ใช้ชีวิตแบบกองทุนรวม

Morgan Housel เขียนไว้ในบทสุดท้ายของหนังสือ The Psychology of Money ว่าเขามีทรัพย์สินแค่สามอย่างเท่านั้น คือบ้าน บัญชีเงินฝาก และกองทุนรวม ซึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้หลายครั้งว่ากองทุนรวมที่เขาซื้อนั้นเป็นกองทุนของ Vanguard

Vanguard คือบริษัทจัดการกองทุนระดับโลกที่ก่อตั้งโดย John Bogle ผู้บุกเบิกแนวคิดการลงทุนในกองทุนดัชนี (Index Funds) ที่บริหารจัดการแบบเชิงรับ (passive fund) ค่าธรรมเนียมของ Vanguard จึงต่ำมาก

มอร์แกนมองว่าเราไม่จำเป็นต้องเอาชนะตลาด เพราะเราไม่มีเวลาหรือความสามารถมากพอที่จะวิเคราะห์หุ้นเป็นรายตัว การซื้อหุ้นทั้งตลาดผ่านกองทุนอย่าง Vanguard คือวิธีการที่ง่ายที่สุดและกระจายความเสี่ยงได้ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนทั่วไป


John Bogle เจ้าของ Vanguard ชอบเล่าเรื่องหนึ่งอยู่บ่อยๆ:

ในงานปาร์ตี้ของมหาเศรษฐี เพื่อนซี้นักเขียนสองคนยืนคุยกัน

Kurt Vonnegut แซว Joseph Heller ว่าเจ้าภาพงานวันนี้หาเงินได้ในวันเดียวมากกว่าที่โจเซฟหาได้จากหนังสือ Catch-22 มาตั้งแต่หนังสือตีพิมพ์เสียอีก

โจเซฟจึงตอบเคิร์ทว่า

“I’ve got something he can never have.”

เคิร์ทเลยถามกลับ

“What on earth could that be, Joe?”

และนี่คือคำตอบของโจเซฟ

The knowledge that I’ve got enough.

สิ่งที่คนรวยหลายคนยังไม่มีและอาจไม่มีวันได้ครอบครอง คือความรู้จักพอ


เมื่อเดือนที่แล้ว ผมและเพื่อนๆ ได้มีโอกาสไปกินข้าวกับพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร เพื่อฉลองการเกษียณของพี่อ้น

ระหว่างที่เราคุยกันเรื่องสัพเพเหระ พี่อ้นเปรยว่ามีคนชอบเอาอาหารบำรุงร่างกายมาให้ทดลองกิน

พี่อ้นบอกว่าพอกินของที่ได้มาหมดแล้ว พี่อ้นก็หยุด แล้วไปกินอย่างอื่นต่อ เพราะเราไม่ควรกินของอย่างเดียวติดต่อกันนานๆ

ผมฟังพี่อ้นแล้วทำให้นึกถึง Tony Robbins หนึ่งในไลฟ์โค้ชที่ดังที่สุดในโลก และน่าจะเป็น “ตัวพ่อ” ของการใช้ชีวิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมาแต่ไหนแต่ไร

อาหารที่โทนี่โปรดปรานและกินเป็นประจำคือปลาทูน่าและปลา swordfish แต่แล้ววันหนึ่งภรรยาก็รู้สึกว่าโทนี่เริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ และหงุดหงิดง่ายกว่าปกติ เมื่อไปตรวจกับหมอถึงพบว่าเขามีสารปรอทในร่างกายสูงระดับเป็นอันตรายถึงชีวิต ซึ่งสารปรอทเหล่านี้เกิดจากการสั่งสมของปลาที่โทนี่กินประจำนั่นเอง


เมื่อเราพยายามเป็น “เวอร์ชั่นของตัวเองที่ดีที่สุด” เราอาจมีแนวโน้มที่จะหารูทีนที่เข้ากับเรา หาเมนูที่กินแล้วดีต่อสุขภาพ หาการออกกำลังกายที่จะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนและทำให้เราก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

แต่ความคิดที่จะ maximize อยู่ตลอดเวลาก็อาจกลับมาทำร้ายเราได้เช่นกัน เหมือนที่โทนี่กินแต่ปลาที่เขาเชื่อว่ามีประโยชน์สูงสุดจนมีสารปรอทอยู่เต็มตัว

ผมเองเคยสนใจแต่การออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ไม่ชอบเล่นเวท แล้วก็ได้พบว่าการวิ่งแต่เพียงอย่างเดียวโดยที่กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ไม่แข็งแรงพอก็ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บเรื้อรัง

ผมเคยชอบอ่านแต่หนังสือ how-to เพื่อจะได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พอเริ่มอ่านให้กว้างกว่านั้น เช่นนิยาย ประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งหนังสืออย่างพุทธรรมก็ค้นพบว่าเนื้อหาบางอย่างจากหนังสือเหล่านี้มีประโยชน์ต่อการทำงานยิ่งกว่าหนังสือ how-to เล่มดังเสียอีก

เหตุผลที่ Morgan Housel ลงทุนใน Index Funds อย่าง Vanguard ก็เพราะเขามองว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการได้รับผลตอบแทนสูงสุด คือจะลงทุนอย่างไรเพื่อจะได้ไม่ต้องนอนกระสับกระส่ายในยามค่ำคืน

เขามองว่าหากเขาได้ผลตอบแทนเท่าตลาด และยืนระยะได้ยาวนาน ถึงจุดหนึ่งเขาก็ย่อมมีเงินมากพอที่จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินของเขาได้ เหมือนโจเซฟ เฮลเลอร์ผู้เขียน Catch-22 เป้าหมายไม่ใช่การมีให้มากที่สุด แต่คือการรู้จักว่าแค่ไหนคือพอแล้ว

แน่นอนว่า “การใช้ชีวิตแบบกองทุนรวม” ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะบางคนก็แสวงหาความเป็นเลิศและพร้อมที่จะทิ้งบางอย่างเพื่อจะได้เป็นที่หนึ่งในบางเรื่อง

สำคัญคือการที่เรากลับมาถามตัวเองว่าเราเป็นคนแบบไหน อยากมีไลฟ์สไตล์แบบใด จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่งหรือก้าวหน้ากว่าคนอื่นหรือเปล่า

ถ้าอยากได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาด ก็อาจต้องทุ่มสุดทางกับหุ้นบางตัว

แต่ถ้าเราเป็นสายชิลและไม่แคร์เรื่องผลตอบแทนสูงสุด การใช้ชีวิตแบบกองทุนรวมก็สบายกาย-สบายใจดีนะครับ

ขอบคุณความสำเร็จที่มาช้า

เมื่อเดือนที่แล้วมีเรื่องน่ายินดีหนึ่งอย่าง คือบล็อก Anontawong’s Musings มีคนติดตามครบหนึ่งแสนคนหลังจากเขียนมาเกือบ 11 ปี

ถ้าเทียบกับเพจอื่นๆ ต้องถือว่าเพจนี้โตค่อนข้างช้า แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือผู้ติดตามที่ค่อนข้างเหนียวแน่น

สมัยเมื่อ 6-7 ปีที่แล้ว ผมเคยตั้ง OKR ไว้ว่าอยากจะมีผู้ติดตามเท่านั้น-เท่านี้ ภายในเวลาเมื่อไหร่ แต่พอลองทำไปสักพักก็ค้นพบว่าไม่ใช่ทาง เพราะมันมีปัจจัยหลายอย่างที่เราควบคุมไม่ได้

สุดท้ายก็เลยกลับมาโฟกัสเรื่องการเขียนของเราให้ดี ให้มีความสนุก และให้มีประโยชน์ ส่วนผู้ติดตามจะเพิ่มขึ้นเร็วช้าอย่างไรถือว่าเป็นผลพลอยได้

เมื่อได้ขบคิดเรื่องนี้นานเข้า ก็เลยรู้สึกว่า “ความสำเร็จที่มาช้า” นั้นมีข้อดีอยู่หลายอย่าง และความสำเร็จที่มาเร็วก็มีข้อควรระวังเช่นกัน

หนึ่ง ความสำเร็จที่มาเร็วเกินไปอาจให้ร้ายมากกว่าให้คุณ

เราเคยเห็นนักร้องหรือนักแสดงที่โด่งดังเป็นพลุแตกตั้งแต่วัยรุ่น แต่พอไม่รู้ว่าจะรับมือกับความสำเร็จที่ถาโถมอย่างไร สุดท้ายก็เลยสำคัญตนผิด เลือกทางผิด คบคนผิด จนชีวิตหลงทางอยู่นานหลายปี หรือบางคนก็ไม่อาจกลับมาอยู่บนเส้นทางนี้ได้อีกเลย


สอง ความสำเร็จที่มาช้าทำให้เราถ่อมตัว

เมื่อไม่ได้พบกับความสำเร็จแต่ก็ยังไม่อยากยอมแพ้ สิ่งที่ทำได้ก็คือการก้มหน้าก้มตาทำสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป

เมื่อใช้เวลานานนับปีหรือนับสิบปีถึงจะได้รับการยอมรับ ความพยายามวันแล้ววันเล่าย่อมหล่อหลอมให้เรามีความอดทน ไม่ลืมตัวลืมตน และรู้ซึ้งว่าตัวเองก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

ซึ่งความรู้สึกแบบนี้คงเกิดขึ้นได้ยากกับคนที่เปิดตัวมาแล้ว “แมส” อย่างรวดเร็ว


สาม ความสำเร็จสูงสุดทำให้เรามีความ antifragile น้อยลง

Antifragile เป็นหนังสืออีกหนึ่งเล่มของ Nassim Nicholas Taleb ผู้เขียน The Black Swan

ถ้าของที่แตกหักง่ายเราเรียกว่าเปราะบางหรือ fragile

ของที่คงทนแข็งแรงเราเรียกว่า robust

แต่ของที่ “เจอทุบ” แล้วแข็งแรงกว่าเดิม Taleb เรียกมันว่า antifragile

ร่างกายมนุษย์นั้นมีความ antifragile ประมาณหนึ่ง เมื่อเจ็บป่วยก็จะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคเดิม เมื่อออกวิ่งปอดก็ยิ่งมีประสิทธิภาพ เมื่อยกน้ำหนักกล้ามเนื้อย่อมแข็งแรง

วงการวิทยาศาสตร์ก็มีความ antifragile ยิ่งมีคนโจมตี จับผิด หรืออยากพิสูจน์มากเท่าไหร่ ความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้น

Taleb มองว่าถ้าเหตุการณ์ผันผวนทำให้ระบบใดมีโอกาสได้มากกว่าเสีย ระบบนั้นก็มีความ antifragile แต่ถ้าเหตุการณ์ผันผวนทำให้ระบบนั้นมีโอกาสเสียมากกว่าได้ ระบบนั้นถือว่า fragile หรือเปราะบาง

มันคือ asymmetry หรือความไม่สมมาตรระหว่าง upside กับ downside

ตอนที่เราเริ่มต้นใหม่ๆ ยังไม่ประสบความสำเร็จ ความเป็นไปได้มีมากมาย เราจึงมี potential upside มากกว่า potential downside ดังนั้นเราจึงมีความ antifragile ในช่วงนี้ของชีวิต

แต่เมื่อเราประสบความสำเร็จแล้ว ก็จะเกิดความไม่สมมาตรที่ทำให้เราเปราะบาง เพราะเรามีอะไร “จะเสีย” มากกว่าเดิม ทั้งหน้าตา ชื่อเสียง เงินทอง

“Success brings an asymmetry: you now have a lot more to lose than to gain. You are hence fragile.”
-Nassim Taleb

ลองคิดถึงภาพคนที่ก้าวไปสู่จุดสูงสุดของวิชาชีพ เช่นเพลงที่ฮิตไปทั่วโลกอย่าง Gangnam Style ของ Psy ก็แทบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างปรากฏการณ์แบบนั้นได้อีก ซึ่ง Psy เองก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเขาต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาลที่จะทำเพลงออกมาให้ปังเหมือน Gangnam Style อีกครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยทำมันได้อีกเลย

ความสำเร็จสูงสุดจึงเป็นคำสาปไปในตัว เพราะหลังจากนั้นแทบทุกงานที่ตามมาล้วนคล้ายกับการเดินลงเขา


สี่ ความสำเร็จหนึ่งจะทำให้ความสำเร็จถัดไปยากเย็นยิ่งขึ้น

ข้อเสียอีกอย่างของความสำเร็จ คือความสำเร็จเดิมไม่อาจทำให้เราแฮปปี้ได้อีกต่อไป

สมมติเราตั้งเป้าว่าจะวิ่งจบ 10 กิโลเมตรภายใน 1 ชั่วโมง

เดือนแรกที่ลอง เราวิ่งจบใน 70 นาที เรารู้สึกดีเพราะมาถูกทาง

เดือนที่สองจบ 60 นาทีพอดี รู้สึกฟินมากๆ

เดือนที่สามจบใน 55 นาที เป็น PB (personal best) ที่เราอวดทุกคนได้

ลองคิดดูว่าถ้าเดือนที่สี่เราวิ่งจบใน 60 นาทีเราจะแฮปปี้หรือไม่

คำตอบก็คือไม่ เพราะสิ่งที่เราเคยเรียกว่า “ความสำเร็จ” ได้กลายมาเป็นมาตรฐานที่ต้องทำให้ได้อยู่แล้ว (bare minimum)

เมื่อเราขยับเป้าหมายให้ยากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่เคยเป็นความสำเร็จในวันก่อน จึงเป็นเพียงความล้มเหลวหากเราทำมันได้ในวันนี้

และยิ่งเราเข้าใกล้ขีดจำกัดของตัวเองเท่าไหร่ กฎการลดน้อยถอยลง (Law of Diminishing Returns) ก็ยิ่งทำงาน เพราะแรงที่ลงไปไม่สามารถสร้างความก้าวหน้าได้มากเท่าแต่ก่อนแล้ว

มันคือการต้อนตัวเองให้จนมุม โอกาสที่จะมีความสุขลดน้อยถอยลงหากเรายังเรียกร้องให้ตัวเอง beat yesterday ต่อไปไม่รู้จบ


ห้า เป้าหมายที่คว้าเอาไว้ได้ อาจทำให้เราเคว้งคว้าง

มนุษย์เรานั้นถูกขับเคลื่อนด้วยฮอร์โมนโดพามีน ที่พาให้ไขว่คว้าสิ่งที่เรายังไม่มี

คนที่มีเป้าหมายจึงรู้ว่าวันนี้เราจะตื่นมาทำอะไร เพื่ออะไร และเพื่อใคร

แต่ในวันที่เราเดินทางถึงเป้าหมายนั้นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นตามมา นั่นคือเรื่องที่น่าคิด

ถ้าเราหาภูเขาลูกใหม่ให้ปีนได้ มีอะไรให้ไขว่คว้าเพื่อสนองโดพามีน ก็ยังพอมีทางให้ไปต่อ

แต่ถ้าเราไม่มีเป้าหมายใหม่ ไม่รู้ว่าตื่นมาวันนี้จะทำอะไร ก็อาจทำให้ชีวิตของบางคนอับเฉาได้เช่นกัน

“The only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.”
-Mark Manson


ที่เขียนมาทั้งหมดไม่ใช่จะบอกว่าความสำเร็จเป็นสิ่งไม่ดี

แค่ให้เรามองด้วยสายตาที่สมดุลกว่าเดิม ว่าในดีมีร้าย ในร้ายก็มีดี

แน่นอนว่าเราก็ต้องการ “ความสำเร็จเล็กๆ” ในรูปแบบของการพัฒนา เพราะ progress เป็นแรงจูงใจที่ดีที่สุดในการพาให้เราไปต่อ

เราอยู่ในโลกที่กระตุ้นให้คนแข่งขัน ให้เปรียบเทียบกันตลอด แม้ว่าชีวิตเราจะดีขึ้น แต่ถ้าเราดีขึ้นช้ากว่าคนอื่น การเปรียบเทียบย่อมทำให้เรารู้สึกทุกข์ใจได้เหมือนกัน

ในโลกการทำงาน เราจำเป็นต้องเร็วกว่าคนอื่น ไม่อย่างนั้นธุรกิจอาจไปต่อได้ลำบาก

แต่ในโลกส่วนตัว เราไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับใครเลย แม้กระทั่งกับตัวเอง

ผมจึงเชื่อว่าเราเปรียบเทียบกับคนอื่นได้บ้าง (เพราะอย่างไรเราก็เลี่ยงไม่ได้ มนุษย์นั้นเล่น Status Game มาแต่ไหนแต่ไร) แต่ต้องระวังไม่เอาคุณค่าและความพึงพอใจไปแขวนไว้กับปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้

สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้ คือแรงที่เราลงไป มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาเพื่อเพิ่มความน่าจะเป็นว่าเรากำลังอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง และตราบใดที่เราสร้างความก้าวหน้าเป็นบางวัน (ย้ำว่าแค่บางวัน) ก็นับว่าน่าพอใจแล้ว

“When you fall in love with the process rather than the outcome, you don’t have to wait to be happy.”
-Shane Parrish

เมื่อเรารู้สึกอ่อนล้า ให้ลองหยุดพัก ถอยห่างออกมาลองมองดูดีๆ อีกครั้ง

แล้วเราอาจรู้สึกขอบคุณความสำเร็จที่มาช้าครับ

จะทำอะไรก็ทำตั้งแต่หัววัน

ปีนี้ “ปรายฝน” ลูกสาวของผมอายุ 10 ขวบ ส่วน “ใกล้รุ่ง” ลูกชายอายุ 8 ขวบ

กิจวัตรประจำวันของทั้งคู่ คือคุณย่าจะไปรับที่โรงเรียน กลับถึงบ้านสามโมงครึ่ง เปิดทีวีดูแล้วกินขนม+ผลไม้ให้รางวัลตนเองหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเรียนมาทั้งวัน

ในวัยนี้โรงเรียนยังให้การบ้านไม่เยอะมาก แต่ทั้งคู่จะมีการบ้านเลขให้ทำทุกวัน

ถ้าวันไหนผมทำงานที่บ้าน ประมาณห้าโมงเย็นผมก็จะเตือนทั้งคู่ว่าทำการบ้านได้แล้วนะ

แต่วันไหนที่ผมกลับบ้านค่ำ ทุ่มกว่าแล้วก็ยังดูทีวี ไม่ได้ทำการบ้าน ผมก็ต้องเตือนให้เอาขึ้นมาทำ ซึ่งกว่าจะได้เริ่มทำก็เกือบสองทุ่ม พอต้องมานั่งทำการบ้านเวลานี้ เด็กๆ มักจะงอแง (โดยเฉพาะใกล้รุ่ง) เพราะคิดเลขได้ช้ากว่าเดิม ทำผิดบ่อยขึ้น ต้องแก้บ่อย ก็เลยยิ่งหงุดหงิด

ผมก็เลยสอนใกล้รุ่งว่า เราควรจะทำการบ้านตั้งแต่หัววันแล้ว มารอทำตอนมืดแล้วเหนื่อยกว่าเดิมตั้งเยอะ การบ้านชิ้นเดียวกัน ทำตอนเย็นใช้เวลาแค่ 15 นาที ทำตอนค่ำอาจจะกลายเป็น 30 นาที แด๊ดดี้ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าใกล้รุ่ง (และปรายฝน) จะทำให้ชีวิตตัวเองยากขึ้นทำไม

พอพูดประโยคนี้จบ ก็พลันตระหนักได้ว่าที่พูดไปก็เข้าตัวเองเหมือนกัน

เพราะผมเองก็เริ่มทำอะไรหลายอย่างช้าเกินไป ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าทำตั้งแต่ “หัววัน” มันจะง่ายกว่านี้

เช่นอ่านโปรไฟล์ของผู้สมัครก่อนเข้าสัมภาษณ์สัก 15 นาที แทนที่จะไปอ่านตอนที่เข้าห้องสัมภาษณ์แล้ว

เตรียมซ้อมพูดตั้งแต่เนิ่นๆ หลายๆ รอบ ก่อนขึ้นเวทีจริง

ออกจากบ้านตั้งแต่ก่อนที่รถจะเริ่มติด หรือเข้านอนในเวลาที่จะเอื้อให้เรานอนได้เต็มอิ่มแม้จะต้องตื่นเช้าเพื่อเลี่ยงรถติด

ถ้ามองในกรอบเวลาที่ยาวกว่านั้น ก็มีอีกหลายสิ่งที่เราทำได้ตั้งแต่ “หัววัน”

ทั้งการลงทุนเพื่อสร้างทรัพย์สิน การดูแลสุขภาพ การใช้เวลากับคนในครอบครัว การกลับมาศึกษาเรื่องจิตใจตนเอง

ในวัยหนุ่มสาว จิตใต้สำนึกจะบอกว่าเรายังมีเวลาเหลืออีกมากมาย ไม่ต่างอะไรกับปรายฝนและใกล้รุ่งที่ยังใจเย็นดูทีวีเพราะคิดว่ายังมีเวลาเหลือเฟือในการทำการบ้าน

แต่พอเรามารู้ตัวตอน “หัวค่ำ” อายุ 40 หรือ 50 แล้ว การสร้างทรัพย์สินให้มีผลตอบแทนทบต้นก็ไม่ง่ายอีกต่อไป การดูแลสุขภาพก็อาจมีอุปสรรคเพราะมีอาการป่วยหรือบาดเจ็บเรื้อรังเพราะเราละเลยมานาน การใช้เวลากับคนในครอบครัวก็มีข้อจำกัดเพราะพ่อแม่เริ่มแก่เฒ่า ส่วนการศึกษาจิตใจตนเองบางคนในวัยนี้อาจยังไม่เห็นความสำคัญด้วยซ้ำไป

ยิ่งถ้าเลยช่วงหัวค่ำและเข้าสู่ช่วง “กลางดึก” จากแค่รู้ตัวก็อาจจะกลายเป็นร้อนรน เพราะเรื่องที่กล่าวมายิ่งยากเย็นหรือบางเรื่องก็เป็นไปไม่ได้เพราะหมดเวลาของมันแล้ว

ดังนั้น อะไรที่เรารู้ว่าสำคัญและเป็นหน้าที่ ก็อย่ามัวแต่ “ดูทีวี” จนเวลาล่วงเลย

จะได้ไม่ทำให้ชีวิตตัวเองยากขึ้นโดยไม่จำเป็นครับ

ที่มันไม่เมคเซนส์อาจเพราะเรายังมีเลนส์ไม่พอ

เมื่อนานมาแล้ว ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ผมจำเนื้อหาไม่ได้แล้ว แต่ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้ลางๆ ก็คือ

“การตัดสินใจนี้อาจจะผิดในแง่นิติศาสตร์ แต่ถ้ามองด้วยเลนส์ของรัฐศาสตร์แล้วก็นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”

ประโยคนี้เปลี่ยนความคิดของผมที่เป็นคนชอบตัดสินว่าอะไรถูกผิด ให้กลับมามองตัวเองมากขึ้นว่าเรากำลังใช้เลนส์แบบไหน

ในเรื่องเดียวกัน ถ้าใช้เลนส์ A ก็อาจจะบอกว่าเรื่องนี้ผิด แต่ถ้าใช้เลนส์ B ก็จะมองว่าเรื่องนี้ถูก

คนที่มีเลนส์ไม่มากนัก หรือยึดติดกับเลนส์ใดเลนหนึ่งมากเกินไป ก็อาจจะเสียโอกาสหรือแม้กระทั่งเสียเพื่อนเพราะทะเลาะกันโดยไม่คิดที่จะมองผ่านเลนส์คนอื่น


Charlie Munger ผู้ล่วงลับ คืออดีตมือขวาของ Warren Buffett นักลงทุนในตำนาน

สิ่งหนึ่งที่ Munger พูดเสมอ คือการสะสม mental models ซึ่งเปรียบเสมือนเลนส์ในการมองโลก

แม้จะเป็นนักลงทุนที่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการเงินเป็นหลัก แต่ Munger ชอบอ่านหนังสือจากหลายแขนงวิชา ทั้งปรัชญา ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ชีววิทยา จิตวิทยา และอื่นๆ อีกมากมาย เพราะเขาเชื่อว่าการเอาความรู้ต่างๆ มาผสมกันจะมีคุณค่ามากกว่าความรู้ที่แยกกันอยู่โดดๆ

Tren Griffin ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ Munger ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า บริษัทหนึ่งตัดสินใจขึ้นราคาสินค้าของตัวเอง แต่กลับขายของได้มากขึ้น

ปรากฏการณ์นี้ไม่ make sense เอาเสียเลยถ้ามองด้วยเลนส์ของเศรษฐศาสตร์ ที่มองความสัมพันธ์ระหว่างซัพพลายกับดีมานด์ แต่ถ้าเรามองด้วยเลนส์ของจิตวิทยา เราจะเข้าใจว่าลูกค้ามักจะมองว่าราคาที่แพงแปลว่าของน่าจะมีคุณภาพดี ก็เลยมีลูกค้าซื้อมากขึ้น


ผมเป็นแฟนหนังสือของ Dan Brown เล่มแรกที่อ่านคือ The Da Vinci Code ก่อนจะกลับไปไล่อ่านหนังสือของเขาครบทุกเล่ม

นิยายของ Dan Brown คือ action thriller ที่พาไปรู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังของสถานที่ต่างๆ แต่ก็มักจะถูกค่อนแคะว่าตัวละครไม่มีมิติและบทพูดดูเชยๆ ไม่สละสลวย

ตอนนี้ผมกำลัง “ฟัง” หนังสือเล่มล่าสุดของเขาอยู่ ชื่อว่า The Secret of Secrets ที่ดำเนินเรื่องราวในกรุงปรากแห่งสาธารณรัฐเช็ก

พระเอกยังคงเป็นโรเบิร์ต แลงดอนเหมือนเดิม (พูดแล้วก็นึกถึงหน้าทอม แฮงค์ขึ้นมาทันทีเพราะแสดงหนังจากนิยาย Dan Brown หลายเรื่อง)

ส่วนนางเอกรอบนี้ชื่อ Katherine Solomon ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านจิตสำนึก (Noetic scientist) ที่มองว่าจิตสำนึก – หรือแม้กระทั่งจิตวิญญาณ – ไม่ได้อยู่ในร่างกายคน (non-local models of consciousness) แต่เป็น “จิตสำนึกสากล” (universal consciousness) ที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง สมองของคนเราเป็นเหมือนวิทยุที่จูนคลื่นเข้ากับจิตสำนึกนี้ได้เท่านั้นเอง

หัวข้อที่ Noetic scientist ศึกษาก็เช่นเรื่อง โทรจิต (telepathy) และการหยั่งรู้ล่วงหน้า (precognition) ซึ่งจากมุมคนไทยก็อาจจะมองว่าเป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือเป็น pseudoscience รึเปล่า

ในบทที่ 72 มีบทสนทนาของแลงดอนและแคทเธอรินที่ผมชอบมาก โดยแคทเธอรินรู้ตัวดีว่าวงการที่เธออยู่นั้นมี replication crisis นั่นคือพอมีการทำงานวิจัยแล้วได้ผลทดลองแบบหนึ่ง แต่พอนักวิจัยกลุ่มอื่นลองทำการทดลองเดิมอีกครั้ง กลับไม่อาจได้ผลลัพธ์แบบเดิม

พอเป็นการทดลองที่ไม่อาจทำซ้ำได้ นักวิทยาศาสตร์ด้านจิตสำนึกที่ทำการทดลองเหล่านี้จึงถูกสังคมตั้งคำถามว่ากุเรื่องขึ้นมาหรือดัดแปลงผลการทดลองหรือไม่ คุณกำลังหลอกลวงประชาชนอยู่รึเปล่า

จากนี้ไปคือบทสนทนาบางส่วนของแลงดอนและแคทเธอรินครับ

แคทเธอริน: ถ้านักกีฬาโอลิมปิกคนหนึ่งสร้างสถิติโลกขึ้นมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และยังไม่มีใครทำเหมือนกับนักกีฬาคนนั้นได้ เรากลับไม่เคยสงสัยว่ากล้องโทรทัศน์หลอกตาเรา หรือผู้ชมเกิดอาการประสาทหลอนไปเอง เราก็แค่มองว่ามันเป็นผลงานที่สุดยอดเท่านั้น เพียงเพราะเราไม่สามารถทำสิ่งเดียวกันซ้ำได้อีก ไม่ได้แปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้นจริงสักหน่อย

แลงดอน: ก็ฟังดูยุติธรรมดี แต่นั่นมันโลกกีฬา สิ่งที่เรากำลังคุยกันอยู่เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ ซึ่งการทำซ้ำได้ (repeatability) เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เหรอ

แคทเธอริน: ใช่ และฉันก็เห็นด้วยว่าความสามารถในการทำซ้ำได้เป็นภาระที่สมเหตุสมผลสำหรับการทดลองระดับ macro แต่โลกควอนตัมไม่ได้ทำงานอย่างนั้นสักหน่อย นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันอยู่แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระดับควอนตัมเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ – เอาที่จริงแล้ว “ความไม่แน่นอน” นี่แหละคือคุณลักษณะของโลกควอนตัมที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันมากที่สุด

แลงดอน: ก็จริง

แคทเธอริน: โลกควอนตัมคือโลกของความไม่แน่นอน — ทั้งความผันผวนของควอนตัม (quantum fluctuations), การลอดอุโมงค์ควอนตัม (quantum tunneling) ความโกลาหล (chaos), ภาวะซ้อนทับ (superpositions), และทวิภาวะ (dualities) พูดง่ายๆ ก็คือเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะกฎฟิสิกส์แบบดั้งเดิมไม่อาจใช้ได้กับโลกนี้

แลงดอน: โอเค แล้วเรื่องจิตสำนึกล่ะ?

แคทเธอริน: จิตสำนึกไม่ได้เป็นอวัยวะที่จับต้องได้ในร่างกายของเรา มันดำรงอยู่ในขอบเขตของโลกควอนตัม จึงเป็นเรื่องยากเกินที่จะคาดเดาหรือทำซ้ำ (extremely difficult to observe with any predictability or repeatability.) คุณสามารถใช้จิตสำนึกสังเกตลูกบอลที่กระดอนอยู่ได้ แต่เมื่อคุณใช้จิตสำนึกเพื่อสังเกตจิตสำนึกของตัวเองมันย่อมจะวนหลูปไม่รู้จบ เหมือนการพยายามดูว่าตาของตัวเองสีอะไรโดยไม่มองกระจก แม้ว่าคุณจะฉลาดหรือพยายามแค่ไหนคุณก็ไม่มีทางรู้


ผมชอบมุมมองของแคทเธอรินเพราะมันชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ – อย่างน้อยก็เป็นจุดอ่อนของฟิสิกส์แบบนิวตัน (Newtonian physics) ที่เราคุ้นเคยกันว่าโลกและจักรวาลนี้นั้นสามารถจับใส่สมการได้ และถ้าอยากจะพิสูจน์ว่าอะไรจริงหรือไม่ เราก็ต้องทำซ้ำๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร้ข้อกังขา

ด้วยกรอบความเชื่อแบบนี้ หลายคนจึงคิดว่าเรื่องของจิตวิญญาณนั้นเป็นเรื่องที่จับต้องไม่ได้ ไม่สมเหตุสมผล พิสูจน์ไม่ได้ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ดังนั้นจึงไม่ได้ให้คุณค่าหรือน้ำหนักมากมายนัก

แต่พอแคทเธอรินชี้ให้เห็น (ซึ่งอาจจะจริงหรือไม่ก็ได้) ว่าถ้าเรื่องของจิตใจ จิตสำนึก หรือจิตวิญญาณ เป็นเรื่องของโลกควอนตัม การเรียกร้องให้ “เอามาพิสูจน์และทำซ้ำ” ก็เหมือนกับการพยายามเอาน้ำกับน้ำมันมาผสมกัน


Morgan Housel ผู้เขียนหนังสือ The Psychology of Money เคยทวีตไว้ว่า

“A lot of financial debates are just people with different time horizons talking over each other.”

พอแต่ละคนใช้เลนส์ไม่เหมือนกัน มันก็เลยถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ

เวลาที่เราเห็นใครมีความคิดความเห็นที่ไม่เหมือนกับเรา เรามักจะด่วนสรุปว่าเพราะเขาจิตใจไม่ดี หรือเพราะเขาไม่ฉลาด ซึ่งการด่วนสรุปแบบนี้ก็ดูไม่ฉลาดเท่าไหร่เพราะมันจะทำให้เรากลายเป็นคนใจแคบ ขาดความเมตตา และตัดโอกาสที่เราจะเข้าใจคนอื่นและเข้าใจโลกได้มากกว่านี้

ผมจึงคิดว่าเราควรทำตัวเหมือนอาจารย์เสกสรรค์และ Charlie Munger ที่เป็นนักสะสมเลนส์หรือ mental models ที่หลากหลาย เพื่อจะได้มีความสามารถในการมองเรื่องเดียวกันจากหลายมุม และเลือกใช้เลนส์ที่เหมาะสมเพื่อบรรลุสิ่งที่เราประสงค์

เหมือนที่หลวงปู่ชาเคยกล่าวไว้ว่า ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด

ที่มันไม่เมคเซนส์ อาจเพราะเรายังมีเลนส์ไม่พอครับ

เริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการใช้มือถือให้น้อยลง

สองสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนจะมี “จังหวะสวรรค์” ที่เข้ามาเตือนให้ผมตระหนักและตั้งใจที่จะใช้มือถือให้น้อยลงกว่าเดิม

โดยเริ่มต้นจากที่หลวงปู่ปราโมทย์ปรารภไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ว่าถ้าเราตั้งอกตั้งใจฝึกความรู้เนื้อรู้ตัว แต่พอพักแล้วมานั่งเล่นมือถือ ที่ฝึกมาก็สูญเปล่า*

จากนั้นผมได้อ่านหลายบทความที่พูดถึงภัยของสมาร์ตโฟน ไม่ว่าจะเป็น

How Social Media Shortens Your Life by Gurwinder Bhogal (เขียนไว้เมื่อ 3 Aug 2025)

The dawn of the post-literate society by James Marriott (19 Sep 2025)

Everything is Television by Derek Thompson (10 Oct 2025)

Is social media just…boring now? by Brian Klaas (17 Oct 2025)

ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้การเล่นโซเชียลบนมือถือของผมเหลือวันละต่ำกว่า 20 นาทีมาสองสัปดาห์เต็ม หลังจากก่อนหน้านี้อยู่ที่ประมาณ 45-60 นาทีมาโดยตลอด

บทความที่ผมชอบที่สุดคือ How Social Media Shortens Your Life ของ Gurwinder Bhogal ผมจึงจะใช้เป็นแกนหลักของบทความนี้ และจะแซมเนื้อหาของนักเขียนท่านอื่นๆ เอาไว้ด้วยนะครับ


ทำไมเวลาที่เล่นมือถือจึงผ่านไปเร็วนัก

เราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ที่ตั้งใจจะเล่นมือถือนิดเดียว แต่พอรู้ตัวอีกทีเวลาก็ผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว

ปรากฏการณ์นี้มีชื่อเรียกว่า “30-minute ick factor” คือความรู้สึกไม่สบายใจหลังจากที่รู้ตัวว่าใช้มือถือไปนานกว่าที่ตั้งใจไว้

ประสบการณ์ที่เข้มข้น มักจะทำให้เวลาเดินช้าลง เช่นตอนเกิดอุบัติเหตุหรือตอนเกิดแผ่นดินไหว

จริงๆ แล้วเราไม่ค่อยได้คิดถึง “ระยะเวลา” ตอนเกิดเหตุการณ์นั้นๆ เราจะคิดถึงมันตอนที่ผ่านไปแล้ว ผ่านความทรงจำที่เราระลึกได้

บางครั้งเวลาเหมือนจะผ่านไปเร็ว แต่กลับรู้สึกยาวนานในความทรงจำ เช่นตอนที่เราไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ ที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจจนลืมดูเวลา แต่พอหวนระลึกถึงประสบการณ์นั้นเรากลับรู้สึกว่ามันยาวนาน เพราะเราได้สร้างความทรงจำที่แข็งแรงเอาไว้มากมาย

ในทางกลับกัน ตอนรอต่อเครื่องที่สนามบิน ระหว่างที่รอช่างรู้สึกยาวนาน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปและมองย้อนกลับมา เรากลับรู้สึกว่ามันไม่ยาวมากนัก เพราะไม่มีอะไรให้จดจำ

ความร้ายกาจของโซเชียลมีเดียก็คือ มันทำให้เวลาสั้นลงทั้งตอนที่เราเล่นมือถือ และตอนที่เราย้อนคิดถึงมันด้วย

“A sinister thing about social media is that it speeds up your time both in the moment and in retrospect. It does this by simultaneously impairing your awareness of the present and your memory of the past.”

ลองนึกดูก็ได้ว่าเมื่อวานนี้เราเห็นโพสต์อะไรในเฟซบ้าง เราจะพบว่าเรานึกไม่ค่อยออก งานวิจัยหลายชิ้นก็ระบุว่าโซเชียลมีเดียมีผลกระทบกับความทรงจำทั้งระยะสั้นและระยะยาว

เพราะโซเชียลมีเดียมักจะคัดสรรแต่โพสต์ที่เขย่าอารมณ์ ทั้งเรื่องที่ทำให้โกรธ เรื่องที่ทำให้เศร้า เรื่องที่ทำให้ฮา พอเจอโพสต์ที่กระตุ้นความรู้สึกเข้าบ่อยๆ ใจก็เลยเกิดความ “ด้านชา” (desensitised) กับเนื้อหาเหล่านี้ และไถมือถือไปแบบ autopilot

Sean Parker หนึ่งในผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ค บอกว่าสิ่งที่นักพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือการดึงเวลาและความสนใจจากผู้ใช้งานให้มากที่สุด

“The thought process that went into building these applications was all about: ‘How do we consume as much of your time and conscious attention as possible?'”

ถ้าเราอยากเข้าใจว่าโซเชียลมีเดียทำงานอย่างไร เราต้องย้อนกลับไปดูการทำงานของซูเปอร์มาร์เก็ตและคาสิโน


เขาวงกตเพื่อลูกค้าคนโปรด

เคยมั้ยครับเวลาที่เราไปเดินซูเปอร์มาร์เก็ตเพราะจะซื้อของไม่กี่อย่าง แต่กลายเป็นว่าได้ของมาเต็มรถเข็น?

สิ่งนี้เรียกว่า Gruen Effect (อ่านว่า กรูเอ็น เอฟเฟ็กต์ จากชื่อของ Victor Gruen สถาปนิกชาวออสเตรีย) ซึ่งหมายถึงการที่ร้านถูกออกแบบมาให้ละลานตาละลานใจ จนลูกค้าลืมความตั้งใจแรกไปว่าเข้ามาในร้านทำไม และเริ่มซื้อของแบบไม่ยับยั้งชั่งใจ (impulse purchases)

ซูเปอร์มาร์เก็ตจึงถูกออกแบบมาให้คล้ายกับ “เขาวงกต” ทำให้เราต้องเดินผ่านชั้นสินค้าต่างๆ ที่เราไม่ได้คิดจะซื้อตั้งแต่แรก แต่พอเห็นป้ายลดราคาหรือป้ายแนะนำสินค้าเราก็เลยหยิบติดมือไปนิดๆ หน่อยๆ กว่าจะรู้ตัวอีกที ของก็เต็มตะกร้าแล้ว

Bill Friedman เคยทำงานในคาสิโนในลาสเวกัสเป็นสิบปี ก่อนจะออกมาเขียนหนังสือเรื่องการออกแบบคาสิโน โดยยืมความคิดบางอย่างของการออกแบบซูเปอร์มาร์เก็ตมาใช้ เพื่อจะสร้าง “เขาวงกต” ที่ทำให้แขกอยู่ในคาสิโนให้นานที่สุด

หนึ่งในคอนเซปต์สำคัญที่ฟรีดแมนเสนอ คือการทำให้ทางเดินในคาสิโนเกือบทั้งหมดนั้นมีความเว้าโค้ง (curvilinear) และตั้งใจให้มี “โค้งหักศอก” (right-angle turns) ให้น้อยที่สุด

เพราะทางเดินที่เว้าโค้งจะทำให้ลูกค้าเดินอย่างเพลิดเพลินเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แต่ถ้าในคาสิโนมีจุดที่บังคับให้ต้องตัดสินใจว่าจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา (right-angle turns) ลูกค้าอาจ “กลับมามีสติ” หันไปดูนาฬิกาว่าใช้เวลาในคาสิโนไปนานแค่ไหนแล้ว จนอาจเลือกเดินออกจากคาสิโนไปเลยก็ได้

เทคนิคนี้ถูกนำมาใช้ในโซเชียลมีเดียเช่นกัน

สมัยโซเชียลมีเดียเกิดใหม่ๆ เราสามารถ scroll down ในจอคอมไปจนสุดทางได้ ไม่มีโพสต์อะไรให้อ่านต่อแล้ว

ด้านล่างสุดของเพจ ก็เหมือนกับโค้งหักศอกที่กระตุกให้เรากลับมามีสติ เลิกเล่นโซเชียลแล้วหันไปทำอย่างอื่น

แต่ช่วงปี 2007-2009 โซเชียลมีเดียได้เริ่มต้นใช้ “infinite scroll” ที่ทำให้ฟีดของโซเชียลเป็นเหมือนบ่อน้ำที่ไม่มีก้น ไถเท่าไหร่ก็ไม่หมด

ตัว infinite scroll จึงเหมือนทางเดินเว้าโค้งที่ทำให้เราเล่นโซเชียลมีเดียอย่างเพลิดเพลินจนลืมดูเวลา เหมือนคนที่ตกอยู่ในเขาวงกตไม่ต่างอะไรกับซูเปอร์มาร์เก็ตหรือคาสิโน

การจะไปติดอยู่ในเขาวงกตอย่างร้านค้าหรือบ่อนได้ เราต้องอาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านไปยังสถานที่แห่งนั้น

แต่สำหรับเขาวงกตแห่งโลกออนไลน์ เราพร้อมจะเข้าไปติดได้ตลอดทั้งวันเพราะอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือ

แถมเขาวงกตนี้ไม่ใช่เป็นเพียงเขาวงกตทางกายภาพ แต่ยังเป็นเขาวงกตทางเวลาด้วย

“Our feeds are not just mazes in space, but also in time.”


เหมือนอ่านหนังสือในพายุ

สิ่งที่ตรงข้ามกับเขาวงกต คือ “เส้นทาง” (route) และเส้นทางสำหรับเวลาคือ “เรื่องราว” (story)

จากงานวิจัยหลายชิ้น คนเราจะประเมินว่าเวลาผ่านพ้นไปเท่าไหร่ได้แม่นยำกว่าเมื่อประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีเรื่องราว (narrative) เช่นเมื่อวานนี้ตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัว เดินทางไปทำงาน ฯลฯ มีเหตุการณ์ต่อกันเป็นลำดับจนร้อยเรียงออกมาเป็นเส้นเรื่องได้

เราจึงสามารถจำเนื้อหานิยายเล่มโปรดที่อ่านจบไปแล้วหลายปีได้ เพราะมันอยู่ในรูปแบบของเรื่องราวที่เราปะติดปะต่อได้ในความทรงจำ

แต่เราแทบจะไม่สามารถเล่าได้เลยว่าเมื่อวานนี้ที่เราไถฟีดโซเชียล เราอ่านหรือดูอะไรไปบ้าง เพราะเนื้อหาในโซเชียลนั้นคือสุดยอดของความสะเปะสะปะ ไม่มีลำดับ ไม่มีเส้นเรื่องใดๆ โซเชียลมีเดียจึงเป็น “เขาวงกตทางเวลา” ที่ไม่มีจุดเริ่มต้น ตรงกลาง หรือจุดจบ

การเล่นโซเชียลมีเดียเปรียบเหมือนการอ่านหนังสือท่ามกลางพายุ จากหน้า 10 ไปหน้า 218 กลับมาหน้า 129 ไปหน้า 322 ทั้งซีนและตัวละครสับสนปนเป เราจึงไม่มีทางที่จะเชื่อมโยงออกมาเป็นเรื่องราวได้เลย

หนักไปกว่านั้น เมื่อเราติดมือถือ ต้องหยิบขึ้นมาเล่นบ่อยๆ ก็ย่อมเกิด switching cost ระหว่างโลกจริงกับโลกออนไลน์ จนทำให้เราไม่สามารถใส่ใจกับชีวิตจริงได้

โซเชียลมีเดียทำให้เรา “ไถฟีด” ในโลกออนไลน์อย่างไร มันก็กำลังทำให้เรา “ไถฟีด” ในชีวิตจริงอย่างนั้นด้วยเช่นกัน

“By constantly interrupting you, social media platforms can impair your awareness and shorten your days even while you are not on them, so that you end up scrolling through the real world as shallowly as the virtual one.”


เล่นโซเชียลแล้วแก่เร็ว

คงไม่แย่มากถ้าโซเชียลมีเดียแค่กินเวลาของเราไปเฉยๆ แต่ความจริงคือมันกำลัง “กินสุขภาพ” ของเราด้วย

โซเชียลมีเดียทำให้นาฬิการ่างกายรวน จนงานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำไมเด็กสมัยนี้ – โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง – ถึงเริ่มเป็นสาวเร็วกว่าแต่ก่อน

นอกจากจะเร่งการเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว อาการติดจอยังเหมือนจะเร่ง “ความแก่” ด้วย จากการศึกษาผู้ใหญ่กว่า 7,000 คน พบว่าคนที่ใช้เวลาอยู่กับหน้าจอนานๆ มีสัญญาณของความแก่เร็วกว่า ทั้งในแง่มวลกล้ามเนื้อและความยาวของเทโลเมียร์ (ตัวบ่งบอกอายุของเซลล์)

พูดง่ายๆ คือ โซเชียลมีเดียไม่ได้แค่ทำให้เวลาชีวิตเราน้อยลง แต่มันยังอาจทำให้คุณภาพชีวิตของเราแย่ลง และยังทำให้เราแก่เร็วขึ้นอีกด้วย


เลิกเล่นโซเชียลแล้วก็ติดแชตบอตได้อยู่ดี

พอรู้โทษของโซเชียลแล้ว เราอาจพยายามลดละเลิกการเข้าแพลตฟอร์มเหล่านี้ แต่ปัญหาก็คือ พอคนเลิกเล่นโซเชียล เราก็ไปเสียเวลาในแอปอื่นแทน

อย่างเช่น “แชตบอต” ที่ทำตัวเหมือนกับเขาวงกตเช่นกัน เพราะบางทีมันก็ตอบวกไปวนมา ชอบชื่นชมและยืนยันความคิด (ที่อาจจะผิด) ของเรา แถมยังชวนคุยต่อเรื่อยๆ แบบไม่รู้จบ

ดังนั้นปัญหาจริงๆ จึงไม่ใช่แค่โซเชียลหรือแชตบอต — แต่คือ “เขาวงกต” ในโปรดักท์ต่างๆ ที่พาเราดำเนินตนไปอย่างไร้สติ

นอกจากเรื่องการเสียสุขภาพและการเสียเวลาแล้ว ก่อนจะไปถึงทางแก้ ผมอยากชวนคุยภาพใหญ่ของการที่มนุษยชาติเสพติดมือถือ นั่นคือเรากำลังสูญเสียอารยธรรมสำคัญ

นั่นคืออารยธรรมของการอ่านหนังสือ


การปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อ

นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล คือคนธรรมดาจำนวนมหาศาลเริ่มอ่านหนังสือ

ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ยุคเครื่องพิมพ์เพิ่งถือกำเนิด การอ่านยังเป็นเรื่องของชนชั้นสูงเท่านั้น คนทั่วไปแทบไม่มีโอกาสได้แตะหนังสือเลย

แต่พอเข้าสู่ยุค 1700’s ระบบการศึกษาขยายตัวขึ้น หนังสือราคาถูกพิมพ์ออกมามากมาย การอ่านจึงเริ่มแพร่ขยายลงมาถึงชนชั้นกลางและคนชั้นล่าง

โลกของ “ตัวหนังสือ” เป็นโลกที่มีระเบียบ เป็นเหตุเป็นผล ความรู้ถูกจัดหมวดหมู่ ถูกอธิบาย เชื่อมโยง และวางไว้ในที่ที่ควรจะเป็น หนังสือไม่ได้แค่เล่าเรื่อง แต่ “สร้างเหตุผล” เสนอแนวคิด ตั้งคำถาม และค่อยๆ พัฒนาไอเดีย

นักคิดชื่อ Eric Havelock เคยบอกว่า การรู้หนังสือในยุคกรีกโบราณคือจุดเริ่มต้นของ “ปรัชญา” เพราะเมื่อมนุษยชาติเริ่มบันทึกความคิดลงบนกระดาษได้ เราก็มีโอกาสกลับมาทบทวน แก้ไข และต่อยอดความคิดเหล่านั้น

Elizabeth Eisenstein ได้เขียนไว้ในหนังสือ The Printing Revolution in Early Modern Europe ว่า การอ่านออกเขียนได้ คือชนวนที่นำไปสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance), การปฏิรูปศาสนา (Reformation) และการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) และนักประวัติศาสตร์หลายคนยังบอกว่ามันส่งผลถึงยุคแห่งเหตุผล (Enlightenment), สิทธิมนุษยชน และการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย

ถ้ามองย้อนกลับไปจะเห็นว่า ผู้นำ นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ และศิลปินผู้สร้างอารยธรรมของเรามีสิ่งหนึ่งร่วมกัน นั่นคือพวกเขาอ่านหนังสือกันจริงจัง โธมัส เอดิสัน ชาร์ลส์ ดาร์วิน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ล้วนเป็นนักอ่าน และแม้แต่อีลอน มัสก์ก็ยังเติบโตมากับหนังสือ


เอกลักษณ์ของหนังสือ

นักทฤษฎีชื่อ Walter Ong เคยพูดไว้ว่า “การเขียนทำให้ความคิดเย็นลงและมีเหตุผลมากขึ้น”

ถ้าเราพูดต่อหน้าคน หรือทำคลิปวิดีโอ เราสามารถใช้วิธีอื่นมาช่วยโน้มน้าวได้ เช่น ตะโกน บีบน้ำตา ทำเสียงออดอ้อน ใส่ดนตรี หรือใส่ภาพสะเทือนใจ ทั้งหมดนี้คือการสื่อสารด้วยอารมณ์ ไม่ใช่ด้วยเหตุผล และมนุษย์เราก็มีแนวโน้มจะเชื่อสิ่งที่กระทบใจมากกว่าสิ่งที่ใช้เหตุผล

แต่หนังสือไม่สามารถตะโกนใส่เราได้ ร้องไห้ก็ไม่เป็น นักเขียนจึงไม่สามารถใช้ลูกเล่นทางอารมณ์แบบยูทูบเบอร์หรือติ๊กต็อกเกอร์ได้

นักเขียนต้องประกอบคำพูดขึ้นทีละประโยค สร้างเหตุผลทีละชั้น แม้จะเป็นเรื่องยากเย็นแต่ก็ทำให้หนังสือเป็นสื่อที่ผูกพันกับตรรกะและเหตุผลมากที่สุดในบรรดาการสื่อสารของมนุษย์ทั้งหมด


สมบัติล้ำค่าที่กำลังหลุดมือเราไป

Neil Postman ได้เขียนไว้ในหนังสือ Amusing Ourselves to Death ว่า

“What Orwell feared were those who would ban books. What Huxley feared was that there would be no reason to ban a book because there would be no one who wanted to read one.”

George Orwell คือผู้เขียนหนังสือ 1984

Aldous Huxley คือผู้เขียน Brave New World

ดูเหมือนว่า Huxley จะทำนายถูกกว่า Orwell เพราะเดี๋ยวนี้คนอ่านหนังสือน้อยลงอย่างน่าใจหาย

ในอเมริกา ภายในเวลาเพียง 20 ปี คนที่อ่านหนังสือเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจลดลงไปถึง 40% ส่วนในอังกฤษก็มีผู้ใหญ่ถึง 1 ใน 3 ที่ยอมรับว่าเลิกอ่านหนังสือไปแล้ว

ในรายงานของ OECD เมื่อปลายปี 2024 ความสามารถในการอ่านและเขียน (literacy levels) ของคนในประเทศที่พัฒนาแล้วนั้นกำลังดิ่งหัวลง ถ้านักสังคมศาสตร์มาเห็นกราฟแล้วไม่รู้บริบท อาจจะนึกว่ามีสงครามหรือการล่มสลายของระบบการศึกษาในประเทศเหล่านั้น

แต่สาเหตุที่แท้จริง คือการมาถึงของสมาร์ตโฟนครับ

ตั้งแต่ที่คนทั่วโลกเริ่มหันมาใช้สมาร์ตโฟนในช่วงปี 2010-2015 คะแนน PISA ที่ใช้ประเมินสมรรถนะของนักเรียนในระดับสากลก็ดิ่งลงแบบน่าตกใจ (ลองเสิร์ชคำว่า global pisa score in decline ดู)

ส่วนไอคิวของคนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นมาตลอดหลายชั่วอายุคนจนมีชื่อเรียกว่า Flynn effect ก็กำลังลดลงเช่นกัน

แต่ก่อนเทคโนโลยีอย่างภาพยนตร์หรือทีวีมันนั้นล้วนดึงความสนใจเราได้แค่ชั่วคราว แค่ให้เราดูสักพักแล้วก็จบไป แต่สมาร์ตโฟนกลับเรียกร้องเวลาจากเราตลอดทั้งวันและตลอดทั้งชีวิต

สมัยนี้ คนทั่วไปใช้เวลาอยู่กับหน้าจอเฉลี่ยวันละ 7 ชั่วโมง ส่วน Gen Z ใช้จอถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน บทความหนึ่งใน The Times ยังระบุว่าเด็กยุคนี้จะใช้ช่วงเวลาที่ลืมตาไปกับการไถหน้าจอรวมกันกว่า 25 ปี

เมื่อใช้เวลาอ่านข้อความสั้นๆ หรือดูวีดีโอบนหน้าจอเยอะๆ ความสามารถที่เราสูญเสียไปคือการอ่านหนังสือ

ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา เหล่าปัญญาชนเชื่อกันว่า “วรรณกรรมและการเรียนรู้” คือสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์ ที่วรรณกรรมคลาสสิกถึงยังถูกสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมันได้รวบรวม “สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เคยคิดและได้พูดเอาไว้” (the best that has been thought and said.)

นิยายและบทกวีชั้นยอดช่วยเปิดมุมมองของเรา ให้เราได้เข้าไปอยู่ในความคิดและความรู้สึกของคนอื่น พาเราเดินทางไปยังยุคสมัยที่เราเกิดไม่ทัน หรือไปยังสถานที่ที่เราไม่เคยไป

ส่วนหนังสือ non-fiction ไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา หรือบันทึกการเดินทาง ก็ช่วยให้เราเข้าใจโลกอันซับซ้อนใบนี้มากขึ้น

แต่สมาร์ตโฟนกำลังค่อยๆ แย่งสิ่งมีค่าพวกนี้ไปจากเรา

จะเกิดอะไรขึ้น หากมนุษย์ส่วนใหญ่เลิกอ่านหนังสือ และเสพแต่คลิปวิดีโอมากขึ้นไปทุกที?


เมื่อสมองกลายเป็นส่วนเกิน

ญาติห่างๆ ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ คือสิ่งมีชีวิตในทะเลที่ชื่อว่า “ซีสคเวิร์ต” (sea squirts)

ตอนเด็กๆ พวกมันจะหน้าตาคล้ายลูกอ๊อด คอยว่ายน้ำไปมาอย่างขยันขันแข็ง สำรวจโลกใต้ทะเลอย่างอิสระ

แต่พอโตขึ้น ชีวิตที่เคยผาดโผนของมันก็ค่อยๆ เลือนหายไป ซีสเควิร์ตจะหาหินสักก้อนเพื่อเกาะอยู่ตรงนั้น และไม่ย้ายไปไหนอีกเลยตลอดชีวิต ร่างกายของมันค่อยๆ กลายเป็นถุงนิ่มๆ ที่ไม่ทำอะไรนอกจากรอจับเหยื่อที่ลอยผ่านมากินไปวันๆ

วิถีชีวิตแบบนี้ไม่ต้องใช้สมองเท่าไหร่ สมองเลยกลายเป็นของสิ้นเปลืองพลังงาน มันก็เลย “กินสมอง” บางส่วนของตัวเองไปด้วย

ดูเป็นตลกร้ายที่สอดคล้องชีวิตของเราหลายคนในโลกโซเชียล ที่นอนนิ่งๆ ไถจอทั้งวัน จนสมองของเราจะกลายเป็นส่วนเกินเมื่อไหร่ก็ไม่รู้


เมื่อโซเชียลมีเดียไม่โซเชียลอีกต่อไป

สมัยก่อนโซเชียลมีเดียถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงคนเข้าหากัน

ตอนปี 2004 เหตุผลหลักที่คนสมัคร TheFacebook (ชื่อเดิมของ Facebook) ก็เพราะอยากรู้ว่ากำลังจะมีปาร์ตี้ที่ไหน หรือมีกิจกรรมอะไรในมหาวิทยาลัย มันช่วยให้คนได้ออกไปเจอกันในชีวิตจริง

แต่ทุกวันนี้มันกลับกลายเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความโดดเดี่ยว เพราะระบบถูกออกแบบให้เรานั่งไถจอคนเดียวไปเรื่อยๆ

ในโลกแห่งความจริง ถ้าเราเป็นคนพูดจาแย่ๆ คนรอบข้างจะตีตัวออกห่าง แต่โลกโซเชียลกลับให้รางวัลคนแบบนี้ ยิ่งพูดจาแรงๆ ยิ่งได้ยอดไลก์ ยิ่งได้คนติดตาม

ตอนแรกเราสมัครแพลตฟอร์มเหล่านี้เพื่อจะได้ keep in touch กับเพื่อน ครอบครัว และคนรู้จัก แต่ตอนนี้เรากลับเห็นโพสต์จากคนดังมากกว่าเพื่อน และแม้กระทั่งเจ้าของบริษัทเอง ก็กำลังบอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กอีกต่อไป!

เมื่อเดือนสิงหาคม Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ได้ให้การกับศาลและหน่วยงาน FTC (Federal Trade Commission) ว่าตัวเองไม่ได้ผูกขาดตลาด social media เพราะว่า

“ทุกวันนี้ users ของเราดูโพสต์จาก “เพื่อนจริงๆ” บน Instagram แค่ 7% ส่วนบน Facebook ก็ราว ๆ 17% เท่านั้น เวลาที่เหลือเกือบทั้งหมดคือการดูวิดีโอ โดยเฉพาะวิดีโอสั้นๆ ที่ไม่ได้มาจากเพื่อนหรือคนที่ users ติดตาม แต่เป็นคลิปที่ระบบเอไอของ Meta แนะนำขึ้นมา เพื่อให้เราสามารถแข่งขันกับ TikTok ได้”

พูดง่ายๆ ก็คือทุกวันนี้ “โซเชียลมีเดีย” แทบจะไม่เหลือความเป็น “โซเชียล” อีกแล้ว มันกลายเป็นแค่ “ทีวี” ที่มีเนื้อหาไม่จำกัดและเปิดสถานี 24×7 เท่านั้น


เราจะใช้โชคดีของเราไปกับอะไร

เมื่อ 13,000 ล้านปีที่แล้ว จู่ๆ จักรวาลที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยก็เกิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล

สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกบนโลกของเราเมื่อราว 3,800 ล้านปีก่อน นับแต่นั้นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก็เกิดขึ้นและดับไปนับไม่ถ้วน ค่อยๆ วิวัฒนาการกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อน จากซีสเควิร์ท มาถึงไดโนเสาร์ มาถึงลิงชิมแปนซี และสุดท้ายก็กลายเป็นพวกเราเหล่า Homo Sapiens – สิ่งมีชีวิตที่มีสติรู้ตัว คิดได้ซับซ้อน เข้าใจโลก รู้จักความสุข ความรัก และความหมายของการมีชีวิตในแบบที่สิ่งมีชีวิตอื่นไม่มีวันเข้าถึงได้

ในหมู่มวลมนุษย์นี้เอง ยังมีคนอีกนับจำนวนไม่ถ้วนที่ไม่เคยมีโอกาสถือกำเนิดขึ้นมาเลย เพราะคนที่ได้เกิดมาเป็นเพียงสเปิร์มตัวที่ว่ายเร็วที่สุดเท่านั้น

จากความเป็นไปได้นับอเนกอนันต์นี้ เราคือไม่กี่คนที่มีโอกาสได้เกิดมาและได้มีชีวิตอยู่จริงๆ

เราจึงเป็นเหล่าผู้โชคดี แม้จะมีเวลาแค่ราว 30,000 วันบนโลกนี้เท่านั้นก็เถอะ

คำถามก็คือ จากสามหมื่นวันที่เราโชคดีได้รับมา เราใช้เวลาไปเท่าไหร่กับการนั่งดูเรื่องราวไร้แก่นสารบนโลกออนไลน์?


ปลดแอกจากมือถือ

จากประสบการณ์ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และจากบทความที่กล่าวไปข้างต้น ผมมีคำแนะนำ 4 ข้อ

  1. เข้าใจภัยของมือถือและโซเชียล
  2. ทำให้การเล่นมือถือเป็นเรื่องยาก
  3. หาอะไรทำแทนการเล่นมือถือ
  4. ระลึกให้ได้ว่าเรามีเวลาไม่มาก

หนึ่ง เข้าใจภัยของมือถือและโซเชียล

เคยได้ยินใช่มั้ยครับว่าเงินเป็นทาสที่ดี แต่เป็นเจ้านายที่แย่

สมาร์ตโฟนก็เป็นอย่างนั้นเช่นกัน มันเป็นทาสที่ดีมาก แต่เป็นเจ้านายที่แย่มาก

หลายคนตกเป็นทาสของมันมานาน ตอนนี้ถึงเวลาประกาศอิสรภาพให้ตัวเองแล้ว

เพราะหากเราเข้าใจอย่างแท้จริง ว่าเป้าหมายหลักของแพลตฟอร์มและโซเชียลมีเดียไม่ใช่การเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่แม้แต่การสร้างความบันเทิง แต่คือการ “สร้างเขาวงกต” เพื่อให้เราเข้าไปติดอยู่ในนั้นให้นานที่สุด เพื่อจะได้สร้างรายได้ให้มากที่สุด

เปรียบเหมือนเซลล์ในเรื่องดราก้อนบอล ที่สูบชีวิตคนไปหมดเมืองเพื่อเพิ่มพลังชีวิตให้ตัวเอง


สอง ทำให้การเล่นมือถือเป็นเรื่องยาก

โลกแห่งความจริงนั้นเต็มไปด้วยข้อจำกัด โลกออนไลน์และโซเชียลมีเดียทำให้เราติดใจ เพราะมันมอบความรู้สึกไม่จำกัดให้เราผ่าน infinite scroll และแชตบอตที่ถามได้ทุกเรื่อง

ถ้าเราเข้าไปสู่โลกของมัน เราสู้ไม่ไหวแน่นอน ดังนั้นลองใช้เทคนิคเหล่านี้ดู

  • วางมือถือไว้ไกลมือ โดยเฉพาะช่วงหัวค่ำและวันหยุด วางไว้คนละชั้นในบ้านเลยยิ่งดี แต่เปิดเสียงให้ดังพอที่เราวิ่งไปรับสายได้ (จะว่าไป เดี๋ยวนี้คนก็ไม่ค่อยโทรหากันแล้ว)
  • ตั้งเวลาว่าจะเล่นแอปแต่ละตัวไม่เกินกี่นาที ถ้าเป็นบน Android ให้เข้า Digital Wellbeing ก็จะดูได้ว่าเราใช้แอปแต่ละตัวในแต่ละวันนานแค่ไหน
  • ล็อกเอาท์พวกแอปโซเชียลมีเดียต่างๆ เวลาที่คลิกเข้ามาแล้วเจอหน้าล็อกอินก็จะเหมือนกับที่เราเจอ “โค้งหักศอก” ให้เราคิดดีๆ ว่าเราอยากเข้าเขาวงกตตอนนี้จริงหรือ
  • ตั้งใจเอาไว้ว่า ถ้าจะหยิบมือถือขึ้นมาใช้ ควรจะมีเป้าหมายบางอย่างเสมอ เช่นจะหาข้อมูล หรือจะตอบแชทใครบางคน อย่าหยิบขึ้นมาเพียงเพราะความเคยชินและต้องการแค่จะไถหน้าจอฆ่าเวลา ไม่อย่างนั้นเราจะไม่ต่างอะไรกับซีสเควิร์ตที่กินสมองของตัวเอง

สาม หาอะไรทำแทนการเล่นมือถือ

ในหนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg บอกว่า habit loop ของเรามีสามส่วนด้วยกัน คือ Trigger -> Routine -> Reward

Trigger ของการเล่นมือถือ คือมีเวลาว่าง รู้สึกเบื่อ หรืออยากหาอะไรทำฆ่าเวลา

ถ้าเราตัด Routine ของการเล่นมือถือออกไป แต่ Trigger เดิมยังไม่หายไปไหน เราจำเป็นต้องหา Routine อย่างอื่นมาใส่แทน ไม่อย่างนั้นเราจะกลับไปติดมือถืออีกครั้ง

หนึ่งในรูทีนที่ดี คือเบื่อหรือมีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน

อย่างที่กล่าวไปว่า การอ่านหนังสือคืออารยธรรมอันล้ำค่าของมนุษย์ มันคือการส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นมาหลายร้อยหลายพันปี และเรากำลังสูญเสียมันไปเพราะการมาถึงของสมาร์ตโฟนและเอไอที่ทำให้เราสมาร์ตน้อยลงไปทุกที

ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือได้มากขึ้นพอสมควร เทคนิคที่ผมเริ่มใช้ก็คือ ครั้งแรกของวันที่เปิดหนังสือขึ้นมาอ่าน ผมจะใช้ดินสอเขียนลงใกล้ๆ เลขหน้าว่าวันนี้จะอ่านถึงหน้าไหน เช่นถ้าวันนี้ผมตั้งใจจะอ่าน 10 และผมอยู่ที่หน้า 101 ผมก็จะเขียน 110 กำกับตรงเลขหน้านั้น และถ้าเป็นวันหยุด ผมตั้งใจจะอ่าน 20 หน้า ก็จะเขียนเลข 120 กำกับไว้ตรงหน้า 101 การประกาศเจตนาเล็กๆ นี้เป็นแรงผลักชั้นดีให้หยิบหนังสือขึ้นมาแทนการหยิบโทรศัพท์มือถือ

แต่ถ้าใครไม่ชอบอ่านหนังสือ จะทำอย่างอื่นก็ได้ที่สอดคล้องกับจริตและเป้าหมาย บางคนอาจจะยืดเส้นยืดสาย ทำ breathwork ขบคิดเรื่องบางเรื่อง โทรหาคนในครอบครัว สังเกตสิ่งรอบตัว คุยกับคนนั้นคนนี้ ออกไปเดินเล่นให้ผ่อนคลาย หรือกลับมาอยู่กับลมหายใจและความรู้เนื้อรู้ตัว

แต่ละข้อที่กล่าวมาอาจจะไม่ได้ดูสนุกมากนัก แต่ขอให้มองว่ามันคือการฝึกฝนในการทานกระแสนิสัยเดิม

และเชื่อเถอะว่าที่เราชอบไถมือถือ จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้สนุกกับมันหรอก เล่นเสร็จแล้วทุกข์กว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่เราทำไปเพราะเราเคยชินกับการเข้าไปอยู่ในเขาวงกตต่างหาก

เพราะถ้าเราใช้เวลาว่างไปกับการเล่นมือถือ เราจะไม่เคยมีเวลาได้พักจริงๆ เลย เมื่อไหร่ที่เรามีเวลาว่าง การอยู่ห่างจากหน้าจอต่างหากที่จะช่วยให้เราได้ชาร์จแบตกายและใจ


สี่ ระลึกให้ได้ว่าเรามีเวลาไม่มาก

หลวงปู่ปราโมทย์บอกว่า มือถือคือศัตรูอันร้ายกาจของการภาวนา* และผมมองว่ามันยังสามารถเป็นศัตรูอันร้ายกาจในมิติอื่นๆ ด้วย ทั้งการมีสุขภาพที่ดี ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และการบรรลุความมุ่งหมายที่เรียกร้องให้เราออกมาเผชิญโลกแห่งความจริง

มนุษย์เกิดมาเพื่อมีประสบการณ์ เพื่อรู้สึกถึงการมีชีวิตชีวา ภายใต้ข้อจำกัดของสี่พันสัปดาห์หรือสามหมื่นวัน

ในชั่วโมงสุดท้ายของวันที่สามหมื่น ในคืนที่เรานอนหายใจรวยริน คงไม่มีใครอุทานว่า “เสียดายจัง เราน่าจะเล่นมือถือให้มากกว่านี้สักหน่อย”

ก่อนจากกันไป ขอฝากหนึ่งประโยคเอาไว้ที่อาจช่วยให้เราระลึกได้เนืองๆ ว่าเรามีเวลาจำกัดขนาดไหน:

“ถ้าอักขระแต่ละตัวมีความยาวเท่ากับหนึ่งปี อายุเฉลี่ยของคนเราก็คงยาวไม่เกินประโยคนี้”

“If years were letters, the average human lifespan would not be longer than this sentence.”

– Gurwinder Bhogal

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการใช้มือถือให้น้อยลงครับ


ป.ล. เป็นเรื่องย้อนแย้งที่ผมตีพิมพ์บทความชวนให้ลดการเล่นโซเชียลมีเดียผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ผมจึงขอแปะลิงค์ช่องทางอื่นๆ ในการติดตามบล็อกไว้ตรงนี้นะครับ https://linktr.ee/anontawong


* จิตหลงแล้วรู้ :: หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช 11 ต.ค. 2568 นาทีที่ 24:22