ทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นแล้วอย่าเพิ่งทำงานชิ้นต่อไป

ทำงานเสร็จหนึ่งชิ้นแล้วอย่าเพิ่งทำงานชิ้นต่อไป

ในวันทำงาน เวลาที่เครื่องกำลังติด เรามักจะทำงานหลายชิ้นติดต่อกัน

แต่ผมพบว่าการได้หยุดพัก – แม้จะแค่นาทีเดียว – ก่อนเริ่มงานชิ้นใหม่นั้นอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

1.ได้ลุกออกจากที่นั่ง

บางคนอาจเคยได้ยินคำกล่าว “Sitting is the new smoking.” ที่เคลมว่าการนั่งทั้งวันนั้นกระทบกับสุขภาพพอๆ กับการสูบบุหรี่

อาจจะเป็นคำกล่าวที่โอเวอร์ไปหน่อย แต่ก็เป็นความจริงที่ว่าเราเคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่ารุ่นบรรพบุรุษมาก ถ้าเราไม่นั่ง เราก็นอน เราแทบไม่ค่อยได้เดินหรือยืน ยิ่งในช่วง Work from home ยิ่งชัด

เคยมีคนทำการศึกษาชนเผ่าที่ยังอาศัยอยู่ในป่า เก็บผลหมากรากไม้ ไม่ได้ทำการเกษตร (ซึ่งเราคาดการณ์ว่าบรรพบุรุษของเราสมัยเป็นแสนปีที่แล้วก็น่าจะมีวิถีชีวิตคล้ายคลึงกับชนเผ่านี้) แล้วก็พบว่าคนกลุ่มนี้ก็มีจำนวนชั่วโมงในการนั่งเยอะพอๆ กับคนในเมือง ความแตกต่างก็คือคนเหล่านี้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยกว่า ลุกขึ้นมายืนๆ เดินๆ บ่อยกว่า

ท่านั่งทำงานที่ดีคืออะไร? เราคงเคยได้ยินว่าความสูงของโต๊ะกับเก้าอี้ต้องพอดีกัน ขาถึงพื้น ข้อศอกงอ 90 องศา ตามองตรงไม่ต้องก้มหน้า ฯลฯ

แต่ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากก็คือ “Your best posture is your next posture.” ท่านั่งที่ดีที่สุดคือท่าถัดไป – หมายความว่าเราควรเปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ นั่นเอง

2.ได้ดื่มน้ำ

คนทำงานนั่งโต๊ะมักจะมีปัญหาดื่มน้ำน้อยเกินไป ถ้าเราได้เบรคและจิบน้ำบ่อยๆ จะช่วยให้ร่างกายของเรา hydrated อย่างเหมาะสม

3.ได้เข้าห้องน้ำ

ผมรู้จักน้องหลายคนเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เพราะไม่ค่อยเดินไปเข้าห้องน้ำ เป็นโรคที่ควรป้องกันได้โดยง่ายแต่กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

4.ฝึกการติดเบรค

เราไม่ยอมเข้าห้องน้ำ เพราะเราไม่รู้จักการติดเบรคให้ตัวเอง ตอนทำงานใจมันพุ่งทะยานไปข้างหน้า หรือตอนประชุมเรารู้สึกว่าเราไม่มีทางเลือก ต้องนั่งอยู่ตรงนั้น แต่จริงๆ แล้วถ้าเราปิดกล้องหรือขอเดินออกจากห้องเพื่อไปเข้าห้องน้ำก็ไม่มีใครมาว่าเราหรอก ยกเว้นว่าการประชุมนั้นจะเป็นเรื่องสำคัญมากๆ และเราต้องอยู่ตรงนั้นจริงๆ (ซึ่งไม่ได้มีบ่อยอย่างที่เราคิด)

5.มีจังหวะคลายเส้น

โรค office syndrome ส่วนใหญ่เกิดมาจากการเกร็งตัวและอยู่ในท่านั้นนานเกินไป หากเรารู้จักเบรคหลังจากการเสร็จงานแต่ละชิ้น เราจะใช้เวลาช่วงนี้คลายเส้นให้ตัวเองได้ จะได้ทำงานอย่างไม่ต้องทรมานสังขารจนเกินไป

6.ช่วยเราเลือกการทำงานชิ้นต่อไป

การได้เบรคแป๊บนึงก่อนจะกลับมานั่งที่โต๊ะ จะทำให้เรามีสติมากขึ้นว่างานที่ดีที่สุดที่จะทำต่อไปคืออะไร แต่ถ้าเราไม่เบรคเลย เรามักจะทำตามความเคยชิน เช่นไล่อ่านไลน์หรือตอบ Slack ซึ่งอาจจะทำให้เราหัวเสียหรือเสียสมาธิจนทำให้แผนการทำงานของเรารวนไปหมด

7.ช่วยให้เรายืนระยะ

ในโดราเอม่อนภาคพิเศษ ตอนต้องเดินทางไกลด้วยคอปเตอร์ไม้ไผ่ โดราเอม่อนมักจะหยุดกลางทางโดยให้เหตุผลกับพวกโนบิตะว่าถ้าเราบินติดต่อกันนานเกินไปแบตคอปเตอร์ไม้ไผ่จะหมดเร็ว

ถ้าเราทำงานติดๆ กันโดยไม่ได้พักเลย ตอนค่ำพลังจะหมด และถ้าเราทำแบบเดียวกันทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์เราก็แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะใช้เวลากับคนในครอบครัว

ดังนั้น หากเรารู้จักเบรคระหว่างวัน เราจะจัดการพลังงานได้ดีกว่า เราจะสามารถยืนระยะได้ และยังมีพลังเหลือไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องงาน

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ

สองสิ่งที่ดูเหมือนขัดกัน แต่เราต้องการมันทั้งคู่

ความคุ้นเคย – ความแปลกใหม่

เรามีร้านประจำ ที่ไปที่ไรก็รู้สึกสบายใจ

เรามีกับข้าวรสมือแม่ ที่คิดถึงทีไรก็มีความสุขทุกครั้ง

เรามีเพื่อนสนิทหรือคนคุ้นเคย ที่เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้

แต่ถ้าเราไปร้านประจำทุกวันก็คงเบื่อ ต้องหาร้านใหม่ๆ มาอยู่ในลิสต์บ้าง

กินข้าวรสมือแม่ทุกวันมันก็ดี แต่มันอาจทำให้เราไม่เห็นคุณค่าของมันเท่าไหร่

ถ้าต้องเจอเพื่อนสนิททุกวัน มันอาจจะกลายเป็นความคุ้นชิน ไม่ตื่นเต้นที่ได้เจอกัน

ดังนั้นเราจึงควรหาร้านใหม่ๆ เมนูใหม่ๆ เพื่อนใหม่ๆ เพื่อเติมสีสันให้ชีวิต แล้วบางส่วนของสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ก็อาจกลายเป็นความคุ้นเคยในภายหลัง


งานท้าทาย – งานสบาย

เราชอบงานที่มันท้าทายเพื่อจะได้ผลักดันให้เราเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น เป็นผู้ใหญ่ขึ้น

แต่ถ้าต้องเจอแต่งานที่ท้าทาย 8 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์ 4 สัปดาห์ต่อเดือน มันก็อาจจะ burnout ได้เหมือนกัน

ร่างกายจึงต้องงานสบายด้วย

งานสบายไม่ได้แปลว่างานที่ไม่มีคุณค่า แต่แปลว่างานที่เราเอาอยู่แล้วหรือทำได้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว งานสบายหลายชิ้นในวันนี้อาจเคยเป็นงานที่เคยท้าทายมากๆ มาก่อน

ในทางกลับกัน ถ้าทุกวันเราเจอแต่งานสบาย เราจะรู้สึกว่าชีวิตขาดอะไรไป อาจจะขาดการเรียนรู้ ขาดความรู้สึกว่าก้าวหน้า ขาดการสร้างคุณค่าใหม่ๆ

ดังนั้นเราจึงต้องแสวงหางานที่ท้าทายมาช่วยให้การทำงานนั้นสนุกขึ้นเช่นกัน


ความเป็นคนสำคัญ – ความเป็นส่วนตัว

เราทุกคนอยากเป็นคนสำคัญ อย่างน้อยก็สำหรับใครบางคน

ยิ่งมีโซเชียลมีเดียมาเป็นยากระตุ้น อินฟลูบางคนไม่เคยออกทีวีหรือเล่นละครแต่ก็ยังโด่งดังกว่าดารา

เวลาเราโพสต์อะไรแล้วมีคนกดไลค์กดฟอลโลว์ มันก็ทำให้เราใจฟู รู้สึกว่าเรายังมีตัวตนและมีคนเห็นเราอยู่

เวลามีเพื่อนคิดถึง โทรหา ชวนไปปาร์ตี้กัน เราก็รู้สึกว่าดีจังที่มีคนที่คิดถึงเราอยู่

แต่ราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ได้ชื่อเสียง หรือความมีเพื่อนมาก ก็คือความเป็นส่วนตัว

สมัยก่อนดาราหลายคนเลยต้องหลบซ่อนเพื่อคบกัน บางคนต้องใส่แว่นตาดำเวลาไปเดินห้างเพื่อไม่ให้คนเข้ามาขอลายเซ็น

หรือคนที่มีเพื่อนห้อมล้อมเยอะแยะ ต่อให้เป็นคน outgoing แค่ไหน มันก็จะมีวันที่อยากอยู่บ้านเฉยๆ บ้างเหมือนกัน


สร้างอนาคต – มีความสุขกับปัจจุบัน

คนที่ใช้ชีวิตแบบไม่วางแผนเผื่ออนาคตเลยเรามองว่าเป็นคนประมาท

หากได้เงินมาก็ใช้หมด ไม่มีเหลือเก็บ ถึงวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุทางการงาน รายได้หดหาย คุณภาพชีวิตก็อาจดำดิ่งลงโดยง่ายดาย

ในอีกฝั่งหนึ่ง ก็มีคนที่ทำทุกอย่างเพื่อสร้างอนาคต อยากเก็บเงินให้ได้ตามเป้าก่อนเกษียณ ใช้เงินอย่างกระเบียดกระเสียร กินน้อย เที่ยวน้อย แบ่งปันน้อย เพราะหวังจะสร้างความมั่นคงให้ชีวิต

มีคำกล่าวว่า “Man Plans, God Laughs” ชีวิตมันไม่ได้มั่นคงอย่างที่เราคิดหรืออยากจะเชื่อ บางทีทำทุกอย่างถูกต้องที่สุดแล้วก็ยังไม่เป็นไปตามแผน ไม่มีใครได้รับการการันตีจากสวรรค์ว่าชีวิตจะยืนยาวหรือจะมีสุขภาพที่ดีจนแก่เฒ่า

ถ้ามัวแต่ใช้วันนี้เพื่อสร้างอนาคต จนไม่มีความสุขกับปัจจุบันเลย แล้ววันหนึ่งเราได้พบว่าอนาคตไม่ได้ยาวไกลอย่างที่คาดการณ์ไว้ เราอาจเสียดายคืนวันที่ผ่านมา

ดังนั้นเราจึงต้องเป็นคนทั้งสองแบบ – คนที่พร้อมใช้จ่ายเพื่อมีความสุขกับวันนี้ และคนที่พร้อมอดเปรี้ยวไว้กินหวานในเวลาเดียวกัน


การที่เราต้องการสองสิ่งที่ดูเหมือนย้อนแย้งไม่ใช่เรื่องผิด ถ้ามันจะมีอะไรผิดก็น่าจะเป็นวิธีคิดหรือความเชื่อของเรามากกว่า ที่มองว่าถ้าอันนึง True ด้านตรงข้ามต้องเป็น False

ในเชิงศาสนาพุทธ การที่เราต้องสลับไป-มา นั้นสะท้อนอยู่ในไตรลักษณ์ นั่นคือ “ทุกขัง” หรือ “สภาพที่ทนได้ยาก”

หลวงพ่อปราโมทย์สอนว่า ร่างกายนี้เป็นตัวทุกข์ แต่เราไม่เคยเห็น เราไม่รู้ว่ามันทุกข์เพราะเราเปลี่ยนอิริยาบทตลอดเวลา

อยากเห็นความทุกข์นั้นง่ายมาก แค่ลองหายใจเข้าอย่างเดียว แล้วคอยดูว่ามันทุกข์มั้ย หรือลองหายใจออกอย่างเดียวแล้วคอยดูว่ามันทุกข์มั้ย

เราจึงไม่สามารถทนอยู่ได้กับอย่างใดอย่างหนึ่งไปตลอด จะให้เจอแต่สิ่งคุ้นเคยอย่างเดียวก็ทุกข์ ให้เจอแต่สิ่งแปลกใหม่ก็ทุกข์ จะให้เจอแต่งานท้าทายก็ทุกข์ เจอแต่งานสบายก็ทุกข์ ต้องเจอทั้งคู่ถึงจะยืนระยะและมีความทุกข์แบบพอรับไหว

“The test of a first-rate intelligence is the ability to hold two opposing ideas in mind at the same time and still retain the ability to function.”

F.Scott Fitzgerald

ยังมีอีกหลายมิติในชีวิตที่เราต้องการสองสิ่งที่ดูเหมือนจะขัดกัน

บทเรียนสำคัญคือเราไม่จำเป็นต้องเลือกแค่อันใดอันหนึ่ง

เราเลือกได้ทั้งสองอย่าง โดยดูจากบริบทและความต้องการของชีวิตในตอนนั้นครับ

เริ่มต้นให้ถูกฝั่งแล้วมันจะเครียดน้อยลง

เริ่มต้นให้ถูกฝั่ง แล้วมันจะเครียดน้อยลง

เมื่อวานนี้ผมมีโอกาสได้ไปพูดงาน HR Day ที่จัดโดย PMAT

หนึ่งในประเด็นที่ได้พูดคุยกันก็คือสมัยนี้เวลา HR จัด training หรือ event ก็ต้องลุ้นกันจนเหนื่อยว่าจะมีคนมาร่วมเยอะพอมั้ย เพราะหลายองค์กรคนติดใจทำงานที่บ้านแล้ว

ในฐานะคนที่เคยจัดอบรมให้พนักงานมาก่อนผมเข้าใจความรู้สึกนี้ดี

กลัวน้องไม่มา กลัวขายหน้าวิทยากร จนบางทีต้องใช้วิธีเกณฑ์คนในทีมมานั่งเป็นหน้าม้าเพื่อให้ห้องไม่โหลงเหลงเกินไป

แต่เมื่อวานซืนนี้ทีมของผมเพิ่งจัดเทรนนิ่งออนไลน์ที่มีพนักงานระดับ manager เข้าฟังเกิน 160 กว่าคน น่าจะเป็นหนึ่งในการจัดอบรมที่คนเข้าฟังเยอะที่สุดของปีนี้

หัวข้อที่ผมพูดคือ Performance Management Guide for Managers

เนื่องจากตอนนี้เข้าฤดูกาลประเมินผล หัวหน้าทีมก็เลยมาเข้าฟังเทรนนิ่งนี้กันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เพราะมันคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำงานของเขา


Seth Godin เคยตั้งข้อสังเกตว่า หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จะมีจำนวนหน้าเท่ากันแทบทุกวัน แต่จริงๆ แล้วบางวันมันก็ไม่ได้มีข่าวอะไรที่น่าสนใจ หนังสือพิมพ์ก็เลยต้องแก้ปัญหาด้วยการเอาข่าวอะไรก็ไม่รู้มาใส่เอาไว้เพื่อ fill the space ให้ครบตามจำนวนหน้า

เซธบอกว่า สิ่งที่ควรจะเป็น คือถ้าวันไหนมีข่าวน้อย หนังสือพิมพ์ก็ควรพิมพ์หน้าน้อยๆ ถ้าวันไหนข่าวเยอะ หนังสือพิมพ์ก็ค่อยมีหน้าเยอะๆ

[ผมว่าเซธรู้ดีว่าเรื่องแบบนี้มันทำได้ยากในทางปฎิบัติ แต่ประเด็นของเซธก็น่าสนใจ ว่าปริมาณข่าวสารที่หนังสือพิมพ์ทำออกมาไม่ควรถูกกำหนดด้วยจำนวนหน้าที่เท่ากันทุกวัน]


เคยมีคนถามจี้ Jim Cramer ผู้ประกาศข่าวของช่อง CNBC ว่าทำไม่ช่อง CNBC ถึงมักมีข่าวที่ขัดแย้งกันเองและข่าวที่ไม่ค่อยมีสาระ

จิมตอบว่า “ฟังนะ เราต้องทำรายการสดถึงวันละ 17 ชั่วโมงเชียวนะ” (Look, we’ve got 17 hours of live TV a day to do.)

จิมคงต้องการจะสื่อว่า ในเมื่อมันต้องสร้าง content เพื่อให้ทั้ง 17 ชั่วโมงนั้นไม่มี dead air เลย การจะมีเนื้อหาที่ไม่ค่อยมีประโยชน์บ้างนั้นย่อมเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้


กลับมาที่การจัดอบรมของบริษัท

เวลาที่เราจัดงานแล้วคนไม่ค่อยมาร่วม นั่นแสดงว่าสิ่งที่เราจัดนั้นอาจไม่ดึงดูด หรือไม่ได้ตอบโจทย์ของพนักงาน แล้วก็ต้องมาแก้ปัญหาภายหลังด้วยการเคี่ยวเข็ญหรือเกณฑ์คน ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครทั้งสิ้น

ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ อาจเป็นเพราะเรามีวิธีคิดคล้ายหนังสือพิมพ์หรือช่อง CNBC ที่เรามีตารางเทรนนิ่งและตั้งงบเอาไว้แล้วว่าจะต้องจัดเดือนละกี่ครั้งและต้องใช้งบให้หมด ไม่ต่างอะไรกับจำนวนหน้าหนังสือพิมพ์ หรือจำนวนชั่วโมงของแต่ละช่องที่ถูกกำหนดไว้ตายตัว ยังไงต้องหา content อะไรซักอย่างมาลงแม้ว่ามันจะไม่ได้ตอบโจทย์ใครเลยก็ตาม

วิธีที่อาจจะช่วยได้ น่าจะมีสามอย่าง

  1. ไม่ต้องกำหนดว่าจะสอนอะไร แต่มีงบให้พนักงานเลือกไปลงเรียนข้างนอกแล้วมาเบิก
  2. สอนในเรื่องที่ต้องใช้แน่ๆ เช่นหัวข้อ Performance Management ที่กล่าวไปข้างต้น
  3. คุยกับแต่ละทีมว่ามี pain points อะไร และจัดสอนโดยใช้เนื้อหาและโจทย์ที่ทีมนั้นกำลังประสบอยู่จริงๆ ซึ่งย่อมได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้าแผนกให้ลูกทีมมาเรียน

และถ้าช่วงไหนมันไม่ได้มีความต้องให้สอนอะไร เราก็ไม่จำเป็นต้องไปฝืนเปิดสอนคลาสตามตารางหรือตามงบที่วางไว้ เพราะการอบรมก็มี high season / low season ของมันได้เหมือนกัน

ถ้าเราจัดอบรมเท่าที่จำเป็นและตอบโจทย์คนในองค์กรอย่างแท้จริง เราจะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยลุ้นว่าจะมีคนมาเรียนหรือไม่


ผมยกตัวอย่างเรื่องการจัดอบรมก็จริง แต่ประเด็นที่อยากจะชวนคิดคือการตั้งต้นให้ถูกฝั่ง

แทนที่จะตั้งต้นว่าเราจะมีสอนเดือนละ 4 คลาสแล้วค่อยหาอะไรมาลง ให้ตั้งต้นว่าความต้องการของคนมีอะไรและเยอะแค่ไหน แล้วค่อยจัดตารางไปตามนั้น โดยต้องดูให้เหมาะสมตามกำลังของเราด้วย

หนังสือพิมพ์กับทีวีอาจจะไม่มีทางเลือกตรงนี้ แต่กับหลายสิ่งในชีวิต เรามีทางเลือกว่าจะเริ่มต้นจากด้านไหน

แต่ก่อนผมเคยตั้งเป้าว่าจะเขียนบล็อกทุกวัน แม้ในวันที่ไม่รู้จะเขียนอะไรก็จะพยายามดิ้นรนเค้นมันออกมา ซึ่งในด้านหนึ่งมันก็เป็นการฝึกวินัยที่ดี แต่ในอีกด้านหนึ่งก็อาจได้บทความที่ไม่ค่อยมีสาระแก่นสารเท่าที่ควร

วันนี้ผมเลยจุดนั้นมาแล้ว เลยไม่ได้คาดคั้นว่าต้องเขียนบล็อกทุกวัน แต่เขียนเมื่อมีประเด็นที่อยากเขียน ด้วยวิธีการนี้มันก็เลยไม่ต้องเค้น และรู้สึกมีความสุขกับการเขียนบล็อกมากขึ้น

หรือแต่ก่อนผมเคยตั้งเป้าว่าอยากจะได้คนติดตามบล็อก xx คนภายในเวลาเมื่อนั้นเมื่อนี้ พอไม่เป็นไปตามแผนก็เฟล สุดท้ายผมก็เลยไม่สนใจเรื่องยอดฟอล เลิกตั้งเป้าในสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุม แล้วหันมาให้ความสำคัญในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ นั่นคือการเขียนบทความที่มีประโยชน์และเราภูมิใจ

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับ หากว่าเรามีอะไรที่ต้องคอยลุ้นจนเหนื่อยอยู่เสมอ ความเป็นไปได้คือเราอาจกำลังเริ่มต้นผิดฝั่งอยู่

เริ่มต้นให้ถูกฝั่ง แล้วมันจะเครียดน้อยลงครับ

ถ้าเราเตรียมตัวเราจะกลัวน้อยลง

เมื่อคืนวันก่อน ใกล้จะถึงเวลาเข้านอน “ปรายฝน” ลูกสาววัย 8 ขวบ บอกกับผมว่า “แด๊ดดี้ ปรายฝนกลัว พรุ่งนี้ปรายฝนมีเทสต์ภาษาจีน”

ลูกสาวผมเป็นสายชิล ไม่ค่อยเตรียมตัวเท่าไหร่ แล้วค่อยมากังวลตอนจวนตัว

ผมเองก็เป็นสายชิล ไม่ได้คาดคั้นให้ลูกต้องสอบได้คะแนนดี แต่ก็ถือโอกาสนี้สอนปรายฝนว่า “ที่กลัวเพราะว่าเราไม่ได้เตรียมตัวไง ถ้าปรายฝนเตรียมตัวปรายฝนก็จะกลัวน้อยลง”

พอเอ่ยประโยคนี้จบ ผมก็คิดขึ้นได้ว่านี่คือคำสอนใจสำหรับตัวเองเช่นกัน

ถ้าเราเตรียมพรีเซนต์มาดี เราจะพูดได้อย่างมั่นใจ

ถ้าเราซ้อมวิ่งมาดี ถึงจะใกล้วันแข่งเราก็ไม่เครียด

ถ้าเราจัดการเรื่องการเงินไว้ดี เราจะไม่ค่อยกังวลเรื่องอนาคต

แต่ถ้าเราไม่ได้เตรียมตัว ถ้าเรามัวแต่คิดว่าเอาไว้ก่อน เมื่อสิ่งนั้นใกล้เข้ามาเราก็จะกลัวและกังวลอย่างช่วยไม่ได้ เพราะจะทำอะไรก็ไม่ทันแล้ว

บางสิ่งยิ่งอยู่ไกล เรายิ่งไม่ค่อยเตรียมตัว เช่นการดูแลสุขภาพในวันนี้ เพื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยชรา แต่การมีสุขภาพที่ดีต้องใช้เวลาเป็นสิบปี ถ้าไม่เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ก็ดูประมาทเกินไปหน่อย

หรือความกลัวตัวแม่อย่างความกลัวตาย น้อยคนนักที่จะสบตากับมันตรงๆ และคิดเตรียมตัวแต่เนิ่นๆ

ความชรานั้นยังพอกะเวลาได้ แต่ความตายนั้นเรากะเวลาไม่ได้เลย

ลองสำรวจตัวเองว่ามีความกลัวอะไรอยู่ และมีอะไรที่เราพอจะทำได้ตั้งแต่วันนี้

กลัวไม่สบาย กลัวตกงาน กลัวสูญเสียคนที่เรารัก

กับหลายสิ่งในชีวิต ถ้าเราเตรียมตัว เราจะกลัวน้อยลงครับ

จะซื้อหนังสือดีๆ อย่าไปดูราคา

ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าการตั้งราคาหนังสือนั้นแตกต่างจากการตั้งราคาสินค้าชนิดอื่น

หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คภาษาไทยราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 200 บาท ส่วนหนังสือภาษาอังกฤษปกแข็งเล่มหนาๆ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 บาท จากราคาต่ำสุดไปสูงสุดต่างกันเพียง 6 เท่า

โรงแรม 2 ดาวคืนละ 600 บาท
โรงแรม 5 ดาวคืนละ 6,000 บาท
ต่างกัน 10 เท่า

ข้าวมันไก่จานละ 60 บาท
โอมากาะเสะหัวละ 3,000 บาท
ต่างกัน 50 เท่า

เสื้อยืดตลาดนัดตัวละ 150 บาท
เสื้อยืด Balenciaga ตัวละ 15,000 บาท
ต่างกัน 100 เท่า

สินค้าส่วนใหญ่จะมีช่วงราคาต่างกันระดับสิบเท่าหรือร้อยเท่าเสมอ ยกเว้นสินค้าที่เป็นสื่ออย่างหนังสือหรือภาพยนตร์

ภาพยนตร์นั้นต่อให้หนังทุ่มทุนสร้างเท่าไหร่ ผู้กำกับหรือนักแสดงจะเทพแค่ไหน หนังจะยาวเท่าไหร่ ตั๋วโรงหนังก็แพงกว่าหนังเกรดบีไม่เกินสองเท่า

หนังสือก็เช่นกัน แต่เพิ่มเติมตรงที่เราเก็บเกี่ยวได้นานกว่า ภาพยนตร์หนึ่งเรื่องสร้างความบันเทิงได้ 2-3 ชั่วโมงและดูจบภายในวันเดียว ส่วนหนังสือหนึ่งเล่มสร้างความบันเทิงได้เป็นสิบชั่วโมงและกินเวลาหลายสัปดาห์หรือแม้กระทั่งหลายเดือน

ธรรมดาราคาของสินค้าชิ้นหนึ่งจะแปรผันตามต้นทุน คุณภาพ แบรนด์ และความต้องการในตลาด

ยิ่งคุณภาพดีราคายิ่งแพง ยิ่งแบรนด์ดังราคายิ่งแพง ยิ่งคนต้องการเยอะราคายิ่งแพง

แต่หนังสือระดับ Bestseller ขายได้เป็นล้านเล่ม จากนักเขียนชื่อดังระดับโลก ก็ราคาแทบไม่แตกต่างจากหนังสือของนักเขียนโนเนมที่ขายไม่ออกเลย ราวกับว่ากฎการตั้งราคาสินค้านั้นใช้ไม่ได้กับราคาหนังสือ หรือถึงจะมีผลก็น้อยกว่าสินค้าชนิดอื่นๆ อย่างแน่นอน

นั่นหมายความว่าอะไร?

หมายความว่า ถ้าเรารู้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือดี และเราตั้งใจจะอ่านมัน เราก็ไม่ควรกังวลเรื่องราคา เพราะยังไงก็คุ้ม

หนังสือหนึ่งเล่มใช้เวลาเขียนหลายปี เป็นการรวบรวมความรู้ของคนหนึ่งคนมาเกือบทั้งชีวิต มันผ่านการคัดกรองจากผู้เขียน กองบ.ก. และสำนักพิมพ์มาแล้วเป็นอย่างดี และไม่ว่าต้นทุนหนังสือเล่มนี้ – ทั้งในเชิงปัญญา ในเชิงเศรษฐศาสตร์ และในเชิงแบรนดิ้ง – จะสูงมากขนาดไหน สุดท้ายราคาขายของมันก็แทบจะไม่ได้ต่างจากหนังสือเล่มอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่านี้เป็นสิบเท่าเลย

ดังนั้น หนังสือราคา 500 บาท หรือ 1,000 บาท จึงไม่ใช่หนังสือราคาแพง ตราบใดที่มันเป็นหนังสือที่ดี ที่เราได้อ่าน และเราเอาไปใช้งานต่อได้

จะซื้อหนังสือดีๆ อย่าไปดูราคาครับ