ถ้าเราไม่ใช่คนที่หลักแหลม ก็ต้องเป็นคนที่มีความอดทน

“I rarely have good ideas.

To overcome this limitation, I think about one topic (like habits) for an unreasonable amount of time. Then, I revise, revise, revise until only the best stuff remains. It’s slow, but it works.

You can either be a genius or you can be patient.”
-James Clear

เมื่อศึกษาคนที่ประสบความสำเร็จ เราจะรู้ว่าส่วนใหญ่พวกเขาไม่ได้คนฉลาดกว่าคนทั่วไป แต่สิ่งพวกเขามีเหมือนกันคือความกล้าที่จะเริ่มต้น และความอดทนไม่ยอมแพ้

อย่างที่เจมส์ เคลียร์ ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์อย่าง Atomic Habits กล่าวไว้ว่าเขาไม่ค่อยมีไอเดียดีๆ หรอก แต่เขาอยู่กับไอเดียนั้นนานเพียงพอที่จะกลั่นกรองจนเหลือแต่ของดีๆ เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นคนฉลาดหลักแหลมแบบจีเนียส มันก็มีอีกวิธีคือเราต้องมีความอดทนเพียงพอและเป็นคนที่รอได้

ลองถามตัวเองว่ามีเรื่องไหนที่เราสนใจแต่ยังไม่เก่ง และลองให้เวลากับมันอย่างจริงจังดูสักตั้ง อยู่กับมันให้นานกว่าที่คนทั่วไปพร้อมจะอยู่

เพราะนั่นอาจจะเป็นทางเดียวที่เราจะถ่องแท้และใช้ความรู้นั้นเพื่อสร้างความแตกต่างให้ชีวิตเราได้อย่างแท้จริงครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

Alignment -> Success

“What’s the most important thing to remember when it comes to success? One word: alignment. Success is not the result of any single quality; it’s about alignment between who you are and where you choose to be. The right skill in the right role. A good person surrounded by other good people.”
–Eric Barker

Alignment เป็นคำที่ผมชอบมากคำหนึ่ง

Align หมายถึงจัดให้อยู่ในแนวเดียวกัน

Alignment ในบริบทนี้ก็คือการจัดวางชีวิตให้สอดประสานและช่วยเหลือกันในทุกด้าน

ผมเคยเขียนเอาไว้ว่าหนึ่งในสัญญาณของการมีวุฒิภาวะก็คือ “ข้างนอกอย่างไร ข้างในอย่างนั้น”

สิ่งที่เราพูดและทำนั้นสะท้อนสิ่งที่เราคิด มันคือความจริงใจที่มีต่อทั้งตัวเองและผู้อื่น และมันคือการ align กันของความคิด การกระทำและคำพูด

ถ้างานที่เราทำมัน align กับเป้าหมายขององค์กร งานที่เราทำย่อมเกิด impact

ถ้าวิธีทำงานของเรา align กับวิธีการทำงานของหัวหน้า หัวหน้าก็จะไม่มาวุ่นวายกับเรามาก

ถ้ากิจวัตรของเรา align กับตัวตนที่เราอยากเป็น เราก็จะรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าเรามาถูกทางแล้ว

ในทางกลับกัน ถ้าเรารู้สึกว่ามีอะไรติดๆ ขัดๆ หรือมีความไม่สบายใจอะไรบางอย่าง ก็เป็นไปได้ว่ามันมี misalignment

อาจจะเป็นเป้าหมายที่เราตั้งไว้ตามคนอื่น ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเราไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันขนาดนั้น เช่นบางคนตั้งเป้าหมายว่าจะมีเงินล้านให้ได้ก่อนอายุ 30 โดยที่ยังไม่รู้ว่าจะมีเงินล้านไปเพื่ออะไร

หรืออาจจะเป็นงานบางอย่างที่เรารู้สึกว่าไม่ได้สร้างคุณค่า เราก็เลยรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจมาตลอด นอกจากเหนื่อยงานแล้วเลยต้องมาเหนื่อยใจถามตัวเองด้วยว่านี่เรากำลังทำอะไรอยู่

หาให้เจอว่าเรามี misalignment อยู่ตรงไหนแล้วพยายามไปคลี่ปมตรงนั้น ถ้าเลี่ยงสิ่งที่ต้องทำไม่ได้ก็ต้องหาความหมายของมันให้เจอ

Success คือ Alignment และ Alignment นำไปสู่ Success

เมื่อมิติส่วนใหญ่ในชีวิตสอดประสานกัน เราก็จะรู้สึกสำเร็จได้โดยไม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
facebook.com/anontawongblog
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

อย่ามัวกังวลสายตาของคนอื่น

อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุลเคยกล่าวไว้ว่า ต้นทุนของการเป็นตัวของตัวเองนั้นอาจไม่ได้สูงอย่างที่คิด

เพราะไม่ว่าเราจะทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้นยังไงมันก็มองเราไม่ขึ้น

ไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนไม่ฟังใคร เพราะหากคำทัดทานหรือคำวิจารณ์นั้นมาจากคนที่ปรารถนาดี เราก็ควรใส่ใจเช่นกัน

แต่เมื่อคิดมาดีแล้ว ฟังคนที่เราควรฟังแล้ว ตัดสินใจไปแล้ว ก็อย่าไปกังวลสายตาของคนอื่นเลย

“It never ceases to amaze me: we all love ourselves more than other people, but care more about their opinion than our own.”
-Marcus Aurelius

รักตัวเองกับรักตัวตน เป็นคนละอย่างกันนะครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ที่

https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
blockdit.com/anontawong
twitter.com/anontawong
instagram.com/anontawong
http://bit.ly/LINEanontawong

Work from home ยังไงไม่ให้ burnout ไปเสียก่อน

ช่วงนี้โควิดกลับมาระบาดอีกครั้ง ชวนให้นึกถึงช่วงเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้วที่ต้องทำงานจากที่บ้าน

จำได้ว่าช่วงนั้นค่อนข้างทรมาน ที่คิดว่ามีเวลามากขึ้น กลับเหมือนมีเวลาน้อยลง ที่คิดว่าจะสบายขึ้น กลับรู้สึกว่าเหนื่อยกว่าเดิม อะไรที่คิดว่าจะได้ทำก็ไม่ได้ทำ ส่วนตัวก็เลยรู้สึกขยาดการ work from home พอสมควร

รอบนี้เลยคิดว่าจะต้องมี game plan เสียใหม่เพื่อจะได้ไม่ซ้ำรอยเดิม

และนี่คือ 5 สิ่งที่ผมคิดว่าควรทำเพื่อให้การ WFH ไม่นำไปสู่การ burnout ครับ

  1. รักษา routine ตอนเช้า
    พอไม่ต้องเข้าออฟฟิศ เราก็มักจะตื่นสายกว่าเดิม อะไรที่เคยต้องรีบทำตอนเช้าเช่นออกกำลังกาย เราก็รู้สึกว่ามีเวลาให้ทำทั้งวัน สุดท้ายเลยมักไม่ค่อยได้ทำ ดังนั้นเราต้องรักษากิจวัตรยามเช้าที่ productive ของตัวเองเอาไว้เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่จะมาถึง
  2. เปลี่ยนเสื้อผ้า/อาบน้ำ
    การใส่ชุดนอนนี่มันมีผลต่อจิตใจเหมือนกัน มันเป็นสัญญาณบอกว่า “นี่คือวันหยุด” ทำให้เราไม่ค่อยกระตือรือร้นเท่าไหร่ มันจะเนือยๆ แฉะๆ ดังนั้นเราจึงควรอาบน้ำ หรืออย่างน้อยที่สุดควรจะเปลี่ยนเป็นชุดอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ชุดนอนเพื่อจะบอกสมองว่านี่ไม่ใช่วันหยุดนะจ๊ะ
  3. หาของกินที่มีประโยชน์มาไว้ใกล้มือ
    ของกินนั้นส่งผลอย่างมากต่อระดับพลังงานที่เรามีตลอดวัน ถ้าตู้เย็นและโต๊ะกินข้าวมีแต่ขนมขบเคี้ยว ก็รับรองเลยว่าเราจะหยิบสิ่งเหล่านั้นมากินก่อน และเมื่อกินแล้วจะส่งผลให้พลังงานเราตกลงไปเยอะมาก แต่ถ้าเรามีผลไม้ น้ำเปล่า หรือของกินที่มีประโยชน์อยู่ใกล้มือ ก็น่าจะช่วยให้เราไม่พลั้งปากมากเกินไป และช่วยให้เรารักษาหุ่นในช่วงทำงานจากบ้านได้
  4. ตั้งนาฬิกาปลุกให้ตัวเองลุกจากโต๊ะทุก 30 นาที
    ข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับการป้องกันการ burnout เพราะตอนอยู่ออฟฟิศ เราจะได้ละสายตาจากจอคอมเป็นครั้งคราวจากการที่มีเพื่อนร่วมงานมาทักทายอยู่แล้ว แต่พออยู่ที่บ้าน ทุกอย่างมันเกิดขึ้นในจอคอมทั้งหมด เราจึงแทบไม่ได้ลุกไปไหนเลย ผมสันนิษฐานว่านี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมรู้สึกหมดแรงจากการ WFH มากกว่าการทำงานที่ออฟฟิศ
  5. สร้าง routine ใหม่ๆ ระหว่างวันและช่วงเย็น
    ช่วงที่เราละจากจอคอม เราควรสร้าง routine ใหม่ๆ เช่นวิดพื้น 3 ครั้ง อ่านหนังสือ 3 ย่อหน้า จิบน้ำ 3 อึก ฯลฯ เพื่อเป็นการเติมพลังให้กับเรา ส่วนช่วงเย็นก็เป็น golden hours ที่เรามักจะไม่ค่อยมีตอนทำงานที่ออฟฟิศเพราะเคยแต่กลับบ้านค่ำตลอด แต่ในเมื่อเราทำงานที่บ้านแล้ว เราควรใช้โอกาสนี้ในการใช้เวลากับคนที่เรารัก อาจจะไปเดินเล่นและกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อเป็นการชาร์จแบตให้จิตใจ เสร็จจากตรงนั้นแล้วค่อยมาเคลียร์งานอีกนิดหน่อยก็ถือเป็นอันจบวัน

และนี่คือ 5 สิ่งที่เราทำได้สำหรับการ work from home รอบนี้ให้ดีกว่าเดิม ใครมีไอเดียอะไรอื่นๆ อีกมาแชร์ได้เลยนะครับ

ก็แค่ทำตามคำแนะนำที่เราให้ไว้กับคนอื่น

ในหนังสือ 12 Rules for Life ของ Jordan Peterson กฎข้อที่ 2 ระบุไว้ว่า

Treat yourself like someone you are responsible for helping – จงดูแลตัวเองเหมือนที่เราอยากดูแลคนที่เรารัก

เวลาเราคุยกับเพื่อนสนิท แฟน หรือลูก เราคงไม่บอกให้เขาดูทีวีให้เยอะๆ นอนให้น้อยๆ กินของไม่มีประโยชน์ ใช้เงินเกินกว่าที่หามาได้ และใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม

เราล้วนแต่ปรารถนาที่จะให้คนที่เรารักมีชีวิตที่ดีและมีความสุข ดังนั้นเราต้องเผื่อแผ่ความรักแบบนั้นให้กับตัวเราเองด้วย

เรารู้อยู่แก่ใจว่าอะไรควรอะไรไม่ควร ที่เหลือก็แค่ทำตามคำแนะนำที่เรามักบอกคนอื่นเท่านั้นเอง – just follow your own advice

รู้ว่ามันไม่ง่าย เพราะชีวิตมันไม่ง่าย สิ่งล่อตาล่อใจมันเยอะ กิเลสนั้นเหมือนภูเขาที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ขณะที่ใจนั้นเหมือนทะเลที่น้ำขึ้นน้ำลง

แต่ถ้าเราดูแลตัวเองเหมือนที่เราดูแลคนที่เรารักได้ ปัญหาทั้งหลายก็อาจไม่ยากเย็นอย่างที่คิดนะครับ