ปราบมังกรตั้งแต่ตอนที่มันยังแบเบาะ

มังกรนั้นมีความหมายที่แตกต่างไปในแต่ละวัฒนธรรม

สำหรับคนจีน มังกรเป็นสัญลักษณ์ที่นำมาซึ่งความสุขและความอุดมสมบูรณ์

แต่สำหรับฝรั่ง มังกรมักเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์ดุร้ายที่คอยเฝ้าองค์หญิงหรือสมบัติไม่ยอมให้ใครมากล้ำกราย มีเพียงอัศวินผู้กล้าหาญเท่านั้นที่จะปราบมังกรที่ดุร้ายนี้ได้

ในบทความนี้จะมองมังกรตามความหมายของฝรั่ง

ชีวิตเรามีมังกรอยู่เต็มไปหมด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะออกไปตามหามันถึงในถ้ำแล้วปราบมันหรือไม่ ซึ่งถ้าโชคดี เราอาจจะไปเจอตอนมังกรตอนที่มันยังเล็กและไม่มีพิษสงมากมายนัก เราจึงสามารถจัดการมันได้โดยง่ายดาย

แต่ถ้าเรามัวแต่กลัวมังกร ไม่กล้าเข้าไปในถ้ำ แล้วหวังลมๆ แล้งๆ ว่ามังกรจะจากไปเอง วันหนึ่งมันอาจจะกลับมาไล่ล่าเราก็ได้

คอเลสเตอรอลที่สูงเกิน 200 ความสัมพันธ์ที่เริ่มมีรอยร้าว หนี้บัตรเครดิต เหล่านี้ล้วนเป็นมังกรวัยกระเตาะที่รอให้เราเข้าไปจัดการ

แต่ถ้าเราไม่ใส่ใจหรือขาดความกล้า รีรอจนมังกรเหล่านี้โตเต็มวัยจนบินได้-พ่นไฟได้ วันหนึ่งเราอาจจะไขมันพอกตับ เราอาจมองหน้าไม่ติดกับคนที่สำคัญที่สุด หรือเราอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยบัตรเครดิตแพงกว่าเงินต้นเสียอีก

จงปราบมังกรตั้งแต่ตอนที่มันยังแบเบาะกันดีกว่าครับ

การเลือกทางที่ถูกนั้นง่ายมาก

สิ่งที่ยากคือการเลือกทางที่ถูกอย่างต่อเนื่องยาวนาน

ธรรมดาคนเรารู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ

ใครก็รู้ว่ากินผักผลไม้นั้นมีประโยชน์ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่กินผักผลไม้จนเป็นนิสัย

ใครก็รู้ว่าออกกำลังกายนั้นมีประโยชน์ แต่มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ใครก็รู้ว่าการเจริญสตินั้นมีประโยชน์ แต่คนที่แบ่งเวลาเจริญสติเป็นประจำนั้นมีเพียงหยิบมือ

ที่คนไม่ค่อยทำ เพราะสิ่งเหล่านี้มันไม่เห็นผลในทันที ต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี

เช่นเดียวกับเรื่องร้ายๆ อย่างการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือกินของมัน-ของหวาน ที่กว่าจะส่งผลให้เห็นแบบจับต้องได้ก็ต้องเลยวัยกลางคนมาแล้ว

เพราะอะไรที่เราทำซ้ำๆ ล้วนตกอยู่ใต้กฎของการทบต้น (compounding) ที่จะเนิบนาบในช่วงแรกแต่จะพุ่งในตอนปลาย

ดีขึ้นเพียงสัปดาห์ละ 1% ภายใน 3 ปีเราจะดีขึ้นถึง 4.7 เท่า

แย่ลงเพียงสัปดาห์ละ 1% ภายใน 3 ปีเราจะแย่ลงถึง 4.8 เท่า

“Choosing something once is easy. Choosing it repeatedly makes a difference. Ordinary choices compound into extraordinary results.”
-Shane Parrish

ความมหัศจรรย์จึงมักเกิดจากคนธรรมดาที่ทำเรื่องธรรมดามายาวนานมากพอ

และความล้มเหลวก็มักเกิดจากคนธรรมดาที่ทำผิดเล็กน้อยมายาวนานมากพอเช่นกัน

การเลือกทางที่ถูกนั้นง่ายมาก สิ่งที่ยากคือการเลือกทางที่ถูกอย่างต่อเนื่อง

การเลี่ยงทางที่ผิดนั้นง่ายมาก สิ่งที่ยากคือการเลี่ยงทางที่ผิดอย่างต่อเนื่อง

ยาก – แต่ไม่เกินวิสัย ขอแค่มีสติและความสม่ำเสมอ

เลือกทางถูกในเรื่องเดิมให้ครบร้อยครั้ง-พันครั้ง แล้วชีวิตเราจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ

เมื่อความยุติธรรมสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่เหนือความยุติธรรมสำหรับคนคนเดียว

สมมติว่าคนในครอบครัวของเราถูกจับเรียกค่าไถ่ และเรามีกำลังจ่าย เราจะยอมจ่ายค่าไถ่หรือไม่?

ถ้าใช้ตัวเองเป็นตัวตั้ง ผมเองอาจจะยอมจ่าย

แต่ถ้าเอาสังคมเป็นตัวตั้ง การจ่ายค่าไถ่ย่อมเป็นการส่งสัญญาณว่าอาชีพเรียกค่าไถ่นี้มีผลตอบแทนดี โจรคนเดิมอาจจะจับคนอื่นเพื่อเรียกค่าไถ่อีกในอนาคต แถมคนอื่นๆ อาจจะเริ่มคิดอยากเป็นโจรเรียกค่าไถ่บ้าง

การที่เรายอมจ่ายค่าไถ่ เราอาจจะช่วยชีวิตคนในครอบครัวได้หนึ่งคน แต่เรากำลังสร้างความเสี่ยงให้กับคนอื่นๆ ในสังคมอีกไม่รู้กี่สิบคน

เวลาศาลตัดสิน นอกจากจะมองความถูกต้องและยุติธรรมของโจทย์และจำเลยแล้ว ศาลยังต้องระวังด้วยว่าการตัดสินนี้จะมีผลต่ออนาคตอย่างไร

ลองคิดถึงสถานการณ์การจับตัวเรียกค่าไถ่อีกครั้ง สมมติว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนตัดสินใจว่าจะยอมจ่ายค่าไถ่หรือไม่ แล้วเจ้าหน้าที่ตัดสินใจไม่ยอมจ่ายค่าไถ่จนเป็นผลให้ตัวประกันถูกสังหาร

ในกรณีนี้ รัฐต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับครอบครัวผู้เสียหายหรือไม่

ถ้ามองด้วยความเห็นใจ เราก็คงอยากให้ศาลตัดสินให้รัฐจ่ายค่าเสียหายให้ครอบครัว แต่การตัดสินแบบนั้นไป ย่อมหมายความว่าหากเกิดสถานการณ์เรียกค่าไถ่อีกในอนาคต เจ้าหน้าที่รัฐย่อมมีแนวโน้มที่จะยอมจ่ายค่าไถ่ ซึ่งนั่นก็จะทำให้ปัญหาโจรเรียกค่าไถ่เพิ่มขึ้นเหมือนในกรณีแรก

ดังนั้น การตัดสินของคนที่อยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นศาล ผู้บริหารประเทศ หรือผู้บริหารองค์กร นอกจากต้องคำนึงถึงความชอบธรรมต่อคนที่เกี่ยวข้องโดยตรงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงบรรทัดฐานที่จะถูกสร้างขึ้นจากกรณีนี้ รวมถึงแรงกระเพื่อมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

ดังนั้น แม้การตัดสินหรือตัดสินใจบางอย่างจะดูไม่ยุติธรรมหรือไม่มีมนุษยธรรมสำหรับคนหนึ่งคนในวันนี้ แต่มันอาจช่วยป้องกันหรือลดทอนปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่นอีกมากมายในอนาคต

ผมไม่อาจตัดสินได้ว่าแบบไหนถูกต้องกว่ากัน แค่อยากนำมาเล่าเพื่อให้เราเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า ในโลกที่ไม่เพอร์เฟ็กต์ ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่อาจจำเป็นต้องแลกมาด้วยการเสียประโยชน์ของคนส่วนน้อยครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Great Mental Models Vol.3: Systems and Mathematics by Rhiannon Beaubien & Rosie Leizrowice

ให้ลมพาไป

สมัยหนึ่งที่เป็นนักศึกษาผมกับเพื่อนไปกินข้าวกับอาจารย์ท่านหนึ่งที่พวกเราเคารพ

ตอนเดินออกจากร้าน เห็นบนผนังมีภาพวาดเป็นรูปเรือลอยละล่องอยู่ในทะเล และมีภาษาจีนเขียนอยู่

อาจารย์ท่านนี้รู้ภาษาจีน เพื่อนผมเลยถามว่าคำคำนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

อาจารย์ตอบว่า “ให้ลมพาไป”

พอขึ้นรถตู้เพื่อกลับมหาวิทยาลัย เราขอให้อาจารย์ขยายความ อาจารย์ก็เลยตอบว่าชีวิตคนเราบางทีก็กำหนดไม่ได้ทั้งหมด ต้องปล่อยให้ลมพาไปบ้าง

เหมือนพวกเราทุกคนที่นั่งอยู่บนรถตู้คันนี้ ก็ต้องฝากชีวิตไว้กับคนขับรถตู้ว่าจะขับรถอย่างระมัดระวังและส่งเราถึงมหาวิทยาลัยได้อย่างปลอดภัย

เราควบคุมผลลัพธ์ไม่ได้ แต่ควบคุมการกระทำได้

นี่คือความจริงที่หลายคนรู้ดีแต่มักหลงลืม

ความทุกข์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ ล้วนมาจากการทุรนทุรายกับสิ่งที่เราคุมไม่ได้ เช่นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว หรือเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นแต่มีเหตุปัจจัยมากมายเกินกว่าที่เราจะไปกะเกณฑ์อะไร

สิ่งเดียวที่เราทำได้คือดูแลปัจจัยของทางเราให้ดี

ถ้าเรากำลังแล่นเรือ สิ่งที่เราควรใส่ใจ คือกางใบและคัดหางเสือของเราด้วยความระมัดระวัง

แล้วลมจะพาเรือชีวิตของเราไปทางไหนก็คงต้องปล่อยให้มันพาไปครับ

เปลี่ยนเรื่องที่จะไม่ทำให้เป็นเรื่องที่จะทำ

เราหลายคนน่าจะเคยมีความตั้งใจจะลดละเลิกอะไรบางอย่าง เช่น

  • จะไม่นอนดึก
  • จะไม่เล่นโซเชียลมากเกินไป
  • จะไม่กินขนมหวานเยอะ

ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ชอบวิธี “ตัด” สิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตนะครับ เหมือนประโยคที่ว่า

“Perfection is achieved, not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

ของ Antoine de Saint-Exupéry ผู้เขียนเจ้าชายน้อย

แต่คุณมิทานิ จุน ผู้เขียนหนังสือ “คนที่ทำอะไรก็สำเร็จทำอะไร” ก็ให้อีกมุมมองหนึ่ง ว่าพอเราคิดถึงเรื่องที่จะไม่ทำด้วยรูปประโยคปฏิเสธ สมองก็จะตีความในแง่ลบว่าเรื่องนี้คือ “การถูกบังคับให้อดทน”

ดังนั้นคุณจุนเลยแนะนำว่าให้เปลี่ยน “เรื่องที่จะไม่ทำ” ให้เป็น “เรื่องที่จะทำ” แทน

จะไม่นอนดึก -> จะหัวถึงหมอนก่อนเที่ยงคืน

จะไม่เล่นโซเชียลมากเกินไป -> จะเล่นโซเชียลเฉพาะตอนอยู่บนรถไฟฟ้า

จะไม่กินขนมหวานเยอะ -> จะกินขนมหวานช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

แม้จะสื่อถึงสิ่งเดียวกัน แต่การเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคบอกเล่า ก็จะช่วยให้สมองตีความในแง่บวกว่าเรากำลังก้าวหน้าไปสู่เป้าหมาย

ใครที่เคยพยายามหักห้ามใจแล้วไม่เป็นผล ลองเอาวิธีนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ