ก่อนจะทำอะไร ถามตัวเองว่ายืนระยะได้รึเปล่า

ผมเคยได้รับเชิญไปพูดเรื่อง Time Management ให้กับองค์กรใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งผมเลือกตั้งชื่อหัวข้อว่า “52 Things I Know About Time Management”

1 ใน 52 ข้อที่ผมพูดถึง คือ The best routine is the one you can keep doing – รูทีนที่ดีที่สุดคือรูทีนที่เราทำได้เรื่อยๆ

ฟังดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่ผมว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก

เพราะคนที่สนใจเรื่อง routine – ซึ่งมักจะเป็นคนที่สนใจเรื่อง productivity – มักจะหวังผลเลิศจากสิ่งที่เพิ่งได้เรียนรู้มา เช่น

การตื่นนอนตั้งแต่ตี 5 ตามหนังสือ The 5AM Club

การเขียน gratitude journal เพื่อจดสิ่งที่เราขอบคุณ

การจดโน้ตแบบ Zettelkasten ที่ลิงค์คลังความรู้ของเราไว้ด้วยกัน ช่วยให้เราเชื่อมโยงความคิดที่หลากหลายได้

การกินคลีน

การออกกำลังกายตามอินฟลูชื่อดังในยูทูบ

การวิ่งให้ได้เพซห้าต้นๆ หรือวิ่งจบมาราธอนแบบ sub-4

เมื่อเราเห็นคนอื่นทำแล้วดี ทำแล้วมีคนชื่นชม เราก็อยากทำได้บ้าง ซึ่งบังคับให้ต้องปรับเปลี่ยนหรือฝืนตัวเองพอสมควร

และบ่อยครั้งที่เราตั้งเป้าสูงเกินไป เร่งรัดเกินไป หรือเคร่งครัดเกินไป จนเราอาจจะทำได้แค่ไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์แล้วก็ต้องล้มเลิกด้วยความรู้สึกเฟลๆ

ดังนั้น ก่อนที่เราจะอยากทำให้ได้อย่างเขา ต้องประเมินตัวเองด้วยว่ามันเหมาะกับเรารึเปล่า

ถ้าการตื่นตี 5 มันไม่ได้เหมาะกับบริบทชีวิตเรา ก็ตื่นสายหน่อยก็ได้

ถ้าการจดโน้ตแบบ Zettelkasten มันไม่ได้ถูกจริตคนชิลๆ อย่างเรา ก็อย่าไปฝืน

ถ้ากินคลีนแล้วไม่มีความสุข และทำให้คนรอบข้างลำบาก ก็ควรกินแบบผสมผสานรึเปล่า

ถ้าวิ่งเพซห้ากว่าแล้วทำให้เราไม่สนุกกับการวิ่ง การวิ่งเพซหกเพซเจ็ดก็ไม่ผิดอะไร

คล้ายกับสิ่งที่ Morgan Housel เขียนไว้ในหนังสือ The Psychology of Money ว่าปัจจัยสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ “เวลา” ที่เราอยู่ในตลาด

95% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของ Warren Buffett นั้นเพิ่งงอกเงยหลังจากบัฟเฟตต์พ้นวัยเกษียณมาแล้ว

มีนักลงทุนหลายคนที่ทำผลตอบแทนปีต่อปีสูงกว่าบัฟเฟตต์เสียอีก แต่เขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่เท่าบัฟเฟต์ เพราะไม่ได้ลงทุนมายาวนานเท่า

เพราะ “เวลา” หรือ “t” นั้นคือ “ตัวเลขยกกำลัง” ในสมการผลตอบแทนการลงทุน

ผลตอบแทนต่อปีจะเยอะเท่าไหร่ จึงไม่สำคัญเท่าเราอยู่กับมันยาวนานแค่ไหน

ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องทำ routine ที่ “ผลตอบแทน” เยอะก็ได้ เอาที่ผลตอบแทนพอประมาณ แต่เราสามารถทำได้เป็นปีๆ หรือบางทีก็ทำได้ทั้งชีวิต

“I’m not interested in anything that’s not sustainable. Friendships, investing, careers, podcasts, reading habits, exercise habits. If I can’t keep it going, I’m not interested in it.”
Morgan Housel

ก่อนจะทำอะไร ถามตัวเองว่ายืนระยะได้รึเปล่าครับ

สมการความสุข / สมการความทุกข์

ผมเคยเขียนถึงสมการความสุขไว้ในบล็อกนี้หลายครั้งว่า

Happiness = Reality – Expectations

ความสุขเท่ากับความจริงลบความคาดหวัง

ถ้าความจริงมันดีกว่าที่เราคาดหวัง เราก็จะมีความสุข

ถ้าความจริงมันแย่กว่าที่เราคาดหวัง ผลออกมาย่อมเป็นลบ นั่นแสดงว่าเรากำลังมีความทุกข์

ยิ่งเรามีความคาดหวังมากเท่าไหร่ เรายิ่งเพิ่มโอกาสที่จะมีความทุกข์มากเท่านั้น

แต่ถ้าเราไม่ได้คาดหวังอะไรเลย เราก็จะเป็นคนที่มีความสุขได้ง่ายมาก

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง ก็คือเราอาศัยอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วมาก เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง ความจริงย่อมเปลี่ยนไป แต่คนเราก็ยังยึดติดกับความเคยชินและความคาดหวังเดิมๆ

เมื่อความจริงเปลี่ยน แต่เราคาดคั้นให้มันเป็นเหมือนเดิม ความสุขก็อาจลดน้อยถอยลงได้เช่นกัน

อีกสมการหนึ่งที่ผมเพิ่งเจอและอยากเอามาเขียนในบล็อกนี้เป็นครั้งแรก ก็คือสมการความทุกข์

Suffering = Pain x Resistance

ความทุกข์เท่ากับความเจ็บปวดคูณด้วยการต่อต้าน

หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดของ Haruki Murakami ที่เคยบอกไว้ว่า “Pain is inevitable. Suffering is optional”

ความเจ็บปวดเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราเลือกได้

เมื่อความเจ็บปวดหรือสิ่งไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นทางกายหรือทางใจ ยิ่งเรายิ่งต่อต้านมันเท่าไหร่ เรายิ่งทุกข์มากขึ้นเป็นทวีคูณ

แต่ถ้าเราไม่ต่อต้าน และยอมรับอย่างที่มันเป็น กายอาจจะยังทุกข์อยู่ แต่ความทุกข์ทางใจจะน้อยลงอย่างแน่นอน

Happiness = Reality – Expectations

Suffering = Pain x Resistance

คาดหวังให้น้อย ต่อต้านให้น้อย แล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น และมีความทุกข์น้อยลงครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Master of Change: How to Excel When Everything Is Changing – Including You by Brad Stulberg

ชีวิตคือการแก้ปัญหา

อยู่คนเดียวก็มีปัญหา มีคู่ก็มีปัญหา

ตกงานก็มีปัญหา งานหนักก็มีปัญหา

สุขภาพไม่ดีก็มีปัญหา ตื่นมาออกกำลังกายทุกวันก็มีปัญหา

Mark Manson เคยบอกไว้ว่า เราไม่มีทางขจัดปัญหาออกไปจากชีวิต สิ่งที่เราพอทำได้ คือเอาปัญหาเก่าไปแลกปัญหาใหม่ หรือไม่ก็ “อัพเกรด” ปัญหาเหล่านั้น

ความเติบโตหรือความก้าวหน้า จึงไม่ใช่การมุ่งสู่ชีวิตที่ไร้ปัญหา แต่คือการเสาะแสวงปัญหาที่ดีขึ้น ปัญหาที่เราเป็นคนเลือกเอง ปัญหาที่สมน้ำสมเนื้อกับสติปัญญาและช่วงวัยของเรา

ส่วนใครที่รู้สึกว่ายังเวียนวนกับปัญหาเก่าๆ วิธีคิดเหล่านี้อาจจะพอมีประโยชน์

หนึ่ง บางทีเรารู้อยู่แล้วว่าวิธีแก้ที่ถูกต้องคืออะไร เพียงแต่เราไม่กล้าเผชิญผลลัพธ์ที่อาจตามมา สิ่งที่ทำให้ติดหล่มจึงไม่ใช่ความไม่รู้ แต่คือความไม่กล้า

สอง ถ้าปัญหามันไม่ได้สร้างความทุกข์ให้กับชีวิตเกินไปนัก ก็อยู่เฉยๆ บ้างก็ได้ เพราะบางปัญหาก็แก้ไขตัวมันเอง

และสาม ถ้าปัญหานั้นไม่มีทางแก้ได้ แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา ให้เดินออกมา และเอาแรงและเวลาไปจัดการปัญหาที่เราแก้ได้ดีกว่า

ชีวิตคือการแก้ปัญหา

ขอให้เราได้พบปัญหาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นะครับ

อย่าแค่เรียนรู้จากคนที่เราชอบและชื่นชม

เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนที่เราถือเป็นแบบอย่างและอยากทำให้ได้อย่างเขา

และเป็นเรื่องธรรมดาเช่นกัน ที่เวลาเราไม่ชอบใคร เราก็มักจะมองไม่เห็นข้อดีของเขาเลย

แท้จริงแล้วทุกคนเป็นครูของเราได้เสมอ

คนที่เราชอบ คือแบบอย่างในทางที่ดี แต่เราก็ต้องตระหนักด้วยว่า การทำอย่างเขาไม่ได้แปลว่าเราจะได้ผลลัพธ์เหมือนอย่างเขา เพราะทุกคนมีจุดตั้งต้นและบริบทที่ไม่เหมือนกัน

ในมุมกลับกัน เราควรเรียนรู้จากคนที่เราไม่ชอบ ด้วยเหตุผลอย่างน้อยสองข้อ

หนึ่ง คนที่เราไม่ชอบนั้นย่อมมีข้อดี เพียงแต่เรามองไม่เห็น หรือแม้จะเห็นก็ยังกลบเกลื่อนหรือบิดเบือนด้วยอคติในใจเรา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะการที่เราไม่ชอบเครื่องในไม่ได้แปลว่าเนื้อส่วนอื่นจะไม่อร่อยเสียหน่อย การมองให้เห็นและยอมรับแง่มุมดีๆ ของคนที่เราไม่ชอบ คือแบบฝึกหัดในการขัดเกลาจิตใจของเราเอง

สอง การเรียนรู้ว่า “เราไม่ควรทำอะไร” อาจมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้ว่าเราควรทำอะไร Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan บอกว่า เราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก เพราะสิ่งที่เคยถูกมันอาจจผิดแล้วก็ได้ แต่เราสามารถมั่นใจได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ผิด เพราะสิ่งที่เคยผิด จะเปลี่ยนกลับมาเป็นถูกนั้นไม่ง่าย ดังนั้นคนที่เราไม่ชอบอาจเป็นแบบอย่างสำหรับเราในสิ่งที่ผิด หากเรารู้ว่าเขาทำผิดตรงไหน และเมคชัวร์ว่าเราไม่ทำอย่างเขา ก็ย่อมมีประโยชน์ต่อชีวิตไม่น้อย

“A sign of character is the ability to learn from people you might not like.”
-Shane Parrish

อย่าแค่เรียนรู้จากคนที่เราชอบและชื่นชม

แต่จงเรียนรู้จากทุกคน รวมถึงคนที่เราไม่ชอบด้วยครับ

ถ้าคิดไม่ออกให้ออกไปเดิน

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่านักปรัชญาหลายคนก็ชอบเดิน

โสเครตีสชอบเดินทอดน่องในอะกอรามากกว่าการทำสิ่งอื่นใด

นีทเชอผู้เดินท่องเทือกเขาแอลป์สองชั่วโมงเป็นกิจวัตรเชื่อว่า “ความคิดยิ่งใหญ่ทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นได้จากการเดิน”

โธมัส ฮอบส์ มีไม้เท้าที่ทำขึ้นพิเศษให้มีที่ใส่หมึกติดไว้ เผื่อเขาจะจดสิ่งที่คิดขึ้นมาได้ระหว่างเดิน

อิมมานูเอล คานท์ กินอาหารเที่ยงตอน 12:45 น. แล้วออกไปเดินเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเป๊ะ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ กิจวัตรนี้เสมอต้นเสมอปลายมากถึงขนาดที่ผู้คนในเคอนิคส์แบร์คตั้งนาฬิกาตามการปรากฎกายของเขา”

-Eric Weiner, The Socrates Express

ใครที่เคยไปเที่ยวเกียวโตอาจจะเคยได้ไปเดินบนถนนสายนักปราชญ์ (The Philosopher’s Path) ซึ่งเป็นทางเดินริมคลองส่งน้ำยาว 2 กิโลเมตรจากวัดกินคะคุจิ (วัดเงิน) ไปจนถึงวัดนันเซจิ

Johny Ive ที่เป็นคนดีไซน์ไอโฟนก็เคยเล่าว่าเขากับสตีฟ จ็อบส์ชอบไปเดินเล่นรอบออฟฟิศเพื่อคุยเรื่องใหญ่กันอยู่บ่อยๆ

ผมคิดว่าคนไทยได้ใช้เวลากับการเดินน้อยไปหน่อย คงเพราะสภาพอากาศและสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย เวลาไปไหนเลยต้องพึ่งพายานพาหนะตลอด การเดินจึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมคนไทย โดยเฉพาะในกรุงเทพ

สมัยผมเรียนที่นิวซีแลนด์ ในเมืองชื่อ Temuka ที่มีประชากรสี่พันคนและไม่เคยมีรถติด เวลาไปไหนผมมักจะปั่นจักรยานไป แต่ถ้าวันไหนลมแรงก็จะใช้วิธีเดิน เดินไปโรงเรียน เดินไปบ้านเพื่อน ใช้เวลาเดินเกือบชั่วโมงก็ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหรือไม่ทันใจ

เดี๋ยวนี้แม้จะไม่ได้เดินมากเท่าแต่ก่อน แต่ในวันที่ได้ทำงานที่บ้าน ถ้าผมไม่ติดประชุม ช่วงห้าโมงครึ่งผมจะไปเดินรอบหมู่บ้านโดยไม่เอามือถือไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็เพียงพอให้คลายความเหนื่อยล้า

การเดินคือการได้อยู่กับตัวเองโดยไม่มีอะไรมาแทรกแซง เวลาผมมีโจทย์สำคัญให้ต้องขบคิด ผมจึงมักออกไปเดินรอบหมู่บ้าน เพราะการเดินช่วย “เขย่า” อะไรบางอย่างในตัว ช่วยให้เรามีมุมมองไม่เหมือนตอนนั่งอยู่กับโต๊ะหรือตอนคุยกับคนอื่น

ใครกำลังมีโจทย์ใหญ่ในชีวิต และรู้สึกว่าได้ทำรีเสิร์ชบนหน้าจอและนั่งคิดนอนคิดมามากพอแล้ว ลองหาโอกาสไปเดินเล่นดู แล้วเราอาจได้สัมผัสกับความรู้สึกที่คุ้นเคยแต่ห่างหายไปนาน

ถ้าคิดไม่ออกให้ออกไปเดินครับ


ขอบคุณ Quote จากหนังสือ รถด่วนขบวนปรัชญา: เดินทางค้นหาบทเรียนชีวิตกับโสเครตีสและผองเพื่อน (The Socrates Express: In Search of Life Lessons from Dead Philosophers) ผู้เขียน Eric Weiner ผู้แปล ณัฐกานต์ อมาตยกุล สำนักพิมพ์ Bookscape