อย่ารู้สึกผิดกับกองดอง

มีใครคนหนึ่งเคยกล่าวติดตลกไว้ว่า การซื้อหนังสือกับการอ่านหนังสือ เป็นงานอดิเรกสองอย่างที่ไม่เกี่ยวกัน

คนชอบอ่านหนังสือ มักจะชอบซื้อหนังสือ

แต่คนที่ชอบซื้อหนังสือ ไม่จำเป็นต้องชอบอ่านหนังสือเสมอไป

นี่คือเหตุผลที่คนจำนวนไม่น้อยชอบไปเดินร้านหนังสือ มีความสุขกับการยืนพลิกดูหนังสือ ซื้อกลับมาวางในชั้นที่บ้าน แต่พอมีเวลาว่างจริงๆ กลับเอาเวลาไปทำอย่างอื่น

หลายคนจึงรู้สึกกับ “กองดอง” ไม่ต่างอะไรกับ To-Do List คือเป็นรายการหนังสือที่ควรจะอ่านให้จบ แต่ก็ไม่ได้อ่านสักที ก็เลยรู้สึกผิด แต่ก็อดไม่ได้ที่จะซื้อหนังสือใหม่ๆ มาเพิ่มอยู่เรื่อยๆ อยู่ดีเพราะการซื้อหนังสือเป็นงานอดิเรก

Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks เคยบอกไว้ว่า

“Treat your to-read pile like a river, not a bucket”

ให้มองกองดองเหมือนแม่น้ำ ไม่ใช่ถังน้ำ

ถ้าเรามองว่ากองดองคือถังน้ำที่รองน้ำมาจนเต็ม และเราต้องคอยเอาไปเททิ้งอยู่เรื่อยๆ เราจะรู้สึกว่ากองดองเป็นภาระ

แต่ถ้าเรามองหนังสือมากมายที่ยังไม่ได้อ่านเป็นเหมือนแม่น้ำ จะหย่อนตัวลงไปอาบน้ำให้ชื่นใจเมื่อไหร่ก็ได้ กองดองก็จะเป็นเหมือน “ของขวัญ” ในชีวิต มองไปที่ไรก็ spark joy เหมือนคนที่มีบ้านอยู่ริ่มแม่น้ำ

จะว่าไป เวลาเราไปนั่งห้องสมุด มีหนังสือที่เราไม่เคยอ่านอยู่ 99.9% เราก็ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นภาระอะไร

ดังนั้น จะมองหนังสือที่เราเป็นเจ้าของว่ามันคือห้องสมุดของเรา เป็นทรัพยากรที่หลั่งไหลไม่มีสิ้นสุด ให้เราใช้สอยเมื่อไหร่ก็ได้ตามต้องการ

เราก็จะไม่รู้สึกผิดกับกองดอง และไม่มองว่ามันเป็นภาระหรือเป็น to-do list ที่ต้องทำให้เสร็จอีกต่อไปครับ

ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ

“เหนื่อยมั้ยคุณ? ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ คุณเหมือนเล่นละครอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ พยายามทำตัวเจ้าชู้ เฟรนด์ลี่ แต่จริงๆ คุณมีกำแพงสูงสุดๆ ไปเลย ลองใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ จริงๆ แบบไม่เหนื่อยมั่งเหอะคุณ”

-มาตาลดาพูดกับไตรฉัตร EP17 นาทีที่ 32

สัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนคงอิ่มอกอิ่มใจกับ “มาตาลดา” ที่จบบริบูรณ์ไปเรียบร้อย

ใครที่ยังไม่เคยดู สามารถตามไปดูในเน็ตฟลิกซ์นะครับ ผมว่าเป็นละครที่ดูแล้วใจฟูที่สุด และมีบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติที่สุดเรื่องหนึ่งที่ผมเคยดูมาเลย

นางเอกมาตาลดาหรือ “มาตา” (นำแสดงโดยเต้ย จรินทร์พร ซึ่งถ้าไม่ใช่เต้ยก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะมีใครเหมาะกับบทมาตาลดามากกว่านี้มั้ย) มีพ่อแม่เป็น LGBT คบกับ “เป็นหนึ่ง” (นำแสดงโดยเจมส์จิ) หมอศัลยกรรมหัวใจที่หัวใจด้านชา

เป็นหนึ่งมีลูกพี่ลูกน้องชื่อไตรฉัตร ที่แม้จะหน้าตาดีแต่ก็เรียนไม่เก่งและถูกแม่เอาไปเปรียบเทียบกับเป็นหนึ่งอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นปมในใจที่ไตรฉัตรอยากเอาชนะเป็นหนึ่งได้บ้าง เช่นการจีบสาวที่เป็นหนึ่งชอบอยู่

ไตรฉัตรจึงแวะเวียนมาหามาตาลดาอยู่บ่อยๆ แต่มาตาลดาไม่เล่นด้วย และมักจะเตือนสติไตรฉัตรด้วยบทสนทนาอย่างข้างต้น

เวลาเราเห็นใครบางคนสดใสจนล้นเกิน อาจเป็นไปได้ว่าเขาพยายามใช้ความสดใสนั้นกลบฝังความเศร้าลึกๆ ในใจเขาอยู่

เมื่อสิ่งที่แสดงออกไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่อยู่ภายใน จะเรียกว่า “การแสดง” ก็คงจะไม่ผิดนัก

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ต้องเคยผ่านการแสดงมาแล้วทั้งนั้น อยู่บ้านเป็นแบบนึง อยู่ที่โรงเรียนเป็นอีกแบบหนึ่ง อยู่กับเพื่อนกลุ่มนี้เป็นแบบนึง อยู่กับเพื่อนอีกกลุ่มก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

อาจจะด้วยพลังงานของแต่ละกรุ๊ปที่ไม่เหมือนกัน เราก็เลยต้องมี coping mechanism ที่แตกต่างกันไป แม้มันจะช่วยให้เราเอาตัวรอดไปได้ แต่หากต้องแสดง หรือต้อง “เก๊ก” ไปนานๆ มันก็สร้างความเหน็ดเหนื่อยได้ประมาณหนึ่งเลยเหมือนกัน

เราติดวิธีการ “ปรับตัว” แบบนี้มาตั้งแต่เด็ก โดยเราอาจลืมคิดไปว่าพอเราโตเป็นผู้ใหญ่ เราอาจไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้อีกต่อไป เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนกีดกันกลายเป็นคนนอก

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจำเป็นที่จะต้อง “พักรบกับตัวเอง” ยอมรับและซื่อสัตย์ในความเป็นเรา ข้างในเป็นอย่างไรก็ให้ข้างนอกมันออกมาอย่างนั้น มันอาจทำให้เรามีเพื่อนน้อยลงก็จริง แต่มันก็ช่วยคัดกรองคนที่จะเข้ามาในชีวิตเราเช่นกัน

ปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ เราไม่จำเป็นต้องแสดงละครเพื่อให้ได้รับการยอมรับ เพราะการยอมรับแบบนั้นสุดท้ายมันก็ไม่ยั่งยืนอยู่ดี

เหมือนที่มาตาลดาว่าไว้

ใช้ชีวิตให้มันง่ายๆ บ้างก็ได้นะ

คนเข้มแข็งจริงๆ ย่อมไม่ทำร้ายใคร

“อย่ากลัวคนอื่นเห็นว่าเราเป็นคนอ่อนแอ อ่อนแอหรือไม่ เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ แต่ผมเสนอความเห็นอย่างนี้ ความอ่อนโยนนั้นดีกว่าความแข็งกร้าวแน่ ความแข็งกร้าวนั้นมันอันตราย สุนัขที่กัดคนนั้นเขาว่าเป็นสุนัขที่ขี้ขลาด มันตกใจก็เลยกัด ดังนั้นคนที่ทำลายคนอื่น จริงๆ เป็นความอ่อนแอ คนเข้มแข็งจริงๆ คือคนที่ไม่ทำลายใคร ให้ตัวเองเจ็บปวดดีกว่าคนอื่นเจ็บปวด”
-เขมานันทะ หนังสือรุ่งอรุณแห่งความรู้สึกตัว

โลกทุนนิยมนั้นหล่อหลอมให้เราคุ้นชินกับการแข่งขัน การฟาดฟัน และการเอาชนะ เพราะผู้แพ้มักถูกทิ้งไว้กลางทาง

ชีวิตของบางคนจึงเหมือนอยู่ในสงครามตลอดเวลา สู้กับคนอื่นไม่พอ ยังต้องสู้กับมโนสำนึกของตัวเอง รู้ว่าผิดก็ยังทำ รู้ว่าทำลงไปแล้วจะไม่ชอบตัวเองก็ยังทำ

อาจเป็นเพราะเรามักคิดว่าเราไม่มีทางเลือกมากนัก เมื่ออยู่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด หากเราไม่เป็นผู้ล่า เราก็จะกลายเป็นเหยื่อ

แต่มันอาจจะมีทางเลือกที่สาม ที่เราสามารถเข็มแข็งพอที่จะไม่ปล่อยให้ใครเข้ามาทำร้ายเราได้โดยง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นมนุษย์พอที่จะไม่ไปทำร้ายคนอื่น

เมื่อมีสติ เราจะไม่กลัว เมื่อมีสติ เราจะไม่ตกใจ ไม่เผลอไปแว้งกัดใครโดยไม่จำเป็น

มองจากข้างนอกอาจดูเหมือนเราเป็นคนแหย ดูเหมือนคนอ่อนแอ แต่อ่อนแอหรือไม่มีแต่เราเท่านั้นที่รู้

เพราะความเข้มแข็งเป็นเรื่องของข้างใน

และเพราะคนเข็มแข็งจริงๆ ย่อมไม่ทำร้ายใครครับ

เมื่อเราไม่ไว้ใจใคร เราจะคิดถึงเขาตลอดเวลา

Tobias Lütke ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Shopify บอกว่าความไว้ใจนั้นเป็นเหมือนแบตเตอรี่มือถือ

เมื่อเราเจอใครครั้งแรก ความไว้เนื้อเชื่อใจจะมีค่าประมาณ 50%

หลังจากนั้น ถ้าเขาทำให้เราไว้ใจได้ ด้วยการทำในสิ่งที่พูด ด้วยความสม่ำเสมอ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น

กลับกัน ถ้าเขาผิดคำพูดเป็นประจำ ความไว้ใจก็จะค่อยๆ ลดลงจนอาจเหลือ 15% หรือ 10%

ถ้าแบตเตอรี่มือถือจะหมด เราจะพะวงถึงมันตลอดเวลา เช่นเดียวกับคนที่เราไม่ไว้ใจ ที่เราจะคอยพะวงถึงเขาเช่นกัน

แต่ถ้าแบตเตอรี่มือถือเกือบเต็ม เราจะสบายใจและใช้ชีวิตของเราได้โดยแทบไม่ต้องชำเลืองดูแบตเลย

ดังนั้น เราควรตั้งเป้าเป็นคนที่ไว้ใจได้อย่างน้อยซัก 80%

หากหัวหน้าไว้ใจเราระดับนี้ หากแฟนไว้ใจเราระดับนี้ เราก็จะทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระ ไม่โดน micromanage และไม่โดนโทรตามครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Hidden Genius by Polina Marinova Pompliano

สิ่งดีๆ อยู่ห่างออกไปแค่ 5 นาที

เรารู้ว่าการออกกำลังกายยามเช้าเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันจะทำให้สมองโปร่งใสและมีพลังงานบวกไปได้ทั้งวัน

แต่หลายคนก็ยังไม่ออกกำลังกาย เพราะรู้สึกว่าไม่มีเวลาหรือไม่มีความอยากมากพอ

James Clear บอกว่า จริงๆ แล้วเราไม่ต้องออกกำลังกายถึง 1 ชั่วโมง หรือแม้กระทั่ง 30 นาทีเพื่อจะรู้สึกดีหรอก เพียงแค่เราได้ออกกำลังกายแค่ 5 นาที ความรู้สึกก็แตกต่างจากตอนอยู่เฉยๆ มากมายแล้ว

พอผ่าน 5 นาทีแรกของการออกกำลังกาย ระดับพลังงานเราจะเปลี่ยน และเราก็จะมีแรงผลักดันให้ออกกำลังกายต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าวันไหนเราอยากจะออกกำลังกายแต่รู้สึกว่าไม่มี motivation ให้บอกตัวเองว่า “สิ่งดีๆ อยู่ห่างออกไปแค่ 5 นาที” เพื่อให้อย่างน้อยเราได้เริ่ม แล้วจากนั้นโมเม็นตัมจะพาเราไปต่อเอง

ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่กับสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์แต่เรามักจะหลีกเลี่ยง เราก็สามารถใช้หลักการนี้ได้เช่นกัน

ลงทุนแค่ 5 นาที แล้วทิศทางของวันนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมครับ