วุ้นแปลภาษาที่เรียกว่าความสัมพันธ์

ในการ์ตูนโดราเอมอน จะมีของวิเศษอย่างหนึ่งที่ว้าวมาก นั่นคือวุ้นแปลภาษา

พอกินวุ้นเข้าไปแล้ว จะสามารถคุยกับคนทุกชาติทุกภาษาได้ แม้แต่กับสิงสาราสัตว์ก็คุยรู้เรื่อง

วันก่อนนี้ผมเขียนเรื่อง “วิธีให้ฟีดแบ็คลูกน้องแบบ Radical Candor” ซึ่งเน้นว่าลูกน้องต้องรู้ก่อนว่าเราแคร์ เราถึงจะพูดตรงๆ กับเขาได้

เพราะความหมายไม่ได้อยู่แค่ในคำพูด แต่อยู่ในคนพูดด้วย

ถ้าเรารู้ว่าคนพูดนั้นแคร์ เราย่อมแปลความไปในทางบวก

ถ้าเรารู้ว่าคนพูดนั้นไม่แคร์ เราย่อมแปลความไปในทางลบ แม้ว่าจะใช้คำพูดเดียวกันก็ตาม

เพราะสิ่งที่ประกอบอยู่ในถ้อยคำ คือโทนเสียง สีหน้าท่าทาง และพลังงานที่ปล่อยออกมา

ความสัมพันธ์จึงเป็นวุ้นแปลภาษาที่ทรงพลังอย่างมาก

ฝรั่งมีประโยคที่ว่า It’s not what you say, it’s how you say it – พูดอะไรไม่สำคัญเท่าพูดอย่างไร

ผมอยากเสริมอีกหนึ่งประโยค – It’s not what you say, it’s who says it – พูดอะไรอาจไม่สำคัญเท่าใครเป็นคนพูด

เรื่องบางเรื่องที่บ้าน คนในครอบครัวพูดกลับไม่ฟัง แต่ให้คนนอกพูดเขากลับฟัง

เรื่องบางเรื่องที่ทำงาน เราพูดแล้วบางคนไม่(ยอม)เข้าใจ แต่พอให้นายใหญ่พูดเขากลับเข้าใจได้ง่ายดาย

ถ้าเรารู้สึกว่าไม่อาจเข้าถึงใครบางคน คงต้องกลับมาสำรวจตัวเราก่อน ว่ามีวิธีพูดที่ดีกว่านี้มั้ย

แต่ถ้าปรับแล้วยังไม่เห็นผล อาจต้องลองเปลี่ยนคนพูดแล้วล่ะครับ


ขอบคุณภาพจาก Doraemon Wiki : Translation Tool

วิธีให้ฟีดแบ็คลูกน้องแบบ Radical Candor

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสจัดเวิร์คช็อปหัวข้อ Deliver Constructive Feedback with Radical Candor ให้กับหัวหน้าทีมประมาณ 20 คนที่บริษัท

โจทย์ในการทำเวิร์คช็อปครั้งนี้คือการเพิ่มเครื่องมือให้คนที่ต้องฟีดแบ็คลูกน้องด้วยความตรงไปตรงมาโดยที่ลูกน้องไม่โกรธไม่เกลียดเรา

ปัญหาหนึ่งที่หัวหน้าชาวไทยน่าจะลำบากใจที่สุด คือการบอกน้องว่าต้องปรับปรุงเรื่องอะไรบ้าง โดยเฉพาะน้องที่ยังทำงานได้ไม่ดี และที่ยากกว่านั้นคือน้องที่ทำงานได้ดีแต่มีนิสัยบางอย่างที่ทำให้เพื่อนร่วมงานอึดอัด

หัวหน้าจำนวนไม่น้อยรู้สึกไม่ comfortable ที่จะให้ฟีดแบ็คน้องตรงๆ เพราะกลัวลูกน้องเสียใจ กลัวน้องลาออกแล้วทีมจะเดือดร้อน กลัวน้องจะไม่ชอบเรา กลัวน้องเถียงกลับ และกลัวอื่นๆ อีกมากมาย

หัวหน้าบางคนจึงเลือกที่จะเงียบ หรือหากจะพูดก็อ้อมค้อมจนน้องไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วหัวหน้าต้องการจะสื่ออะไรกันแน่

ผมเลยเอาเฟรมเวิร์คที่ได้จากหนังสือ Radical Candor ของ Kim Scott มาเล่าให้ฟัง

การให้ฟีดแบ็คของหัวหน้ามีอยู่ 4 ประเภท

ไม่ตรงและไม่แคร์ อันนี้คือเอาไปพูดลับหลังเสียๆ หายๆ

ตรงแต่ไม่แคร์ ออกแนวขวานผ่าซากหรือไม่ถนอมน้ำใจ บางคนที่เคยมีหัวหน้าชาวต่างชาติอาจจะเคยเจอมาแล้ว

แคร์แต่ไม่ตรง หัวหน้าคนไทยส่วนใหญ่น่าจะติดปัญหานี้ คือเป็นห่วงเป็นใยแต่ไม่กล้าบอกตรงๆ น้องก็เลยไม่รู้ตัวและไม่มีโอกาสปรับปรุง เข้าข่ายพ่อแม่รังแกฉัน ส่วนคนอื่นๆ ในทีมก็คาใจว่าทำไมหัวหน้าไม่ทำอะไรเลย

แคร์และตรง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Radical Candor คือเราต้องแสดงออกให้เขารู้ก่อนว่าเราแคร์นะ เมื่ออีกฝ่ายมีความเชื่อมั่นเพียงพอว่าสิ่งที่เราบอกนั้นเป็นความปรารถนาดี เขาก็จะยอมรับฟีดแบ็คของเราได้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งการจะทำให้เขารู้ว่าเราแคร์นั้น หนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดคือการสร้างความสัมพันธ์ผ่านการ One on One ซึ่งผมเคยเขียนเอาไว้อย่างละเอียดในบทความ “4 เหตุผลที่หัวหน้าควรมี 1:1 กับลูกน้องทุกเดือน” ส่วนถ้าใครจะเสริมความสัมพันธ์ด้วยการพาไปกินกาแฟ เลี้ยงข้าว ก็ทำได้เช่นกัน

เมื่อมีความสัมพันธ์และมีความเชื่อใจกันระดับหนึ่งแล้ว วิธีการให้ฟีดแบ็คแบบ Radical Candor จะมีสูตรที่เรียกว่า CORE

C – Context สถานการณ์คืออะไร
O – Observation สิ่งที่เราสังเกตเห็นคืออะไร
R – Result ผลลัพธ์เป็นอย่างไร
E – nExt Step สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คืออะไร

บางคนอาจจะเคยได้ยินสูตรที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กันเช่น SBI (Situation, Behavior, Impact) หรือ STAR (Situation, Task, Action, Result) ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายๆ กันหมด

สิ่งสำคัญของทั้งสามสูตรนี้ ก็คือเราจะเน้นที่การกระทำ ไม่ใช่ตัวบุคคล

เพราะหากเราตำหนิว่าน้องไม่ดี น้องจะปกป้องตัวเองทันที หูจะอื้อ ไม่ค่อยได้ยินสิ่งที่เราพูดแล้ว

แต่หากเราพูดถึงเรื่องการกระทำและผลลัพธ์ที่ตามมา มันจะเป็นการแยกตัวน้องออกจากการกระทำนั้น ให้เขาได้กระเถิบออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์ว่าการกระทำที่ว่ามันนำไปสู่ผลลัพธ์อะไรบ้าง

แน่นอนว่าแม้จะใช้สูตร CORE แล้ว แต่น้องบางคนก็อาจจะยังไม่ยอมรับหรือเถียงกลับอยู่ดี แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา น้องส่วนใหญ่จะรับฟังและอยากนำไปปรับปรุงต่อ

การให้ฟีดแบ็คลูกน้องว่าต้องปรับปรุงอย่างไรเป็นงานที่ไม่ได้มีใครชอบ แต่ในฐานะหัวหน้ามันคือหนึ่งในงานที่สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นเครื่องมือในการสร้างคน ในการสร้างทีม และในการสร้าง culture ที่ดี

เป็นหัวหน้าต้องกล้าที่จะถูกเกลียด และกล้าเผชิญบรรยากาศอึดอัดที่อาจตามมา เมื่อไหร่ที่ท้อหรือเหนื่อยล้าให้ท่องเอาไว้ว่า 30% ของเงินเดือนคือค่าอดทน

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ

บทเรียนที่ Jack Welch ได้รับจากเหตุการณ์เฉียดตาย

Jack Welch เป็นหนึ่งในผู้บริหารที่โด่งดังที่สุดในยุค 90’s และ Y2K

เวลช์คืออดีต CEO ของ GE (จีอี) หรือ General Electric ซึ่งเคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในปี 1995 เวลช์มีอาการหัวใจวาย จนต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินและรอดชีวิตมาได้

เคยมีเพื่อนถามเวลช์ว่า ก่อนเข้าห้องผ่าตัด เวลช์ตระหนักอะไรได้บ้างจากเหตุการณ์เฉียดตายครั้งนั้น

เวลช์ตอบว่าความคิดที่แล่นมาในหัวของเขาในตอนนั้นก็คือ

“Damn in, I didn’t spend enough money.”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่า ณ วินาทีแห่งความเป็นความตาย CEO บริษัทที่ใหญ่โตที่สุดในโลกกลับคิดเสียดายว่าที่ผ่านมาตัวเองใช้จ่ายเงินน้อยไปหน่อย

เวลช์อธิบายเพิ่มเติม:

“เราทุกคนล้วนเป็นผลผลิตจากพื้นเพของเรา ตอนเด็กๆ ผมยากจนมาก โตขึ้นผมเลยกลายเป็นคนที่ค่อนข้างขี้เหนียว ถ้าจะซื้อไวน์ผมก็จะซื้อไวน์ราคาถูกตลอด เวลาสั่งไวน์ที่ร้านอาหารผมจะดูราคาก่อนเสมอ ตอนที่ผมรู้ตัวว่าความตายรออยู่ตรงหน้า ผมตั้งปณิธานเอาไว้เลยว่าจากนี้ไปผมจะไม่ยอมซื้อไวน์ราคาถูกกว่า $100 อีกเด็ดขาด นั่นคือบทเรียนสำคัญที่ผมได้จากประสบการณ์ครั้งนั้น”

ความประหยัดมัธยัสถ์เป็นเรื่องดี เพราะมันจะทำให้เราสามารถเก็บหอมรอมริบและมีความมั่นคงในอนาคต

แต่ดีเกินดีคือไม่ดี หากเราเอาแต่เก็บเงินโดยไม่ใช้มันเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองและคนที่เรารักบ้างเลย เงินที่เรามีก็ย่อมสูญเสียความหมายและคุณค่าอย่างที่มันควรจะเป็น

สิ่งที่ผมเชื่อก็คือนิสัยเรื่องการใช้จ่ายเงินนั้นถูกหล่อหลอมมาตั้งแต่เรายังเด็ก แม้เวลาจะผ่านพ้นไป บริบทจะเปลี่ยนไป และฐานะทางการเงินเราจะดีขึ้นมาก แต่เราอาจจะยังติดนิสัยเดิมๆ ที่ยังประหยัดเกินความจำเป็นอยู่ก็ได้

ความสนุกและท้าทายคือเราจะบริหารความสัมพันธ์ที่เรามีกับเงินอย่างไร เพื่อให้มันสร้างความมั่นคงกับเราในอนาคตโดยไม่ปล้นความสุขในปัจจุบันไปจนเกินควรครับ


ขอบคุณคำตอบของ Jack Welch จาก The New Yorker: Was Jack Welch the Greatest C.E.O. of His Day — or the Worst?

3 เคล็ดลับจับผิดคนโกหก

การโกหกกับมนุษย์เป็นของคู่กัน

คนเราโกหกเพราะอยากดูดี หรือไม่ก็เพราะไม่อยากดูไม่ดี งานวิจัยชิ้นหนึ่งเมื่อปี 2002 พบว่ามีคนถึง 60% ที่โกหกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในการสนทนา 10 นาที

การโกหกนั้นย่อมมีความร้ายแรงแตกต่างกันไป ตั้งแต่โกหกที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนและทำให้อีกฝ่ายสบายใจ ไปจนถึงการแอบมีกิ๊กหรือฉ้อโกง

High-Value Detainee Interrogation Group ที่เชี่ยวชาญเรื่องการสอบสวนผู้ต้องหาหรืออาชญกร ได้ตีพิมพ์งานวิจัยออกมาเมื่อปี 2016 เพื่ออธิบายถึงหลักการสำคัญในการสอบสวนให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริง

งานวิจัยนี้ได้บอกถึง 3 เคล็ดลับของการจับผิดคนโกหกเอาไว้ด้วย

1.ให้เขาพูดเยอะๆ – เพราะคนโกหกต้องสร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา หากยิ่งต้องพูดเยอะ ก็ยิ่งมีโอกาสที่จะสร้างเรื่องไม่ทัน หรือถึงจะสร้างทันก็ไม่น่าเชื่อถือ

หน้าที่ของเราคือการเป็นผู้ฟังที่ดี ถามโน่นถามนี่ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าอยากจะจับผิดจริงๆ ให้ลองตั้งคำถามที่คาดไม่ถึง

เพราะคนโกหกมักจะเตรียมสคริปต์รอเอาไว้แล้ว หากเราถามอะไรที่ไม่อยู่ในสคริปต์ ก็จะทำให้เขาหลุดได้โดยง่าย เช่นถ้าแฟนบอกว่าไปนอนบ้านเพื่อน ให้ลองถามแฟนว่านอนห้องไหน ในห้องหน้าตาเป็นยังไง

2.สังเกตอารมณ์ที่ขาดหายไป – เวลาคนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เขามักจะมีอารมณ์สอดแทรกอยู่ในนั้นด้วย เช่นถ้าวันนั้นฝนตก เขามักจะบรรยายถึงความเฉอะแฉะหรืออารมณ์เสียเวลารถวิ่งผ่านแล้วไม่ชะลอจนน้ำสาดใส่กางเกง

แต่สำหรับคนที่สร้างเรื่องขึ้นมา เขาจะใช้หลักการและเหตุผลเป็นหลักเพื่อให้เรื่องดูน่าเชื่อถือ เรื่องที่เขาเล่าจึงจะไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ เช่นถ้าจะเล่าเรื่องฝนตก เขาก็อาจจะเล่าแค่ว่าเขาพกร่มไปด้วย

3.ถามตอนเขายุ่งๆ – การสร้างเรื่องโกหกขึ้นมานั้นต้องออกแรงสมองพอสมควร ยิ่งโกหกมาก cognitive load ก็ยิ่งสูง ดังนั้นลองชวนเขาคุยตอนทำอย่างอื่นอยู่ เช่นตอนขับรถ หรือไม่ก็ให้เขาลองเล่าเรื่องย้อนถอยหลังซึ่งต้องออกแรงสมองมากกว่า

ก็ได้แต่หวังว่าเราจะไม่ต้องใช้เทคนิคเหล่านี้บ่อยนัก แต่ถ้าถึงคราวจำเป็นจริงๆ ก็ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Big Think: 3 rules to catch a liar

นิทานกล่องมหัศจรรย์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครอบครัวหนึ่งเพิ่งลงมาจากดอยและได้มาเดินห้างเป็นครั้งแรก ทุกสิ่งทุกอย่างดูแปลกตาและน่าอัศจรรย์ไปหมด

ลูกชายวัย 15 เดินมาหยุดอยู่หน้ากล่องเหล็กขนาดใหญ่ที่มีประตูเปิดปิดได้ ลูกชายจึงถามพ่อว่ามันคืออะไร

พ่อผู้ไม่เคยเห็นลิฟต์มาก่อนก็ตอบไปตรงๆ ว่าพ่อก็ไม่รู้เหมือนกัน

ระหว่างที่ยืนจ้องกล่องเหล็กอยู่นั้น ก็มีคุณยายนั่งรถเข็นวีลแชร์เข้าไปในกล่อง

เมื่อประตูปิด พ่อและลูกชายก็จ้องดูไฟที่ค่อยขยับจากเลข 1 จนไปถึงเลข 5 แล้วค่อยๆ ขยับลงมาที่เลข 1 อีกครั้ง

เมื่อประตูเปิดออก ก็มีสาวสวยหุ่นดีเดินออกมา

ระหว่างที่เหลียวมองสาวคนนั้นเดินจากไป พ่อก็เอ่ยปากกับลูกว่า

“ไปเรียกแม่มาที”