็ยาวนานพอที่จะช่วยให้เรามุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

5 นาทีในการทำสิ่งที่ง่ายที่สุด และเมคเซ้นส์ที่สุด

อาจเป็นการลงไปวิดพื้นซัก 10 ครั้ง หรือกระโดดตบซัก 20 ที

อาจเป็นการเปิดแล็ปท็อปขึ้นมาเขียนอะไรบางอย่าง

อาจเป็นการหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาใครสักคน

สิ่งที่เราจะทำในอีก 5 นาทีต่อจากนี้ อาจจะช่วยให้เราหลุดจากวังวนที่ควบคุมเรามาเนิ่นนานก็ได้นะครับ

นิทานมิอาจปล่อยวาง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีอุบาสกผู้หนึ่ง ไปปรึกษาอาจารย์เซนถึงวิถีแห่งเซนที่เขายังมิอาจข้ามผ่าน

“ท่านอาจารย์ จะทำอย่างไรดี กระผมมิอาจปล่อยวางเรื่องบางเรื่อง มิอาจปล่อยวางจากคนบางคน?”

อาจารย์เซนตอบว่า “ทุกสิ่งล้วนสามารถปล่อยวาง”

อุบาสกแย้งว่า “ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ยังคงมีสิ่งที่กระผมปล่อยวางไม่ได้”

อาจารย์เซนจึงบอกให้อุบาสกผู้นี้ถือถ้วยชาใบหนึ่งไว้ในมือ จากนั้นอาจารย์จึงรินน้ำชาร้อนๆ ลงไปในถ้วย รินลงไปจนน้ำชาล้นถ้วยออกมารดมือของอุบาสกที่ถืออยู่

เมื่อโดนน้ำชาร้อนลวกมือ อุบาสกจึงต้องปล่อยถ้วยชาลงพื้น

ยามนั้นอาจารย์เซนจึงสอนว่า

“ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่ไม่อาจละวางได้ เมื่อเกิดทุกข์ ย่อมยอมปล่อยวางโดยธรรมชาติ”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน : มิอาจปล่อยวาง

ก่อนเริ่มงานให้ใจร้อน ก่อนส่งงานให้ใจเย็น

เมื่อได้รับมอบหมายงานอะไรมา เราควร take the first step ให้เร็วที่สุดและง่ายที่สุด เพราะมันจะเป็นตัวช่วยสร้าง momentum ให้กับขั้นตอนถัดไปได้

เช่นถ้าได้รับมอบหมายว่าให้ไปคุยกับพี่คนนึงในบริษัท ขั้นตอนแรกคือเปิด calendar แล้วหาเวลาที่เขาว่าง จากนั้นก็ทักไปคุยทาง Slack หรือไลน์เพื่อแจ้งพี่เขาว่าเราจะขอนัดคุยกับเขาเรื่องอะไร และเวลานี้พี่สะดวกใช่มั้ย

เวลาเราเห็นคนส่งงานช้าหรือขาดความคืบหน้า ส่วนใหญ่ไม่ได้ช้าตอนทำ แต่ช้าตอนกลัวหรือมัวละล้าละลัง

ดังนั้น แค่เราเริ่มก้าวแรกให้เร็วกว่าคนปกติ เราก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

เมื่อเราทำงานไปตามครรลอง สิ่งที่ต้องระวังคือก่อนส่งงาน

เราควรตรวจสอบหลายๆ รอบ อย่าให้มีตัวสะกดผิด คิดเผื่อไปเลยว่าอีกฝ่ายอาจจะมีคำถามอะไรบ้าง แล้วก็ตอบคำถามเหล่านั้นเสียตั้งแต่ต้น เขาจะได้เห็นว่าเราคิดมาอย่างละเอียด และไม่เสียเวลาถามกลับไปกลับมา

ก่อนจะส่งเมล อย่าลืมตรวจทานทุกอย่าง ที่มักจะพลาดกันคือลืมแนบไฟล์ ดังนั้นเราควรแนบไฟล์ก่อน ตามด้วยเขียน subject และเนื้อหา ตรวจทานทุกอย่างให้เรียบร้อย และสุดท้ายค่อยเขียนรายชื่อคนที่จะรับเมล เพราะยังไงเราก็ไม่ลืมอยู่แล้ว ข้อดีอีกอย่างคือป้องกันอาการมือลั่นเผลอกด shortcut จนเมลถูกส่งออกไปทั้งๆ ที่เรายังพิมพ์ไม่เสร็จ (มักเกิดบ่อยกับ Outlook)

ก่อนเริ่มงานให้ใจร้อน แล้วเราจะทำงานเสร็จเร็วกว่าค่าเฉลี่ย

ก่อนส่งงานให้ใจเย็น เพื่อให้มั่นใจว่างานที่ออกจากเรานั้นเรียบร้อยหมดจดครับ

ขั้วตรงข้ามของความสำเร็จไม่ใช่ความล้มเหลว

จริงๆ แล้วความล้มเหลวเป็น milestone ของความสำเร็จ

เพราะเมื่อเราผิดพลาดหรือคาดการณ์ผิด นั่นคือ mini failures และสิ่งที่ได้กลับมาคือการเรียนรู้

เมื่อรู้แล้วไม่ทำผิดซ้ำ เราก็จะก้าวต่อไปได้อีกขั้น เดินไปต่อได้อีกวัน แล้วเราก็จะเจอโจทย์ใหม่ๆ ให้เราผิดพลาดและล้มเหลวไปเรื่อยๆ

ยิ่งเผชิญและแก้ไขข้อผิดพลาดและล้มเหลวเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใกล้ความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าอย่างนั้นแล้วขั้วตรงข้ามของความสำเร็จคืออะไร?

คือการไม่ลงมือทำ

เพราะการไม่ลงมือทำ ก็เหมือนกับการไม่ได้ออกวิ่ง ณ จุดสตาร์ท

ถ้าเปรียบเป็นการวิ่งทางไกล จุด START คือการลงมือ Checkpoints คือความล้มเหลว และจุด FINISH คือความสำเร็จ

ดังนั้น หากได้ออกวิ่ง ไม่รีบร้อนเร่งฝีเท้าจนหมดแรงไปเสียก่อน เราจะค่อยๆ วิ่งผ่าน checkpoints ไปเรื่อยๆ

เก็บ checkpoints ครบเมื่อไหร่ ก็ถึงเส้นชัยได้แน่นอนครับ

รองประธานฝ่ายคอขวด

รองประธานฝ่ายคอขวด

ปัญหาอย่างหนึ่งที่ผู้จัดการหรือผู้บริหารมักจะเจอกันคือทำงานไม่ทัน

เหตุผลมีด้วยกันหลายอย่าง แต่ถ้าเป็นเหตุผลคลาสสิคก็จะประมาณ 3 ข้อนี้

– งานเกือบทุกอย่างยังต้องให้เราอนุมัติอยู่

– ลูกทีมยังทำงานไม่ได้ดั่งใจ

– เราชอบเอางานมาทำเอง เพราะว่าเสร็จเร็วกว่า คุณภาพดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลาสอน

เมื่อเรายังปล่อยวางความรู้สึกอยากเป็นคนสำคัญไม่ได้จนต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในทีม ต่อให้เราทำงานวันละ 10 ชั่วโมงก็ยังทำงานไม่ทันไม่อยู่ดี

ยิ่งมีเรื่องให้เราต้องตัดสินใจมากเท่าไหร่ งานก็ยิ่งคั่งค้างมากเท่านั้น เมื่อตัดสินใจไม่ได้งานก็ไม่ออก ทุกอย่างเลยช้าไปหมด

หัวหน้าหลายคนเลยมีตำแหน่งกิตติมศักดิ์ที่ชื่อว่า VP of Bottlenecking – รองประธานฝ่ายคอขวด

ถ้าเราไม่ได้นิยมชมชอบตำแหน่งนี้ ก็แก้ไขได้โดยการ

– ไว้ใจลูกทีมให้มากขึ้น แม้ว่าที่ผ่านมาเขายังไม่ได้แสดงหลักฐานให้เราไว้ใจก็ตาม

– กระจายอำนาจ โดยเริ่มต้นจากงานที่ไม่ได้ critical มากนัก

– หักห้ามใจไม่ลงไปทำงานที่ไม่ต้องเป็นเราทำก็ได้

– ให้เวลากับการโค้ชน้อง เขาจะได้เก่งขึ้น มีอนาคต และมาช่วยแบ่งเบาภาระเราได้

ขอให้หลุดพ้นจากการเป็น VP of Bottlenecking ในเร็ววันนะครับ

—–


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Coaching Habit by Michael Bungay Stanier