คนเป็นผู้นำไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้

พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร CEO ของโอสถสภาว่า เคยให้นิยาม Leadership ว่าคือการ get things done through others and with others – ทำงานให้สำเร็จผ่านคนอื่นและร่วมกับคนอื่น

คนเราพอได้เป็นหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้บริหารแล้ว 90% ของงานเราไม่สามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องพึ่งพาผู้อื่นเสมอ โดยเฉพาะลูกทีม

ความฝันของหัวหน้าหลายๆ คนจึงเป็นการมีลูกน้องที่พึ่งพาได้

แต่กว่าจะมีลูกน้องที่พึ่งพาได้ เราก็ต้องเป็นคนที่เขาพึ่งพาได้ก่อน

และสิ่งที่มาก่อนความพึ่งพาได้ คือความเชื่อใจ

หากหัวหน้ากับลูกน้องเชื่อใจกัน อะไรก็ง่าย หากไม่เชื่อใจกัน อะไรก็ยากไปหมด

หัวหน้าบางคนอาจจะมองว่าตัวเองไม่มีความจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์กับลูกน้อง เพราะเขาไม่ได้มาหาสังคม เขามาที่นี่เพื่อจะ get things done

แต่อย่างที่นิยามกันไปข้างต้น ว่าผู้นำไม่สามารถ get things done ได้ด้วยตัวคนเดียว เราต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ

ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ ความไว้เนื้อเชื่อใจ จึงเป็นทักษะที่สำคัญอย่างมากสำหรับการเป็นหัวหน้าที่ดี และสำคัญอย่างยิ่งที่จะเป็นหัวหน้าที่ไม่ต้องแบกรับทุกอย่างจนเกินตัว

สำหรับคนที่เป็นผู้นำ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองยังต้องทำอะไรเองเยอะแยะ ยังไม่สามารถไว้ใจใครได้ ก็คงต้องกลับมาถามตัวเองเช่นกันว่าเราได้ลงทุนกับความสัมพันธ์กับทีมงานและเพื่อนร่วมงานมากพอหรือยัง

ถ้ารู้ตัว – และยอมรับ – ว่ายังไม่พอ วิธีง่ายๆ ที่ทำได้เลยคือชวนไปดื่มกาแฟ* และนัดคุย 1 on 1 อย่างสม่ำเสมอ

เพราะคนเป็นผู้นำไม่สนใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ได้ครับ


* หัวหน้าบางคนอาจจะบอกว่าตัวเองไม่ดื่มกาแฟ ผมเองก็ไม่ดื่มกาแฟ ก็เลยสั่งอย่างอื่นครับ

Active Patience vs Passive Patience

ผมเจอบทความสั้นๆ ของ Farnam Street ที่เห็นว่ามีประโยชน์ จึงขอถอดความมาไว้ตรงนี้นะครับ:

การอดทนรอคอยที่ได้ผลน้อยที่สุดคือการรอคอยแบบอยู่เฉยๆ – passive patience

คนประเภทนี้จะรอให้จักรวาลมอบสิ่งที่เขาคิดว่าตัวเองสมควรได้ อีกห้าปีต่อจากนี้เขาก็จะยังรออยู่เหมือนเดิม การรอเฉยๆ นั้นขัดกับกฎข้อที่สามของนิวตันที่ระบุว่า “ทุกแรงกิริยาย่อมมีแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเท่ากันแต่มีทิศตรงข้ามกันเสมอ”

ถ้าไม่มีแอคชั่นก็ย่อมไม่มีผลลัพธ์

โลกไม่ได้ติดค้างอะไรคุณ ไม่มีใครที่จะเดินเข้ามาหาคุณเพื่อสะกิดไหล่แล้วมอบโอกาสทองที่คุณรอคอยมาเนิ่นนาน โลกไม่ได้ทำงานแบบนั้น

ความอดทนรอคอยที่ได้ผลที่สุดคือการรอคอยด้วยการลงมือ – active patience

มันคือการทำในสิ่งที่ทำได้ในวันนี้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับความสำเร็จในวันข้างหน้า มันคือการเตรียมตัวอย่างมียุทธศาสตร์สำหรับสิ่งที่รอเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงินให้ได้มากกว่าที่หามา การลงทุนอย่างชาญฉลาด การพัฒนาทักษะที่จะตอบโจทย์การทำงานในอนาคต การเลือกที่จะเป็นคนใจกว้างมากกว่าจะเป็นคนฉลาดแต่อาจเอาเปรียบคนอื่น

บทเรียนสำคัญก็คือ active patience จะช่วยให้โลกมาอยู่ข้างคุณ ถ้าคุณลงมือทำไปก่อนด้วยพลังงานบวกและด้วยความสม่ำเสมอ โลกย่อมจะช่วยเหลือคุณอย่างแน่นอน


ขอบคุณเนื้อหาจาก Farnam Street: Active Patience

วันนี้จะเป็นวันที่ดีรึเปล่า

“The question is not: will today be a good day?

Every day is a good day.

The question is: how much good will you get out of today?”

James Clear

เจมส์ เคลียร์ เปิดประเด็นไว้น่าสนใจ

ว่าทุกวันเป็นวันที่ดี

หากวันนี้เรายังมีชีวิตอยู่ ต้องนับว่ามันเป็นวันที่ดี

อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่มีชีวิต อย่างน้อยก็สำหรับคนส่วนใหญ่

แต่ละวันมีปัญหาเข้ามากมาย และชีวิตคนเราก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ – Life is just a series of problem solving.

บางปัญหาก็สนุก บางปัญหาก็ไม่สนุก แต่เชื่อเถอะว่าเรามีปัญญาพอที่จะแก้ปัญหาเหล่านั้น ขอแค่เรามีสติพอที่จะไม่ทำให้ปัญหามันแย่ลง

และเมื่อผ่านไปได้อีกวัน เราจะเป็นคนที่คมกว่าเดิม

ทุกวันที่ยังมีชีวิตคือวันที่ดี หน้าที่ของเราคือหาส่วนดีของมันให้เจอครับ

วิธีง่ายๆ ที่จะเป็นผู้ชายที่ดีขึ้น

(จริงๆ วิธีนี้ก็ใช้สำหรับผู้หญิงได้เช่นกัน แค่อยากตั้งชื่อหัวข้อให้คล้องจองครับ)

เวลาผมฟังสัมภาษณ์บุคคลที่ประสบความสำเร็จว่าใครเป็นแบบอย่างในชีวิตหรือคนที่เขาชื่นชม เกิน 50% จะมี “พ่อ” หรือ “แม่” เป็นคำตอบ

บุคคลเหล่านี้มักจะพูดถึงพ่อหรือแม่ในเชิงของความเป็นคนไม่ยอมแพ้ ความอดทน ความใฝ่รู้ ความทุ่มเท

ถ้ามองว่าคนประสบความสำเร็จคือฮีโร่

พ่อแม่ของคนเหล่านี้ก็คือฮีโร่ของฮีโร่

แต่ผมเดาว่า สำหรับคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูก อาจจะเป็นญาติ เพื่อน หรือเพื่อนที่ทำงาน “ฮีโร่ของฮีโร่” เหล่านี้อาจจะเป็นเพียงคนธรรมดาในสายตาของพวกเขา

สมมติว่าในสายตาของลูก ให้คะแนนพ่อแม่ตัวเอง 90 เต็ม 100

ในสายตาของเพื่อน อาจจะให้คะแนนคนเหล่านี้แค่ 70 เต็ม 100

20 คะแนนที่เป็นส่วนต่าง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า discrepancy นี้มาจากไหน?

แน่นอนว่าการเป็นพ่อแม่นั้นมีแต้มต่อ เพราะพ่อแม่เป็นครูคนแรก และเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในชีวิตของลูก (ถ้าได้เลี้ยงลูกเอง) ดังนั้นก็จะได้คะแนนมากกว่าปกติอยู่แล้ว สมมติว่าปัจจัยส่วนนี้อธิบาย 10 คะแนนจาก 20 คะแนนที่ต่างกันอยู่

แล้วอีก 10 คะแนนที่เหลือมาจากไหน? ขอทดประเด็นนี้ไว้ก่อน


คุณพศิน อินทรวงค์ เคยเล่าเรื่องเปรียบเทียบเด็กสองคนที่เรียนเก่งทั้งคู่

คนแรกนั้นอยากสอบได้ที่ 1 เพราะมีนิสัยไม่ชอบยอมแพ้และต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขานั้นเหนือกว่าทุกคนในห้อง

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอ

ส่วนเด็กคนที่สองนั้นก็อยากสอบได้ที่ 1 เหมือนกัน เพราะเห็นว่าพ่อแม่ทำงานเหนื่อย อยากทำอะไรให้ท่านภูมิใจ

เด็กคนนี้จะตั้งใจฟังคุณครูสอน ทำการบ้านเสร็จรวดเร็ว และทบทวนตำราเรียนอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกัน

มองเผินๆ ดูจะเหมือนกัน การกระทำเดียวกัน และน่าจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน

แต่มันมีความแตกต่างที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่ง

ถามว่าเด็กคนแรกจะยอมติวหนังสือให้เพื่อนช่วงก่อนสอบรึเปล่า คำตอบคืออาจจะไม่ เพราะไม่อยากมีคู่แข่งเพิ่ม

แต่เด็กคนที่สองมีแนวโน้มที่จะติวหนังสือให้เพื่อน เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่การสอบได้ที่ 1 เป้าหมายคือการเป็นลูกที่ทำให้พ่อแม่ภูมิใจ


ผมได้รับโอกาสไปเรียนมัธยมปลายที่ประเทศนิวซีแลนด์ช่วงปี 1994-1997

ที่นิวซีแลนด์มีเรียนสามเทอม ผมเริ่มไปเรียนเทอมที่สามคือประมาณเดือนกันยายนปี 1994

ปรากฎว่าเดือนธันวาคมที่สอบปลายภาค ผมสอบตกทุกวิชายกเว้นวิชาเลข ส่วนหนึ่งเพราะภาษาอังกฤษยังไม่แข็งแรง อีกส่วนหนึ่งเพราะข้อสอบนั้นรวมเนื้อหาของทุกเทอม

พอกลับถึงเมืองไทย พ่อแม่มารับที่ดอนเมือง ระหว่างนั่งรถ ผมแจ้งให้พ่อแม่ทราบเรื่องผลสอบ จำได้ว่าพ่อแม่ไม่ได้ถามหรือพูดอะไรเยอะ แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความผิดหวังและความกังวล

พอผมกลับไปเรียนอีกครั้งตอนต้นปี 1995 ผมก็เลยตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ และทำผลการเรียนได้ดีอย่างสม่ำเสมอจนจบมัธยมปลาย

การไปเรียนเมืองนอกสมัยนั้นมีอิสระค่อนข้างเยอะ อยู่ไกลหูไกลตาพ่อแม่ โทรกลับบ้านแค่เดือนละหนึ่งครั้งเพราะยังไม่มีอินเทอร์เน็ต เป็นการง่ายมากที่จะเถลไถล

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมคิดว่าเหตุผลสำคัญที่สุดที่ผมตั้งใจเรียนมันเกิดจากความรู้สึกที่ไม่อยากทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวังอีกนี่แหละ


กลับมาที่เรื่องฮีโร่ของฮีโร่ ที่พ่อแม่จะได้คะแนนจากลูกมากกว่าจากคนอื่น

สัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับความเป็นพ่อเป็นแม่ คือเราอยากเป็นคนที่ดีในสายตาลูก

หลายคนกลับมาดูแลตัวเอง หลายคนเลิกสูบบุหรี่ หลายคนเลิกเจ้าชู้ หลายคนใจเย็นลง หลายคนตั้งใจทำมาหากิน หลายคนเริ่มคาดเข็มขัดเวลานั่งเบาะหลัง

แน่นอนว่าความพยายามนี้มันไม่ได้เพอร์เฟ็กต์ บางทีก็มีหลุด มีอารมณ์เสีย มีไม่ใส่ใจเขาเท่าที่ควร ซึ่งมันไม่ได้แสดงว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ใช้ไม่ได้ มันแค่แสดงว่าเราเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

การที่พ่อแม่อยากเป็นคนที่ดีในสายตาลูก หรือการที่ลูกไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง มันคือการ “ออกแรงเป็นพิเศษ” เพื่อคนที่เรารัก

ดังนั้น ผมเลยคิดว่าวิธีที่จะเป็นผู้ชาย (หรือผู้หญิง) ที่ดีขึ้น ก็คือการหาใครสักคนที่เราไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง – find someone you don’t want to let down.

คนใกล้สุดก็คงเป็นพ่อ แม่ ลูก หรือคู่ชีวิต

แต่ถ้าเราไม่มีหรือเลือกไม่ได้ ก็อาจจะเป็นคนอื่นที่เราอาจไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เรารักและเคารพเขามากพอที่เราอยากจะเป็นคนที่ดีขึ้นเพื่อเขาครับ

นิทานดูแล

วันนี้(คืน)วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันครับ

ค่ำคืนวันหนึ่ง หญิงสาววัย 18 ปีมานั่งอ่านหนังสือเรียนคนเดียวในร้านสตาร์บัคส์

ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน มองเห็นหญิงสาวจึงเดินเข้ามาทำความรู้จักและชวนคุยไม่หยุด แถมยังพูดจาเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ

สักพักก็มีบาริสต้านำช็อคโกแล็ตร้อนมาเสิร์ฟให้หญิงสาว โดยบอกว่ามีลูกค้าสั่งไว้และไม่ได้มารับ เลยขอนำมามอบให้เธอแทน

หญิงสาวมองเห็นข้อความที่เขียนไว้บนแก้วด้วยปากกามาร์คเกอร์:

“คุณโอเครึเปล่า? อยากให้พวกเราทำอะไรมั้ย? ถ้าต้องการความช่วยเหลือก็ส่งสัญญาณด้วยการเปิดฝาแก้วได้เลยนะ”

แม้เธอจะไม่ได้เปิดฝา แต่ก็รู้สึกขอบคุณและอุ่นใจที่พนักงานสตาร์บัคส์เป็นห่วงเป็นใย แถมยังคอยดูเธออยู่ห่างๆ จนทุกอย่างจบลงด้วยดี


ขอบคุณเรื่องราวจาก DailyMail: The secret note a Starbucks barista wrote on a coffee cup for an 18-year-old girl who was being pestered by stranger