Miswanting – เมื่อสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่ได้สร้างความสุขเท่าเราที่คิด

คำสาปหนึ่งของมนุษยชาติ คือเรามักคาดการณ์ผิดว่าเราจะมีความสุขขนาดไหนหากเราได้ “สิ่งนั้น” มาไว้ในครอบครอง

ไม่ว่าจะเป็นรถในฝัน บ้านในฝัน หรือแม้กระทั่งคนในฝัน

เรามีแนวโน้มที่จะ overestimate ทั้งระดับและระยะเวลาของความสุขที่เราจะได้มาจากการบรรลุเป้าหมาย

นักจิตวิทยาเรียกอาการนี้ว่า miswanting คือการไขว่คว้าในสิ่งที่เราคิดว่าเราต้องการ แต่เมื่อได้มันมาแล้วเรากลับรู้สึกแปลกใจที่มันไม่ได้สร้างความอิ่มเอมเท่าที่เราคิด

และแม้ว่าเราจะคิดผิดมาแล้วหลายครั้ง เราก็ยังเจ็บไม่จำอยู่ดี

แม้ว่ารถคันที่แล้วจะไม่ได้ทำให้เรามีความสุขขนาดนั้น แต่พอมีรถออกใหม่ให้ใฝ่ฝันถึง เราก็ยังแอบเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าหากได้รถคันนี้มา มันจะนำพามาซึ่งความสุขมากกว่ารถคันเดิม

จะว่าไป ช่วงเวลาแห่งการไขว่คว้านั้นมีรสชาติกว่าช่วงเวลาแห่งการได้มาเสียอีก เพราะเมื่อได้มันมาแล้ว ไม่ช้าก็เร็วก็จะเริ่มจืดจาง สิ่งที่เคยแสนพิเศษก็จะกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา

เหมือนที่ Mark Manson เคยกล่าวไว้ในหนังสือ Everything is F*cked, A Book About Hope ว่า

“The only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.”

วิธีทำลายล้างความฝัน คือการทำให้มันกลายเป็นจริง

เมื่อรู้แล้วว่ามนุษย์ต้องคำสาปที่ไม่อาจถอดถอนได้ แล้วเราจะมีความสุขขึ้นได้อย่างไร?

Dr. Laurie Santos อาจารย์มหาวิทยาลัย Yale และผู้จัดพ็อดแคสต์ “The Happiness Lab” บอกว่า จากงานวิจัย คนที่มีความสุขนั้นมักจะมี 5 สิ่งนี้

  1. มีความสัมพันธ์ที่ดี – social connection
  2. โฟกัสที่คนอื่นมากกว่าเรื่องตัวเอง – other-orientedness
  3. เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี – gratitude
  4. ดื่มด่ำกับประสบการณ์ดีๆ ในชีวิต – savoring
  5. ร่างกายได้เคลื่อนไหว – exercise

ข้อ 3 กับ 4 นั้นสอดคล้องกับประเด็นข้างต้น เพราะคนเรามักไม่เห็นคุณค่าสิ่งที่ตัวเองมี ทั้งที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสิ่งที่เราได้แต่ฝันถึงด้วยซ้ำ

หากเราเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นคุณค่าของสิ่งดีๆ ในชีวิต วิธีหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยได้คือการเขียน gratitude journal

หลักการนั้นง่ายมาก ก่อนจะเข้านอนให้เขียน 3-5 เรื่องที่เราอยากจะขอบคุณ ไม่ว่าจะเป็นคน สิ่งของ หรือแม้กระทั่งฟ้าฝน

อาจจะขอบคุณคนในครอบครัว ขอบคุณคนแปลกหน้าที่ยิ้มให้ ขอบคุณฝนที่ทำให้อากาศเย็นสบาย

ช่วงแรกของการเขียน gratitude journal มันจะขัดๆ เขินๆ เป็นธรรมดา แต่เมื่อทำไปได้สัก 2 สัปดาห์เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลง

หากสิ่งที่เคยฝันไว้ไม่ได้สร้างความสุขเท่าเราที่คิด วิธีแก้อาจไม่ใช่การออกไปหาความสุขครั้งใหม่ แต่คือการเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีให้มากกว่าเดิมครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Big Think: How to be happier in 5 steps with zero weird tricks | Laurie Santos

เราพร้อมที่จะทำอะไรซ้ำๆ นับพันครั้งรึเปล่า

“There are no shortcuts — everything is reps, reps, reps.”
-Arnold Schwarzenegger

อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ อดีตมิสเตอร์ยูนิเวิร์ส ดาราฮอลลีวู้ดที่โด่งดังจากหนังเรื่องคนเหล็ก 2029 (จะว่าไปก็อีก 6 ปีเท่านั้น) และอดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียบอกว่าชีวิตไม่มีทางลัด ทุกอย่างเกิดจากการทำซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน (Reps มาจากคำว่า repetitions)

พอโลกเรามีทางเลือกมากมายกว่าแต่ก่อน ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จะทำได้ยากกว่าแต่ก่อน คือการอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ

เพลงที่เคยโด่งดังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนนี้เรายังจำเนื้อร้องได้ทุกคำ เพราะเราได้ฟังได้ร้องไปไม่รู้กี่รอบ

แต่เพลงที่โด่งดังในวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะยังจำได้ในอีก 20 ปีข้างหน้ารึเปล่า

ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องราววัยเด็กของ David Beckham อดีตนักเตะหมายเลข 7 ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นคนที่เปิดบอลแม่นที่สุดในโลก

เบคแคมเริ่มเล่นบอลตอนอายุ 6 ขวบ โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดาะบอลในสวนหย่อมหลังบ้าน

แม่ของเบคแคมเล่าว่า เธอสามารถมองเห็นเบคแคมผ่านหน้าต่างในครัว ช่วงแรกๆ เบคแคมเดาะได้ 5-6 ทีเท่านั้น แต่เบคแคมนั้นขยันซ้อมมาก พอกลับจากโรงเรียนก็จะตรงไปเดาะบอลที่สวนหย่อม ตกเย็นพ่อกลับมาจากที่ทำงานก็พาเบคแคมไปซ้อมต่อที่สวนสาธารณะ

ผ่านไปหกเดือน เบคแคมเดาะบอลได้ 50 ครั้ง

ผ่านไปหนึ่งปี เดาะได้ 200 ครั้ง

ผ่านไปสามปี เดาะบอลได้ 2,003 ครั้ง

ถ้าเป็นคนนอกมองเข้ามา ย่อมคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เด็ก 9 ขวบจะเดาะบอลได้มากขนาดนั้น

แต่สำหรับแม่ของเบคแคมที่เห็นเขาทุกวันผ่านหน้าต่างในห้องครัว มันไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์อะไรเลย เพราะเธอเห็นความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนที่พาเบคแคมมาได้ไกลขนาดนี้

หลังจากมั่นใจเรื่องการเดาะบอลแล้ว เบคแคมก็เลย move on ไปซ้อมอีกทักษะหนึ่ง นั่นคือการเตะฟรีคิกนั่นเอง

เบคแคมกับพ่อจะไปที่สวนสาธารณะทุกวันเพื่อฝึกยิงไปที่ตาข่ายหลังอาคารแห่งหนึ่ง โดยพ่อของเบคแคมจะมายืนขวางทางเพื่อบังคับให้เบคแคมต้องยิงอ้อมตัวเขา

“พอผ่านไปได้ซัก 2-3 ปี คนที่เดินผ่านมามักจะหยุดและยืนดูพวกเรา” พ่อของเบคแคมเล่า “เบคแคมน่าจะได้ซ้อมยิงฟรีคิกกับผมไปไม่น้อยกว่า 50,000 ครั้ง”

เรื่องราวของเบคแคม ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของอดีตดาราฮอลลีวู้ดอีกคนหนึ่ง

“I fear not the man who has practiced 10,000 kicks once, but I fear the man who has practiced one kick 10,000 times.”
-Bruce Lee

เราอยากจะเก่งกาจในด้านใด เราก็ต้องพร้อมที่จะอยู่กับสิ่งนั้นให้นานพอ แม้ว่าจะไม่มีอารมณ์ แม้ว่ามันจะน่าเบื่อ แม้ว่าจะล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน

เราพร้อมที่จะทำอะไรซ้ำๆ นับพันครั้งรึเปล่า ในเมื่อมันมีสิ่งที่สนุกกว่า ใหม่กว่า สดกว่ามาล่อตาล่อใจเต็มไปหมด

นี่คือเคล็ดลับที่ไม่ลับ ที่อาจทำให้คนธรรมดากลายเป็นคนมหัศจรรย์ครับ


ขอบคุณเรื่องราวของเบคแคมจากหนังสือ Black Box Thinking | Marginal Gains and the Secrets of High Performance by Matthew Syed

คนเป็นผู้นำไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภาว่า เคยให้นิยาม Leadership ว่าคือการ get things done through others and with others – ทำงานให้สำเร็จผ่านคนอื่นและร่วมกับคนอื่น

คนเราพอได้เป็นหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้บริหารแล้ว 90% ของงานเราไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องพึ่งพาผู้อื่นเสมอ โดยเฉพาะลูกทีม

ความฝันของหัวหน้าหลายๆ คนจึงเป็นการมีลูกน้องที่พึ่งพาได้

แต่กว่าจะมีลูกน้องที่พึ่งพาได้ เราก็ต้องเป็นคนที่เขาพึ่งพาได้ก่อน

และสิ่งที่มาก่อนความพึ่งพาได้ คือความเชื่อใจ

หากหัวหน้ากับลูกน้องเชื่อใจกัน อะไรก็ง่าย หากไม่เชื่อใจกัน อะไรก็ยากไปหมด

หัวหน้าบางคนอาจจะมองว่าตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์กับลูกน้อง เพราะเขาไม่ได้มาหาสังคม เขามาที่นี่เพื่อจะ get things done

แต่อย่างที่นิยามกันไปข้างต้น ว่าผู้นำไม่สามารถ get things done ได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ

ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ ความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมากสำหรับการเป็นหัวหน้าที่ดี และสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นหัวหน้าที่ไม่ต้องแบกรับทุกอย่างจนเกินตัว

สำหรับคนที่เป็นผู้นำ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังต้องทำอะไรเองเยอะแยะ ยังไม่สามารถไว้ใจใครได้ ก็คงต้องกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่าเราได้ลงทุนกับความสัมพันธ์กับทีมงานและเพื่อนร่วมงานมากพอหรือยัง

ถ้ารู้ตัว – และยอมรับ – ว่ายังไม่พอ วิธีง่ายๆ ที่ทำได้เลยคือชวนไปดื่มกาแฟ* และนัดคุย 1 on 1 อย่างสม่ำเสมอ

เพราะคนเป็นผู้นำไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้ครับ


* หัวหน้าบางคนอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ดื่มกาแฟ ผมเองก็ไม่ดื่มกาแฟ ก็เลยสั่งอย่างอื่นครับ

Active Patience vs Passive Patience

ผมเจอบทความสั้นๆ ของ Farnam Street ที่เห็นว่ามีประโยชน์ จึงขอถอดความมาไว้ตรงนี้นะครับ:

การอดทนรอคอยที่ได้ผลน้อยที่สุดคือการรอคอยแบบอยู่เฉยๆ – passive patience

คนประเภทนี้จะรอให้จักรวาลมอบสิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองสมควรได้ อีกห้าปีต่อจากนี้เขาก็จะยังรออยู่เหมือนเดิม การรอเฉยๆ นั้นขัดกับกฎข้อที่สามของนิวตันที่ระบุว่า “ทุกแรงกิริยาย่อมมีแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเท่ากันแต่มีทิศตรงข้ามกันเสมอ”

ถ้าไม่มีแอคชั่นก็ย่อมไม่มีผลลัพธ์

โลกไม่ได้ติดค้างอะไรคุณ ไม่มีใครที่จะเดินเข้ามาหาคุณเพื่อสะกิดไหล่แล้วมอบโอกาสทองที่คุณรอคอยมาเนิ่นนาน โลกไม่ได้ทำงานแบบนั้น

ความอดทนรอคอยที่ได้ผลที่สุดคือการรอคอยด้วยการลงมือ – active patience

มันคือการทำในสิ่งที่ทำได้ในวันนี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความสำเร็จในวันข้างหน้า มันคือการเตรียมตัวอย่างมียุทธศาสตร์สำหรับสิ่งที่รอเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินให้ได้มากกว่าที่หามา การลงทุนอย่างชาญฉลาด การพัฒนาทักษะที่จะตอบโจทย์การทำงานในอนาคต การเลือกที่จะเป็นคนใจกว้างมากกว่าจะเป็นคนฉลาดแต่อาจเอาเปรียบคนอื่น

บทเรียนสำคัญก็คือ active patience จะช่วยให้โลกมาอยู่ข้างคุณ ถ้าคุณลงมือทำไปก่อนด้วยพลังงานบวกและด้วยความสม่ำเสมอ โลกย่อมจะช่วยเหลือคุณอย่างแน่นอน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Farnam Street: Active Patience

วันนี้จะเป็นวันที่ดีรึเปล่า

“The question is not: will today be a good day?

Every day is a good day.

The question is: how much good will you get out of today?”

James Clear

เจมส์ เคลียร์ เปิดประเด็นไว้น่าสนใจ

ว่าทุกวันเป็นวันที่ดี

หากวันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ต้องนับว่ามันเป็นวันที่ดี

อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีชีวิต อย่างน้อยก็สำหรับคนส่วนใหญ่

แต่ละวันมีปัญหาเข้ามากมาย และชีวิตคนเราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ – Life is just a series of problem solving.

บางปัญหาก็สนุก บางปัญหาก็ไม่สนุก แต่เชื่อเถอะว่าเรามีปัญญาพอที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น ขอแค่เรามีสติพอที่จะไม่ทำให้ปัญหามันแย่ลง

และเมื่อผ่านไปได้อีกวัน เราจะเป็นคนที่คมกว่าเดิม

ทุกวันที่ยังมีชีวิตคือวันที่ดี หน้าที่ของเราคือหาส่วนดีของมันให้เจอครับ