นิทานความโง่เขลา

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีคนพูดจาจาบจ้วงพระพุทธเจ้า สาวกของพระองค์พูดว่า

“ข้าโกรธมากแต่พระองค์เอาแต่นิ่งเฉย อย่างน้อยพระองค์น่าจะอนุญาตให้ข้าไปพูดอะไรกับเขาบ้าง เขาจะได้เข้าใจถูกต้อง”

พระพุทธเจ้าตรัสว่า

“เจ้าทำให้ข้าแปลกใจมาก ครั้งแรกคนนั้นทำให้ข้าแปลกใจ แต่ตอนนี้เจ้าทำให้ข้าแปลกใจ อะไรก็ตามที่เขาพูดมานั้นมันไม่เห็นเกี่ยวข้องกับพวกเรา ดังนั้นทำไมเราต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย? แต่ทว่าเจ้ากลับทำให้ข้าแปลกใจที่เจ้ารู้สึกรำคาญ เจ้ารู้สึกโกรธ นี่เป็นความโง่เขลา การทำร้ายตัวเองอันเนื่องมาจากความบกพร่องของคนอื่นนั้นเป็นความโง่ เจ้ากำลังทำร้ายตัวเองนะ สงบก่อนเถอะ ไม่มีความจำเป็นต้องโกรธ เพราะว่าความโกรธคือไฟ ทำไมเจ้าต้องเผาจิตวิญญาณของเจ้า? ถ้าคนคนนั้นทำอะไรผิดพลาดไป ทำไมเจ้าต้องทำร้ายตัวเจ้าเอง? มันเป็นความโง่นะ”


ขอบคุณนิทานจาก OSHO: เชาวน์ปัญญา ดร.ประพนธ์ ผาสุขยืด แปลและเรียบเรียง

ทักษะหักห้ามใจ

เพราะพลังงงานและเวลาของเรามีจำกัด แต่ทางเลือกของเรามีไม่จำกัด

ถ้าอยากจะมีแรงเหลือเพื่อทำสิ่งที่สำคัญจริงๆ เราต้องเรียนรู้ทักษะหักห้ามใจ

เพจไหนโพสต์อะไรดราม่า เราก็หักห้ามใจไม่ไปแสดงความคิดเห็น

ใครชวนทะเลาะกับเราในเน็ต ก็หักห้ามใจไม่ลงไปทะเลาะด้วย

เขา cc เราในเมลที่มีคนหลายสิบคน เราก็หักห้ามใจไม่ตอบ ยกเว้นว่าเขาอยากให้เราตอบจริงๆ

อะไรที่ฮิตเป็นกระแสอย่าง Clubhouse เราก็หักห้ามใจไม่ต้องไป join มันเสียทุกห้อง

อะไรที่มาแรงมักจะไปเร็ว ถึงเราไม่ได้ลงไปข้องเกี่ยวเราก็ไม่ได้พลาดอะไรไปนักหรอก

แต่ถ้าเราหักห้ามใจไม่เป็น ลงไปข้องเกี่ยวมันเสียทุกอย่าง

สุดท้ายเราอาจจะพบว่าเราได้ใช้เวลาค่อนชีวิตไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเสียแล้ว


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

ห่วงข้าวห่วงของเพราะ Endowment Effect

Daniel Kahneman นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเคยทำการทดลองโดยสุ่มแจกแก้วกาแฟให้ผู้ร่วมเข้าทดลองประมาณครึ่งหนึ่ง

จากนั้น Kahneman ก็ถามกลุ่มที่ได้แก้วไปว่า ถ้ามีคนจะซื้อแก้วใบนี้ คุณจะยอมขายในราคาเท่าไหร่

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้แก้ว Kahneman ก็ถามว่าจะยอมควักเงินซื้อแก้วในราคาเท่าไหร่

กลุ่มที่ได้แก้ว บอกว่าจะไม่ยอมขายจนกว่าจะได้ราคาอย่างน้อย $5.25

ส่วนกลุ่มที่ไม่ได้แก้วนั้น บอกว่าจะยอมซื้อแก้วในราคาแค่ $2.25-$2.75 เท่านั้น

แก้วใบเดียวกัน แต่มูลค่ากลับต่างกันถึงสองเท่า เพียงเพราะว่ากลุ่มหนึ่งมีความรู้สึกเป็น “เจ้าข้าวเจ้าของ” แก้วใบนั้น

Kahneman เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Endowment Effect หรือการให้ค่ากับสิ่งที่เราเป็นเจ้าของสูงเกินความเป็นจริง

นั่นคือสาเหตุที่เราเก็บของต่างๆ เอาไว้เต็มบ้านทั้งๆ ที่เราไม่ใช่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า หนังสือ หรืออุปกรณ์บางอย่างที่กองไว้จนฝุ่นจับ

เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราหลุดจาก Endowment Effect ได้ คือถามตัวเองว่า – If I don’t already own this item, how much would I be willing to pay for it? ถ้าเราไม่ได้มีของชิ้นนี้อยู่แล้ว เราจะยอมจ่ายเงินเท่าไหร่เพื่อให้ได้มันมา?

แล้วเราอาจจะแปลกใจที่ได้พบว่า ในหลายครั้งคำตอบก็คือ “ให้ฟรีๆ ยังไม่เอาเลย”

ทำไมเราจึงเก็บของเอาไว้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว? หนึ่งในคำอธิบายก็คือเราถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าอย่าทำอะไรสิ้นเปลือง

“ถ้าเปิดแอร์แล้วก็อย่าเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ ไม่งั้นเปลืองไฟ”

“กินข้าวก็ต้องกินให้หมดจาน สงสารคนไม่มีจะกิน”

“จะซื้อเสื้อตัวนี้ไปทำไม อีกตัวที่ซื้อมาวันก่อนยังไม่ค่อยได้ใส่เลย”

เมื่อเราถูกปลูกฝังให้ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เราก็เลยไม่กล้าทิ้งของที่เราไม่มีโอกาสได้ใช้ไปด้วย ซึ่งถ้าใครศึกษาวิธีการจัดบ้านแบบ KonMari จะพบว่าการเก็บของที่ไม่ได้ใช้ไว้จะทำให้เราซื้อข้าวของเข้าบ้านมากกว่าเดิมเสียอีก

ลองสังเกตตัวเองดูนะครับว่าตกเป็นเหยื่อของ Endowment Effect อยู่รึเปล่า


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong

เหตุผลที่คนเราควรมีความหวัง

ในช่วงทศวรรษ 1950’s นักวิจัยนาม Curt Richter จากมหาวิทยาลัย John Hopkins ได้ทำการทดลองที่ค่อนข้างจะโหดร้าย

เขาเอาหนูทดลองใส่ไปในโถก้นลึกที่มีน้ำ แล้วปล่อยให้หนูว่ายน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อดูว่าหนูจะว่ายน้ำอยู่ได้นานแค่ไหนก่อนจะหมดแรงและจมน้ำตาย

หลังจากทดลองกับหนูหลายสิบตัว ปรากฎว่าโดยเฉลี่ยแล้วหนูจะหมดแรงและจมน้ำหลังจากผ่านไป 15 นาที

จากนั้นนาย Richter ก็ทำการทดลองอีกรอบ แต่คราวนี้เขาจะรอจนหนูใกล้จะหมดแรงแล้วดึงมันขึ้นมาจากน้ำ เช็ดตัวให้แห้ง ปล่อยให้มันได้พักสักครู่หนึ่ง ก่อนจะจับมันโยนลงน้ำอีกรอบ

คุณคิดว่า “ยกสอง” นี้หนูจะว่ายน้ำอยู่ได้นานแค่ไหน?

5 นาที? 15 นาที? 30 นาที?

คำตอบคือ 60 ชั่วโมง

ใช่ครับ หนูที่ได้รับการช่วยเหลือในครั้งแรก จะว่ายน้ำได้นานถึง 60 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย นานกว่าเดิมถึง 240 เท่า โดยสถิติสูงสุดคือ 81 ชั่วโมงหรือเกือบสามวันครึ่งที่หนูตัวหนึ่งว่ายน้ำติดต่อกันไม่หยุด

ข้อสรุปจากการทดลองครั้งนี้ก็คือ หากหนูเชื่อว่าสุดท้ายแล้วมันจะได้รับการช่วยเหลือ มันจะมีความอดทนจนอาจก้าวข้ามขีดจำกัดทางร่างกายของตัวเองได้

“ความหวัง” จึงเป็นสิ่งที่มีค่าและสร้างความเข้มแข็ง

หากเรามีความหวังกับสิ่งใด มีศรัทธากับสิ่งใด เราก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะเราเชื่อว่าทุกอย่างมันมีโอกาสดีขึ้นได้

และในฐานะผู้นำ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดที่เราจะสร้างได้ก็คือความหวังและความศรัทธาของผู้คนเช่นกันครับ

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียว

“It’s almost always better to learn from peers who are 2 years ahead of you than mentors who are 20 years ahead of you. Life evolves and most insights get outdated.”

-James Clear

การเรียนรู้จากเพื่อนที่นำหน้าเราไป 2 ปีนั้นมักจะมีประโยชน์กว่าการเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ไปไกลกว่าเรา 20 ปี เพราะชีวิตนั้นเปลี่ยนผันและความรู้บางอย่างก็มีวันหมดอายุ

เป็นมุมที่ผมไม่เคยคิดถึงมาก่อน เพราะเวลาเราอ่านหนังสือหรือฟังพอดแคสต์ เรามักจะได้อ่านได้ฟังความรู้ของคนแปลกหน้าที่นำหน้าเราไปเป็นสิบหรือยี่สิบปีทั้งนั้น

แต่เรากลับมองข้ามที่จะเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่ผลงานดีกว่า เติบโตได้เร็วกว่า ทั้งๆ ที่สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นเราสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ทันที

หรือเป็นเพราะว่าลึกๆ แล้วเราแอบอิจฉาเขาอยู่ แล้วเราก็กลบเกลื่อนด้วยการบอกตัวเองว่าเขาไม่เห็นจะเก่งขนาดนั้นเลย เราทำงานหนักกว่าเขาตั้งเยอะ

แต่ถ้าเขาเติบโตได้เร็วกว่าเรา นั่นแสดงว่าเขากำลังทำอะไรบางอย่างที่เวิร์คอยู่ อย่างน้อยก็ในบริบทนี้ เราจึงควรสังเกตดูว่าสิ่งไหนที่เราพอจะทำเหมือนเขาได้ ส่วนสิ่งไหนที่ทำไม่ได้หรือไม่อยากทำก็ละเอาไว้

ศึกษาคนที่นำหน้าเรานิดเดียวไม่ได้แปลว่าเราควรหยุดอ่านหนังสือและหยุดฟังพอดแคสต์

แค่แปลว่าเราควรจะเปิดใจซึมซับตัวอย่างดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเราบ้างเท่านั้นเองครับ


ติดตาม Anontawong’s Musings ได้ทาง

Blog: https://anontawong.com (subscribe เพื่อรับบทความทางอีเมลได้)
Facebook: facebook.com/anontawongblog
Blockdit: blockdit.com/anontawong
LINE: http://bit.ly/LINEanontawong
Twitter: twitter.com/anontawong
Instagram: instagram.com/anontawong