ส่องความคิดคนอ่อนไหวในหนังสือ คิดมากไปทำไมอีก 100 ปีก็ตายกันหมดแล้ว

HSP – Highly Sensitive Person หมายถึงคนที่มีความอ่อนไหวในระดับสูง มีสัมผัสที่ไวต่อสถานการณ์ และมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าตัวเอง

คุณสมบัติ 4 ประการของ HSP:

1) ประมวลผลลึกซึ้ง ฟุ้งไปได้มากมายจากเรื่องนิดเดียว

2) ถูกกระตุ้นเร้าได้ง่าย

3) ตอบสนองทางอารมณ์ได้รุนแรง

4) อ่อนไหวต่อสิ่งต่างๆ ได้ง่าย

หนังสือเล่มนี้พาเราเกาะติดชีวิตของ “นาโอะเนียน” นามปากกาของสาวญี่ปุ่นวัยกลางคนที่เป็น HSP มาตั้งแต่เด็ก เพื่อจะได้เห็นว่าเธอต้องประสบกับความรู้สึกอะไรบ้าง

เราคงไม่ไปตัดสินว่าที่เธอคิดนั้นผิดหรือถูก แค่รับรู้ว่ามันมีคนที่รู้สึกแบบนี้ได้เช่นกันก็พอ

“เวลาฉันสอบได้คะแนนไม่ดี แม่จะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง ฉันเลยตั้งใจเรียนสุดชีวิต”

“การถอนหายใจของพ่อแม่อาจกลายเป็นบาดแผลทางใจสำหรับเด็ก ถ้าเป็นไปได้อย่าถอนหายใจให้เด็กเห็นเลยนะคะ”

“เวลาที่ได้คะแนนไม่ดี บางครั้งฉันถึงขั้นไปต่อรองกับครูว่าขอคะแนนเพิ่มอีกสักคะแนนได้ไหม”

“อะไรที่ตอนเด็กถูกห้ามมากๆ พอโตขึ้นแล้วความรู้สึกต่อต้านจะแสดงออกมาในแบบสุดขั้วไปเลย”

“ฉันคิดว่าการเอาเด็กอายุไล่เลี่ยมาเปรียบเทียบกันมันไม่มีอะไรดีเลย อยากให้เลิกเปรียบเทียบแบบไม่รู้จักแยกแยะเสียที”

“คนที่อยากให้ทุกคนชอบตัวเองนั้น จะกลับกลายเป็นว่าโดนทุกคนเกลียดแทน”

“หากพ่อแม่พูดว่า ‘ไม่ต้องกังวลนะ’ ก็ยังจะพอรับได้ แต่การใช้ประโยคคำสั่งว่า ‘อย่ากังวล’ นี่ทำให้โมโหสุดๆ”

“ผมฉันแข็งกระด้างและหยักศก ทำให้โดนรุ่นพี่ในชมรมแอบเรียกว่า ‘ยายหัวฟู’ ถ้าทำได้ฉันก็อยากไปยืดผมให้ตรง แต่ที่โรงเรียนห้ามยืดผม ฉันเลยต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพื่อใช้เวลา 30 นาทีในการเป่าผมให้ตรง ฉันเกลียดวันฝนตกมาก เพราะความชื้นทำให้ผมกลับไปหยักศกเหมือนเดิม”

“ฉันได้พบความจริงที่ว่า ไม่ว่าจะตั้งใจเรียนแค่ไหน ถ้าหน้าตาไม่ดีก็จะถูกนินทาอยู่ดี”

“ในหมู่เด็กผู้หญิงชอบมีการซุบซิบนินทากัน แต่ด้วยความกลัวว่าจะโดนกลุ่มเมิน ฉันจึงต้องร่วมวงนินทากับเขาด้วย ทั้งที่แต่ละคนอยู่คนเดียวก็นิสัยดี แต่พอจับกลุ่มกันแล้วกลับหัวรุนแรงขึ้น”

“ต่อให้ไปปรึกษาครูก็ไม่ช่วยอะไร (ครูเองก็โดนกลั่นแกล้งเหมือนกัน)”

“สังคมเราให้ความสำคัญกับการมีความอดทนและการไม่ร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น แต่การต้องอดทนเก็บความเศร้าแล้วแกล้งทำเป็นร่าเริงนี่มันดีจริงๆ เหรอ”

“ถ้าแต่งหน้าที่บ้านจะโดนพ่อแม่ดุ ฉันเลยต้องตื่นแต่เช้าไปแต่งหน้าที่ห้องน้ำของสถานีรถไฟแล้วค่อยไปโรงเรียน ขากลับก็ต้องลบเครื่องสำอางที่ห้องน้ำของสถานีรถไฟก่อนกลับบ้าน มันยุ่งยากมากๆ”

“เวลาไม่แต่งหน้าฉันจะกลัวสายตาของคนอื่นขนาดที่ต้องถอดคอนแทกต์เลนส์เดินข้างนอกบ้าน”

“พอลองๆ นึกดู ฉันก็รู้ว่าตัวเองไม่ได้ชอบเรียนหนังสือ แต่ตั้งใจเรียนเพราะพ่อแม่ชม ที่เริ่มแต่งตัวแนวโลลิต้าก็เพราะคนจะได้มองว่าน่ารัก ไม่ว่าจะความสนใจ เพลงที่ฟัง หรือหนังสือที่อ่าน ฉันก็เลือกแต่สิ่งที่สังคมบอกว่าดี แทบไม่มีอะไรที่เลือกด้วยตัวเอง เป็นมนุษย์ที่กลวงโบ๋ที่ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนของตัวเองเลย”

“ด้วยความเป็น HSP ตอนทำงานบริษัทฉันจึงไม่ชอบรับโทรศัพท์เลย โทรศัพท์ดังทีไรหัวใจแทบหยุดเต้น จนทุกวันนี้ฉันก็ยังไม่ถูกโฉลกกับโทรศัพท์ ไม่เคยรับสายหลังจากได้ยินเสียงโทรศัพท์แค่ครั้งเดียวได้เลย”

“ฉันยังมีเคล็ดลับดีๆ มาแนะนำด้วยค่ะ นั่นคือ เวลารับโทรศัพท์ให้ท่องว่า ‘ตอนนี้เราอยู่ในโหมดอัตโนมัติ’ โดยคิดเสียว่าตัวเองเป็นเครื่องจักรจะได้ทำให้เสร็จๆ ไปโดยไม่ต้องรู้สึกอะไร”

“พออยู่กับคนอื่นแล้วฉันจะรู้สึกกดดันว่าต้องพูดอะไรสักอย่าง เลยเลือกจะใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ ออฟฟิศฉันอยู่ชั้น 11 ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เหนื่อยสุดๆ จนอดสมเพชตัวเองไม่ได้ว่าทำไมถึงต้องใช้ชีวิตแบบคิดมากเรื่องคนอื่นขนาดนี้ด้วย”

“ด้วยความที่อ่อนไหวง่ายต่ออารมณ์คนรอบข้าง พอเห็นพนักงานคนไหนอารมณ์เสีย ฉันก็จะวิตกจริตว่า ‘เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า’ แล้วก็จะไปถามรุ่นพี่ที่สนิทกับคนคนนั้นว่าเขาโกรธอะไรฉันไหม หลังจากนั้นจากที่เคยไม่มีอะไรก็กลายเป็นว่าโดนเกลียดเข้าจริงๆ”

“ฉันเริ่มเห็นด้วยกับสำนวนที่ว่าพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง เราไม่จำเป็นต้องพูดหมดทุกเรื่อง ที่สำคัญแม้ตัวเราจะมองว่าการไม่พูดไม่จาเป็นปมด้อย แต่สำหรับบางคนแล้วมันอาจทำให้เราดูเป็นคนสุขุมก็ได้”

“นับแต่นั้นมาฉันเลยพูดกับพ่อแม่เรื่องเป็นโรคซึมเศร้าไม่ออก พ่อแม่เป็นคนที่หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่เชื่อเรื่องความอ่อนแอทางจิตใจ และไม่ยอมรับฟังฉันมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าแสดงความอ่อนแอให้เห็นแค่นิดเดียวก็จะดุฉันว่า “ใจไม่สู้เลย” “อย่าทำตัวเหยาะแหยะ”

“ถึงจะรู้สึกผิดที่โกหก แต่การปกห้องหัวใจตัวเองสำคัญกว่า ตอนนั้นฉันตัดสินใจแล้วว่าชีวิตนี้ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนมาเข้าอกเข้าใจก็ได้”

“ฉันจงใจเลือกงานที่พ่อแม่สามารถเอาไปอวดคนรอบข้างได้”

“ฉันเคยโพสต์ลงทวิตเตอร์ว่า ‘ฉันเคยเป็นโรคซึมเศร้า แต่ก็พยายามหาสิ่งที่ตัวเองทำได้เลยมาเป็นฟรีแลนซ์’ ปรากฏว่ามีคนมาตอบกลับว่า ‘นี่อวดเหรอ'”

“สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน เพราะงั้นไม่ต้องใส่ใจดีกว่า”

“ฉันเป็นคนที่มักอิจฉาคนเด่นดัง ทว่าพักหลังมานี้ฉันเริ่มคิดว่าคนดังนั้นเป็น ‘ขุมพลัง’ ของมนุษย์อย่างวัดหรือศาลเจ้า พอคิดแบบนี้ความอิจฉาก็หายไปอย่างประหลาด”

“เวลาฉันไปร้านอาหารฉันยังเป็นคนที่กะจังหวะไม่ถูกว่าควรเรียกพนักงานเสิร์ฟที่กำลังยุ่งๆ ตอนไหนดี”

“แม้จะหาเพื่อนได้ แต่ฉันก็มักเผลอใส่ใจอีกฝ่ายเกินไป พอเพื่อนแสดงอารมณ์อะไรออกมาหน่อยก็ชอบคิดลึกไปโน่น จากนั้นก็ทึกทักเอาเองว่า ‘ถูกเกลียด’ แล้วก็เป็นฝ่ายตัดสัมพันธ์เสียเอง”

“ว่ากันว่าในทุกๆ 10 คนจะมีคนที่เกลียดเราอยู่ 2 คน การทำให้ทุกคนชอบจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แค่พยายามไม่ให้คนที่เราชอบเกลียดเราก็พอแล้ว”

“ฉันว่าการสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของคนอื่นถือเป็นข้อดีของ HSP เวลาเพื่อนดูสีหน้าไม่ดีหรือเอาแต่ก้มหน้าก้มตา ฉันจะสังเกตเห็นแล้วเข้าไปทักว่า ‘เป็นอะไรไหม’ ‘ฝืนอยู่หรือเปล่า’ ทำให้เพื่อนยอมบอกเรื่องที่อยู่ในใจออกมา

“ด้วยความที่ HSP สามารถเข้าใจความทุกข์ของคนอื่นได้อย่างลึกซึ้ง จึงช่วยเป็นที่พึ่งพิงยามทุกข์ให้กับคนอื่นได้”


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ คิดมากไปทำไมอีก 100 ปีก็ตายกันหมดแล้ว (100 年後にはみんな死んでるから気にしないことにした) ผู้เขียน นาโอะเนียน สำนักพิมพ์วีเลิร์น

นิทานโมสาร์ท

นิทานโมสาร์ท

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งขอเข้าพบโมสาร์ท คีตกวีแห่งยุคสมัย

“คุณโมสาร์ทครับ ผมอยากประพันธ์เพลงซิมโฟนี จึงอยากขอคำชี้แนะ”

“คุณยังเด็กเกินไปที่จะแต่งซิมโฟนี” โมสาร์ทตอบ

“แต่ผมอายุ 21 แล้วนะครับ เท่าที่ผมรู้มาคุณแต่งซิมโฟนี่ได้ตั้งแต่ตอน 10 ขวบแล้ว”

“ใช่ แต่ตอนนั้นผมไม่ได้เที่ยวขอความช่วยเหลือคนไปทั่วซักหน่อย”

อยากมีเวลามากขึ้นให้ออกกำลังกาย

อยากมีเวลามากขึ้นให้ออกกำลังกาย

เรื่องนี้มองได้ในสามประเด็น

ประเด็นที่หนึ่ง อายุเราจะยืนยาวขึ้น

ศูนย์วิจัยสุขภาพแห่งชาติของไต้หวัน ติดตามคนจำนวน 410,000 คนเป็นเวลา 8 ปี ผลการวิจัยชี้ว่าการออกกำลังกายวันละ 15 นาที ลดอัตราการเสียชีวิตได้ 14% ทำให้คนอายุยืนขึ้นโดยเฉลี่ย 1,002 วันหรือประมาณ 3 ปี

ถ้าคำนวณแบบซื่อๆ ออกกำลังกายวันละ 15 นาที ปีละ 365 วัน เป็นเวลา 8 ปี -> 15*365*8 = 43,800 นาที

1 ชั่วโมงมี 60 นาที หนึ่งวันมี 24 ชั่วโมง หรือ 24*60 = 1,440 นาที

ดังนั้น 43,800 นาทีจึงเท่ากับ 43,800/1,440 = 30.4 วัน

ออกกำลังกายไปทั้งหมด 30.4 วัน แต่อายุยืนยาวขึ้น 1,002 วัน

ROI ของการออกกำลังกายวันละ 15 นาทีจึงสูงถึง 1002/30.4 = 33 เท่าหรือ 3300%

.

ประเด็นที่สอง เราจะป่วยน้อยลง

เมื่อเราป่วย เราก็จะทำงานหรือออกไปเที่ยวไหนไม่ได้ไปอย่างน้อยครึ่งวัน หรือบางทีก็หลายวันติดกัน

ถ้าเราออกกำลังกาย เราก็จะแข็งแรงขึ้น ช่วยลดโอกาสที่เราจะป่วย และเพิ่มเวลาที่เราจะได้ใช้ชีวิต

.

ประเด็นที่สาม เราจะมี “พลังงานดี” ล้นเหลือ

สำหรับคนที่อยาก productive สิ่งที่สำคัญไม่น้อยกว่า time management คือ energy management

เวลาออกกำลังกาย เราจะหัวสมองปลอดโปร่ง พลังงานดี และมีสมาธิ

ภายในเวลาที่เท่ากัน ถ้าพลังงานเราดี เราจะสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ให้ลุล่วง (และหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง) ได้มากกว่าตอนที่พลังงานเราไม่ดี

เมื่อ Energy เราสูง จึงเท่ากับเรา “ยืดเวลา” ให้ยาวขึ้นได้ราวกับการเล่นกลของไอน์สไตน์

อยากมีเวลามากขึ้นให้ออกกำลังกายครับ


ขอบคุณเนื้อหาของประเด็นแรกจากหนังสือ สกิลขั้นเทพของนักบริหารเวลาที่รู้ใจสมอง ชิอน คาบาซาวะ เขียน พนิดา กวยรักษา แปล สำนักพิมพ์อมรินทร์ How to

คนที่รู้คุณคน

เช้านี้ผมได้ดูวีดีโอวัยเด็กของ Erling Haaland นักเตะทีมชาตินอร์เวย์

สำหรับคนที่ติดตามฟุตบอลจะรู้ว่าฮาแลนด์เป็นกองหน้าทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่กำลังเดินหน้าทำลายสถิติเป็นว่าเล่น

เมื่อวันที่ 16 เมษายน ฮาแลนด์เพิ่งทำสถิติยิง 32 ประตูในพรีเมียร์ลีกเทียบเท่ากับที่ Mohamed Salah เคยยิงให้ลิเวอร์พูลในฤดูกาล 2017/2018

แต่ฤดูกาลนี้ยังเหลือแมทช์พรีเมียร์ลีกอีก 8 นัด ดังนั้นถ้าไม่เจ็บไปเสียก่อน ฮาแลนด์น่าจะทำลายสถิติของซาล่าห์ได้ไม่ยาก

ความคลาสสิคก็คือพ่อของฮาแลนด์ – อัลฟ์-อิงเก้ ฮาแลนด์ ก็เคยเป็นนักเตะของแมนซิตี้และทีมชาตินอร์เวย์เช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นพิเศษ คือฮาแลนด์ดูเป็น “ผู้ใหญ่” กว่าผู้เล่นวัยเดียวกัน แม้จะเก่งระดับปีศาจแต่ก็ไม่ได้เต็มไปด้วยอีโก้ เขาเป็นนักบอลที่ใจกว้าง ถ้าเห็นเพื่อนอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า ก็พร้อมจะส่งบอลให้เพื่อนยิงเสมอ

กลับมาที่วีดีโอของฮาแลนด์วัยเด็กที่ผมได้ดูเมื่อเช้านี้

หลังจบเกมทีมเยาวขน นักข่าวเข้าไปสัมภาษณ์ฮาแลนด์

(นักข่าว: “What’s your dad’s name?”)

ฮาแลนด์: “Alf-Inge Haaland”

นักข่าว: “That’s right. You’re named Erling and you scored two goals. Where did you learn this? From your dad?”

ฮาแลนด์: “I don’t know. By myself.”

นักข่าว: “He doesn’t get the credit for it?”

ฮาแลนด์: “No, but for everything else.”

นี่คือคำที่ออกจากปากเด็ก 13 ขวบ

ฮาแลนด์เป็นกองหน้า ส่วนพ่อของฮาแลนด์เคยเป็นกองกลางและกองหลัง ดังนั้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมฮาแลนด์ถึงบอกว่าเขาฝึกฝนด้วยตนเองจนวันนี้ยิงได้ 2 ประตู

แต่เขาปิดท้ายว่า “…but for everything else” – ความหมายก็คือทุกอย่างที่เหลือที่ฮาแลนด์มีและเป็นอยู่ทุกวันนี้ เขาได้มาจากพ่อทั้งนั้น

ถ้าผมเป็นอัลฟ์-อิงเก้ ผมคงปลื้มน่าดู ว่าเราไม่ได้แค่เลี้ยงลูกให้เป็นนักฟุตบอลที่ดี แต่เรายังเลี้ยงลูกให้เป็นคนที่ใช้ได้อีกด้วย

เวลาชีวิตกำลังไปได้สวย เรามักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่ามันเกิดจากฝีมือของเราล้วนๆ

แต่มนุษย์ไม่สามารถเติบโตได้อย่างโดดเดี่ยว เก่งและขยันคนเดียวไม่อาจบินสู่ที่สูง คนหนึ่งคนจะสำเร็จได้ต้องอาศัยใครบางคนเป็นลมใต้ปีกเสมอ

หากเรารู้คุณคน เราจะไม่ลืมตน และไม่ลืมคนสำคัญที่ทำเพื่อเราตลอดมาครับ

เขียน To Do List ลงกระดาษด้วยลายมือบรรจง

เทคนิคหนึ่งที่ผมเริ่มทำในช่วงปิดสงกรานต์ คือการกลับมาเขียน To Do List

จริงๆ แล้ววันหยุดไม่ต้องเขียน To Do List ก็ได้ เพราะไม่มีอะไรให้ทำมากขนาดนั้น แต่เมื่อทำแล้วพบว่ามีประโยชน์ เลยอยากมาเล่าให้ฟัง

“เขียน To Do List ลงกระดาษด้วยลายมือบรรจง” มีสามองค์ประกอบ

1. เขียน To Do List – เป็นการสร้างเจตนาและจุดมุ่งหมายว่าวันนี้ – หรือ 10 นาทีต่อจากนี้ – เราจะทำอะไรบ้าง มันช่วยให้เรามีทิศทางที่เราจะมุ่งไป เป็นเหมือน GPS ที่ช่วยให้เราไม่หลงไปกับ distractions ต่างๆ

2. ลงกระดาษ – หลายคนใช้ To Do List app หรือจดลงคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีประโยชน์ตรงที่เรา capture ทุกอย่างที่เข้ามาในหัวได้ (ตามแบบฉบับ Getting Things Done ของ David Allen) แต่ผมค้นพบว่าการเขียนลงกระดาษอีกครั้งช่วยให้สิ่งที่เราจะทำมันจับต้องได้มากกว่า และมีปริมาณที่สมเหตุสมผลมากกว่า เพราะกระดาษนั้นมีพื้นที่จำกัด ไม่เหมือน application ที่เขียนอะไรได้ไม่จำกัด ซึ่งไม่สอดคล้องกับ finitude ในตัวเรา

3. ด้วยลายมือบรรจง – ผมเป็นคนลายมือหวัดเป็นทุนเดิม เวลาเขียน To Do List ความคิดมักจะโลดแล่นเลยทำให้เขียนแต่ละเรื่องแบบเร็วๆ และอ่านยาก แต่ผมค้นพบว่าการเขียนแต่ละข้อให้ช้าลง มี verb+object ชัดเจน ด้วยความตั้งใจและให้อ่านง่าย มันสร้างความ “หนักแน่น” และ “รอบคอบ” ให้กับสิ่งที่เราจะทำ ซึ่งส่งผลให้ตอนลงมือทำจริงนั้นหนักแน่นและรอบคอบตามไปด้วย ดังคำกล่าวที่ว่า How you do anything is how you do everything.

วันนี้วันแรกของการกลับมาทำงานของหลายคน

ขอให้ทำงานอย่างมีความสุขและมีสติตลอดวันครับ