สิ่งดีๆ อยู่ห่างออกไปแค่ 5 นาที

เรารู้ว่าการออกกำลังกายยามเช้าเป็นเรื่องที่ดี เพราะมันจะทำให้สมองโปร่งใสและมีพลังงานบวกไปได้ทั้งวัน

แต่หลายคนก็ยังไม่ออกกำลังกาย เพราะรู้สึกว่าไม่มีเวลาหรือไม่มีความอยากมากพอ

James Clear บอกว่า จริงๆ แล้วเราไม่ต้องออกกำลังกายถึง 1 ชั่วโมง หรือแม้กระทั่ง 30 นาทีเพื่อจะรู้สึกดีหรอก เพียงแค่เราได้ออกกำลังกายแค่ 5 นาที ความรู้สึกก็แตกต่างจากตอนอยู่เฉยๆ มากมายแล้ว

พอผ่าน 5 นาทีแรกของการออกกำลังกาย ระดับพลังงานเราจะเปลี่ยน และเราก็จะมีแรงผลักดันให้ออกกำลังกายต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ถ้าวันไหนเราอยากจะออกกำลังกายแต่รู้สึกว่าไม่มี motivation ให้บอกตัวเองว่า “สิ่งดีๆ อยู่ห่างออกไปแค่ 5 นาที” เพื่อให้อย่างน้อยเราได้เริ่ม แล้วจากนั้นโมเม็นตัมจะพาเราไปต่อเอง

ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่กับสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์แต่เรามักจะหลีกเลี่ยง เราก็สามารถใช้หลักการนี้ได้เช่นกัน

ลงทุนแค่ 5 นาที แล้วทิศทางของวันนี้อาจจะไม่เหมือนเดิมครับ

ชีวิตคนไม่ควรสบายจนเกินไป

ท่านเขมานันทะเคยเล่าไว้ในหนังสือดวงตาแห่งชีวิตว่า ที่วัดสวนโมกข์มีลำไยอยู่ต้นหนึ่งซึ่งไม่เคยออกลูกมาเลยนับสิบปี

วันหนึ่ง พระท่านกวาดขยะและเผาขยะ บังเอิญไฟลามไปจนสุมโคนของต้นลำไย

ปรากฎว่าปีนั้นต้นลำไยออกลูกอย่างรวดเร็ว คงเป็นเพราะด้วยสัญชาตญาณแห่งการมุ่งจะสืบต่อสายพันธุ์เอาไว้ให้เผล็ดผล


หนังสือเล่มหนึ่งที่เคยโด่งดังมากเมื่อ 8 ปีที่แล้ว มีชื่อว่า ยิ่งหิวยิ่งสุขภาพดี ของนายแพทย์โยะชิโนะริ นะงุโมะ

ผู้เขียนบอกว่า การปล่อยตัวเองให้ท้องหิว จะทำให้ growth hormone หลั่ง ทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงและมีหน้าตาอ่อนกว่าวัย

ช่วงนี้มีคนหันมาทำ IF หรือ Intermittent Fasting กันมากขึ้น หลายคนบอกว่าทำแล้วมีสมาธิกับการทำงานมากกว่าเดิม คิดอะไรได้ชัดเจน


Neil Pasricha ผู้เขียนหนังสือ The Happiness Equation เคยเขียนไว้ว่า สองปีที่อันตรายที่สุดในชีวิตมนุษย์ คือปีที่เกิด กับปีที่เกษียณ

ปีที่เกิดนี่เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะทารกเป็นสิ่งเปราะบาง ต้องการการดูแลประคบประหงม

แต่ปีที่เกษียณก็อันตรายเช่นกัน เพราะหากเกษียณแล้วปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่มีเป้าหมาย ไม่มีเหตุผลของการตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็มีโอกาสที่จะกลายเป็น depression หรือโรคอื่นๆ ได้

แม้เทคโนโลยีจะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายให้มนุษย์ แต่สุดท้ายแล้วพวกเราอาจ “ถูกสาป” ไม่ให้สบายจนเกินไป เพราะมันจะทำให้เราอ่อนแอและไร้ชีวิตชีวา

เราอาจเป็นเหมือนต้นลำไย ที่จำเป็นต้องมีไฟมาสุมโคนบ้างเป็นครั้งคราวครับ

คนอื่นคิดถึงเราน้อยกว่าที่เราคิด

ในปี 2000 นักจิตวิทยาชื่อ Thomas Gilovich และคณะได้ทำการทดลองให้นักศึกษาใส่เสื้อยืดที่มีรูปนักร้องเชยๆ อย่าง Barry Manilow ไปเข้าคลาสเรียน จากนั้นทีมงานก็ให้นักศึกษาประเมินว่ามีเพื่อนในห้องเห็นเขาใส่เสื้อยืดตัวนี้กี่คน ผลก็คือนักศึกษาส่วนใหญ่ประเมินตัวเลขสูงเกินจริง

ในอีกการทดลองหนึ่ง นักวิจัยให้นักศึกษาเลือกเสื้อยืดที่มีรูปคนเท่ๆ (สำหรับยุคนั้น) เช่น Bob Marley, Martin Luther King หรือ Jerry Seinfeld และผลก็ออกมาเหมือนเดิม คือนักศึกษาประเมินจำนวนเพื่อนที่สังเกตเห็นว่าเขาใส่เสื้อยืดสุดคูลมากเกินความเป็นจริง

นักวิจัยเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Spotlight Effect – เราจะ overestimate ความสนอกสนใจที่คนอื่นมีต่อเราเสมอ ไม่ว่าจะเชิงบวกหรือเชิงลบ


Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money มักจะพูดอยู่เสอมว่า

“No one is impressed with your possessions as much as you are. Nobody is thinking about you as much as you are. They are only thinking about themselves.”

ไม่มีใครประทับใจกับทรัพย์สมบัติของเราเท่าตัวเราเอง ไม่มีใครคิดถึงเราเท่าตัวเราเอง เพราะแต่ละคนก็เอาแต่คิดถึงตัวเองทั้งนั้น

มันทำให้ผมนึกถึง “กฎ 20-40-60”

ตอนอายุ 20 คุณกังวลว่าคนอื่นคิดกับคุณยังไง

ตอนอายุ 40 คุณไม่แคร์ว่าคนอื่นคิดกับคุณยังไง

ตอนอายุ 60 คุณเพิ่งเข้าใจว่าไม่มีใครคิดถึงคุณตั้งแต่แรกแล้ว

คนอื่นคิดถึงเราน้อยกว่าที่เราคิดครับ


ขอบคุณเนื้อหา Spotlight Effect จากหนังสือ The Human Mind: A Brief Tour of Everything We Know by Paul Bloom

ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีความลำบาก

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เราสามารถรับมือทุกความลำบากที่เราต้องเผชิญ

“A happy life consists not in the absence, but in the mastery of hardships.”
-Helen Keller

ผมเคยเจอภาพหนึ่งที่ติดตาติดใจพอสมควร

เป็นภาพของหมาป่าสองตัว

หมาป่าตัวแรกเป็นหมาป่าวัยเด็ก นอนจมกองเลือดอยู่กับพื้น ที่กลางหลังมีธนูปักอยู่หนึ่งดอก

หมาป่าตัวที่สองเป็นหมาป่าวัยหนุ่มกำลังยืนมองหมาป่าตัวแรก กลางหลังของหมาป่าวัยหนุ่มมีธนูปักอยู่สิบเจ็ดดอก

หมาป่าตัวแรกคือ “The old me” – ตัวเราคนเดิม

หมาป่าตัวที่สองคือ “Me now” ตัวเราวันนี้

พร้อมคำโปรยที่ว่า “Life does not get easier. You just get stronger.”

เราไม่ควรหวังให้ชีวิตมันง่ายขึ้น เราควรหวังให้ตัวเราแข็งแกร่งขึ้น เพราะนั่นคือทางที่ปลอดภัยที่สุดที่จะอยู่ได้และอยู่ดีในโลกที่ไม่แน่นอน

แล้วเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร?

Jocko Willink อดีตหัวหน้าหน่วยซีลให้คำแนะนำแบบกำปั้นทุบดินว่า

“If you want to be tougher, be tougher.”

ถ้าอยากเข้มแข็งกว่านี้ ก็จงเข้มแข็งกว่านี้

ความเข้มแข็งทางจิตใจนี่ก็แปลก มันไม่ต้องอาศัยต้นทุนอะไรมากไปกว่าสิ่งที่อยู่ข้างในตัวเราอยู่แล้ว

เราคงไม่สามารถรับธนูสิบเจ็ดดอกได้ในชั่วข้ามคืน แต่เราสามารถค่อยๆ เพิ่มธนูจากหนึ่ง เป็นสอง เป็นสามดอกได้

เมื่อเราเจอธนูปักที่กลางหลัง แทนที่จะล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นเหมือนที่เคยทำ ลองพยายามหยัดยืนโดยไม่ฟูมฟาย แล้วเราอาจได้ค้นพบว่าเราแข็งแกร่งว่าที่เราคิด

ชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่ไม่มีความลำบาก

ชีวิตที่ดีคือชีวิตที่เราสามารถรับมือทุกความลำบากที่เราต้องเผชิญครับ

ระลึกไว้ว่าเราไม่ได้มีหมวกแค่ใบเดียว

เมื่อเดือนที่แล้ว บริษัทที่ผมทำงานอยู่ได้เชิญคุณพศิน อินทรวงค์ มาเป็น guest speaker ในกิจกรรม WeShare

หลังจากบรรยายเสร็จ ในช่วง Q&A ผมถามคำถามคุณพศินว่า ช่วงนี้ถ้าติดตามข่าวการเมืองแล้วรู้สึกเครียด เราควรจะทำอย่างไรดี?

คุณพศินแนะนำว่า เราควรระลึกไว้ว่าเราไม่ได้มีหมวกแค่ใบเดียว

เวลาเราอินไปกับข่าวการเมือง เรากำลังใส่หมวกพลเมืองอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องถูกแล้วที่เราสนอกสนใจความเป็นไปในบ้านเมือง

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็มีหมวกใบอื่นๆ ด้วย ทั้งหมวกพนักงาน หมวกลูกชาย หมวกพี่สาว หมวกพ่อ หมวกแม่

ช่วงที่เราอินกับเรื่องอะไร เราอาจจะใส่หมวกใบนั้นนานเกินไปหน่อย จนหลงลืมไปว่าเรามีบทบาทอื่นๆ ที่ต้องเล่นด้วยเช่นกัน

ถ้าช่วงนี้เรากำลังกังวลหรือเครียดกับเรื่องอะไรจนรู้สึกได้ว่ากำลังเบียดเบียนตัวเอง ลองเปลี่ยนไปใส่หมวกใบอื่นดูนะครับ