Pic & Pause อย่ายิงหนู

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานแต่มีรูปมาให้ดูครับ

ในปี 2015 Osman Sigirli เป็นหนึ่งในช่างภาพนิ่งที่เข้าไปทำข่าวสงครามกลางเมืองของซีเรีย และได้อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย

ระหว่างเดินอยู่ในค่าย ออสแมนเจอเด็กสาววัย 4 ขวบชื่อ Adi Hudea ตัดผมทรงกะลา หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ออสแมนจึงหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปเด็กน้อยเอาไว้

สิ่งที่เด็กน้อยอาดี้ทำคือเม้มริมฝีปาก ไม่พูดไม่จาอะไร และชูแขนขึ้นทั้งสองข้าง ราวกับพร้อมมอบตัว

เด็กคนนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้


ขอบคุณภาพและเรื่องราวจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What is one picture that gave you chills?

ตัดสินใจแบบคนอิตาเลี่ยน

Edward Egan เคยดำรงตำแหน่งเป็น Archbishop of New York และมีสมณศักดิ์เป็นพระคาร์ดินัล (cardinal) ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดรองจากพระสันตะปาปา

อดีต CEO ชาวไอริชคนหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเคยได้พูดคุยกับท่านคาร์ดินัล จึงปรึกษาท่านว่า ควรทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น (How can I stay in the moment?)

ท่านคาร์ดินัลเป็นชาวไอริชเช่นกัน แต่ท่านเคยไปศึกษาและทำงานอยู่ในกรุงโรมนานหลายปี จึงเข้าใจนิกายโรมันคาทอลิกอย่างลึกซึ้ง รวมถึงเข้าใจมายด์เซ็ตของคนอิตาเลี่ยนด้วย

สิ่งหนึ่งที่ท่านมองว่าเป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างคนไอริชและคนอิตาเลี่ยน ก็คือมุมมองเรื่องการตัดสินใจ

คนไอริชเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ถ้ามันไม่เวิร์คก็มักจะนึกเสียดายหรือเสียใจภายหลัง ขณะที่คนอิตาเลี่ยนเมื่อตัดสินใจแล้วมักจะไม่กลับไปคิดถึงเรื่องนั้นอีก เพราะเขาถือว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ภายใต้ข้อมูลที่เขามี ณ ตอนนั้น และแม้ว่าการตัดสินใจนั้นจะไม่ได้ส่งผลอย่างที่หวังเอาไว้ เขาก็ยังมองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดี

“เรื่องเดียวที่เราควรใส่ใจ คือเรื่องที่เรายังตัดสินใจได้อยู่” (The only decision to focus on is the one you are still able to make.)

ถ้าใครที่ชอบพูดติดปากว่า “รู้งี้” ลองหัดตัดสินใจแบบคนอิตาเลี่ยนดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Chasing Daylight by Eugene O’Kelly

โกรธหนึ่งครั้งภูมิคุ้มกันลดไป 6 ชั่วโมง

วันนี้ผมหยิบหนังสือเล่มเก่ามาอ่าน ชื่อว่า “เสียงในความทรงจำ” ของคุณวรพจน์ พันธุพงศ์ นักสัมภาษณ์ที่ผมชื่นชอบมากที่สุด

เลยขอนำบางช่วงตอนของบทสนทนาระหว่างคุณวรพจน์และน.พ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ที่เคยตีพิมพ์ลงนิตยสาร GM ฉบับเดือนกรกฎาคม 2546 มาให้ได้อ่านกันครับ


ดูเหมือนคุณจะเน้นย้ำเรื่องความเครียดบ่อยๆ ความเครียดน่ากลัวยังไงกับมนุษย์ยุคนี้?

อันตรายที่สุด คุณรู้ไหมว่าโรคที่หมอทั้งโลกกำลังรักษาอยู่ 70-80% เป็นโรคอันสืบเนื่องมาจากความเครียด โรคความดัน หัวใจ เบาหวาน ภูมิแพ้ ข้อ เกาต์ ทั้งหมดนี้เชื่อมกับความเครียดทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โรคกระเพาะ มะเร็ง ก็โดยตรง เพราะเซลล์ถูกสร้างขึ้นอย่างผิดปกติทุกวัน ถ้าระบบภูมิคุ้มกันดีก็สามารถฆ่าเซลล์ผิดปกติเหล่านั้น เม็ดเลือดขาวไปจัดการ แต่เครียดปุ๊บ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี เซลล์ผิดปกติก็โตขึ้นสร้างปัญหา

ที่ร้ายคือคนเครียดมักไม่รู้ตัว คุณลองหายใจลึกๆ ดู หายใจเข้าท้อง แล้วลองเอาใจจับความคิดตอนนี้ว่าคิดอะไรอยู่ รู้สึกอะไร แค่เฝ้าดูตัวเองก็สนุกแล้ว ง่ายๆ แค่นี้เราเคยรู้กันบ้างไหม คำว่าเครียดมันเป็นคำรวม คนจะปฏิเสธว่าฉันไม่เครียด จริงๆ คือรวมถึงความโกรธ หงุดหงิด อิจฉา สิ่งที่เป็นอารมณ์ลบทุกอย่าง

.

อะไรทำให้คนเครียดมากที่สุด?

ความโกรธ

.

คนทุกวันนี้โกรธกันเยอะขนาดนั้นเลยหรือ?

ใช่ ความโกรธทำลายมนุษย์เยอะมาก โกรธ โผงผาง พวกนี้มีสิทธิ์เป็นโรคหัวใจ โรคความดันสูง แล้วทำไมเราให้ยาที่ปลายเหตุ ทำไมเราไม่ดูแลหัวใจให้ดีตั้งแต่ก่อนจะเป็นโรคหัวใจ นี่คือประเด็น โกรธครั้งหนึ่ง ไอจีเอ ภูมิคุ้มกันในน้ำลายลดลงไป 6 ชั่วโมงทันที อาจจะลดลงไปต่ำกว่านั้นเป็นวันก็ได้ เขาวิจัยมาขนาดนั้น ไอจีเอตัวเดียวนะ ไม่นับอย่างอื่น ฮอร์โมนในร่างกายของเรามีเป็นพันๆ หมื่นๆ เอาแค่ตัวเดียวภูมิคุ้มกันลดไปอย่างน้อย 6 ชั่วโมง บางครั้งทั้งวันยังไม่ขึ้นมาเหมือนเดิม บางทีหายไปเลย

.

แล้วมันมีผลยังไง?
ภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์มะเร็งก็งอกขึ้นมาอีกเม็ดหนึ่ง คนที่เป็นเอดส์ เชื้อไวรัสก็จะโตขึ้น ภูมิคุ้มกันสำคัญมาก แทนที่คุณจะไม่เป็นหวัดก็อาจเป็นหวัด


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เสียงในความทรงจำ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ สำนักพิมพ์ openbooks

ไม่มีหมาป่าก็ไม่มีฮีโร่

ไม่มีหมาป่าก็ไม่มีฮีโร่

นิทานวัยเด็กแทบทุกเรื่องจะต้องมีตัวร้าย และมักจะหนีไม่พ้น

แม่มด แม่เลี้ยง หมาป่า หมาจิ้งจอก จระเข้

ตัวร้ายมักจะก่อให้เกิดความเสียหายและมีคนเดือดร้อน จนเราอดคิดไม่ได้ว่าอยากจะหลีกเลี่ยงคนหรือสัตว์เหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

แต่จริงๆ แล้วตัวร้ายเหล่านี้จำเป็นมาก หากไม่มีตัวร้าย นิทานก็จะแทบไม่เป็นนิทาน และคงไม่มีบทสรุปว่านิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอะไร

ดังนั้น หากเราเจอหมาป่าในชีวิตจริง ก็อย่ารังเกียจเดียดฉันท์ เขาคือครูผู้ปลุกให้เราได้ใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์

ไม่มีฟ้าร้องก็ไม่มีฝน

ไม่มีอุปสรรคก็ไม่มีการเติบโต

ไม่มีความมืดมิดก็มองไม่เห็นดวงดาว

ไม่มีความทุกข์ก็ไม่เห็นค่าของความสุข

ไม่มีความตายชีวิตก็ไม่มีความหมาย

ไม่มีหมาป่าก็ไม่มีฮีโร่ครับ

ลูกเต๋าของเราออกได้กี่หน้า

จะว่าไปแล้ว ทุกการกระทำของเราก็เป็นการ bet หรือเดิมพันกับอะไรบางอย่างในอนาคต

เราเลือกเรียนสายนี้ เพราะ bet ว่าจบออกมาแล้วน่าจะมีงานทำ

เราเลือกทำงานกับบริษัทนี้ เพราะ bet ว่าจะมีงานที่ดีและมีความมั่นคง

เราเลือกตั้งบริษัทกับหุ้นส่วนคนนี้ เพราะ bet ว่าเขาเป็นคนเก่งและไว้ใจได้

การเดิมพันส่วนใหญ่ของเรามักจะออกมาโอเค แม้จะไม่ได้ถูกรางวัลที่หนึ่งบ่อยๆ แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่ากำไร

สิ่งที่ต้องระวังก็คือการเดิมพันกับผลลัพธ์อะไรบางอย่างมากเกินไปทั้งที่โอกาสจะเกิดสิ่งที่เราหวังนั้นเป็นไปได้ยาก

เหมือนการทอยลูกเต๋า ที่เราคาดคั้นว่าต้องออกหน้าใดหน้าหนึ่งเท่านั้น ถ้าออกหน้าอื่นแผนทุกอย่างที่เราวางเอาไว้จะพังทลายหมด

เช่นการ bet ด้วยเอาเงินเก็บทั้งหมดไปลงทุนในคริปโตแล้วจะหวังว่าจะร่ำรวยเป็นเศรษฐี หรือ bet ว่าถ้าได้ลูกค้าเจ้านี้แล้วจะสบายไปทั้งชาติ

แม้หลายครั้งลูกเต๋าจะออกหน้าที่ภาวนาเอาไว้ แต่คนเราไม่อาจโชคดีไปได้ตลอด

เราจึงไม่ควรเอาชีวิตและความหวังไปแขวนไว้กับการที่ลูกเต๋าต้องออกหน้าใดหน้าหนึ่ง เพราะมันจะทำให้เราชอบคิดเข้าข้างตัวเองและไม่ค่อยมี Plan B

อย่าคิดว่าที่เรียนจบมาจะได้ใช้ อย่าคิดว่าบริษัทนี้จะจ้างเราไปตลอด อย่าคิดว่าหุ้นส่วนจะใสสะอาดเสมอ

ไม่ว่าจะเดิมพันเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว เราควรออกแบบการเดิมพันเหล่านั้นให้ผลลัพธ์มันโอเคไม่ว่าลูกเต๋าจะออกหน้าไหนก็ตามครับ