ทำก่อน พร้อมทีหลัง

ผมเคยคุยกับน้องที่แต่งงานแล้ว พอถามว่าอยากมีลูกมั้ย หลายคนมักจะตอบว่า “ยังไม่พร้อม”

กลัวว่าถ้าเขาออกมาแล้วเราจะดูแลเขาได้ไม่เต็มที่ กังวลว่าสังคมทุกวันนี้มันอยู่ยาก

จะว่าไป สำหรับคนที่ยังไม่ได้ commit มีหลายอย่างที่เรามักคิดว่าตัวเองไม่พร้อม

ไม่พร้อมแต่งงาน ไม่พร้อมลงหลักปักฐาน ไม่พร้อมมีลูก ไม่พร้อมออกมาทำธุรกิจ

เพราะยิ่งคิดยิ่งจินตนาการ ก็ยิ่งกลัวว่าเราจะทำได้ไม่ดี หรือเราจะสูญเสียสิ่งที่เคยมีไป

สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ วันที่เราจะพร้อมกับเรื่องเหล่านี้อาจไม่เคยมาถึง ถ้ารอให้พร้อมเสียก่อน เราอาจจะไม่ได้ทำมันเลยก็ได้ หรือถ้าได้ทำก็อาจจะกลับมานั่งคิดว่า “รู้งี้ทำไปนานแล้ว”

ดังนั้น ถ้าความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับไหว บางทีเราก็ต้อง take a leap of faith คือกลั้นใจแล้วกระโดดเข้าไปหามัน

บอกตัวเองว่า คนอื่นเขาทำได้ เราก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

เมื่อไปอยู่หน้างาน สติปัญญาเราจะทำงาน และสัญชาตญาณจะบอกเราเองว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ

“You’re never ready for what you have to do. You just do it. That makes you ready.”
― Flora Rheta Schreiber

แน่นอนว่าทำแบบนี้มีความเสี่ยง แต่การรอให้พร้อมก็เป็นความเสี่ยงอีกแบบหนึ่งเช่นกัน

กับหลายสิ่งอย่างเราไม่มีวันพร้อม

เราจึงต้องทำมันก่อนแล้วเราค่อยพร้อมทีหลังครับ

สุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต่างกันขนาดนั้น

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสไปร่วมเสวนางานของ Kincentric ซึ่งมี HR และผู้บริหารจากหลายบริษัทเข้าฟัง

เนื้อหาหลักคือการบริหารงานทีม People ของบริษัทที่ผมทำอยู่

หนึ่งในคำถามที่ผมได้รับ คือเรารับมือความแตกต่างของคนทำงานแต่ละ generation อย่างไร ทั้ง Gen X, Y และ Z

ผมนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งเพราะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างระหว่างเจนขนาดนั้น ก่อนจะเลือกตอบไปว่า สุดท้ายแล้วผมคิดว่าคนเราเหมือนๆ กัน เราทุกคนต่างต้องการได้รับการปฏิบัติด้วยการให้เกียรติกัน อยากมีงานที่ดี มีหัวหน้าที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานด้วยกันทั้งนั้น

สิ่งที่เด็ก Gen Z อาจจะต่างกับเจนอื่นๆ อย่างชัดเจนคือเขาใจร้อนกว่าเรา ถ้าเห็นแล้วว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันไม่น่าเวิร์ค เขาก็พร้อมจะไปแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ซึ่งก็แน่นอนว่าเขาก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา เพราะบางบริษัทอาจไม่นิยมรับคนที่เปลี่ยนงานบ่อยๆ

เหตุผลที่ Gen Z ต่างจากคนรุ่นผมหรือคนรุ่นก่อนก็มีที่มาที่ไป เพราะเด็กรุ่นนี้มีทางเลือกในชีวิตมากมาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ถ้าไม่ทำงานประจำก็ต้องเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่คนรุ่นนี้หาเงินได้หลายช่องทางมาก จะเป็น Youtuber ก็ได้ เป็น KOL ก็ได้ เทรดคริปโตก็ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องทนอยู่กับสิ่งที่ไม่ชอบและไม่ใช่

คำตอบที่ผมให้ในงานเสวนาจบลงที่ตรงนี้ แต่ความคิดของผมยังไม่จบ ก็เลยอยากมาบันทึกต่อในบทความนี้ ว่าความแตกต่างของ generation อาจจะไม่ได้มีมากอย่างที่เราคิด สิ่งที่แตกต่างจริงๆ น่าจะเป็น expectation มากกว่า ซึ่งแน่นอนว่าคนที่เกิดมาในยุคที่แตกต่างกันก็ย่อมมีความคาดหวังที่แตกต่างกันไป

แต่นอกเหนือไปจากนั้นแล้ว ผมว่าคนเราก็เหมือนๆ กัน เราเคยมีปัญหาอะไรเมื่อ 2600 ปีที่แล้ว เราก็ยังประสบปัญหาเดิมอยู่

ที่บริษัทเก่าผมเคยได้เรียนคอร์ส Emotional Intelligence และอาจารย์ชาวสิงคโปร์ก็บอกว่าคนเรานั้นต้องการแค่ 2S เท่านั้น

S แรกคือ Security

S ที่สองคือ Significance

ถ้าเราสามารถให้คนทำงานมีทั้ง security และ significance ได้ เขาคนนั้นก็จะแฮปปี้

Security ก็คือความรู้สึกมั่นคง ซึ่งอาจจะมาจากความมั่นคงทางการเงินของบริษัท หรือความมั่นคงในตำแหน่งที่เขาทำอยู่ว่าจะไม่ถูกจับไปทำอะไรที่เขาไม่ถนัดหรือทำไม่ได้

ส่วน Significance ก็คือความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและมีความสำคัญ ได้ทำงานที่นำไปใช้ประโยชน์ได้จริงๆ และมีคนเห็นคุณค่าและให้เครดิตกับงานที่เขาทำ

เมื่อมองในมุมนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็น Gen X Gen Y หรือ Genz Z ก็ต้องการทั้ง security และ significance ด้วยกันทั้งนั้น

สอง S ที่ว่านี้ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะกับการทำงานแต่เพียงอย่างเดียว ใช้กับชีวิตคู่ก็ได้ กับพ่อแม่หรือลูกหลานเราก็ได้

เวลาระหองระแหงกับแฟนหรือกับคนในครอบครัว มันมักจะหนีไม่พ้นสองเรื่องนี้ ไม่ security ก็ significance

จะเป็นคนรุ่นไหน เพศอะไร จะทำงานหรือไม่ ก็ล้วนแล้วแต่อยากมีความมั่นคงและความหมาย

หากเราเข้าใจและระลึกความจริงข้อนี้ไว้อยู่เสมอ เราก็จะไม่แบ่งเขาแบ่งเรา และความสัมพันธ์น่าจะเรียบง่ายและตรงไปตรงมากว่าแต่ก่อน

เพราะสุดท้ายแล้วเราไม่ได้ต่างกันขนาดนั้นครับ

29 ไอเดียจากหนังสือ How to Make Work Not Suck

1.โลกนี้มีคนอยู่ 3 ประเภท คนตลบตะแลง คนที่เชื่อการตลบตะแลงของคนอื่น คนที่เชื่อการตลบตะแลงของตัวเอง จงพยายามเป็นคนประเภทที่สาม

2.ทุกออฟฟิศมีคนเฮงซวยอยู่ประมาณ 8% (เป็นสถิติที่แต่งขึ้นมาเองจากประสบการณ์) เมื่อรู้สิ่งนี้จะช่วยให้คุณพร้อมรับมือกับชีวิต ความท้าทายคืออย่าเป็นคนเฮงซวยเสียเอง

3.ถ้าคุณทำสิ่งที่รักแล้วไม่ก้าวหน้าเสียที การหันไปทำสิ่งที่คุณเก่งแทนอาจจะเป็นเรื่องฉลาดกว่า

4.การใช้จ่ายเพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะของตัวเองจะไม่มีวันสูญเปล่า

5.สำหรับคนส่วนใหญ่ การตื่นตี 5 เพื่อทำ perfect routine เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่าไปยึดติดว่าต้องตื่นเมื่อไหร่ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอย่างไรต่างหาก

6.การเปรียบเทียบเส้นทางอาชีพของตัวเองกับคนอื่น ก็เหมือนการเปรียบเทียบปูกับวาฬเบลูกา ทั้งคู่อยู่ในทะเล แต่นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรเหมือนกันสักอย่าง

7.จงใช้เวลา 10% ในแต่ละสัปดาห์สร้างแบรนด์ของตัวเอง เช่นเขียนบทความ ติดต่อเจ้านายเก่า หรือทำอะไรก็ได้ให้ทุกคนรู้ว่าคุณมีตัวตนและมีค่าพอให้เขารู้จัก

8.ถ้าคุณมีอีเมลชื่อฟังดูน่าอายที่สมัครเอาไว้ตอนอายุ 12 คุณต้องเปลี่ยนมันก่อนสมัครงาน

9.จงคิดว่าเวลาเป็นเงินสกุลหนึ่งและใช้ให้คุ้มค่า

10.อย่าเลือกงานด้วยความจนตรอก

11.ถ้าเลือกฟอนต์ไม่ถูก ให้ใช้ Helvetica

12.ตั้งใจให้มาก คาดหวังให้น้อย

13.เงินจะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นจนถึงจุดที่คุณจะไม่ต้องกังวลแต่เรื่องเงิน จากนั้นความสุขก็จะไม่เพิ่มตามจำนวนเงินอีกต่อไป

14.จงถาม เอาให้กระจ่าง แล้วก็ถามอีกรอบ อย่าพยักหน้าและแสร้งทำเป็นว่าคุณเข้าใจทั้งที่ยังไม่เข้าใจ

15.เวลาอยู่บนรถไฟฟ้า ให้เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า แล้วลองสังเกตสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแทน คิดในใจว่าเขาเป็นใคร เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร

16.คุณจะยอมแพ้ตั้งแต่อุปสรรคแรกไม่ได้

17.หัวหน้าแย่ๆ มีอยู่เกลื่อนกลาด

18.ครั้งต่อไปที่คุณคิดแง่ลบ ด้อยค่าตัวเอง ให้คิดถึงตู้เกมที่มีตัวตุ่นผุดขึ้นมาจากรู แล้วฟาดมันกลับลงรูไปซะ

19.อย่าทำตัวเป็นแซนด์วิชแฮมเหี่ยวๆ ที่ไร้รสชาติ

20.อย่าบ่นถึงงานเก่า เจ้านายคนก่อน หรือออฟฟิศเดิมในการสัมภาษณ์งาน

21.จงลุกขึ้นสู้อีกครั้งเหมือนนักรบที่ไม่ยอมลงจากหลังม้าจนกว่าจะชนะ แม่ไม่ได้เลี้ยงคุณมาให้เป็นคนขี้แพ้

22.โลกใบนี้มีความสุขง่ายๆ อยู่มากมายและการพักกลางวันก็เป็นหนึ่งในนั้น การกินมื้อกลางวันที่โต๊ะทำงานโดยไม่จำเป็นนับว่าเป็นการไม่เคารพตัวเองและไม่เคารพแซนด์วิช

23.บริษัทที่แทนตัวเองว่า “ครอบครัว” มักกำลังซ่อนอะไรบางอย่างอยู่

24.อย่าปล่อยให้สิ่งต่างๆ เสร็จเพียงครึ่งๆ กลางๆ การทำสิ่งที่ท้าทายให้เสร็จจะทำให้คุณภูมิใจตัวเองเสมอ

25.เมื่อมีทางเลือกมากมายจนตัดสินใจไม่ถูก สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือเลือกไปเลยสักทางหนึ่ง

26.ตอนนี้ภาพของแวนโก๊ะมีมูลค่าถึง 100 ล้านปอนด์ แม้ตลอดชีวิตเขาจะขายแทบไม่ได้ก็ตาม การถูกปฏิเสธจึงไม่ได้แปลว่าคุณไร้ความสามารถ แค่จังหวะไม่ดีเท่านั้นเอง

27.ฝันให้ใหญ่ วางแผนให้เล็ก

28.อย่ายื่นใบลาออกจนกว่าคุณจะมีแผนสำรอง

29.อย่าจริงจังกับตัวเองมากเกินไป คุณทำพลาด แต่มีใครตายไหม ไม่มีเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็จงเรียนรู้จากความผิดพลาดและก้าวต่อไป


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ เมื่อเส้นทางการทำงานโรยไปด้วยเปลือกทุเรียน (How to Make Work Not Suck) Carina Maggar เขียน สำนักพิมพ์วีเลิร์น

ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จับต้องได้

เรื่องเล่าสามเรื่องนี้ผมอ่านมาจากหนังสือสามเล่มเมื่อนานมาแล้ว

เรื่องแรกเป็นของพนักงานขายทางโทรศัพท์ที่มีผลงานดีที่สุดในบริษัท

เคล็ดลับของเขานั้นเรียบง่ายมาก ทุกเช้าวันทำงานที่เขามานั่งที่โต๊ะ จะมีแก้วอยู่สองใบ ใบหนึ่งมีคลิปหนีบกระดาษอยู่ 50 ชิ้น อีกใบหนึ่งเป็นแก้วเปล่า

จากนั้นเขาก็จะยกหูโทรคุยกับลูกค้า เมื่อวางสาย ไม่ว่าจะขายได้หรือไม่ เขาจะหยิบคลิปหนีบกระดาษจากแก้วที่เต็มไปใส่ในแก้วเปล่า

เขาจะไม่เลิกทำงาน จนกว่าจะย้ายคลิปหนีบกระดาษครบทั้ง 50 ชิ้น ซึ่งหมายความว่าเขาได้โทรศัพท์หาลูกค้าครบ 50 สายแล้วนั่นเอง


เรื่องเล่าที่สอง เป็นเรื่องราวจากร้านกาแฟเจ้าดังแบรนด์หนึ่งในเมืองนอก

เด็กที่มาเริ่มทำงานวันแรกโดนลูกค้าตำหนิจนร้องไห้

พนักงานทุกคนในร้านจะมียูนิฟอร์มที่เป็นผ้ากันเปื้อนอยู่แล้ว

รุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน จึงเดินเข้าไปหารุ่นน้อง จับผ้ากันเปื้อนที่ลูกน้องใส่อยู่ แล้วพูดว่า

“ให้จินตนาการว่าผ้ากันเปื้อนนี้คือเกราะกำบังของเรา เมื่อเราใส่ผ้ากันเปื้อนนี้แล้ว คำพูดของใครก็จะทำอะไรเราไม่ได้”


เรื่องเล่าที่สาม มาจากหนังสือ What I Wish I Knew When I Was 20

อาจารย์ให้การบ้านนักศึกษาให้ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง

นักศึกษากลุ่มหนึ่งผุดไอเดีย “ยางลงมือทำ”

ยางลงมือทำมีหน้าตาเหมือน wristband ทั่วไป โดยมีหลักการใช้งานดังนี้

สวมยางไว้ที่ข้อมือ แล้วสัญญากับตัวเองว่าจะลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ถอดมันออกเมื่อทำสิ่งนั้นเสร็จแล้ว

บันทึกความสำเร็จลงในเว็บไซต์ของโครงการ

ส่งต่อยางลงมือทำให้คนอื่น


ต้องขออภัยที่ผมจำที่มาของสองเรื่องแรกไม่ได้ เนื้อหาที่เล่าจึงอาจไม่ได้ตรงตามต้นฉบับนัก แต่หวังว่าคุณผู้อ่านจะพอเห็นภาพ

ในวันที่เราทำทุกอย่างบนคอมพิวเตอร์และมือถือ อะไรๆ ก็เป็น digital ไปเกือบหมด ในแง่หนึ่งก็สะดวกและรวดเร็ว แต่มันอาจจะทำให้เราอยู่แต่กับสิ่งที่จับต้องไม่ได้มากไปหน่อย

ผมจึงคิดว่าไม่ใช่การเสียหายที่จะลองคิดใช้ประโยชน์จากสิ่งที่จับต้องได้

เช่นอาจจะใช้สมุดหรือกระดาษในการทำ To Do List ของแต่ละวัน แทนที่จะเปิดดูเอาจากแอป

หรือาจจะเขียนโน้ตขอบคุณ แทนที่จะส่งไลน์หรือ Slack ไปหา

ลองนำไอเดียนี้ไปปรับใช้ตามที่เห็นว่าเหมาะสมนะครับ

ราคากับราคะ

“โปรดสังเกตภาษาไทยให้ดี คำว่า “ราคา” น่าจะมาจากคำว่า “ราคะ” หมายความว่า มนุษย์มีราคะในอะไร สิ่งนั้นจะแพง เช่นทองคำ

แต่ในกระแสธรรมชาตินั้นทองคำกับดินเหนียวนี่เหมือนกัน ไม่เชื่อลองให้หมูเดินผ่าน หมูมันจะไม่สนใจ บางทีมันชอบดินโคลนมากกว่า เพราะมันนุ่มกว่า มันแตกต่างกันทางด้านคุณสมบัติ แต่ด้านคุณค่าของมันแล้วทัดเทียมกัน แต่ทีนี้ถ้าเราเดินไปเจอเพชร เราอาจจะฆ่ากันตายเพื่อแย่งชิงสิ่งสมมติเหล่านั้น”

-เขมานันทะ, หนังสือดวงตาแห่งชีวิต

ธรรมดาแล้วราคาของสิ่งของเป็นตัวสะท้อนอะไรหลายอย่าง

หนึ่งคือเรื่องคุณภาพ ของราคาแพงมักจะมีคุณภาพดีกว่าของราคาถูก

สองคือเรื่องภาพลักษณ์ คนที่ใช้ของราคาแพงก็เพราะว่าอยากจะดูดี อยากจะส่งสัญญาณให้คนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนมีฐานะและมีกำลังซื้อ

แต่ถ้าราคาเป็นตัวบ่งบอกระดับของราคะด้วย นั่นก็แสดงว่ายิ่งมีกำลังซื้อมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสที่ราคะจะสูงขึ้นด้วยเช่นกัน

ซื้อรถราคา 1 ล้าน อาจนับเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำงานและการเดินทาง

ซื้อรถราคา 10 ล้าน น่าจะเป็นการสนองกิเลสเกินกึ่งหนึ่ง

ถ้าเรามีฐานะดีขึ้น เราอาจจะตามใจความอยากของเราจนเคยตัว อยากกินอะไร อยากได้อะไรก็ซื้อได้โดยไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง เมื่อความอยากถูกตามใจบ่อยๆ มันก็ย่อมจะเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด และนี่อาจนับเป็น “ข้อเสีย” อย่างหนึ่งของการมีเงิน เพราะการบำรุงกิเลสเป็นเรื่องง่ายดายเหลือเกิน

เราจึงควรมุ่งหวังเป็นคนที่มีกำลังซื้อสูง โดยที่ราคะของเราไม่ได้สูงตามครับ