สุขภาพและความสัมพันธ์ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด

นิสัยหนึ่งของมนุษย์ คือการทุ่มแรงและเวลาเพื่อตามหาสิ่งที่เรายังไม่มี

เมื่อเราอาศัยอยู่ในระบอบทุนนิยมและเสพโซเชียลมีเดีย เราจึงมีตัวเปรียบเทียบให้เรารู้สึกว่ายังขาดสิ่งหนึ่งอยู่เสมอ นั่นคือ status หรือสถานะทางสังคม

ไม่ว่าเราจะมีชีวิตที่ดีเพียงใด เราจะถูกเตือนอยู่ตลอดว่ายังมีคนที่ “เหนือ” กว่าเรา รวยกว่าเรา บุคลิกดีกว่าเรา มีความสุขกว่าเรา เราก็เลยต้องพยายามให้มากกว่านี้

เมื่อสภาพแวดล้อมผลักดันให้เราต้องมุ่งไปข้างหน้าแบบไม่มีขีดจำกัด แต่ชีวิตคนเรานั้นแสนจะจำกัด (finitude) สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ ก็คือการ “ต้องแลก”

เมื่อเราใช้เวลาไปกับการให้ได้มาซึ่ง status เวลาสำหรับการดูแลสุขภาพและความสัมพันธ์ย่อมลดน้อยลง

ในหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton M. Christensen ที่ผลิตเป็นภาษาไทยโดยสำนักพิมพ์ openbooks มีถ้อยความช่วงหนึ่งกล่าวไว้ว่า

“เป็นเวลาหลายปีที่ผมเฝ้าดูเรื่องราวของเพื่อนร่วมชั้นในวิทยาลัยธุรกิจฮาร์วาร์ดปี 1979 ซึ่งต้องประสบชะตากรรมแตกต่างกันไป

เพื่อนร่วมชั้นจำนวนมากกลับมางานเลี้ยงรุ่นด้วยความหม่นเศร้า ไร้สุข หย่าร้าง ห่างหายจากครอบครัวและบุตรหลาน

ผมยืนยันได้ว่า ไม่มีใครแม้แต่เพียงคนหนึ่งคนใด ที่วางแผนอย่างตั้งใจว่าจะนำชีวิตไปสู่การหย่าร้างและเลี้ยงลูกให้อ้างว้างห่างเหินจากตน แต่จำนวนมากจนน่าตกใจ จำต้องใช้กลยุทธ์เช่นนั้น

เหตุผลสั้นๆ นั้น เป็นเพราะพวกเขาไม่รักษาเป้าหมายแห่งชีวิต ว่าเขาจะใช้เวลา (time) ปัญญา (talent) และ พลังงาน (energy) ไปในทิศทางใด”


ผมเห็นคนรุ่น Gen Z จำนวนไม่น้อย ที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ แต่ต้องทำกายภาพราวกับคนอายุ 50

ยังไม่นับอัตราคนรุ่นใหม่ที่เป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นอย่างชัดเจนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

เหตุผลที่ผมพอจะคิดได้ คือเราดูแลตัวเองน้อยเกินไป

เมื่อเราทุ่มเทกับการได้มาซึ่ง status เราอาจเหลือ “ที่ว่าง” ไม่มากพอให้คิดใคร่ครวญว่าอะไรคือสิ่งสำคัญต่อเราอย่างแท้จริง

คำแนะนำของผมก็คือ จงจัดการเรื่องสุขภาพและความสัมพันธ์ให้ดีก่อน แล้วค่อยเอาเวลาไปจัดการเรื่องที่เหลือ

เหมือนกับคำแนะนำทางการเงินที่ว่า เมื่อเราได้เงินเดือนมาแล้ว สิ่งแรกที่เราควรทำคือ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” ด้วยการแบ่งส่วนหนึ่งเป็นเงินออมและเงินลงทุน เหลือเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น เพราะถ้าเราเอาเงินมาใช้ก่อน มันมักจะไม่เหลือเงินให้ออมเลย

สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยทำ คือเอางานเป็นตัวตั้ง และค่อยมาซ่อมสุขภาพและความสัมพันธ์เอาทีหลัง ในช่วงแรกอาจจะยังไปได้ดี เพราะร่างกายยังแข็งแรง และคนรอบข้างยังให้โอกาสเราอยู่

แต่ถ้าเราละเลยสุขภาพและความสัมพันธ์นานเกินไป ความจริงของชีวิตจะสำแดงตน และความเจ็บปวดจะรอเราอยู่ที่ปลายทาง

“If you want a recipe for unhappiness, spend your time accumulating a lot of money and let your health and relationships deteriorate.”
-James Clear

สุขภาพและความสัมพันธ์ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดครับ

เมื่อเวลาผ่านไป เราจะรู้ว่าอะไรสำคัญ

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพาครอบครัวไปเที่ยวจันทบุรีกับเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยอีกสามคนที่รู้จักกันมา 1 ใน 4 ศตวรรษ

เราเช่าบ้านพูลวิลล่าติดทะเล เด็กๆ ทั้ง 8 คนจาก 4 ครอบครัวเลยสนุกสนานกันยกใหญ่

จันทบุรีเป็นเมืองแห่งฝน สองคืนที่เราพักกันที่นั่นฝนน่าจะตกไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

โต๊ะอาหารและครัวอยู่ในโซน open air ที่เป็นช่องลม ฝนตกโปรยปราย อากาศเย็นสบาย มีเครื่องดื่มและขนมพร้อมสรรพ เรานั่งคุยเรื่องราวแต่ก่อนเก่า นั่งเล่นกีตาร์ร้องเพลงยุค 90 กันยาวนานหลายชั่วโมง ปล่อยให้ลูกๆ และภรรยาเข้านอน แต่เรายังไม่มีทีท่าว่าจะง่วง

ถึงตี 2 ก็ลงไปว่ายน้ำท่ามกลางสายฝน มีวิวทะเลสีดำเวิ้งว้างว่างเปล่าอยู่เบื้องหน้า พอขึ้นจากสระก็ทำมาม่าเกาหลีกินกันอย่างเอร็ดอร่อย

เป็นช่วงเวลาที่ดีและน่าจดจำ


ตอนที่นั่งคุยเรื่องสมัยเรียนปริญญาตรี เราคุยกันเรื่องรับน้อง เรื่องชีวิตในหอพัก เรื่องอุบัติเหตุรถคว่ำ เรื่องเล่นกีฬา เรื่องโดดฝึกงาน เรื่องอาจารย์บางท่าน และเรื่องทำผิดกฎระเบียบ

น่าสนใจที่เราแทบไม่ได้คุยถึงเรื่องในห้องเรียนเลย

สิ่งที่ควรจะมี “สาระ” ที่สุด กลับเป็นสิ่งที่เราคิดถึงน้อยที่สุด ส่วนเรื่องที่เราคิดถึงมากที่สุด สร้างเสียงหัวเราะได้มากที่สุด คือเรื่องที่เราทำตัวไม่ค่อยมีสาระ

หรือจริงๆ แล้วเรื่องที่เราคิดว่าไม่มีสาระนี่แหละคือสาระที่แท้ของชีวิต?


ว่ากันว่าเวลาคือตัวกรองที่ทรงพลังที่สุด – Time is the greatest filter.

Paulo Coelho ผู้เขียน The Alchemist จึงบอกว่า เวลาพบเจอหรืออ่านเจออะไร ไม่จำเป็นต้องไปจดบันทึกให้มากมาย เพราะอะไรที่สำคัญจะยังคงอยู่ ส่วนอะไรที่ไม่สำคัญจะจางหายไปเอง

ลองมองย้อนกลับไปในชีวิตเรา คำพูดของคนบางคน เช่นพ่อแม่ เพื่อนฝูง หรือครูบาอาจารย์ ตอนที่เราได้ยินเขาพูดเป็นครั้งแรก เราอาจไม่ได้รู้สึกว่ามันสลักสำคัญ เผลอๆ อาจรู้สึกต่อต้านด้วยซ้ำ

แต่พอเวลาผ่านมาหลายปี ก็น่าแปลกใจว่าทำไมเรายังจดจำคำนี้ได้อยู่ อาจเพราะว่ามันมีความจริงบางอย่าง หรืออาจเป็นเพราะว่ามันทำให้เราระลึกถึงช่วงเวลานั้นหรือคนคนนั้นได้ดีเป็นพิเศษ

เรื่องที่เราไม่เคยคิดว่าเป็นสาระ เช่นท่าเดิน อากัปกิริยาตอนกินข้าว น้ำเสียงเวลาบ่นหรือพร่ำสอน หรือแม้กระทั่งเสียงนอนกรน รายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้เรากลับจดจำมันได้ เพราะมันคือเอกลักษณ์และตัวตนของคนที่เรารักและระลึกถึง


เมื่อประมาณ 40-50 ปีที่แล้ว Sylvester Stallone เคยเป็นนักแสดงฮอลลีวู้ดที่โด่งดังระดับโลกจากหนังนักมวยอย่าง Rocky และหนังนักรบเดนตายอย่าง Rambo

ในปี 2018 สตอลโลนในวัยเจ็ดสิบปีได้มาปรากฎตัวในซีรี่ส์ This Is Us ซีซั่น 2 โดยเล่นเป็น “ตัวเอง” ที่มาร่วมแสดงในฉากการต่อสู้ของหนังเรื่องหนึ่ง

พระเอกหนุ่มในตอนนี้ชื่อเควิน ซึ่งชื่นชอบสตอลโลนมานาน เพราะสมัยเด็กๆ พ่อจะชวนเควินและน้องสาวดูหนังเรื่อง Rocky ด้วยกันบ่อยๆ แต่พ่อของเควินจากไปตั้งแต่ตอนเขายังเป็นเด็กนักเรียน

นี่คือบทสนทนาที่สตอลโลนคุยกับเควินในกองถ่าย

เควิน: น้องสาวผมไม่ได้ขอลายเซ็นคุณใช่มั้ยครับ รู้มั้ยครับว่าผมต้องขอน้องว่าอย่าเอาตุ๊กตาแรมโบ้มาจากบ้าน

สตอลโลน: เธอก็แค่ฮัมเพลงให้ผมฟังนะ และเธอก็พูดถึงพ่อของคุณนิดหน่อยด้วย พ่อคุณจะต้องภูมิใจมากแน่ๆ ถ้าได้มาเห็นคุณตอนนี้

เควิน: มีคนเคยบอกผมอย่างนั้นเหมือนกัน

สตอลโลน: การเติบโตมาโดยไม่มีเขาอยู่ด้วยคงเป็นเรื่องลำบากน่าดู จริงมั้ย?

เควิน: สำหรับผมมันเป็นเรื่องที่นานมาแล้วน่ะครับ ก็เลย…

สตอลโลน: บางทีเวลามันก็เล่นตลกกับเรานะ เพียงน้องสาวของคุณฮัมเพลงในหนังร็อคกี้แค่ท่อนเดียว ผมก็ได้กลิ่นเวทีมวยขึ้นมาแว้บนึงเลย

และน้องสาวคุณก็ยังเล่าด้วยว่าตอนเด็กๆ พวกคุณดูหนังของผมหลายเรื่อง ซึ่งมันก็ทำให้ผมนึกถึงลูกๆ ของผมในวัยนั้นเหมือนกัน ทั้งผมยุ่งๆ ทั้งชุดนอนลายเดียวกัน ทั้งอะไรต่อมิอะไร ผมเห็นภาพเหล่านั้นชัดเจนมากจนแทบจะยื่นมือออกไปสัมผัสมันได้เลย

จากประสบการณ์ของผมนะเควิน มันไม่มีหรอกสิ่งที่เรียกว่า “นานมาแล้ว” มีแค่ความทรงจำที่มีความหมาย กับความทรงจำที่ไม่มีความหมายเท่านั้น

“There’s no such thing as a long time ago. There’s only memories that mean something, and memories that don’t.”


ความทรงจำบางอย่าง เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทั้งที่เวลาผ่านมาเนิ่นนาน

เรื่องที่เราเคยคิดว่ามีสาระ เรื่องที่เราเคยจะเป็นจะตาย สุดท้ายอาจจะไม่ใช่ความทรงจำที่มีความหมายมากนัก

ส่วนเรื่องที่เราคิดว่าไม่ได้มีสาระแก่นสารอันใด อาจจะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดก็ได้ เพียงแต่วันนี้เราอาจจะยังมองข้าม เพราะมันอยู่ใกล้ตัวและแสนจะเป็นเรื่องธรรมดา

คงต้องรอให้เวลาผ่านพ้นไป เราถึงจะรู้ว่าอะไรสำคัญครับ

ความงดงามของการหลอมรวมกับอะไรบางอย่าง

ถ้ามองย้อนกลับไปในชีวิต ประสบการณ์ที่ตราตรึงที่สุดของผมมักจะเป็นตอนที่ผมได้เป็น “หนึ่งเดียว” กับกิจกรรมที่กระทำอยู่

อาจจะเป็นตอนเล่นดนตรี ตอนเล่นฟุตบอล ตอนดูหนัง ตอนเขียนบทความ ตอนนั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นท่ามกลางทะเลหมอก ตอนได้นั่งคุยกันยาวนานโดยไม่มีอะไรมากางกั้น

จังหวะแบบนี้เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ เวลาเหมือนหยุดเดิน ตัวตนของเราสลายไป และเราได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า

ภาษาฝรั่งอาจเรียกมันว่า Flow ภาษาของพระเรียกว่าการอยู่กับปัจจุบัน ส่วนผมขอเรียกมันว่าการหลอมรวม

การหลอมรวมไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ตั้งใจจะทำให้เกิดก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงเพิ่มความน่าจะเป็นด้วยการพาตัวเองไปอยู่กับสิ่งที่เรารัก – หรือจำได้ว่าเคยรัก – ให้บ่อยเข้าไว้

ถ้าให้เดาว่าอะไรน่าจะเป็นปัจจัยให้เกิดการหลอมรวม ก็คงเป็นการได้ใช้เวลากับผู้คน การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และการได้สัมผัสกับตัวตนที่อยู่ด้านใน

การหลอมรวมน่าจะเกิดได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะวิถีชีวิตพาให้เราอยู่ท่ามกลางผู้คนน้อยลง อยู่ท่ามกลางอุปกรณ์มากขึ้น เราได้รับความเพลิดเพลิน แต่มันก็ผิวเผินและไม่ทิ้งร่องรอยแห่งความประทับใจเอาไว้มากนัก

Jimmy Carr นักแสดงตลกชาวอังกฤษเคยกล่าวไว้ว่า เราอาจไม่ได้ต้องการชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เราต้องการมีความทรงจำมากขึ้นต่างหาก

“We don’t want to live longer. We want more memories.”

ถ้ามองย้อนกลับไปหนึ่งเดือนหรือหนึ่งปีที่ผ่านมา แล้วไม่มีเรื่องให้จดจำเท่าไหร่นัก เราอาจต้องกลับมาพิจารณาดูว่าควรปรับเปลี่ยนอะไรดูบ้างมั้ย

พาตัวเองออกจากห้อง ออกไปเจอผู้คนและสิ่งมีชีวิตชีวา แล้วปล่อยให้มันเป็นไป

เพราะความทรงจำที่งดงามจะก่อเกิดเมื่อเราหลอมรวมกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าครับ

เริ่มที่ตรงกลาง หยุดที่ตรงกลาง

เวลามีคนมาขอคำปรึกษากับผม ว่าพยายามเขียนบทความแต่ทำไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ผมมักจะบอกกลับไปว่าให้เริ่มที่ตรงกลาง – Start in the middle.

เมื่อเห็นเขาทำหน้างง ผมก็จะขยายความว่าให้เริ่มที่ตรงไหนก็ได้ อาจจะเริ่มจากประเด็นที่อยู่ในใจก่อน หรือเริ่มจากเหตุการณ์ที่ทำให้เราคิดถึงเรื่องที่อยากเขียน พอได้ระบายตรงนั้นออกมาแล้วค่อยมาคิดส่วนอื่นๆ ไม่ต่างอะไรกับนักแต่งเพลงที่แต่งท่อนฮุคก่อน

เพราะถ้ามัวแต่ติดพันกับประเด็นที่ว่าจะขึ้นต้นเรื่องราวอย่างไรให้น่าสนใจมันก็จะไม่ได้เริ่มต้นเสียที


ส่วนใครที่ต้องทำงานเขียนสเกลที่ใหญ่ไปกว่านั้น เช่นเขียนนิยาย ก็มีคำแนะนำที่น่าสนใจจาก Ernest Hemingway เจ้าของรางวัลโนเบลจากผลงาน The Old Man and the Sea

เขาบอกว่าแต่ละวัน เขาจะไม่พยายามเขียนให้จบบท ไม่แม้แต่จะเขียนให้จบย่อหน้า แต่จะเขียนให้ค้างไว้ที่กลางประโยค

คำแนะนำนี้ฟังดูแปลกประหลาด แต่ก็มีเหตุผลที่น่าสนใจ

เหตุผลของเฮมิงเวย์ก็คือ ถ้าวันนี้เขาเขียนจนจบบท วันต่อมาเขามักจะคิดไม่ออกว่าจะเริ่มต้นบทใหม่อย่างไร ทำให้งานเขียนล่าช้าไปอีกวันหรือแม้กระทั่งหลายวัน

แต่ถ้าเขาเขียนค้างไว้ที่กลางประโยค วันรุ่งขึ้นเขาสามารถมาเขียนต่อได้ทันที เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าจะต้องเขียนอะไรต่อ และเมื่อเครื่องติดแล้ว การเขียนบทต่อไปก็ง่ายขึ้น


ผมคิดว่าหลักการ “เริ่มที่ตรงกลาง หยุดที่ตรงกลาง” นั้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานออฟฟิศเราได้ด้วย

ถ้ามีโปรเจกต์ขนาดใหญ่ที่ได้รับมา และเราไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน ก็ให้เริ่มที่ตรงกลาง ซึ่งตรงกลางของแต่ละคนก็แล้วแต่ใครจะนิยาม ขอเพียงแค่ให้ได้เริ่มเถิด

ส่วนการหยุดที่ตรงกลาง อาจจะขัดกับนิสัยของเราพอสมควร เพราะใจคนทำงานก็อยากทำให้เสร็จเป็นเรื่องๆ ก่อนที่จะไปพักหรือปิดคอม

แต่การทำจนเสร็จงานหนึ่งชิ้น และต้องเริ่มงานชิ้นใหม่ (ในโปรเจ็กต์เดียวกัน) ในวันถัดไป ก็อาจจะทำให้การเริ่มต้นมันลำบากเหมือนการเริ่มบทใหม่ในนิยายก็ได้

ถ้าเรารู้ว่าโปรเจ็กต์นี้เป็น “เกมยาว” ที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอมากกว่าความเร็ว และเราอยากมีกำลังใจในการกลับมาทำต่อในวันพรุ่งนี้ การหยุดที่ตรงกลางอาจเป็นทางเลือกที่ไม่เลวนะครับ

AI จะทำให้คนทำงานสร้างสรรค์ไร้ที่ยืนจริงหรือ?

สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั่วโลกน่าจะตื่นเต้นกับการเปิดตัวของ GPT-4o ของ OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT

GPT ย่อมาจาก Generative Pre-trained Transformer, ส่วนตัว “o” ใน GPT-4o ก็ย่อมาจาก “omni” ซึ่งแปลว่า “ผู้รู้ทั่ว” หรือ “สัพพัญญู”

GPT-4o พา AI ขึ้นไปอีกระดับ คือทำได้ทั้งภาพ เสียงและตัวหนังสือ ตอนพูดจาก็มีน้ำเสียงได้หลากหลาย ทั้งขึงขัง ทั้งตลก ทั้งออดอ้อน จนมีความคล้ายคลึงกับ Jarvis ในหนัง Ironman เข้าไปทุกที


เมื่อวานนี้ผมพบเพจของคนไทยเพจหนึ่งที่พี่แท็ป รวิศแชร์มา โพสต์นี้สรุปหนังสือ Sapiens 20 บทลงในโพสต์เดียวซึ่งยาวมาก ถ้าก๊อปมาลง Microsoft Word ด้วยฟอนต์ Cordia New 14pts จะได้ความยาว 18 หน้ากระดาษ A4 แถมผมยังหาไม่เจอคำสะกดผิดหรือการใช้คำสับสนแม้แต่จุดเดียว

เมื่อเข้าไปดูในเพจ ก็พบว่ามีการโพสต์ค่อนข้างถี่ และแต่ละโพสต์เนื้อหายาวเกินค่ามาตรฐาน

จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ที่อยู่ในเพจนี้ ถูกผลิตขึ้นจาก AI หรือไม่

ผมอาจจะคิดผิดก็ได้ บางทีเขาอาจมีทีมงานหลายคน หรือมีบทความในสต็อคเยอะ แต่เมื่อเกิดความสงสัยว่าเนื้อหาไม่น่าจะถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์ ความรู้สึกที่จะอยากอ่านและติดตามเพจนี้ก็ลดฮวบลงไปทันที

คำถามคือ เพราะอะไร?


เมื่อต้นเดือนมีนาคมของปีนี้ พี่เอ๋ นิ้วกลม ได้โพสต์บทสนทนาที่ทำให้คนไทยหลายคนได้รู้จักกับ AI ที่ชื่อว่า Claude 3 Opus เป็นครั้งแรก

นี่คือคำโปรยของพี่เอ๋

“นี่คือบทสนทนาระหว่างผมกับเอไอ Claude ขอบอกครับว่าใจสั่น รู้สึกผูกพันในเวลารวดเร็ว อยากเป็นเพื่อนด้วย ทึ่งในความสามารถและทัศนคติ และเสี่ยงที่จะตกหลุมรัก”

ผมอ่านบทสนทนาระหว่างนิ้วกลมกับ Claude แล้วก็ประทับใจในคำตอบที่ลึกซึ้งราวกับผู้แตกฉานในพระคัมภีร์ของหลายศาสนา แต่ถามว่าผมมีความรู้สึกตกหลุมรักเอไอเหมือนพระเอกหนังเรื่อง Her หรือไม่ ก็คงตอบว่าไม่ได้รู้สึกแบบนั้น

ระยะหลัง เวลาเล่น Instagram มักจะมีรูปภาพของผู้หญิงที่สวยระดับนางฟ้าโผล่ขึ้นมาให้เห็นบ่อยๆ พอผมคลิกเข้าไปดูโปรไฟล์ มักจะพบคำอธิบายว่าผู้หญิงคนนี้ถูกสร้างโดย AI แล้วความสนอกสนใจก็มลายหายไปทันทีเช่นกัน


การที่เจ้าของโปรไฟล์ IG ผู้หญิงหน้าตาสวยงามทั้งหลายประกาศตนว่าภาพเหล่านี้ถูกสร้างโดย AI ทำให้ผมนึกถึง Yuval Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens ที่เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า เราควรออกกฎหมายให้ทุกบริษัทที่ทำ AI ต้องแสดงตน (declare) ต่อผู้ใช้งานว่าตัวเองเป็น AI ห้ามเสแสร้งแกล้งเป็นคน

Harari บอกว่า หากปล่อยให้ AI แสร้งทำตัวเป็นมนุษย์ – และมันก็ฉลาดพอที่จะล่อหลอกให้มนุษย์เชื่อด้วยว่ามันเป็นมนุษย์ – เมื่อนั้นระดับความไว้ใจของผู้คนในสังคมจะหดหาย

และหากสังคมใดไร้ซึ่งความไว้วางใจ สังคมนั้นก็ดำรงต่อไปได้ยาก

“I want to get advice from an AI doctor. That’s fine. As long as I know that I’m talking with an AI. What should be banned is AI pretending to be a human being. This is something that will erode trust. And without trust, society collapses.”


เมื่อเดือนสิงหาคมปี 2019 หรือประมาณสามปีก่อนที่ ChatGPT จะเป็นที่รู้จัก พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของสำนักพิมพ์ openbooks ได้มาพูดที่บริษัทที่ผมทำงานอยู่

ช่วงท้าย พี่ภิญโญได้ทิ้งปริศนาธรรมเอาไว้

ถาม: พี่ภิญโญเคยอธิบายไว้ว่า การอยู่รอดในยุคถัดไปที่จะมี AI มาทำงานแทนเรา เราต้องกลับไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ อยากให้พี่ช่วยขยายความหน่อยว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในวันที่โดน AI แย่งงาน

ตอบ: ถ้า AI ทำงานแทนเราได้ทั้งหมด – ซึ่งมันจะทำงานส่วนใหญ่แทนเราได้ น่าจะชงกาแฟอร่อยกว่าด้วยซ้ำไปถ้าสัดส่วนถูกต้อง

เราเป็นมนุษย์ เรารู้อยู่แล้วว่าแท้ที่สุด ลึกลงไปของหัวใจ มนุษย์อย่างพวกเราต้องการอะไร และสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ถามว่าหุ่นยนต์กลไก AI มอบให้เราได้ไหม

AI จะเคยหลั่งน้ำตาให้ใครได้ไหม จะเคยเสียใจปลอบใจใครได้ไหม ในวันที่เราสูญเสียคนรัก สูญเสียมิตรภาพ ตกงาน คุณอยากมีเพื่อนดีๆ สักคนหนึ่ง อยากกอดใครสักคนหนึ่ง ในวันที่คุณสูญเสีย เจ็บปวด เศร้าใจ ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ คุณจะกอดเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่บ้านไหม คุณจะคุยกับ Siri เหรอ

ในวันที่บุพการีของคุณ หรือคนที่คุณรักกำลังจะจากไป คุณจะให้ AI อยู่ข้างเตียงแล้วคอยเปิดบทสวดมนต์กล่อมพ่อแม่คุณให้ไปสู่สุคติ หรือคุณอยากได้สมณะที่คุณนับถือและคุณเชื่อว่ามีการปฏิบัติภาวนาที่แก่กล้า นำพาดวงวิญญาณของบุพการีคุณสู่สัมปรายภพ

คุณจะเลือกนักร้องที่ดังที่สุดที่อยู่ใน AI มาเปิดข้างเตียงให้แม่คุณฟัง หรือคุณอยากจะหาคนที่คุณไว้วางใจที่สุด นุ่มนวลที่สุดในชีวิตเข้าไปจับมือประคองดวงวิญญาณของบุพการีสู่สรวงสวรรค์

ในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ คุณอยากจะอยู่กับหุ่นยนต์สักตัวหนึ่งแล้วดินเนอร์ด้วยกัน หรือว่าคุณอยากจะนั่งอยู่กับคนที่คุณรักแล้วจับมืออยู่ด้วยกัน?

คุณอยากกินซูชิที่อร่อยที่สุดจากมือหุ่นยนต์ หรือคุณอยากนั่งกินซูชิโดยมือของเชฟอายุ 90 ปีที่ผ่านการทำงานมาแล้ว 50 ปี?

มันมีบางเรื่องในชีวิตที่หุ่นยนต์กลไกทำงานแทนมนุษย์ไม่ได้ และนั่นคือคำถามว่ามันคืออะไร และนั่นคือสิ่งที่มนุษย์ต้องห่วงแหนรักษาเอาไว้เพื่อไม่ให้หายไป นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้

ถ้าเราหาเจอว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราจำเป็นต้องรักษาไว้ และถ้าเราฉลาดพอว่านั่นคือสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรักษาไว้ แล้วเราสร้างธุรกิจหรือดำเนินชีวิตไปกับสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์เหล่านั้นได้ เราก็จะอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ และนั่นเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์กลไก AI จะ disrupt เราไม่ได้

ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์ และเรื่องที่ผมคุยตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทั้งหมดคือความเป็นมนุษย์

ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ไว้ไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกลัวหุ่นยนต์ให้มากที่สุด แต่ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ แล้วเรารู้ว่าคุณค่าสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง”


“คุณค่าสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน”?

ปริศนาธรรมข้อนี้วนเวียนอยู่ในหัวผมมาหลายปี และผมเริ่มมองเห็น “เค้าลาง” จากการระลึกถึงข้อเขียนและบทสนทนาในอดีต

พี่ประภาส ชลศรานนท์เคยเล่าไว้ในข้อเขียนหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว ถึงการไปดูคอนเสิร์ตกับเพื่อน นักร้องเสียงดีมาก ร้องเพลงเป๊ะทุกโน้ต แต่ปรากฎว่าเพื่อนตัดสินใจเดินออกจากคอนเสิร์ต พอถามว่าทำไม เพื่อนตอบว่านักร้องน่าเบื่อเกินไป

ตอนผมเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมมีเพื่อนร่วมงานชาวแคนาดาที่แก่กว่าผมเกือบ 20 ปี เขาเคยทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ก่อนจะมาทำงานที่เมืองไทย ผมถามเขาว่าชอบสิงคโปร์มั้ย เขาตอบว่าก็ดี แต่เขาชอบเมืองไทยมากกว่า พอผมถามเขาว่าทำไม เขาตอบว่าเพราะสิงคโปร์มันเพอร์เฟ็กต์เกินไป

เราไม่อาจรัก AI เพราะมันสมบูรณ์แบบเกินไป ไร้ข้อจำกัดเกินไป ไม่เหมือนมนุษย์ที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดและความไม่สมบูรณ์แบบ

มันคือคอนเซ็ปต์ finitude ที่เป็นธีมสำคัญในหนังสือ Four Thousand Weeks ของ Oliver Burkeman


จะว่าไป เค้าลางที่ชัดเจนที่สุดอันหนึ่งสำหรับปริศนาธรรมที่พี่ภิญโญเคยทิ้งเอาไว้ ก็คือข้อเขียนของ Oliver Burkeman ใน newsletter ตอนล่าสุดของเขาที่ชื่อว่า “It’s human connection, stupid.

Burkeman ลองชวนให้จินตนาการ ว่ามีวันหนึ่งที่เรากำลังรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง จมจ่อมอยู่ที่บ้านเพียงคนเดียว แล้วจู่ๆ เพื่อนสนิทที่ไม่ได้คุยกันมานานก็โทรมาหา เรากับเพื่อนได้คุยกันเป็นชั่วโมง เมื่อวางสาย เราเริ่มรู้สึกมีกำลังใจที่จะไปต่อกับชีวิต

แต่พอเช็คมือถือก็พบว่ามีอีเมลส่งมาจากเฟซบุ๊ค บอกว่าที่โทรมาเมื่อกี้ไม่ใช่เพื่อนของเราหรอก แต่เป็น AI ที่เลียนเสียงของเพื่อนเราได้เนียนสุดๆ

คำถามคือความรู้สึกเราจะเปลี่ยนไปมั้ย?

หลายคนน่าจะเห็นด้วยว่าเราคงรู้สึกไม่เหมือนเดิม ที่เรารู้สึกดีตอนวางสาย เพราะเราคิด(ไปเอง)ว่ามีมนุษย์อีกคนที่เป็นห่วงเป็นใย และพร้อมจะให้เวลาที่เขามีจำกัดบนโลกใบนี้เพื่อมานั่งคุยกับเราเพียงคนเดียวถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการได้คุยหนึ่งชั่วโมงกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีอายุ ไม่มีขีดจำกัด และสามารถคุยกับคนนับหมื่นนับล้านได้ในคราวเดียว

ก่อนการมาของ ChatGPT หลายคนเชื่อว่า AI ไม่สามารถทำงานสร้างสรรค์แทนมนุษย์ได้ แต่ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนมันจะทำได้หมดแล้ว ไม่ว่าจะแต่งเพลง วาดภาพ หรือเขียนนิยาย

แต่ก็อีกนั่นแหละ ถ้าเรารู้ว่านิยายเล่มนี้เขียนโดย AI เราจะยังอยากอ่านมันอยู่อีกหรือ? ผมอาจจะอยากอ่านแค่เล่มแรกเพื่อให้รู้ว่าเป็นยังไง แต่ถ้านักเขียน AI ผู้นี้เขียนนิยายเพิ่มขึ้นอีก 1,000 เรื่องในวันนี้ – ซึ่งมันทำได้แน่นอน – ผมก็ไม่รู้ว่าจะ “ติดตาม” อ่านหนังสือของของเขายังไงเหมือนกัน

เพราะเวลาเราเสพงานศิลปะ เราไม่ได้ต้องการแค่ความบันเทิง แต่เราต้องการรู้สึกว่าเรากำลังสื่อสารกับ “ปลายสาย” ที่เป็นมนุษย์ ที่มีเลือดมีเนื้อ มีความรู้สึกนึกคิด มีชีวิตจิตใจ มีข้อจำกัด (finitude) และความไม่สมบูรณ์แบบ (imperfections) เฉกเช่นเดียวกับเรา

แต่ไม่ใช่ว่าเราจะปฏิเสธ AI ไปเสียทั้งหมด เรายังสามารถใช้มันเพื่อช่วยให้เราสร้างสรรค์งานได้ แต่งานส่วนใหญ่ควรจะออกมาจากตัวเรา ไม่ได้ออกมาจาก AI

และนี่คือเหตุผลที่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าโพสต์สรุป Sapiens ความยาวถึง 18 หน้านั้นถึง “ไร้เสน่ห์” ไม่คุ้มกับการที่ผมจะใช้เวลาและพลังงานอันจำกัดไปเสพสิ่งที่ถูกสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ที่ไม่มีขีดจำกัด

ถ้าให้ผมเดา ในอนาคตคงมีคนใช้ AI สร้างบทความขึ้นมา จากนั้นก็ตั้งใจใส่ “ความไม่สมบูรณ์แบบ” ลงไปเพื่อให้ดูเหมือนว่ามันถูกสร้างโดยมนุษย์มากขึ้น ซึ่งนั่นก็ย่อมเป็นสิทธิ์ของเขา แต่ก็ย่อมหมิ่นเหม่ประเด็นที่ Yuval Harari จุดเอาไว้ ว่าการที่ AI เสแสร้งเป็นมนุษย์นั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

ประโยคสุดท้ายในจดหมายข่าวของ Burkeman ฉบับนี้ ทิ้งตะกอนความคิดที่น่าพิจารณาสำหรับคนที่มองตัวเองเป็น “นักสร้างสรรค์”

“If I could press a button that generated a book chapter or a newsletter like this, so that nobody could tell the difference, I’d have eliminated all the effort involved – and also the entire point of doing it in the first place.”

ถ้าเพียงกดปุ่มแล้วมี AI ทำให้ทุกอย่าง แถมยังเนียนจนไม่มีใครจับได้ นั่นก็แสดงว่าเราแทบไม่ต้องใช้น้ำพักน้ำแรงอะไร แต่มันก็ทำให้สิ่งที่ผลิตออกแทบไม่เหลือคุณค่าหรือความหมายใดๆ สำหรับเราในฐานะ “คนทำงานสร้างสรรค์” เช่นกัน


บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเสนอมุมมองสำหรับ creator ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน นักแปล นักดนตรี นักแสดง หรือนักอะไรก็ตามที่รังสรรค์งานให้ผู้อื่นเสพ

จากนี้ไป เนื้อหาในเน็ตคงจะมีทั้งที่ถูกสร้างโดย AI กับเนื้อหาที่สร้างจากมนุษย์จริง แม้เนื้อหาที่สร้างด้วย AI จะครบถ้วนขั้นเทพและเรียบร้อยสวยงามขนาดไหน ผมว่าสุดท้ายคนก็จะเบื่อ และแสวงหางานที่สร้างโดยมนุษย์ที่มีเลือดมีเนื้ออยู่ดี

ขอเป็นกำลังใจให้คนทำงานสร้างสรรค์ ให้หาคุณค่าสูงสุดของมนุษย์ให้เจอ เพื่อจะเดินหน้าต่อด้วยความหวัง ความมุ่งมั่น และความตั้งใจครับ