คนที่รู้คุณคน

เช้านี้ผมได้ดูวีดีโอวัยเด็กของ Erling Haaland นักเตะทีมชาตินอร์เวย์

สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลจะรู้ว่าฮาแลนด์เป็นกองหน้าทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่กำลังเดินหน้าทำลายสถิติเป็นว่าเล่น

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ฮาแลนด์เพิ่งทำสถิติยิง 32 ประตูในพรีเมียร์ลีกเทียบเท่ากับที่ Mohamed Salah เคยยิงให้ลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2017/2018

แต่ฤดูกาลนี้ยังเหลือแมทช์พรีเมียร์ลีกอีก 8 นัด ดังนั้นถ้าไม่เจ็บไปเสียก่อน ฮาแลนด์น่าจะทำลายสถิติของซาล่าห์ได้ไม่ยาก

ความคลาสสิคก็คือพ่อของฮาแลนด์ – อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ ก็เคยเป็นนักเตะของแมนซิตี้และทีมชาตินอร์เวย์เช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือฮาแลนด์ดูเป็น “ผู้ใหญ่” กว่าผู้เล่นวัยเดียวกัน แม้จะเก่งระดับปีศาจแต่ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยอีโก้ เขาเป็นนักบอลที่ใจกว้าง ถ้าเห็นเพื่อนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ก็พร้อมจะส่งบอลให้เพื่อนยิงเสมอ

กลับมาที่วีดีโอของฮาแลนด์วัยเด็กที่ผมได้ดูเมื่อเช้านี้

หลังจบเกมทีมเยาวขน นักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์ฮาแลนด์

(นักข่าว: “What’s your dad’s name?”)

ฮาแลนด์: “Alf-Inge Haaland”

นักข่าว: “That’s right. You’re named Erling and you scored two goals. Where did you learn this? From your dad?”

ฮาแลนด์: “I don’t know. By myself.”

นักข่าว: “He doesn’t get the credit for it?”

ฮาแลนด์: “No, but for everything else.”

นี่คือคำที่ออกจากปากเด็ก 13 ขวบ

ฮาแลนด์เป็นกองหน้า ส่วนพ่อของฮาแลนด์เคยเป็นกองกลางและกองหลัง ดังนั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมฮาแลนด์ถึงบอกว่าเขาฝึกฝนด้วยตนเองจนวันนี้ยิงได้ 2 ประตู

แต่เขาปิดท้ายว่า “…but for everything else” – ความหมายก็คือทุกอย่างที่เหลือที่ฮาแลนด์มีและเป็นอยู่ทุกวันนี้ เขาได้มาจากพ่อทั้งนั้น

ถ้าผมเป็นอัลฟ์-อิงเก้ ผมคงปลื้มน่าดู ว่าเราไม่ได้แค่เลี้ยงลูกให้เป็นนักฟุตบอลที่ดี แต่เรายังเลี้ยงลูกให้เป็นคนที่ใช้ได้อีกด้วย

เวลาชีวิตกำลังไปได้สวย เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันเกิดจากฝีมือของเราล้วนๆ

แต่มนุษย์ไม่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว เก่งและขยันคนเดียวไม่อาจบินสู่ที่สูง คนหนึ่งคนจะสำเร็จได้ต้องอาศัยใครบางคนเป็นลมใต้ปีกเสมอ

หากเรารู้คุณคน เราจะไม่ลืมตน และไม่ลืมคนสำคัญที่ทำเพื่อเราตลอดมาครับ

เขียน To Do List ลงกระดาษด้วยลายมือบรรจง

เทคนิคหนึ่งที่ผมเริ่มทำในช่วงปิดสงกรานต์ คือการกลับมาเขียน To Do List

จริงๆ แล้ววันหยุดไม่ต้องเขียน To Do List ก็ได้ เพราะไม่มีอะไรให้ทำมากขนาดนั้น แต่เมื่อทำแล้วพบว่ามีประโยชน์ เลยอยากมาเล่าให้ฟัง

“เขียน To Do List ลงกระดาษด้วยลายมือบรรจง” มีสามองค์ประกอบ

1. เขียน To Do List – เป็นการสร้างเจตนาและจุดมุ่งหมายว่าวันนี้ – หรือ 10 นาทีต่อจากนี้ – เราจะทำอะไรบ้าง มันช่วยให้เรามีทิศทางที่เราจะมุ่งไป เป็นเหมือน GPS ที่ช่วยให้เราไม่หลงไปกับ distractions ต่างๆ

2. ลงกระดาษ – หลายคนใช้ To Do List app หรือจดลงคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีประโยชน์ตรงที่เรา capture ทุกอย่างที่เข้ามาในหัวได้ (ตามแบบฉบับ Getting Things Done ของ David Allen) แต่ผมค้นพบว่าการเขียนลงกระดาษอีกครั้งช่วยให้สิ่งที่เราจะทำมันจับต้องได้มากกว่า และมีปริมาณที่สมเหตุสมผลมากกว่า เพราะกระดาษนั้นมีพื้นที่จำกัด ไม่เหมือน application ที่เขียนอะไรได้ไม่จำกัด ซึ่งไม่สอดคล้องกับ finitude ในตัวเรา

3. ด้วยลายมือบรรจง – ผมเป็นคนลายมือหวัดเป็นทุนเดิม เวลาเขียน To Do List ความคิดมักจะโลดแล่นเลยทำให้เขียนแต่ละเรื่องแบบเร็วๆ และอ่านยาก แต่ผมค้นพบว่าการเขียนแต่ละข้อให้ช้าลง มี verb+object ชัดเจน ด้วยความตั้งใจและให้อ่านง่าย มันสร้างความ “หนักแน่น” และ “รอบคอบ” ให้กับสิ่งที่เราจะทำ ซึ่งส่งผลให้ตอนลงมือทำจริงนั้นหนักแน่นและรอบคอบตามไปด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า How you do anything is how you do everything.

วันนี้วันแรกของการกลับมาทำงานของหลายคน

ขอให้ทำงานอย่างมีความสุขและมีสติตลอดวันครับ

หาความรู้แบบสล็อตแมชชีน

ผมมักจะตั้งคำถามอยู่เสมอว่า เวลาเราหยิบมือถือขึ้นมา เรากำลังมองหาอะไร

แน่นอนว่าบางครั้งก็มีจุดหมายแน่ชัด คือเอาไว้สื่อสารและทำงาน

แต่หลายครั้งเราทำไปเพราะความเคยชิน หรือเพราะคนรอบตัวเล่นมือถือ เราก็เลยต้องหยิบขึ้นมาเล่นบ้างเพื่อหลบหลีกความอึดอัด

เมื่อเข้ามือถือโดยไม่มีจุดหมายแน่ชัด นิ้วโป้งที่ไถไปจึงคล้ายคันโยกบนสล็อตแมชชีน สายตาคอยจับจ้องว่าจะเจอแจ็คพ็อตบ้างหรือไม่

แจ็คพ็อตสำหรับบางคนคือความบันเทิง และสำหรับบางคนคือความรู้

การเข้ามือถือเพื่อความบันเทิงคงไม่ต้องอภิปรายมากนัก มันคงคล้ายกับการดูทีวีสมัยก่อนที่กดไล่ช่องไปเรื่อยๆ จนเจอสิ่งที่น่าสนใจ

แต่การเข้ามือถือเพื่อหาความรู้ ผมว่าเป็นเรื่องน่าพูดคุย

สมัยก่อน ถ้าเราอยากรู้เรื่องอะไร เราก็จะไปถามคนที่รู้เรื่องนั้น หรือเข้าห้องสมุดเพื่อค้นคว้า

คำถามมาก่อน แล้วเราจึงออกหาคำตอบทีหลัง

สมัยนี้ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยากรู้เรื่องอะไร เราแค่ไถฟีดไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าจะได้อ่าน-ได้ดูบางสิ่งบางอย่างที่จะทำให้เราฉลาดและเข้าใจโลกมากกว่านี้

การอ่านโซเชียลเพื่อได้ความรู้ จึงเป็นการได้คำตอบโดยที่เราไม่ได้ตั้งคำถาม เพราะมีคน (จริงๆ คือ AI) ถามและตอบมาให้แล้วเสร็จสรรพ

วิธีการแบบนี้ก็สะดวกดี แต่ก็มีสิ่งที่ควรระวังอยู่ 2-3 ประการ

หนึ่ง คำตอบที่ได้มามีความสะเปะสะปะ ไม่เป็นองค์รวม ต่อยอดลำบาก คล้ายกับเบี้ยหัวแตกที่เอาไปซื้ออะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้

สอง คำตอบมักจะมาแบบสั้นๆ ย่อยมาแล้วให้เข้าใจง่าย (เพราะยิ่งง่ายคนยิ่งแชร์เยอะ) คำตอบเหล่านี้จึงอาจไม่ได้ทำให้เราลุ่มลึกขึ้นเท่าไหร่ เราอาจกลายเป็นคนที่รู้กว้างแต่ไม่กระจ่างสักอย่างเดียว

สาม เมื่อถูกป้อนคำตอบจนเคยชิน เราอาจสูญเสียความสามารถในการตั้งคำถาม โดยเฉพาะคำถามที่สำคัญสำหรับชีวิต

เมื่อเราไม่อาจเลิกเล่นมือถือได้ง่ายๆ วิธีลดความเสี่ยงที่กล่าวมา คือแทนที่จะหาความรู้แบบสล็อตแมชชีน เราควรหาความรู้แบบอ่านหนังสือพิมพ์

ยุคที่หนังสือพิมพ์เฟื่องฟู เราจะรู้เลยว่าจะเปิดไปหน้าไหนก่อน

อย่างผมถ้าได้ไทยรัฐมา ผมจะหยิบท่อนสองขึ้นมาดูหน้าแรกเพื่ออ่านข่าวกีฬา จากนั้นถ้าอยากดูโปรแกรมหนังก็เปิดสองหน้าจากด้านหลังแล้วอ่านหน้าซ้าย ถ้าอยากอ่านคอลัมน์กิเลน ประลองเชิง (และก่อนหน้านั้นคือมังกรห้าเล็บ) ก็จะอยู่ในหน้าแรกๆ มุมขวาล่าง

หนังสือพิมพ์อีกฉบับที่ผมเคยเป็นแฟนเหนียวแน่น คือมติชนวันอาทิตย์หน้า 14 ที่แนะนำให้ผมรู้จักกับประภาส ชลศรานนท์ ‘ปราย พันแสง บินหลา สันกาลาคีรี เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย และบัวไร

เราสามารถใช้มือถือแบบเดียวกันได้ คือตั้งเป้าก่อนว่าอยากอ่านงานเขียนของใคร แล้วก็เข้าไปที่หน้าของเขาเลย พี่ที่ผมเคารพนับถือคนหนึ่งก็ใช้โซเชียลมีเดียแบบนี้ คือไม่ได้เป็น friend กับใคร แต่จะเข้าเพจของสื่อที่เขาเชื่อมั่นเพื่อติดตามความเป็นไปของโลก

แน่นอนว่าวิธีแบบนี้ย่อมขัดกับความเคยชิน แต่ก็เป็นเทคนิคที่ควรพิจารณา ยิ่งเดี๋ยวนี้ algorithm ชอบส่งอะไรมาเต็ม home feed ไปหมด

ใช้มือถือหาความรู้แบบอ่านหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่แบบเล่นสล็อตแมชชีน

เพราะเราไม่ควรปล่อยให้สติปัญญาเติบโตไปตามยถากรรมครับ

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังอ่าน Four Thousand Weeks ครบ 1 ปี

Four Thousand Weeks | Time Management for Mortals เป็นหนังสือที่เขียนโดย Oliver Burkeman ชาวอังกฤษ ตีพิมพ์เมื่อปี 2021

Four Thousand Weeks ได้รับการแปลเป็นไทยโดยอมรินทร์ How to ภายใต้ชื่อ “ชีวิตเรามีแค่สี่พันสัปดาห์” เมื่อปลายปี 2022 และติดอันดับ Bestseller อย่างรวดเร็ว

ซึ่งถือเป็นเรื่องน่ายินดีที่คนไทยได้อ่านหนังสือเล่มนี้กันมากขึ้น เพราะตอนที่ผมคิดจะอ่าน Four Thousand Weeks ฉบับภาษาอังกฤษ ผมหาซื้อในเมืองไทยไม่ได้ ต้องสั่งออนไลน์จากเว็บ Book Depository และต้องรออยู่หลายเดือนกว่าหนังสือจะมาส่ง

ผมอ่าน Four Thousand Weeks จบภายใน 2 สัปดาห์เมื่อเดือนมีนาคม 2022 และใช้เวลาอยู่นานนับเดือนกว่าจะตกผลึกพอที่จะเขียนบทความ “17 บทเรียนจาก Four Thousand Weeks หนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2022

เวลาล่วงเลยมา 1 ปีแล้ว มีเวลาว่างช่วงหยุดสงกรานต์ จึงนึกครึ้มอกครึ้มใจอยากเขียนรีวิว

ไม่ใช่รีวิวหนังสือ แต่รีวิวชีวิตตัวเอง เพื่อให้ผู้ติดตาม Anontawong’s Musings ได้พอเห็นภาพว่า Four Thousand Weeks นั้นได้เปลี่ยนมุมมองและการกระทำของผมไปอย่างไรบ้างในรอบ Fifty Two Weeks ที่ผ่านมาครับ

1.กระบวนการ “ถอนพิษ” ที่บังคับให้เราสบตากับความจำกัดของชีวิต

คนที่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นอย่างยิ่ง คือคนที่หลงใหลหรือหมกมุ่นกับการเป็นคน productive เพื่อจะได้มี work-life balance ที่ดี

ถ้าคุณอ่านหนังสืออย่าง Eat That Frog, Getting Things Done, The 7 Habits of Highly Effective People, Atomic Habits คุณควรอ่าน Four Thousand Weeks มากกว่าใครเพื่อน

เพราะมันจะช่วย “ถอนพิษ” และ “ปรับสมดุล” ให้กับมายด์เซ็ตของคุณ

เพื่อนร่วมงานชาวสิงคโปร์ของผมคนหนึ่งเป็นคนอ่านหนังสือเยอะมาก ตอนที่เขามาเริ่มงานใหม่ๆ ผมเล่าให้เขาฟังว่าผมเพิ่งอ่าน Four Thousand Weeks จบ เพื่อนร่วมงานคนนี้บอกว่าเขาก็ได้อ่านแล้วเหมือนกัน

แล้วเขาก็เอ่ยประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ไม่มีวันลืม:

“He’s basically saying that everything you know about time management is wrong.”

อาจฟังดูโอเวอร์ไปนิด แต่ก็เป็นบทสรุปรวบยอดที่เหมาะสมสำหรับหนังสือ Four Thousand Weeks

Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือชี้ให้เราเห็นว่า ที่เราพยายามจะ productive กันอยู่นี้ เพราะว่าเราไม่อยากสบตากับความจริงที่ว่าสักวันหนึ่งเราต้องตาย

ความจริงของชีวิตคือความจำกัดของมัน (finitude) แต่เราไม่สบายใจกับความจริงข้อนี้ เราเลยพยายามสร้างความไม่จำกัด (infinite) ด้วยการหาวิธีทำอะไรให้ได้เยอะที่สุด ภายในเวลาที่น้อยที่สุด

.

2.เกิดอาการ “ช็อคน้ำ”

ประเด็นที่ทำให้ผม “สลดใจ” ได้มากที่สุดในหนังสือเล่มนี้ ก็คือเมื่อเราพยายามใช้เวลาให้คุ้มค่า ไม่ว่าจะกับเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัวก็แล้วแต่ เราก็กำลัง “ใช้ชีวิตเพื่อวันพรุ่งนี้” อยู่

สำหรับคน productive ที่พยายามใช้เวลาไปกับ “สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” (Q2) ทุกอย่างที่เราทำในวันนี้ ก็เพื่อให้เรามีอนาคตที่ดียิ่งขึ้น เราทำงานเพื่อจะได้เก็บเงินสร้างอนาคต เราซ้อมวิ่งเพื่อจะทำลายสถิติเดิม เราอ่านหนังสือเพื่อที่จะได้พัฒนาตัวเอง เราใช้เวลากับลูกเพื่อให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

แต่เมื่อเราทำทุกอย่างเพื่อวันพรุ่งนี้ตลอดเวลา เราก็กำลังตัดโอกาสที่ตัวเองจะได้มีความสุขในวันนี้เช่นกัน

เหมือนคนอดเปรี้ยวไว้กินหวานจนเคยตัว ทุกวันของชีวิตเขาเลยอดเปรี้ยวไปเรื่อยๆ พอวันสุดท้ายมาถึง คิดจะกินหวานก็ไม่ทันการแล้ว

ที่ผมสลดใจ เพราะว่าผมใช้ชีวิตแบบนี้มาโดยตลอด พยายามสร้าง routine/habits ที่ลงตัวที่สุด หา time management system ที่ดีที่สุดเพื่อจะได้ทำงานอย่าง productive และจะได้สร้างอนาคตที่ดีอย่างที่วาดภาพเอาไว้

“วันนี้” จึงกลายเป็นเพียงเครื่องมือของการสร้าง “วันพรุ่งนี้” ที่ดีกว่าเรื่อยไป – จนกว่าเราจะไม่มีวันพรุ่งนี้เหลืออีกแล้ว

เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบใหม่ๆ ผมจึงมีอาการ “ช็อคน้ำ” อยู่ร่วม 2 เดือน – routine และ time management techniques ต่างๆ ที่ผมเคยมั่นใจ ผมทิ้งมันไปเกือบหมด

ถ้าจะเปรียบชีวิตช่วงนั้นให้เห็นภาพก็น่าจะเหมือนคนตกงานที่ไม่โกนหนวดโกนเครา ไม่ออกจากบ้าน นอนแฉะๆ สั่งจั๊งก์ฟู้ดมากินทุกมื้อ (อันนี้แค่เปรียบเปรยนะครับ ไม่ได้ทำจริงๆ) ทำงานแต่ละวันอย่างสะเปะสะปะ และความ productive ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะกลับมาเป็นปกติ

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมว่ามันเป็นกระบวนการหนึ่งที่ผมต้องผ่าน มันคือการถอนรากถอนโคนสิ่งที่ผมเคยยึดมั่นถือมั่น เป็นการทุบตัวเองทิ้งให้แหลกละเอียดเป็นผุยผงเพื่อก่อร่างสร้างตนขึ้นมาใหม่

.

3.ทำเรื่อง “ไร้สาระ” มากขึ้น

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าสิ่งแรกๆ ที่ผมทำหลังอ่าน Four Thousand Weeks จบ คือโหลดเกม Championship Manager 01/02 มาเล่น

เกมนี้อายุยี่สิบกว่าปีแล้ว มันคือการสวมบทบาทผู้จัดการทีมฟุตบอลที่สามารถซื้อ-ขายนักเตะ เพื่อสร้างทีมที่เราอยากเห็น แล้วให้เกมมัน simulate ว่าทีมเราชนะทีมคู่แข่งได้รึเปล่า คนที่เล่มเกมนี้จะรู้จักตัวเทพๆ อย่าง Maxim Tsigalko หรือ Arjen Robben เป็นอย่างดี

เหตุผลที่ผมกลับมาเล่นเกมนี้ใหม่ เพราะสำนึกได้ว่าผมห้ามตัวเองไม่ให้มีความสุขมานานเกินไป ก็เลยคิดว่าควรทำสิ่งที่เคยสร้างความสุขให้ตัวเองอีกครั้ง แม้มันจะไม่ค่อยมีสาระก็ตาม

อีกอย่างที่ผมเริ่มทำ คือดูซีรี่ส์เกาหลีในเน็ตฟลิกซ์กับแฟน ไม่ว่าจะเป็น Extraordinary Attorney Woo (อูยองอู ทนายอัจฉริยะ), Business Proposal (นัดบอดวุ่น ลุ้นรักท่านประธาน) รวมถึงเรื่องดังล่าสุดอย่าง The Glory

การทำสิ่ง “ไร้สาระ” หรือเรื่องไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Q4) คือการถอนพิษของคนที่พยายาม productive ตลอดเวลา

การเล่นเกมหรือการดูซีรี่ส์ ไม่ได้ทำไปเพื่อสร้างอนาคตที่ดีขึ้น แต่เป็นการทำเพื่อความสุขในวันนี้ล้วนๆ

ไม่ได้หมายความว่าการเล่นเกมนานๆ หรือดูซีรี่ส์ติดกันหลายๆ ตอนเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพียงแต่มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และจำเป็นสำหรับผมที่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตแบบมีสาระมานานเกินไปเท่านั้นเอง

.

4.ไม่รีรอที่จะทำความดี เล็กๆ น้อยๆ

แม้จะไม่ใช่หนังสือแนว How To ทั่วไป ในบทท้ายๆ ของหนังสือ Oliver Burkeman ก็ยังใจดีให้ tips & tricks สำหรับการจัดการเวลาในแบบฉบับ Four Thousand Weeks

เช่นการ ‘อย่า’ ทำทีละหลายโปรเจ็คพร้อมกัน (serialize, serialize, serialize) หรือการตัดสินใจล่วงหน้าไปเลยว่าเราจะล้มเหลวในเรื่องอะไร (decide in advance what you want to fail at) เช่นถ้าตอนนี้เรามีลูกเล็ก ก็บอกตัวเองเลยว่าเราจะไม่พยายามจัดบ้านให้เรียบร้อยแบบ KonMari (ขนาด Marie Kondo ยังทำไม่ได้เลย)

แต่คำแนะนำที่ดูผิดที่ผิดทางที่สุด คือคำแนะนำที่ว่า ถ้าอยากทำเรื่องดีๆ เล็กๆ น้อยๆ ให้ทำมันตอนนี้เลย

เช่น เราอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วชอบมาก ให้หาอีเมลหรือเพจของผู้เขียนและส่งข้อความสั้นๆ ไปขอบคุณเขาได้เลย

เพราะสิ่งที่เรามักจะทำกัน คือเราจะรอให้มีเวลาก่อน จะได้บรรจงเขียนข้อความอย่างตั้งใจให้สมน้ำสมเนื้อกับความรู้สึกขอบคุณที่เรามีต่อเขา

แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เราจะหาเวลาแบบนั้นไม่ได้ และข้อความขอบคุณของเราก็ไม่เคยถูกส่งหาผู้เขียนหนังสือเลย

ดังนั้น ถ้ารู้สึกอยากทำเรื่องดีๆ ที่เรารู้ว่าจะสร้างความชุ่มชื่นให้หัวใจ ก็จงทำมันเสียตอนนี้ อย่ารอให้พร้อม เพราะวันที่พร้อมมักไม่เคยมาถึง

ผมลองทำตามคำแนะนำนี้แล้วมันเวิร์คจริงๆ เขียนไปขอบคุณหรือชมคนหลายคนโดยที่เขาไม่ได้คาดหวัง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือตัว Oliver Burkeman ด้วย

.

5.จ้องหน้าลูกนานขึ้น

นิสัยอย่างหนึ่งของคน productive คือเราจะมีชีวิตที่ “มุ่งไปข้างหน้า” ตลอดเวลา

เมื่อสายตาจับจ้องที่จุดหมายเราจึงละเลยคนข้างกายอยู่เสมอ (แล้วก็มารู้สึกผิดทีหลัง)

เมื่อได้อ่าน Four Thousand Weeks มันทำให้ผมลดการ “ทำทุกอย่างเพื่อวันพรุ่งนี้” มาเป็นคนที่หัด “ทำบางอย่างเพื่อวันนี้-ตอนนี้”

เมื่อชีวิตไม่ได้เอาแต่รุดไปข้างหน้า ก็เลยสังเกตสังกามากขึ้น

พฤติกรรมหนึ่งที่เปลี่ยนไป คือผมมีเวลาพินิจพิเคราะห์หน้าตาของลูก

ทั้งดวงตา รูปหน้า คิ้ว ใบหู ขี้แมลงวัน หรือแม้กระทั่งโพรงจมูก

ดูแล้วก็เพลินดี ว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่เราสร้างขึ้นมาเองกับมือ

เมื่อเราหยุดมุ่งไปข้างหน้า เราอาจจะทำอะไรได้น้อยลงกว่าเดิมก็จริง แต่เราจะได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำ และเราจะทำมันได้ “ลึก” กว่าเดิม

.

6.เลิกเขียนบล็อกทุกวัน

ผมคิดว่าการเขียนบล็อกทุกวัน หรือการตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือให้ได้เท่านั้นเท่านี้ คือหนึ่งในอาการของการทำตัวให้ infinite เพื่อจะได้ไม่ต้องสบตากับ finitude ในตัวเรา

เราพยายามจะทำสถิติ เราพยายามจะ beat yesterday เพื่อบอกตัวเองว่าเราดีกว่านี้ได้ เราสามารถเป็นคนที่เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบกว่านี้ได้

การพยายามเขียนบล็อกทุกวัน ถ้ามองให้ลึกลงไปมันคือการพยายามสร้างความประทับใจให้กับคนที่ผมไม่รู้จัก คือการโหยหาการยอมรับและคำชมเชย

แต่การทำอย่างนั้นมันสร้างความตึงเครียดให้ชีวิต วันไหนที่ผมคิดหัวข้อบล็อกไม่ออกผมจะอารมณ์ขุ่นมัวไปทั้งวัน และการคาดคั้นกับตัวเองมากเกินไปอาจจะนำไปสู่การ compromise สิ่งที่สำคัญกว่าสถิติ นั่นคือคุณภาพของงานที่เราผลิตออกมา

เมื่อตอนต้นปีนี้ ผมเลยประกาศไปว่า จะไม่เขียนบล็อกทุกวันแล้ว แต่จะเขียนบล็อก “เกือบ” ทุกวันแทน

การทำอะไรเกือบทุกวัน Oliver Burkeman เรียกมันว่า “dailyish”

เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะสร้างงานทุกชิ้นออกมาได้มาตรฐานแบบสายพานการผลิต

เราเป็นมนุษย์ที่เต็มไปด้วยความไม่เพอร์เฟ็กต์ บางวันก็ทำได้ดี บางวันก็ทำได้แย่ เราจึงควรยอมรับ finitude ที่เรามี และล้มเลิกความคิดที่จะสร้างมาตรฐานอันสูงส่งเกินกว่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

Eigenzeit เป็นภาษาเยอรมัน มีความหมายว่า “เวลาที่จำเป็นต้องใช้โดยธรรมชาติสำหรับงานหรือกิจกรรมนั้นๆ”

แทนที่จะคาดคั้นว่าจะต้อง “ได้งาน” ภายในเวลานั้นเวลานี้ หากเราเลือกได้ เราควรปล่อยให้สิ่งต่างๆ ใช้เวลาอย่างที่มันควรจะเป็นน่าจะดีกว่า

เมื่อล้มเลิกความตั้งใจที่จะต้องเขียนบล็อกทุกวัน ผมสังเกตว่ามีความผ่อนคลายกว่าเดิม มีเรื่องที่อยากจะเขียนมากขึ้น และพอใจกับผลงานของตัวเองมากกว่าเดิมด้วย

ส่วนวันไหนไม่มีเรื่องจะเขียน หรือไม่มีเวลาจะเขียน ผมก็ถือโอกาสพักโดยไม่รู้สึกผิดเหมือนแต่ก่อน

.

7.มองผ่านเลนส์วิเศษ

หนึ่งในคุณูปการที่สำคัญที่สุดของหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind ของ Yuval Noah Harari ก็คือมันชี้ให้เราเห็นว่าอะไรเป็นของจริง และอะไรคือสิ่งสมมติ

คน สัตว์ ต้นไม้ เป็นของจริง ส่วน เงิน บริษัท ประเทศชาติ เป็นสิ่งสมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นเองจากจินตนาการร่วม

สิ่งสมมตินั้นมีประโยชน์ เพราะมันทำให้เราร่วมมือกันในระดับที่ไม่เคยมีสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใดทำได้มาก่อน แต่มันก็มีโทษหากเราเอาเป็นเอาตายกับมันมากเกินไป

การอ่าน Sapiens จึงทำให้เราได้เลนส์วิเศษ ที่ส่องเห็นความเป็นสมมติของสิ่งต่างๆ รอบตัว ทำให้เราไม่ take things too seriously.

หนังสือ Four Thousand Weeks ก็มีคุณูปการคล้ายๆ กับ Sapiens ในแง่ที่มันได้มอบเลนส์วิเศษที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งเดิมๆ ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

“5 วิธีลดอาการผัดวันประกันพรุ่ง” “ทำให้น้อยลงแต่เสร็จมากขึ้น” “วิธีจดโน้ตที่ช่วยให้จำได้ไม่ลืม”

บทความเหล่านี้ล้วนมีเป้าประสงค์ที่ดี แต่เมื่อมองจากเลนส์ Four Thousand Weeks เราก็จะเห็นว่าบทความทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวกัน

สมมติฐานที่ว่าหากเรารู้จักเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ มากพอ วันหนึ่งเราจะได้มาซึ่งชีวิตที่จัดการทุกอย่างได้อยู่หมัด ทำงานเสร็จแบบไม่มีอะไรค้างคา แถมยังมีเวลาเหลือให้ทำในทุกสิ่งที่อยากทำ

แต่สถานการณ์แบบนั้นจะไม่มีวันมาถึง เพราะชีวิตเราเต็มไปด้วยข้อจำกัดและเรื่องไม่คาดฝัน

เมื่อเราล้มเลิกความคิดที่จะ “เอาอยู่” ในทุกๆ เรื่อง เราก็จะปลดปล่อยตัวเองจากความคาดหวังที่เป็นไปไม่ได้ และกลับมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันและความเป็นจริงมากยิ่งขึ้น

ที่เขียนอย่างนี้ใช่ว่าจะให้ปฏิเสธทุกเรื่องราวของความ productive นะครับ เพียงแต่ถ้าเราเข้าใจเรื่อง finitude เราจะเห็นบทความเหล่านี้ในแบบที่มันเป็น ไม่ใช่ในแบบที่เราอยากให้เป็น ดังคำกล่าวที่ว่า

“ก่อนเรียนรู้เซน ภูเขาคือภูเขา แม่น้ำคือแม่น้ำ

ขณะเรียนรู้เซน ภูเขาไม่ใช่ภูเขา แม่น้ำไม่ใช่แม่น้ำ

หลังถ่องแท้ในเซน ภูเขาคือภูเขา แม่น้ำคือแม่น้ำ”

กล่าวโดยสรุป – Four Thousand Weeks เป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมได้อ่านในชีวิต และเชื่อว่าจะได้กลับมาอ่านซ้ำอีกหลายครั้งในอีกประมาณ 2000 สัปดาห์ที่เหลือครับ

ความมีอยู่จริงของแอปเปิลสีเขียว

เมื่อต้นสัปดาห์ครอบครัวผมไปเที่ยวหัวหินกันมา จึงมีเวลาคุยกับลูกๆ เยอะพอสมควร

“ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบครึ่ง ยังเป็นเด็กที่ค่อนข้างขี้กลัว และจะกังวลเป็นพิเศษถ้าไม่ได้ทำตามที่ครูสั่งเป๊ะๆ

“ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยสอนปรายฝนว่า บางทีคุณครูก็ไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง

“มัมมี่มีเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนเด็กๆ ครูสั่งการบ้านให้วาดรูปแอปเปิลและระบายสี

เพื่อนมัมมี่ก็เลยวาดรูปแอปเปิลและระบายสีเขียวมาส่งครู

ปรากฎว่าครูเรียกเพื่อนคนนั้นมาคุย ว่าทำไมถึงระบายแอปเปิลเป็นสีเขียว แอปเปิลต้องเป็นสีแดงต่างหาก”

“แอปเปิลก็มีสีเขียวไม่ใช่เหรอ” ปรายฝนถาม

“เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว สมัยนั้นแอปเปิลสีเขียวยังไม่ค่อยมีขายในเมืองไทย ครูคนนั้นเลยไม่รู้ว่าแอปเปิลก็มีสีเขียวได้ด้วย”

โลกทัศน์และใจที่ไม่กว้างพอของครูจึงตัดสินให้เรื่องที่ถูกกลายเป็นผิด


ผมพยายามระลึกอดีตว่าเคยเจอสถานการณ์แอปเปิลสีเขียวกับตัวบ้างรึเปล่า แล้วก็นึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง

ตอนอยู่ที่ทำงานเก่า ผมเป็นหนึ่งสมาชิกชมรมดนตรีที่ชื่อว่า TRMG

งานที่ TRMG ตื่นเต้นรอคอยอยากจะแสดงมากที่สุด คืองานเลี้ยงประจำปีของบริษัท

เนื่องจากสมาชิกมีกันยี่สิบกว่าคน เราจึงจัดนักดนตรี/นักร้องเป็นเซ็ต มีประมาณ 6 เซ็ต แต่ละเซ็ตเล่นกัน 6-7 เพลง

เซ็ตสุดท้ายคือเซ็ตที่เล่นปิดงาน เป็นช่วงที่พีคที่สุด ต้องมีแต่เพลงมันๆ แมสๆ เพื่อไม่ให้อารมณ์สะดุด ยกตัวอย่างเช่นเพลง “เพียงกระซิบ” “เล่นของสูง” “โปรดส่งใครมารักฉันที” โดยผมจะได้ร้องนำประมาณ 3-4 เพลง

มีน้องในชมรมเสนอว่าอยากเล่นเพลง “มีแต่เธอ” ของวงพาราด็อกซ์ในเซ็ตปิดงานนี้

ผมไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเพลงยังไม่แมสพอ ผมเพิ่งได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกในหนัง SuckSeed ห่วยขั้นเทพ ด้วยซ้ำไป

แต่เมื่อน้องๆ ยืนกรานว่าเพลงนี้ดังมาตั้งแต่สมัยเขาเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ผมก็เลยยอมให้เล่น แต่ก็ขอตัวไม่ร้องเพลงนี้ หนึ่งเพราะว่าไม่อิน สองเพราะไม่เชื่อว่าเพลงมันสนุกพอที่จะอยู่ในเซ็ตสุดท้าย

ในวันงาน พอขึ้นเพลงมีแต่เธอ ปรากฎว่าคนส่วนใหญ่ในงานร้องตามกันได้อย่างเมามัน อารมณ์ร่วมไม่ได้ดร็อปลงจากเพลงอื่นๆ เลย

นึกย้อนกลับไปก็น่าเขกหัวตัวเองที่เกือบทำให้ TRMG ไม่ได้เล่นเพลงสนุกๆ

เขกหัวตัวเองที่เรียกร้องว่าแอปเปิลต้องมีแต่สีแดงเท่านั้น


Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่า

“Your personal experiences make up 0.00000001% of what’s happened in the world, but maybe 80% of how you think the world works.”

หนึ่งในคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในยุคนี้ คือความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญา เราควรพูดให้น้อยลง ฟังให้เยอะขึ้น ไม่เอาประสบการณ์ของตัวเองมาเป็นไม้บรรทัดที่ใช้วัดทุกอย่าง ไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นคุณครูผู้ไม่รู้จักแอปเปิลสีเขียว แม้จะปรารถนาดีเพียงใดก็อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าสร้างคุณค่า

ในมุมกลับ ถ้าเราเป็นนักเรียนที่เคยเห็นหรือลิ้มลองแอปเปิลสีเขียวมาแล้ว รู้แน่ชัดว่ามันมีอยู่จริง แต่คุณครูของเราเขาอาจไม่เคยเห็นแอปเปิลสีเขียวมาก่อน เราก็ต้องคิดและวางแผนให้ดีว่าจะสื่อสารกับเขาอย่างไรเพื่อให้เขาเปิดใจและให้โอกาสเราครับ