นิทานพระเซนกับแมงป่อง

20191002

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ขณะที่พระเซนรูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ริมน้ำ เขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

เมื่อลืมตาขึ้น จึงเห็นแมงป่องกำลังจะจมน้ำ เขาจึงเอื้อมมือไปช่วยแมงป่องขึ้นมาจากน้ำ

แมงป่องต่อยมือพระเซนทันที เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะบริกรรมอะไรบางอย่างพร้อมกับวางแมงป่องที่ริมฝั่งแล้วหลับตานั่งสมาธิต่อไป

สักครู่หนึ่ง พระเซนก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง เจ้าแมงป่องตัวเดิมตกลงไปในน้ำอีกแล้ว เขาจึงหยิบแมงป่องขึ้นมาอีกครั้ง โดนต่อยที่มืออีกหน ก่อนจะวางมันลง

ชาวประมงซึ่งเห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น ทนไม่ไหวจึงเอ่ยปาก

“ท่านไปช่วยมันทำไม ก็เห็นอยู่ว่ามันต้องต่อยท่าน สัตว์พวกนี้มันไม่เคยสำนึกบุญคุณหรอก”

“เป็นธรรมชาติของแมงป่องที่ต้องต่อย เป็นธรรมชาติของเราที่ต้องมีเมตตา ธรรมชาติของมันมิอาจเปลี่ยนธรรมชาติของเราได้”

ชาวประมงนิ่งเงียบ…

สักพัก แมงป่องก็ตกลงไปในน้ำอีก

ในขณะที่พระเซนกำลังจะเอื้อมมือลงไปช่วย ชาวประมงก็ยื่นกิ่งไม้ให้

พระเซนจึงใช้กิ่งไม้ช่วยแมงป่องขึ้นมาจากน้ำ

ชาวประมงจึงกล่าวกับพระเซนว่า

“ข้าเลื่อมใสท่านที่มีความเมตตาเหลือประมาณ แต่ก่อนที่ท่านจะเมตตาสัตว์โลก ท่านก็ควรมีเมตตากับตัวเองก่อนนะครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน http://line.me/ti/p/%40linehome
แปลจีนเป็นอังกฤษโดย Google Translate
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย Anontawong’s Musings

เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

20191002_thinking

นี่คือคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นได้สองทาง คือทางกายกับทางใจ

ความทุกข์ทางกายนั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่วันๆ เรามีความทุกข์ทางกายไม่มากนักหรอก อาจจะปวดเมื่อย หิวข้าว ต้องเข้าห้องน้ำ

ความทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราต้องแบกรับมักจะเป็นความทุกข์ทางใจที่เราสร้างขึ้นเองเสียมากกว่า

ความทุกข์ทางใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราตกอยู่ในห้วงความคิด ทำร้ายตัวเองด้วยการคิดวกวนตอกย้ำและซ้ำเติม

สมมติเรากำลังทุกข์ใจอย่างหนักเพราะถูกแฟนทิ้ง เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าเราไม่ดีตรงไหน ทำไมเขาต้องทำกับเราอย่างนี้ ช่วงเวลาดีๆ คงไม่กลับมาอีกแล้ว ฯลฯ

กำลังเดินหน้าเศร้าเข้าซอยดันเจอหมาวิ่งไล่กัด ความทุกข์ที่ถูกแฟนทิ้งนั้นอันตรธานไปในทันที ต้องรอให้วิ่งหนีหมาเสร็จแล้ว คิดเรื่องแฟนทิ้งขึ้นได้ใหม่ ถึงจะกลับมาทุกข์ใจได้อีกรอบ

เราจึงไม่ได้ทุกข์เพราะถูกแฟนทิ้ง เราทุกข์เพราะความคิดว่าเราถูกแฟนทิ้งต่างหาก

เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

หลุดออกจากความคิดได้เมื่อไหร่ กลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้เมื่อไหร่ ความทุกข์ทางใจก็จะหายไปได้เมื่อนั้นครับ

เราสะสมเงินได้แต่เราสะสมเวลาไม่ได้

20191001

ผมเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ในชีวิตเราสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท

ประเภทแรกคือสิ่งที่สะสมได้ เช่นชื่อเสียง เงินทอง ผลงาน เพื่อน บุญ

คุณลักษณะของสิ่งที่สะสมได้ คือมันไม่มีเพดาน

ชื่อเสียงไม่มีเพดาน เราจะมีคนติดตามหมื่นคน แสนคน ล้านคน หรือสิบล้านคนก็ยังได้

เงินทองก็ไม่มีเพดาน เราจะมีเงินหมื่นบาท ล้านบาท พันล้านบาทก็ยังได้

บุญก็ไม่มีเพดาน จะสะสมบุญเพื่อเกิดสวรรค์ชั้นไหนก็ได้

ประเภทที่สองคือสิ่งที่สะสมไม่ได้ เช่นอาหารที่ใส่เข้าไปในท้อง อากาศที่หายใจเข้าปอด สุขภาพ เวลา การนอนหลับ

คุณสมบัติของสิ่งที่สะสมไม่ได้ คือมันมีเพดาน

ต่อให้ตัวใหญ่แค่ไหน ก็กินข้าวได้ไม่เกิน 1 หม้อ

ต่อให้เป็นนักกีฬาที่ฟิตขนาดไหน ก็กลั้นหายใจได้ไม่เกิน 3 นาที

ต่อให้เป็นคน productive แค่ไหน ก็มีเวลาวันละแค่ 24 ชั่วโมง

ถ้าพูดภาษาสตาร์ทอัป เราสามารถ 10x สิ่งทีเราสะสมได้ แต่เราไม่สามารถ 10x สิ่งที่เราสะสมไม่ได้

สิ่งที่สะสมได้ เราสามารถที่จะทำให้มันสุดๆ หรือจะไม่ทำมันเลยก็ได้ ถ้าเราใช้เวลา 10 ปีในการทำมาหากินจนมีเงินเก็บ 100 ล้านบาท เราสามารถใช้ชีวิตอีก 10 ปีถัดไปโดยไม่ต้องหาเงินอีกเลยก็ได้

หรือถ้าเราเขียนนิยายดังๆ ได้หนึ่งเรื่อง หรือมีเพลงฮิตซักสองสามเพลง เราก็อาจมีเงินมีทองใช้โดยไม่ต้องสร้างผลงานอะไรเพิ่มอีกแล้วในชีวิตนี้

ขณะที่สิ่งที่สะสมไม่ได้นั้น เราไม่สามารถทำเยอะๆ เพียงช่วงหนึ่ง เพื่อที่จะหยุดทำมันโดยสิ้นเชิงในภายหลังได้

เราไม่สามารถนอนหลับติดต่อกัน 24 ชั่วโมง เพื่อจะตื่นขึ้นมาทำงานติดต่อกัน 72 ชั่วโมงได้

เราไม่สามารถหายใจเก็บเอาไว้ในปอด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องหายใจในอีก 1 ชั่วโมงถัดไปได้

เราไม่สามารถกินข้าว 100 จาน เพื่อจะได้ไม่ต้องกินข้าวอีก 1 เดือนได้

ตัวอย่างที่ยกมานั้นสุดโต่ง แต่ความเป็นจริงก็คือเรามักจะปฏิบัติต่อสิ่งที่สะสมไม่ได้ ราวกับมันเป็นสิ่งที่สะสมได้

เราทำงานไม่หลับไม่นอนวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วค่อยมานอนหลับชดเชยวันหยุดสุดสัปดาห์

เรากินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ตลอดปี แล้วบอกตัวเองว่าปีหน้าจะเริ่มกินคลีน

เราทำงานจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว แล้วเราก็บอกกับตัวเองว่าวันหนึ่งที่เรามีเงินมากกว่านี้ มีทางเลือกมากกว่านี้ เราจะเริ่มให้เวลากับเขามากขึ้น

แต่การนอนหลับ สุขภาพ และเวลาของคนเรามันชดเชยกันไม่ได้ หรือถึงชดเชยได้ก็ไม่เหมือนเดิมเพราะความเสียหายได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ของที่สะสมไม่ได้นั้นมีเพดาน ไม่อาจสะสม ไม่อาจปล่อยปละละเลย และหลายครั้งก็ไม่มีโอกาสกลับไปแก้ตัว

เราจึงต้องทำมันอย่างสม่ำเสมอและใช้ประโยชน์จากมันให้คุ้มค่าที่สุดในทุกๆ วันครับ

แพ้-ชนะ วัดกันที่ตอนเริ่ม

20190930b

ผมเคยฟังสัมภาษณ์ของนักขายมือฉมังคนหนึ่งเล่าว่า เวลาคุยกับลูกค้า นักขายส่วนใหญ่มักจะโฟกัสไปที่การปิดการขาย

แต่ความจริงก็คือ ลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อ เขาตัดสินใจตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของบทสนทนาแล้ว

ถ้าลูกค้า detect ได้ว่าเซลส์คนนี้คิดแต่จะเอา คิดแต่จะขายของ ลูกค้าก็จะมีคำตอบในใจแล้วว่าจะไม่ซื้อ แต่ยอมทนฟังเพื่อรักษาน้ำใจ ระหว่างนั้นก็คิดหาเหตุผลดีๆ ในการปฏิเสธ

ดังนั้น ในฐานะคนขายของ แทนที่จะห่วงว่าเราจะ “ปิดการขาย” ยังไง จงห่วงว่าเรา “เปิดการขาย” ยังไงดีกว่า

—–

เดือนที่แล้วผมไปวิ่งงานฮาล์ฟมาราธอนมา

เป็นงานที่ไม่ได้คาดหวังมากนัก เพราะป่วยก่อนแข่ง คิดในใจว่าแค่วิ่งจบได้ก็บุญแล้ว

ช่วงออกวิ่งตอนแรกจึงวิ่งแบบประคองตัว เพซประมาณ 6’30 (กิโลเมตรละหกนาทีครึ่ง) แล้วก็พบว่าร่างกายโอเคกว่าที่คิด พอพ้นระยะ 10 ก.ม.เลยเริ่มมีความคิดว่าจะทำ sub-2 ไหวมั้ย (วิ่ง 21.1 ก.ม.ภายใน 2 ชั่วโมง)

แต่เมื่อคำนวณดูคร่าวๆ ต่อให้ผมวิ่งที่เพซ 5’45 ผมก็จบไม่ทันสองชั่วโมงอยู่ดี ให้วิ่งเร็วกว่านี้ก็เสี่ยงว่าจะหมดแรงเสียก่อน ก็เลยต้องละทิ้งเป้าหมาย sub-2 นี้ ไป

ที่คราวนี้พลาด sub-2 ไม่ใช่เพราะครึ่งหลัง แต่เป็นเพราะครึ่งแรก

—–

ผมเคยอ่านมาซักที่ว่า ในการสัมภาษณ์งาน คนเรามักตัดสินกันตั้งแต่ 7 วินาทีแรก

เพียง 7 วินาที ก็เพียงพอที่ผู้สัมภาษณ์จะตอบคำถามเหล่านี้ได้โดยไม่รู้ตัว

ผู้สมัครคนนี้ friendly รึเปล่า
ดูน่าเชื่อถือรึเปล่า
น่าจะฉลาดรึเปล่า
ทำให้เรานึกถึงใคร
เราถูกชะตาคนนี้รึเปล่า

และหากผู้สัมภาษณ์รู้สึกไม่ถูกชะตาผู้สมัครเสียแล้ว ก็เป็นการยากที่ผู้สมัครจะเปลี่ยนความคิด-ความเชื่อนี้ได้ในการพูดคุยที่เหลือ

ดังนั้น first impressions จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เสื้อผ้าหน้าผม ภาษากาย การยิ้มแย้มแจ่มใส การสบตา น้ำเสียง ฯลฯ นี่คือสิ่งที่ต้องทำให้ดีตั้งแต่ 7 วิแรก

—–

แพ้-ชนะ วัดกันที่ตอนเริ่ม

แม้ไม่ใช่ทุกอย่าง แต่หลายอย่างก็มีผลจริงๆ

จึงไม่เสียหายที่จะเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อการเริ่มต้นที่ดี

การเริ่มต้นที่จะนำไปสู่บทสรุปที่ดีครับ

อย่าเอาอัตลักษณ์ของเราไปผูกไว้กับงานเพียงอย่างเดียว

20190930c

เพราะในวันที่บทบาทนั้นถูกทำร้ายหรือถูกทำลาย เราจะไม่เหลืออะไรเลย

คิดว่าเราทุกคนคงเคยพบเจอคนที่เอางานเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล

เช้าตรู่ก็ทำงาน ดึกดื่นก็ทำงาน เสาร์อาทิตย์ก็ทำงาน

ตีหนึ่งก็ยังตอบเมล ตีห้าครึ่งก็ตื่นมาตอบไลน์

ผลงานอาจโดดเด่น แต่ความจริงจังก็ทำให้คนรอบข้างร้อนๆ หนาวๆ เพราะเขาคาดหวังให้คนอื่นทุ่มเทในระดับเดียวกันกับเขาด้วย

แล้วในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ในวันที่คู่แข่งแซงเราไป ในวันที่ทีมงานตบเท้าลาออก เขาก็อาจโดนตำหนิ โดนลดบทบาท โดนโยกย้าย หรือแม้กระทั่งโดนเชิญออก ความทุ่มเทที่ผ่านมาทั้งหมดราวกับไม่มีความหมาย

คิดภาพไม่ออกเลยว่าสำหรับเขามันจะเจ็บปวดเพียงใด

เราต้องพยายามไม่เป็นคนๆ นั้น ไม่เป็นคนที่เอาตำแหน่งหน้าที่การงานมาเป็นทุกอย่างของชีวิต

เรามีบทบาทที่สอง สาม สี่ และอีกมากที่เราเล่นได้

บทบาทของลูก บทบาทของพ่อแม่ บทบาทของเพื่อน บทบาทของสมาชิกชมรม บทบาทของตากล้อง บทบาทของมือกีตาร์ในวงดนตรี

บทบาทเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็น

หนึ่ง เพราะครอบครัวยังต้องการเรา

สอง เพราะความรู้ความสามารถของเรานั้นไม่ควรถูกจำกัดให้สร้างประโยชน์เพื่อองค์กรเพียงอย่างเดียว

สาม เพราะบทบาทเหล่านี้ช่วยให้เราเป็นคนที่มีความสมดุลมากขึ้น

และสี่ ในวันที่เราสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำในบทบาทของหน้าที่การงาน เราจะได้ไม่ฟูมฟายจนเกินเหตุครับ