แม้ทุกอย่างจะไปได้สวย

“Maintain a margin of safety—even when it’s going well.

Rich people go bankrupt chasing even more wealth.

Fit people get injured chasing personal records.

Productive people become ineffective taking on too many projects.

Don’t let your ambition ruin your position.”

-James Clear

รักษาพื้นที่แห่งความปลอดภัยเอาไว้บ้าง แม้ทุกอย่างจะไปได้สวย

เพราะคนรวยก็ล้มได้หากเอาแต่ไล่ล่าความมั่งคั่ง

คนแข็งแรงก็บาดเจ็บได้เพราะอยากสร้างสถิติใหม่ให้ตนเอง

คน productive จะทำได้ไม่ดีสักอย่างเพราะถือหลายโปรเจ็คเกินไป

อย่าปล่อยให้ความทะยานอยากทำให้เราเสียฐานที่มั่นที่เราสร้างมา

มุ่งมั่นนั้นดีแน่ แต่ต้องมุ่งมั่นอย่างพอเหมาะ

เพราะเมื่อใดที่ความอยากเด่นอยากดีล้ำหน้าเหตุปัจจัย เราอาจกลายเป็นเทวดาตกสวรรค์ครับ

เดินเข้าหาทุกข์แล้วจะเจอสุข

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เราจะวิ่งหนีความทุกข์และกระโจนเข้าหาความสุข

แต่ชีวิตนั้นก็ย้อนแย้ง หลายอย่างที่นำมาซึ่งความทุกข์ในตอนนี้ กลับนำเราไปสู่เรื่องดีๆ ในภายภาคหน้า

ทุกข์ใจกับการเข็นตัวเองลุกจากเตียงไปวิ่งตอนเช้าตรู่ เพื่อจะได้มีความสุขกับร่างกายที่แข็งแรง

ทุกข์ใจกับการอยากซื้อแล้วไม่ได้ซื้อ อยากกินแล้วไม่ได้กิน เพื่อจะได้มีความสุขกับการมีเงินพอกินพอใช้

ทุกข์ใจกับการบอกคู่รักตรงๆ ว่าเราไม่พอใจเรื่องอะไรจนอาจมีปากมีเสียงกัน แต่สุดท้ายก็นำไปสู่การปรับตัวและการเป็นคู่รักที่ดีขึ้นของทั้งคู่

เมื่อเรากล้าเดินเข้าหาความทุกข์ เราจะพบความสุขที่ยั่งยืนครับ

บทเรียนจากต้นไผ่

ถ้าเราเอาเมล็ดไผ่สายพันธุ์จีนมาปลูก คอยรดน้ำพรวนดินและดูแลมันอย่างดีเป็นเวลา 1 ปี เราจะไม่เห็นไผ่แม้แต่หน่อเดียวผุดขึ้นมาจากดิน

กว่าหน่อแรกจะผุดขึ้นมา เราต้องรอถึง 5 ปีเลยทีเดียว

แต่พอหน่อแรกโผล่พ้นดินแล้ว ภายในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ ต้นไผ่จะมีความสูงถึง 25 เมตร และในบางช่วงมันสามารถโตได้ถึง 1 เมตรภายในวันเดียว

แล้ว 5 ปีแรกเมล็ดไผ่มัวทำอะไรอยู่?

คำตอบก็คือมันกำลังแตกราก เมล็ดไผ่ใช้เวลาถึงห้าปีในการวางรากฐานสำหรับการเติบโตแบบก้าวกระโดด ถ้ารากไม่แข็งแรงพอ มันย่อมไม่มีทางรองรับการเติบโตได้อย่างแน่นอน

บางคนมองว่าไผ่ต้นนั้นโตขึ้น 25 เมตรในเวลา 6 สัปดาห์

แต่จริงๆ แล้วมันโตขึ้น 25 เมตรในเวลา 5 ปีกับอีก 6 สัปดาห์ต่างหาก

จงเรียนรู้จากต้นไผ่ จงมีความกล้าและศรัทธาในตนเองครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Rahul Dravid: The Chinese Bamboo on Youtube

ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!

ประโยคนี้มาจากหนังสือชื่อเดียวกัน แนะนำให้ไปลองหามาอ่านดู

ประโยคนี้เตือนใจเราว่า อย่าไปเสียเวลาคิดถึงคนที่ทำให้เราเสียใจ

เขาคงอาจไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายเราหรอก เขาก็แค่เลือกทำสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง

และในขณะที่เราย้ำคิดย้ำทำเรื่องของเขา เขาอาจไม่ได้คิดถึงเราเลยสักนิดเดียว เราจึงควรเก็บแรงกายแรงใจไว้ดูแลตัวเองและคนที่รักเราดีกว่า

ปล่อยให้เขากินไอติมของเขาไป ส่วนเราก็เลิกฟูมฟายแล้วหาอะไรอร่อยๆ กินดีกว่านะครับ

ทำได้น้อยกว่าที่หวังยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ฝรั่งจะมีคำพูดที่ว่า No More Zero Days

Zero Day คือวันที่สูญเปล่า วันที่เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อเข้าใกล้ตัวตนที่เราอยากเป็นหรือวิถีชีวิตที่เราอยากมี

ในความรู้สึกของผม Zero Days เกิดขึ้นได้สองกรณี แบบแรกเกิดขึ้นเพราะเราไม่มีเป้าหมาย พอไม่รู้ว่าเราจะไปไหน เราเลยล่องลอยและใช้วันเวลาไปอย่างเปล่าเปลือง

แบบที่สอง คือเรามีเป้าหมาย แต่เราดันเล็งผลเลิศเกินไป พอรู้สึกว่าถ้าทำตามเป้าไม่ได้ ก็ไม่ทำมันซะเลยดีกว่า

เช่นอาจตั้งเป้าว่าจะวิดพื้นวันละ 30 ครั้ง แต่พอวันนี้รู้สึกขี้เกียจหรือไม่ค่อยมีแรง ก็เลยไม่ได้วิดพื้นเลย ทั้งที่จริงๆ แล้ววิดพื้นแค่ 10 ครั้งก็ยังดีกว่าการวิดพื้น 0 ครั้งเป็นไหนๆ

ความสำเร็จต่างๆ ล้วนต้องใช้เวลา คนที่จะไปถึงตรงนั้นได้ต้องมีอุปนิสัยที่ดีและความอดทนรอ

ระหว่างทางย่อมมีอุปสรรค ย่อมต้องมีวันที่เรารู้สึกขี้เกียจ มีวันที่เราไม่อยากทำอะไร แต่ถ้าเราปล่อยให้เกิดวันอย่างนี้ติดๆ กัน อะไรที่เราเคยสร้างเอาไว้ก็จะหลุดมือแล้วมักต้องกลับมาเริ่มใหม่เสมอ

ทำได้น้อยกว่าที่หวังยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

อย่าปล่อยให้วันนี้เป็น Zero Day ครับ