Jack Ma แนะนำการทำงานในแต่ละช่วงอายุ

20-30 ปี ลองหางานในบริษัทเล็กๆ ถ้าได้ทำงานบริษัทใหญ่ แม้จะได้เรียนรู้เรื่อง process และ system แต่เราจะเป็นเพียงฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดมหึมา แต่ถ้าเราทำงานบริษัทเล็ก เราจะได้เรียนรู้เรื่อง passion และความใฝ่ฝัน เราจะได้ลองทำอะไรหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ในช่วงชีวิตนี้ การทำงานกับบริษัทไหนจึงไม่สำคัญเท่ากับว่าเราทำงานให้กับหัวหน้าคนไหน เพราะหัวหน้าที่ดีจะมีวิธีสอนที่ไม่เหมือนใคร

30-40 ปี ถ้าคุณอยากจะทำอะไรของตัวเอง คุณควรจะเริ่มทำ ในช่วงวัยนี้

40-50 ปี ควรจะทำในสิ่งที่เราชำนาญอยู่แล้ว อย่าพยายามข้ามไปทำด้านอื่นเพราะมันอาจจะช้าเกินไป แม้ว่าเปลี่ยนสายแล้วอาจจะรุ่ง แต่โอกาสสำเร็จนั้นต่ำเกินไปหน่อย ในช่วงวัยนี้เราจึงควรคิดให้ดีว่าจะทำยังไงได้โฟกัสในสิ่งที่เราเก่งและถนัด

50-60 ปี เราควรสนับสนุนคนหนุ่มสาว เพราะคนเหล่านี้เขาจะทำได้ดีกว่าเรา จงลงทุนในตัวพวกเขา วางใจในตัวพวกเขา และปลุกปั้นให้เขาเป็นคนที่เก่งและดี

60 ปีขึ้นไป จงใช้เวลาเพื่อตัวเอง ไปนอนเล่นริมชายหาดก็ได้ ช้าเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: JACK MA Advice for Young People

นิทานรถม้าอันว่างเปล่า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พ่อชวนลูกออกไปเดินเล่นยังชายป่า พอถึงทางโค้ง พ่อหยุดเดินแล้วถามลูกว่า นอกจากเสียงนกร้องแล้ว ลูกได้ยินเสียงอะไรอีก

ลูกหยุดเดินแล้วเงี่ยหูฟัง ก่อนจะตอบว่านอกจากเสียงนกร้องแล้ว ยังมีเสียงรถม้าวิ่งอยู่

พ่อบอกว่าถูกต้องแล้ว และนั่นเป็นรถม้าที่ไม่ได้บรรทุกอะไร

ลูกแปลกใจจึงถามพ่อว่ารู้ได้ไงว่านั่นเป็นรถม้าเปล่า

พ่อตอบว่า รถม้ายิ่งว่างเปล่า เสียงก็จะยิ่งดัง

พอเด็กน้อยโตขึ้น ทุกครั้งที่เจอคนที่ชอบคุยโม้โอ้อวด พูดจาโอหังชอบตัดบทคนอื่น เขามักจะมีความรู้สึกเหมือนพ่อมายืนกระซิบอยู่ข้างหูว่า “รถม้ายิ่งว่างเปล่า เสียงก็จะยิ่งดัง”

คนที่มีความเชี่ยวชาญในการเดินข้ามห้วยน้ำลำธาร ก่อนที่จะลุยลงน้ำ เขามักหยิบก้อนหินขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วปาไปกลางน้ำ

ละอองน้ำยิ่งกระจายสูงขึ้นเท่าไหร่ น้ำในลำธารก็จะยิ่งตื้นเท่านั้น

ในทางตรงกันข้าม ถ้าละอองน้ำกระเซ็นขึ้นมายิ่งน้อยฉันใด น้ำจะยิ่งลึกมากขึ้นฉันนั้น

น้ำนิ่งไหลลึก น้ำลึกไร้เสียง

รถม้ายิ่งว่างเปล่า เสียงก็จะยิ่งดัง


ขอบคุณนิทานจาก LinkedIn | Supak Manop – รถม้ายิ่งว่างเปล่า เสียงก็จะยิ่งดัง (บาง source ก็ระบุว่าแปลและเรียบเรียงโดยขจรศักดิ์)

บางครั้งทางที่ยากที่สุดคือทางที่เร็วที่สุด

วิวัฒนาการออกแบบให้เราขี้เกียจ สมองจะหาทางประหยัดพลังงานให้กับร่างกายเสมอ

เมื่อเจองานที่ยาก เราจึงมักจะหลีกเลี่ยงและผัดวัน ปล่อยมันไว้จนจวนเจียน สุดท้ายก็ต้องเร่งทำแบบไฟลน

หรือบางทีเราอาจจะเริ่มทำแต่เนิ่นๆ แบบลูบหน้าปะจมูก ทำแบบใช้ “ทางลัด” โดยไม่ได้คิดไตร่ตรองหรือวางแผนให้ถี่ถ้วน จนเกิดปัญหาตามมาทีหลัง

ยิ่งงานเกี่ยวข้องกับคนเยอะเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสผิดพลาดได้มาก เราจึงควรยอมเหนื่อยให้มากในช่วงเตรียมตัวและวางแผน จะได้ไม่ต้องเหนื่อยมานั่งแก้ไขปัญหาเอาหน้างาน

“The hard way is the fast way. Do it right the first time and you won’t have to do it over the next time.”
-James Clear

อาจต้องฝืนธรรมชาติอยู่บ้าง แต่บางครั้งทางที่ยากที่สุดคือทางที่เร็วที่สุดครับ

วิธีวิ่งเร็ว-ทำงานเก่ง

วันก่อนผมผ่านไปเจอบทความหนึ่ง ซึ่งเสียดายว่าไม่ได้เซฟเก็บเอาไว้เลยไม่สามารถแปะแหล่งอ้างอิงได้ แต่ไอเดียมีประโยชน์มาก เลยขอนำมาเล่าสู่กันฟังตรงนี้ครับ

ผู้เขียนเล่าว่า ตอนที่เขาสมัครเข้าชมรมกรีฑาตอนมัธยมปลาย พ่อได้บอกเคล็ดลับเขาไว้อย่างหนึ่ง

“มองหาคนที่วิ่งเร็วที่สุดในกลุ่ม แล้วพยายามวิ่งตามเขาให้ทัน” (Find the fastest runner on the track and try to keep up with him)

ซึ่งเมื่อเขาทำตามคำแนะนำของพ่อ เขาก็กลายมาเป็นนักวิ่งที่ผลงานดีลำดับต้นๆ ในชมรม

พอเรียนจบออกมาทำงาน เขาจึงใช้หลักการเดียวกัน คือหาคนที่ฉลาดที่สุดในแผนกแล้วพยายามตามเขาให้ทัน – find the smartest person in the department and try to keep up with him or her.

เป็นวิธีที่น่าจะเหนื่อยน่าดู แต่ก็น่าจะพาให้ชีวิตเราไปได้เร็วขึ้นนะครับ

10 เทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในปี 2023

ทุกปี MIT Technology Review จะออกมาประกาศเทคโนโลยี 10 อย่างที่สำคัญที่สุดในปีนั้น

ของปี 2023 นี้จะมีอะไรบ้าง มาดูกันนะครับ

  1. ใช้ CRISPR ตัดต่อยีนส์เพื่อควบคุมคอเลสเตอรอล – CRISPR (อ่านว่าคริสเปอร์) เป็น gene-editing tool ที่ใช้รักษาโรคทางพันธุกรรมที่หายาก แต่ตอนนี้ CRISPR เริ่มเป็นที่แพร่หลายจนถูกนำมาใช้รักษาโรคที่พื้นฐานมากขึ้นเช่นคอเลสเตอรอลสูงได้แล้ว
  2. AI ที่วาดรูปได้ – เราสามารถใช้เครื่องมือของ Google และ OpenAI ที่เนรมิตภาพออกมาได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีด้วยการพิมพ์คำอธิบายสั้นๆ ลงไปว่าต้องการภาพแบบไหน
  3. การออกแบบชิป (chip) ที่ไม่เหมือนเดิม – ที่ผ่านมาผู้ผลิตจะต้องซื้อลิขสิทธิ์ในการผลิตไมโครชิปจากผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่เจ้า แต่ตอนนี้มี open standard ตัวใหม่ชื่อว่า RISC-V ซึ่งทำให้ผู้ผลิตไม่ต้องพึ่งพา chip designers เจ้าตลาดอีกต่อไป
  4. โดรนทางการทหาร – ที่ผ่านมาโดรนที่ใช้ในกองทัพนั้นเป็นสิ่งที่ประเทศเล็กๆ เข้าไม่ถึงเนื่องด้วยราคาที่แพงและกฎหมายควบคุมการส่งออกที่เข้มงวด แต่เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาทำให้หลายบริษัทสามารถสร้างโดรนสู้รบได้ในราคาที่ย่อมเยาลงมาก
  5. การจ่ายยาทำแท้งผ่าน telemedicine – ในปีที่ผ่านมา หลายรัฐในอเมริกาแบนคลินิกทำแท้ง ผู้ที่ต้องการทำแท้งจึงต้อง “หาหมอ” ผ่านวีดีโอคอลและให้หมอสั่งยาส่งมาจากอีกรัฐหนึ่ง
  6. อวัยวะ on demand – ทุกวันจะมีคนไข้ 17 คนต้องเสียชีวิตลงเพราะไม่มีอวัยวะเปลี่ยน แต่เทคโนโลยีปัจจุบันสามารถปลูกถ่ายอวัยวะจากหมูที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรม รวมถึงการสร้างปอดด้วย 3D-printing โดยใช้เซลล์ของคนไข้เป็นหมึกพิมพ์
  7. รถ EV จะมาแน่ เพราะแบตเตอรี่รถราคาถูกลง และรัฐบาลในหลายประเทศได้ออกกฎหมายที่เข้มข้นขึ้นในการควบคุมรถที่ใช้น้ำมัน ส่วนผู้ผลิตรถหลายรายก็ได้ออกมาประกาศว่าจะมุ่งไปสู่การผลิตรถไฟฟ้าทั้งหมด
  8. กล้องโทรทัศน์อวกาศ James Webb ถูกสร้างขึ้นเพื่อสืบทอดภารกิจของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ในการสำรวจเอกภพ มันถูกส่งออกไปเมื่อปลายปี 2021 และถ่ายรูปภาพอันน่าตะลึงมากมายส่งกลับมายังโลก นี่ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของวงการดาราศาสตร์
  9. การวิเคราะห์ DNA ของมนุษย์ยุคดึกดำบรรรพ์ – แต่ก่อนนี้การจะทำ genome sequencing จำเป็นต้องมีกระดูกหรือฟันของคนในยุคนั้น แต่เครื่องมือสมัยใหม่ละเอียดพอที่จะวิเคราะห์ DNA โดยใช้เพียง sample จากดินที่โดนคนยุคก่อนปัสสาวะใส่!
  10. การรีไซเคิลแบตเตอรี่ – เมื่อรถ EV มีมากขึ้น ความต้องการแบตเตอรี่ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว หลายบริษัทกำลังสร้างโรงงานที่จะนำแบตเตอรี่เก่ามารีไซเคิลแล้วส่งไปให้กับผู้ผลิตแบตเตอรี่ lithium-ion ซึ่งจะทำให้ต้นทุนแบตเตอรี่ถูกลงกว่าเดิมและลดขยะอันตรายได้อีกด้วย

ขอบคุณเนื้อหาจาก MIT Technology Review: 10 Breakthrough Technologies 2023