เปลี่ยนเรื่องที่จะไม่ทำให้เป็นเรื่องที่จะทำ

เราหลายคนน่าจะเคยมีความตั้งใจจะลดละเลิกอะไรบางอย่าง เช่น

  • จะไม่นอนดึก
  • จะไม่เล่นโซเชียลมากเกินไป
  • จะไม่กินขนมหวานเยอะ

ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ชอบวิธี “ตัด” สิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิตนะครับ เหมือนประโยคที่ว่า

“Perfection is achieved, not when there is nothing more to add, but when there is nothing left to take away”

ของ Antoine de Saint-Exupéry ผู้เขียนเจ้าชายน้อย

แต่คุณมิทานิ จุน ผู้เขียนหนังสือ “คนที่ทำอะไรก็สำเร็จทำอะไร” ก็ให้อีกมุมมองหนึ่ง ว่าพอเราคิดถึงเรื่องที่จะไม่ทำด้วยรูปประโยคปฏิเสธ สมองก็จะตีความในแง่ลบว่าเรื่องนี้คือ “การถูกบังคับให้อดทน”

ดังนั้นคุณจุนเลยแนะนำว่าให้เปลี่ยน “เรื่องที่จะไม่ทำ” ให้เป็น “เรื่องที่จะทำ” แทน

จะไม่นอนดึก -> จะหัวถึงหมอนก่อนเที่ยงคืน

จะไม่เล่นโซเชียลมากเกินไป -> จะเล่นโซเชียลเฉพาะตอนอยู่บนรถไฟฟ้า

จะไม่กินขนมหวานเยอะ -> จะกินขนมหวานช่วงวันเสาร์-อาทิตย์

แม้จะสื่อถึงสิ่งเดียวกัน แต่การเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคบอกเล่า ก็จะช่วยให้สมองตีความในแง่บวกว่าเรากำลังก้าวหน้าไปสู่เป้าหมาย

ใครที่เคยพยายามหักห้ามใจแล้วไม่เป็นผล ลองเอาวิธีนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ

โรนัลโดจะรู้สึกอย่างไรบ้าง

ต่อให้ไม่ดูบอล ก็เชื่อว่าหลายคนน่าจะเห็นหน้า Lionel Messi ไปแล้วหลายครั้งในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังจากพาทีมอาร์เจนติน่าคว้าแชมป์ได้สำเร็จ

หลายคนบอกว่าฟุตบอลโลกนัดชิงครั้งนี้ยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยดูมา ใครไม่ได้ดูถือว่าพลาดมาก

ต้องชม “คนเขียนสคริปต์” ว่าวางบทไว้อย่างเหมาะเจาะลงตัว

อาร์เจนติน่าเล่นดีกว่าฝรั่งเศสอย่างชัดเจนในช่วง 70 นาทีแรก การได้แชมป์จึงไม่มีใครกังขา

เมสซี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งสามประตู และได้รางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกซึ่งเป็นถ้วยรางวัลเดียวที่เขาไม่เคยได้

ส่วนเอ็มบัปเป้ก็เป็นแฮททริคฮีโร่จนทำให้ฝรั่งเศสมีลุ้น และประกาศตัวเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดของโลกในยุคต่อจากนี้

ส่วนในอีกมุมหนึ่งของห้องก็มีโรนัลโด…

ผมไม่แน่ใจว่าโรนัลโดได้ดูนัดชิงที่ว่ากันว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาหรือเปล่า และไม่แน่ใจว่า 24 ชั่วโมงที่ผ่านมานี้โรนัลโดจะกล้าเข้ามาไถฟีดโซเชี่ยลบ้างหรือไม่

เพราะถ้าผมมีอีโก้แบบโรนัลโด การเห็นภาพเหล่านั้นคงทิ่มแทงใจน่าดู

ฉากจบที่สมบูรณ์แบบของเมสซี่ ช่าง contrast กับฉากชีวิตของโรนัลโดในวันนี้

ย้อนกลับไปเพียงหนึ่งเดือนที่แล้ว วันที่ 20 พฤศจิกายน โรนัลโดโพสต์รูปโฆษณาของหลุยส์วิตตองที่เขาเล่นหมากรุกกับเมสซี่ เป็นภาพที่ฮือฮาไปทั่วโลกเพราะมันคือการดวลกันของสองนักเตะที่แฟนบอลถกเถียงกันมานานว่าใครกันแน่คือ the G.O.A.T. – Greatest Of All Time

อดคิดไม่ได้ว่าคงจะเจ๋งน่าดูถ้าสองคนนี้ได้ปะทะแข้งกันในรอบชิงชนะเลิศ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือหลังจากผ่านรอบแบ่งกลุ่มแล้ว โรนัลโด้ถูกดร็อปจากตัวจริงทั้งสองเกมในรอบน็อคเอาต์ ก่อนที่โปรตุเกสจะแพ้ให้กับโมร็อคโคไป

หนึ่งในเหตุผลที่ถูกดร็อปน่าจะมาจากการต่อว่าเฮดโค้ชที่เปลี่ยนตัวเขาออกในเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็คือโรนัลโด้ไม่ได้เป็นกำลังหลักของทีมอีกต่อไป ผิดกับเมสซี่ที่ยังเป็นหัวใจของทีมตลอดทัวร์นาเมนต์

เมสซี่ได้แชมป์บอลโลกและมีผู้คนนับแสนนับล้านรอต้อนรับที่บ้านเกิด ก่อนจะกลับไปเล่นให้กับทีม Paris Saint Germain ร่วมกับเอ็มบัปเป้และเนย์มาร์เพื่อไล่ล่าแชมป์ลีกและแชมเปี้ยนส์ลีก

ส่วนโรนัลโด้นั้นไม่มีแม้กระทั่งทีมสังกัด ข่าวความคืบหน้าล่าสุดคือไปซ้อมอยู่คนเดียวในสนามซ้อมของเรอัลมาดริด

เพียงเวลาแค่หนึ่งเดือน ทำไมชะตาชีวิตของสองคนถึงต่างกันได้ถึงเพียงนี้

หนึ่งเหตุผลก็คือ timing ของเมสซี่นั้นดีกว่านิดนึง เพราะโรนัลโดแก่กว่าสองปี หากเป็นโรนัลโดอายุเท่าเมสซี่คงมีความหมายกับทีมได้มากกว่าวันนี้

แต่เหตุผลหลักน่าจะเป็นการวางตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในวันที่ตัวเองไม่ได้สำคัญขนาดนั้นอีกต่อไป

เมื่อเดือนพฤษภาคมโรนัลโดเพิ่งเป็นดาวซัลโวทีมและของพรีเมียร์ลีกอยู่หยกๆ แต่จุดจบน่าจะเริ่มจากการที่โรนัลโดประกาศว่าอยากย้ายไปอยู่กับทีมที่เล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก ต่อด้วยการไม่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อแข่งบอลกระชับมิตรกับลิเวอร์พูลรวมถึงเกมพรีซีซั่นอื่นๆ ทำให้ไม่ได้ฝึกซ้อมอย่างเพียงพอและไม่ได้เป็นตัวจริงของแมนยูเมื่อเปิดฤดูกาล พอไม่ค่อยได้ลงสนามจึงขาดความคม และย่อมส่งผลต่อฟอร์มในทีมชาติ ส่วนการออกรายการให้สัมภาษณ์กับ Piers Morgan ก่อนบอลโลกจะเริ่มนั้นก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้แมนยูยกเลิกสัญญา

ผมเองเป็นแฟนแมนยูมาตั้งแต่เด็ก จึงเป็นแฟนโรนัลโดมานานมาก ส่วนตัวก็อยากให้โรนัลโดเป็น G.O.A.T. เหมือนกัน

แต่เมื่อเช้ามืดวันจันทร์ สิ่งที่ผมทำคือถ่ายรูปเมสซี่ถือโทรฟี่นักเตะยอดเยี่ยมกำลังจูบถ้วยบอลโลก และโพสต์ขึ้นเฟซว่า G.O.A.T. โดยดุษณี

จากนี้ก็ได้แต่เอาใจช่วยว่าโรนัลโดจะเจอทางออกที่ดี และข้ามผ่านปี 2022 ไปให้ได้ครับ

Pic & Pause อย่ายิงหนู

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานแต่มีรูปมาให้ดูครับ

ในปี 2015 Osman Sigirli เป็นหนึ่งในช่างภาพนิ่งที่เข้าไปทำข่าวสงครามกลางเมืองของซีเรีย และได้อาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย

ระหว่างเดินอยู่ในค่าย ออสแมนเจอเด็กสาววัย 4 ขวบชื่อ Adi Hudea ตัดผมทรงกะลา หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ออสแมนจึงหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปเด็กน้อยเอาไว้

สิ่งที่เด็กน้อยอาดี้ทำคือเม้มริมฝีปาก ไม่พูดไม่จาอะไร และชูแขนขึ้นทั้งสองข้าง ราวกับพร้อมมอบตัว

เด็กคนนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงมีปฏิกิริยาเช่นนี้


ขอบคุณภาพและเรื่องราวจาก Quora: Sean Kernan’s answer to What is one picture that gave you chills?

ตัดสินใจแบบคนอิตาเลี่ยน

Edward Egan เคยดำรงตำแหน่งเป็น Archbishop of New York และมีสมณศักดิ์เป็นพระคาร์ดินัล (cardinal) ซึ่งเป็นสมณศักดิ์ชั้นสูงสุดรองจากพระสันตะปาปา

อดีต CEO ชาวไอริชคนหนึ่งที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเคยได้พูดคุยกับท่านคาร์ดินัล จึงปรึกษาท่านว่า ควรทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น (How can I stay in the moment?)

ท่านคาร์ดินัลเป็นชาวไอริชเช่นกัน แต่ท่านเคยไปศึกษาและทำงานอยู่ในกรุงโรมนานหลายปี จึงเข้าใจนิกายโรมันคาทอลิกอย่างลึกซึ้ง รวมถึงเข้าใจมายด์เซ็ตของคนอิตาเลี่ยนด้วย

สิ่งหนึ่งที่ท่านมองว่าเป็นความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่างคนไอริชและคนอิตาเลี่ยน ก็คือมุมมองเรื่องการตัดสินใจ

คนไอริชเมื่อตัดสินใจไปแล้ว ถ้ามันไม่เวิร์คก็มักจะนึกเสียดายหรือเสียใจภายหลัง ขณะที่คนอิตาเลี่ยนเมื่อตัดสินใจแล้วมักจะไม่กลับไปคิดถึงเรื่องนั้นอีก เพราะเขาถือว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ภายใต้ข้อมูลที่เขามี ณ ตอนนั้น และแม้ว่าการตัดสินใจนั้นจะไม่ได้ส่งผลอย่างที่หวังเอาไว้ เขาก็ยังมองว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ดี

“เรื่องเดียวที่เราควรใส่ใจ คือเรื่องที่เรายังตัดสินใจได้อยู่” (The only decision to focus on is the one you are still able to make.)

ถ้าใครที่ชอบพูดติดปากว่า “รู้งี้” ลองหัดตัดสินใจแบบคนอิตาเลี่ยนดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Chasing Daylight by Eugene O’Kelly

โกรธหนึ่งครั้งภูมิคุ้มกันลดไป 6 ชั่วโมง

วันนี้ผมหยิบหนังสือเล่มเก่ามาอ่าน ชื่อว่า “เสียงในความทรงจำ” ของคุณวรพจน์ พันธุพงศ์ นักสัมภาษณ์ที่ผมชื่นชอบมากที่สุด

เลยขอนำบางช่วงตอนของบทสนทนาระหว่างคุณวรพจน์และน.พ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ ที่เคยตีพิมพ์ลงนิตยสาร GM ฉบับเดือนกรกฎาคม 2546 มาให้ได้อ่านกันครับ


ดูเหมือนคุณจะเน้นย้ำเรื่องความเครียดบ่อยๆ ความเครียดน่ากลัวยังไงกับมนุษย์ยุคนี้?

อันตรายที่สุด คุณรู้ไหมว่าโรคที่หมอทั้งโลกกำลังรักษาอยู่ 70-80% เป็นโรคอันสืบเนื่องมาจากความเครียด โรคความดัน หัวใจ เบาหวาน ภูมิแพ้ ข้อ เกาต์ ทั้งหมดนี้เชื่อมกับความเครียดทั้งนั้น ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โรคกระเพาะ มะเร็ง ก็โดยตรง เพราะเซลล์ถูกสร้างขึ้นอย่างผิดปกติทุกวัน ถ้าระบบภูมิคุ้มกันดีก็สามารถฆ่าเซลล์ผิดปกติเหล่านั้น เม็ดเลือดขาวไปจัดการ แต่เครียดปุ๊บ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่ดี เซลล์ผิดปกติก็โตขึ้นสร้างปัญหา

ที่ร้ายคือคนเครียดมักไม่รู้ตัว คุณลองหายใจลึกๆ ดู หายใจเข้าท้อง แล้วลองเอาใจจับความคิดตอนนี้ว่าคิดอะไรอยู่ รู้สึกอะไร แค่เฝ้าดูตัวเองก็สนุกแล้ว ง่ายๆ แค่นี้เราเคยรู้กันบ้างไหม คำว่าเครียดมันเป็นคำรวม คนจะปฏิเสธว่าฉันไม่เครียด จริงๆ คือรวมถึงความโกรธ หงุดหงิด อิจฉา สิ่งที่เป็นอารมณ์ลบทุกอย่าง

.

อะไรทำให้คนเครียดมากที่สุด?

ความโกรธ

.

คนทุกวันนี้โกรธกันเยอะขนาดนั้นเลยหรือ?

ใช่ ความโกรธทำลายมนุษย์เยอะมาก โกรธ โผงผาง พวกนี้มีสิทธิ์เป็นโรคหัวใจ โรคความดันสูง แล้วทำไมเราให้ยาที่ปลายเหตุ ทำไมเราไม่ดูแลหัวใจให้ดีตั้งแต่ก่อนจะเป็นโรคหัวใจ นี่คือประเด็น โกรธครั้งหนึ่ง ไอจีเอ ภูมิคุ้มกันในน้ำลายลดลงไป 6 ชั่วโมงทันที อาจจะลดลงไปต่ำกว่านั้นเป็นวันก็ได้ เขาวิจัยมาขนาดนั้น ไอจีเอตัวเดียวนะ ไม่นับอย่างอื่น ฮอร์โมนในร่างกายของเรามีเป็นพันๆ หมื่นๆ เอาแค่ตัวเดียวภูมิคุ้มกันลดไปอย่างน้อย 6 ชั่วโมง บางครั้งทั้งวันยังไม่ขึ้นมาเหมือนเดิม บางทีหายไปเลย

.

แล้วมันมีผลยังไง?
ภูมิคุ้มกันลดลง เซลล์มะเร็งก็งอกขึ้นมาอีกเม็ดหนึ่ง คนที่เป็นเอดส์ เชื้อไวรัสก็จะโตขึ้น ภูมิคุ้มกันสำคัญมาก แทนที่คุณจะไม่เป็นหวัดก็อาจเป็นหวัด


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เสียงในความทรงจำ วรพจน์ พันธุ์พงศ์ สำนักพิมพ์ openbooks