สิ่งที่ John Wooden โค้ชในตำนานสอนนักกีฬาบาสเกตบอลในวันแรก

แม้ว่าพวกเขาจะเป็นนักบาสเกตบอลที่ยอดเยี่ยมที่สุดกลุ่มหนึ่งของประเทศ และแม้ว่าพวกเขาจะทำสิ่งนี้มาแทบทุกวันทั้งชีวิต โค้ช John Wooden ก็ยังเริ่มต้นการซ้อมวันแรกของทีมบาสเกตบอล UCLA ด้วยการฝึกที่แสนเรียบง่าย

“พ่อหนุ่มทั้งหลาย นี่คือวิธีการใส่ถุงเท้าและรองเท้า”

แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่นักกีฬาคาดหวัง ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคิดว่าโค้ชที่ประสบความสำเร็จที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์จะสอนในการซ้อมครั้งแรก

แต่แท้จริงแล้วนี่แหละคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับพวกเขา มันคือเคล็ดลับสำหรับความสำเร็จทั้งในสนามและในชีวิตส่วนตัว

เกมบาสเกตบอลนั้นเล่นกันบนพื้นแข็ง ถุงเท้าและรองเท้าที่ใส่จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การใส่รองเท้าไม่เรียบร้อยอาจทำให้เท้าพอง จนอาจทำให้เท้าติดเชื้อ นำไปสู่การเล่นที่พึ่งพาเท้าข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป และทำให้กระโดดทำรีบาวด์แบบผิดๆ จนเพิ่มความเสี่ยงที่จข้อเท้าหักหรือเอ็นหัวเข่าขาด

“มันใช้เวลาเดี๋ยวเดียวเท่านั้น” โค้ชวูดเด้นอธิบาย “แต่ผมได้แสดงให้ผู้เล่นเห็นว่าผมอยากให้เขาใส่ถุงเท้ารองเท้ากันอย่างไร ดึงถุงเท้าขึ้นให้ตึง คอยระวังบริเวณรอบนิ้วก้อยและตรงส้นเท้าไม่ให้มีรอยย่น รีดถุงเท้าให้เรียบทั่วบริเวณ แล้วก็ดึงถุงเท้าค้างเอาไว้ตอนที่คุณใส่รองเท้า เวลาที่ผูกเชือกรองเท้าก็ต้องไม่ดึงให้ตึงแค่รูบนสุด แต่ต้องค่อยๆ ดึงให้ตึงที่ละรู จากนั้นคุณค่อยผูกเชือก แล้วก็ผูกอีกครั้ง เชือกจะได้ไม่หลุด เพราะผมไม่ต้องการให้เชือกหลุดไม่ว่าจะเป็นตอนซ้อมหรือตอนแแข่ง”

แน่นอนว่าเราคิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นสำหรับเราแล้ว

เราอยากคิดถึงสิ่งที่สำคัญกว่านี้ อยากทำสิ่งที่ตื่นเต้นกว่านี้ อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่เรื่องเบสิค เราอยากทำอะไรที่ท้าทาย ไม่ใช่มามัวเสียเวลาทำตามเช็คลิสต์ หรือยืดเส้นก่อนออกกำลังกาย หรืออ่านคู่มือก่อนเริ่มใช้งาน

แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้แหละ เราจะพร้อมรับมือกับปัญหาใหญ่ๆ ก็ต่อเมื่อเราทำเรื่องเล็กๆ ได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แม้ยุทธศาสตร์จะเยี่ยมยอดเพียงใด ก็ไม่อาจทำสำเร็จได้หากเราละเลยรายละเอียดปลีกย่อย


แปลจากช่วงตอนหนึ่งในหนังสือ Discipline is Destiny by Ryan Holiday

สิ่งที่รออยู่หลังความลำบาก

สิ่งที่รออยู่หลังความลำบาก

สุดสัปดาห์ที่แล้วน้องชายชวนผมกับลูกๆ ไปปั่นจักรยานที่ Happy & Healthy Bike Lane ที่สุวรรณภูมิ

ปรายฝนและใกล้รุ่งเอาจักรยานไปทั้งคู่ ปรายฝนวัย 7 ขวบขี่จักรยานเป็นอยู่แล้ว ส่วนใกล้รุ่งวัย 5 ขวบเพิ่งเอาล้อเสริมออกได้ไม่นานเลยยังปั่นจักรยานสองล้อไม่เป็น ต้องใช้สองขาค่อยๆ ถีบพื้นไป แต่ก็ค่อนข้างติดขัดเพราะว่ามีที่ถีบจักรยานอยู่ (ใกล้รุ่งอยากได้จักรยานแบบ balance bike ที่ไม่มีที่ถีบ แต่ผมกับแฟนยังไม่ได้ซื้อให้เพราะราคาก็สูงเอาเรื่อง)

ระยะทางจากลานจอดรถถึง bike lane น่าจะอย่างน้อย 200 เมตร ใกล้รุ่งถีบพื้นไปก็บ่นไป เพราะน่องชอบไปขัดกับที่ถีบตลอด

ผ่านมาได้ครึ่งทาง ใกล้รุ่งก็ทนไม่ไหว ร้องไห้ออกมาแล้วบ่นว่า

“ใกล้รุ่งไม่ไหวแล้ว มันลำบาก”

ผมขำเล็กน้อยที่ลูกใช้คำว่า “ลำบาก” ในบริบทแบบนี้ ส่วนแฟนเห็นใจก็เลยให้ใกล้รุ่งลงมาเดิน แล้วแฟนก็ช่วยเข็นจักรยานใกล้รุ่งจนถึง bike lane

โชคดีที่น้องภูมิ ลูกของน้องชายเอา balance bike มาด้วย ใกล้รุ่งเลยยืมของภูมิใช้เพราะเคยขี่คันนี้แล้ว ส่วนภูมิก็ใช้ของที่สถานที่มีไว้ให้ยืม

ใกล้รุ่งกับภูมิขี่จักรยานกันสนุกมาก ผิดกับปรายฝนที่กล้าๆ กลัวๆ กับเส้นทางอันหลากหลาย ทั้งเนิน ทั้งสะพาน และสไลเดอร์ แต่ก็เล่นกันอยู่เกือบสองชั่วโมงก่อนจะต้องเลิกเพราะเริ่มมืดแล้ว

เด็กๆ บอกว่าอยากมาอีก โดยเฉพาะใกล้รุ่งที่อ้อนแม่ว่ารอบหน้าอยากมี balance bike ของตัวเอง


เมื่อวานนี้ วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พวกเราก็ไปขี่จักรยานรอบหมู่บ้านกัน ใกล้รุ่งเหมือนจะถีบจักรยานของตัวเองได้ดีขึ้น ส่วนแฟนก็ค่อยๆ สอนใกล้รุ่งว่า พอจักรยานความเร็วได้ที่ ก็ลองยกขาออกจากพื้นดู แล้วลองนับ 1-2-3 แล้วเอาขามาวางไว้ตรงที่ถีบแล้วลองปั่นจักรยาน

ใกล้รุ่งลองอยู่ 4-5 ครั้ง แล้วก็ปั่นจักรยานได้จริงๆ พอผ่านหน้าบ้านผมเลยแวะไปเอามือถือมาถ่ายวีดีโอเก็บไว้เป็นที่ระลึกว่าลูกชายคนเล็กปั่นจักรยานสองล้อได้เป็นครั้งแรก

ยิ่งปั่นยิ่งมั่นใจ ก็เลยปั่นเร็วขึ้น มีล้มไปสองทีแต่ไม่ร้องซักแอะ ปั่นจนเหงื่อออก แก้มแดง ใบหน้ายิ้มแฉ่ง แถมไม่อยากได้ balance bike แล้วเพราะปั่นแบบนี้ไปได้เร็วกว่าเยอะ

กลับมาถึงบ้าน นั่งกินข้าวเย็นและน้ำผลไม้ด้วยกัน แฟนผมถามใกล้รุ่งว่าวันนี้สนุกมั้ย

“สนุกมาก”

“ไม่ลำบากเหมือนสัปดาห์ที่แล้วแล้วเนอะ”

[ส่ายหน้ายิ้มเขินๆ]

ผมก็เลยบอกใกล้รุ่งว่า

“รู้มั้ยใกล้รุ่ง เวลาเราเจอความลำบากเมื่อไหร่ พอเราผ่านมันไปได้ จะมีความสนุกรอเราอยู่”

แล้วผมก็หันไปหาปรายฝน

“ตอนที่มัมมี่ตั้งท้องปรายฝน มัมมี่ก็ลำบากมาก ท้องก็ใหญ่ กินอะไรก็อาเจียน แต่พอคลอดปรายฝน โตขึ้นมา ก็สนุกเลย!”

[ปรายฝนทำหน้าไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่]

ผมก็เลยยกอีกตัวอย่างหนึ่งว่า ตอนที่ปรายฝนเรียนเปียโนแรกๆ ก็ไม่สนุกใช่มั้ย แต่พอเรียนจบเล่ม 1 ขึ้นเล่ม 2 มันก็สนุกขึ้น เล่ม 3 ก็สนุกกว่าเดิมเพราะเพราะเพลงยาวขึ้น เพราะขึ้น


สิ่งที่รออยู่หลังความลำบาก คือความสนุก

แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนี้เสมอไป บางครั้งสิ่งที่อยู่หลังความลำบาก คือความลำบากยิ่งกว่าเดิม

แต่ผมก็เชื่อว่าวิธีคิดแบบนี้ยังมีประโยชน์ และใช้ได้จริงในอีกหลายสถานการณ์

มันลำบาก เพราะว่าเราไม่เคยทำ เพราะว่ามันยาก และสิ่งที่ยากมักจะมีคุณค่าในตัวเอง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน กีฬา ดนตรี ท่องเที่ยว เราจะต้องเดินผ่านหุบเขาแห่งความน่าเบื่อและความลำบากประมาณหนึ่ง แต่ถ้าผ่านมันมาได้ เราก็จะพบช่วงเวลารื่นรมย์ไม่มากก็น้อย

ในทางกลับกัน ถ้ารู้สึกว่าชีวิตช่วงนี้ไม่ค่อยสนุก อาจเป็นเพราะว่าเราไม่ค่อยได้เจอความยากลำบากเท่าไหร่

ถ้าอยากสนุกมากขึ้น ลองออกไปแสวงหาความลำบากให้มากกว่าเดิมดูนะครับ

https://anontawong.com/2023/01/15/after-struggle

นิทานยักษ์ในตะเกียง

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่มาจากปากคำของผู้ชายที่ชื่อ Jimmy Lee กันครับ

“หลังจากแต่งงานกันได้ไม่นาน ผมกับภรรยาได้ซื้อบ้าน 6 ห้องนอนที่ตั้งอยู่ในสนามกอล์ฟ ในโครงการมีคลับเฮาส์และสระว่ายน้ำด้วย

ผมขับรถ Lexus รุ่นที่ดีที่สุดที่ผมพอจะซื้อไหว และผมก็ซื้อรถ SUV ให้ภรรยาอีกหนึ่งคัน เรามีลูกสองคน และชีวิตของเราก็เต็มไปด้วยความทุกข์

ไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องเงินหรอกนะ ของที่เรามีมันแพงและทำให้การเงินเราตึงๆ ก็จริง แต่เราก็มีกำลังจ่ายไหว

ปัญหาหลักคือเรื่องเวลา ผมยุ่งกับธุรกิจของผมมาก ทำงานเกือบ 7 วันต่อสัปดาห์ ภรรยาก็ต้องดูแลลูกและยังต้องแบ่งเวลามาช่วยทำธุรกิจเช่นกัน พวกเราแทบไม่เคยลาพักร้อนเลย การได้หยุดสุดสัปดาห์นานๆ ครั้งก็คือการพักร้อนสำหรับเราแล้ว

ผมอาจกำลังอ่านนิทานหรือเล่นกับลูกอยู่ แล้วเสียงโทรศัพท์ก็จะดังขึ้น เสียงหัวเราะจะหยุดชะงักเหมือนโดนปิดสวิทช์ระหว่างที่ผมเดินไปห้องข้างๆ เพื่อคุยโทรศัพท์

ราวกับโลกของครอบครัวหยุดหมุนระหว่างที่พวกเขาลุ้นว่าผมต้องออกไปข้างนอกรึเปล่า “โทษทีนะ พ่อต้องรีบไปหาลูกค้าแล้ว!” ผมจะรุดออกจากบ้านก่อนที่ลูกๆ จะพูดว่า “บ๊ายบายแด๊ดดี้” จบประโยคเสียอีก

คุณคงเคยดูหนังเรื่องอะลาดิน ผมนี่แหละคือยักษ์จีนี่ผู้เสกสิ่งต่างๆ ผู้แก้ไขทุกปัญหา ผู้ทรงพลังอำนาจ แต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ทาสตนหนึ่ง ธุรกิจคือเจ้าชีวิต ลูกค้าคือเจ้าชีวิต หนี้ผ่อนบ้านคือเจ้าชีวิต ผมคือยักษ์จีนี่ที่โหยหาอิสรภาพ

วันหนึ่งผมกับแฟนมองหน้ากันแล้วถามว่า “นี่พวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่?”

ผมเริ่มร่อนใบสมัครและได้งานภายในเวลาไม่นาน ผ่านไปไม่กี่เดือนเราก็ปิดธุรกิจของเราและขายบ้านหลังเดิม จีนี่ที่ได้รับการปลดปล่อยจากอะลาดินก็คงรู้สึกประมาณนี้

ผมใช้เวลาทำงานลดลงครึ่งหนึ่งโดยที่ยังมีรายได้เกือบเท่าเดิม ผมยังขับรถคันเดิมซึ่งตอนนี้อายุ 15 ปีแล้ว บ้านของเราเล็กกว่าหลังเดิมครึ่งต่อครึ่ง ผมมีเวลาอยู่กับลูกมากกว่าคุณพ่อส่วนใหญ่ที่ผมรู้จัก ผมกับแฟนต่างช่วยกันเลี้ยงลูกแบบโฮมสคูล เราได้ลาพักร้อนปีละหลายครั้ง

ชีวิตผมยังไม่ได้เพอร์เฟ็กต์หรอกนะ แต่มันมีความสุขมากขึ้นแน่นอน

ป.ล. ขอเสริมว่ามันเป็นไปได้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ มีรายได้มากมาย มีบ้านหลังใหญ่ มีรถหรู แถมยังมีเวลาให้ครอบครัวด้วย ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกันได้ ผมรู้จักหลายคนที่มีเพียบพร้อมทุกอย่าง ถ้าคุณสามารถสร้างชีวิตแบบนั้นได้ก็เยี่ยมไปเลย เพียงแต่ผมทำไม่ได้ ซึ่งผมก็โอเคกับมันนะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Jimmy Lee’s answer to Why are people with a big house, nice cars, and with kids still unhappy about their lives?

จะดีแค่ไหนหากวันนี้ไม่มีใครต่อว่าเราเลย

ถ้าเราตื่นมาและรู้ว่าตลอดทั้งวันนี้จะไม่มีใครมาพูดจาไม่ดีกับเรา ไม่มีใครมาตอกย้ำว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้ ไม่มีใครมาบอกว่าเขาไม่เชื่อมั่นในตัวเรา

มันคงจะเป็นวันที่ดีวันหนึ่งทีเดียว

เราสามารถทำให้วันแบบนี้เกิดขึ้นได้ ด้วยการเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของตัวเอง

หลายคนพูดจากับคนอื่นดีมาก แต่พูดจากับตัวเองได้ค่อนข้างแย่

ทำไมเรากระจอกจัง ทำไมเรื่องแค่นี้ทำไม่ได้ ฯลฯ

หากเราหยุด negative self talk และหันมามีเมตตากับตัวเองมากขึ้น

วันนี้ก็อาจจะเป็นวันที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยก็ได้นะครับ

ไม่มีอะไรที่ขาดไปแล้วเราจะอยู่ไม่ได้

ผมว่าสิ่งหนึ่งที่คนเราควรแสวงหา คือการพึ่งพาสิ่งภายนอกให้น้อยที่สุด

บางคนทำงานไม่ได้ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟ

บางคนออกข้างนอกไม่ได้ถ้าไม่ได้พกโทรศัพท์

บางคนไปเที่ยวไหนไม่ได้ถ้าไม่มีแฟนไปด้วย

“ความก้าวหน้า” ที่เราคุ้นเคย คือการมีกำลังซื้อมากขึ้น มีทรัพย์สมบัติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสิ่งของ

แต่อะไรที่เราเป็นเจ้าของ มันก็จะกลายมาเป็นเจ้าของเราด้วยเช่นกัน – what you own, owns you.

เราต้องเสียแรงเสียเวลาไปเท่าไหร่เพื่อให้ได้ของใหม่เข้ามา แต่พอได้มาแล้วเรากลับรู้สึกดีได้แค่ไม่นาน จากนั้นเราก็จะเคยชิน แล้วพอนานเข้าเราก็จะรู้สึกว่าขาดมันไม่ได้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตอนเราไม่มีมัน เราก็ยังอยู่มาได้หลายปี

“ของมันต้องมี” เป็นแค่การตลาด ไม่มีสิ่งใดที่ขาดไปแล้วเราจะขาดใจ

ไม่ได้จะบอกให้โยนทิ้งทุกอย่างที่ทำให้ชีวิตง่ายดายหรือรื่นรมย์

แค่จะบอกว่าหากเราแคร์สิ่งเหล่านี้ให้น้อยลง เราก็จะมีอิสระมากขึ้นเท่านั้นเอง