คำที่ทำลายศักยภาพเราได้มากที่สุด ไม่ใช่คำว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ไหวแล้ว”

ในบทความตอนที่แล้ว ผมกล่าวถึงอาจารย์ Graham Weaver ที่พูดให้กับนักศึกษา Stanford ในหัวข้อ Last Lecture Series: How to Live Your Life at Full Power

Weaver บอกว่าให้ระวังเสียงในหัวของเราให้ดี เพราะมันขี้กลัวและมักจะล่อหลอกให้เราไม่เลือกเส้นทางที่จะเปิดโอกาสให้เราได้บรรลุศักยภาพของตัวเอง

ในชีวิตการสอนหนังสือ 22 ปี Weaver ไม่เคยพบนักศึกษาคนไหนเลยที่เดินมาบอกเขาว่า “อาจารย์ครับ ผมมีความฝันเรื่องหนึ่งที่ผมตื่นเต้นและอยากทำให้สำเร็จ แต่ผมคงทำไม่ได้ ผมเลยจะขอยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ”

นักศึกษาทุกคนที่ Weaver ได้คุยด้วยล้วนมีความฝัน และคิดว่าตัวเองสามารถทำสำเร็จได้ทั้งนั้น

แต่ก็ใช่ว่านักศึกษาทุกคนจะเลือกเส้นทางที่ฝันเอาไว้ ไม่ใช่เพราะคิดว่าทำไม่ได้หรือยอมแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

คำที่ดับความฝันได้บ่อยสุดก็คือคำว่า “Not now” ที่แปลว่า “ยังไม่ใช่ตอนนี้” หรือ “เอาไว้ก่อน”

ตอนที่ Weaver อยากเปลี่ยนสายอาชีพจากการทำธุรกิจมาสอนหนังสือ คลาสแรกที่เขาได้โอกาสสอน เขาสอนได้แย่มาก

หลังจากจบคลาสนั้น เสียงในหัวของ Weaver ไม่ได้พูดว่า “เกรแฮม นายไม่มีวันที่จะเป็นอาจารย์ได้หรอก”

แต่มันบอกกับเขาว่า “เกรแฮม นายควรออกไปหาประสบการณ์ก่อนอีกสัก 20 ปี จะได้มีความรู้มากขึ้น ถึงตอนนั้นแล้วค่อยกลับมาสอน”

โชคดีที่ Weaver ไม่ได้เชื่อฟังเสียงนั้น และตัดสินใจฝึกฝนและเก็บชั่วโมงบินจนสอนเก่งขึ้นเรื่อยๆ และได้เป็นอาจารย์ประจำคณะของ Stanford Graduate School of Business ในที่สุด

คำที่ทำลายศักยภาพเราได้มากที่สุด จึงไม่ใช่คำว่า “ทำไม่ได้” หรือ “ไม่ไหวแล้ว”

แต่มันคือคำว่า “เอาไว้ก่อน”

ลองย้อนกลับไปดูชีวิตของเราเอง เชื่อว่าหลายคนก็คงเคยบอกตัวเองแบบนี้เหมือนกัน แล้วความฝันบางอย่างก็ถูกกลบฝังด้วยคำว่าเอาไว้ก่อน

ของบางอย่างก็ยังทำตอนนี้ไม่ได้จริงๆ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าความหนุ่มสาวอยู่กับเราได้ไม่นาน – You are not getting any younger.

ในวันที่ยังมีแรงและยังมีปัญญา เราอาจต้องหยุดพูดว่า “เอาไว้ก่อน” กับเรื่องบางเรื่องครับ

ในยุคที่ไม่มีใครพูดเรื่องการ “Follow Your Passion” แล้วเราจะ Follow อะไรกันดี

แม้จะจั่วหัวราวกับว่าบทความนี้เขียนให้เด็กจบใหม่ แต่ผมคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับคนที่ทำงานมาได้พักใหญ่แล้วเหมือนกัน

เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว “Follow your passion” เป็นคำแนะนำแห่งยุคสมัย

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การตามหาสิ่งที่ตัวเองหลงใหลกลายเป็นเทรนด์ น่าจะมาจากปาฐกถาของ Steve Jobs ที่ให้ไว้กับบัณฑิตจบใหม่ของ Stanford เมื่อปี 2005

“You’ve got to find what you love…Your work is going to fill a large part of your life, and the only way to be truly satisfied is to do what you believe is great work. And the only way to do great work is to love what you do. If you haven’t found it yet, keep looking. Don’t settle. As with all matters of the heart, you’ll know when you find it.”

ช่วงเวลาหนึ่งในเมืองไทยจึงมีกระแสให้คนลาออกจากงานประจำ หนังสืออย่าง “การลาออกครั้งสุดท้าย” “งานไม่ประจำทำเงินกว่า” หรือ “ลาออกซะ ถ้าอยากรวย” ล้วนติดอันดับหนังสือขายดี (และผมเองก็ได้อ่านครบทั้งสามเล่ม)

ปี 2016 “พี่ปิ๊ก” ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade ติดต่อผมมาทางเพจ Anontawong’s Musings ว่าสนใจนำบทความของผมไปทำหนังสือ และพี่ปิ๊กก็ให้ไอเดียมาว่า ในเมื่อกระแสลาออกจากงานประจำมาแรง เราลองมาทำหนังสือที่ตั้งคำถามกับกระแสนี้ดูบ้างมั้ย

ต้นเดือนสิงหาคม 2017 หนังสือ “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” ผลงานเล่มแรกของ Anontawong’s Musings และของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย จึงได้ลืมตาดูโลก และได้ตีพิมพ์ไปถึง 4 ครั้ง

เวลาล่วงเลยมา 7 ปีพอดี ดูเหมือนสมัยนี้จะไม่ค่อยมีคนพูดถึงการ “Follow Your Passion” กันอีกแล้ว

คำถามที่ผมคิดว่าน่าสนใจก็คือ แล้วเราควรจะ Follow อะไรกันดี?

วันนี้เลยอยากนำสิ่งที่ผ่านพบมาเล่าให้ฟัง เผื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังงงๆ กับชีวิตนะครับ

1. Follow Your Mastery

ไอเดียนี้มาจากหนังสือ So Good They Can’t Ignore You ของ Cal Newport ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 และผมเคยเขียนถึงอย่างละเอียดในบทความ “ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion” เมื่อปี 2016

เราสามารถมีทัศนคติกับการทำงานได้สองแบบ คือแบบ passion mindset และแบบ craftsman mindset

Passion mindset คือทำเฉพาะงานที่ตัวเองชอบเท่านั้น เราจะคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่างานนี้ให้ความสุขกับเรารึเปล่า – what value does the job bring to me? ถ้างานที่เราทำไม่สร้างความสุขให้เรา เราก็หางานใหม่

ส่วน craftsman mindset คือใช้ทัศนคติแบบช่างฝีมือ ที่ต้องการจะเก่งงานนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามที่เราถามจึงไม่ใช่ว่างานนี้ทำให้เรามีความสุขรึเปล่า แต่เป็นคำถามว่าเราสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับงานนี้ได้บ้าง – what value can I bring to this job?

Passion mindset คือเน้นที่ความสุขที่ได้จากงานในตอนนี้

Craftsman mindset คือเน้นที่การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สร้างคุณค่ากับงานของเราได้มากยิ่งกว่าเก่า

คนที่ใช้ passion mindset พอเจองานที่ไม่ถูกใจ ก็จะลาออกไปอยู่ที่อื่น หรือไปทำงานสายอื่น จนไม่มีโอกาสได้สะสม career capital หรือ “ต้นทุนทางวิชาชีพ” อย่างจริงจังเสียที

ขณะที่คนที่ใช้ craftsman mindset จะมีความอดทนและมีวิริยะพอที่จะอยู่กับงานสายนั้นจนกว่าเขาจะเก่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เขาสนุกกับงานมากขึ้นด้วย

คนที่มี craftsman mindset คือคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดหย่อนจนมีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนกลุ่มนี้จะมีพลังในการต่อรองสูง ทั้งในแง่ค่าตอบแทนและอิสรภาพในการทำงาน

ดังนั้นการ Follow Your Mastery จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจเพราะมันจะเปิดโอกาสให้เราได้อีกมากมายในอนาคต

2.Follow Your Talent

ประโยคนี้มาจาก Scott Galloway ผู้เขียนหนังสือ The Algebra of Wealth – A Simple Formula for Success ที่ตีพิมพ์เมื่อต้นปี 2024

Galloway เตือนว่า ถ้ามีใครบอกให้เราทำสิ่งที่ตัวเองรัก แสดงว่าคนคนนั้นน่าจะรวยอยู่แล้ว

“If someone tells you to follow your passion, it means they’re already rich.”

สิ่งที่ Galloway คิดว่าควรทำมากกว่า คือเอาตัวเองให้รอดก่อน แล้วค่อยทำสิ่งที่ตัวเองรักในวันหยุดสุดสัปดาห์

“Achieve economic security and follow your passion on the weekends.”

ซึ่งทางที่จะมีความมั่นคงทางการเงินได้เร็วที่สุด คือการ follow your talent.

Talent หรือพรสวรรค์นั้นต่างจาก passion ตรงที่ talent มันมองเห็นได้ ทดสอบได้ และเอาไปทำอะไรต่อได้ – observable, testable, and actionable.

การที่เรามีความรักในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง “อาจจะ” ทำให้เราเก่งในเรื่องนั้น

แต่การที่เรามีพรสวรรค์กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้เราเก่งในเรื่องนั้น “อย่างแน่นอน”

ในนิยามของ Galloway, talent คือสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ยอมทำ

“Talent is anything you can do that others can’t or won’t”

ซึ่งผมคิดว่าเป็นนิยามที่แหลมคมมาก เพราะเขาไม่ได้มองพรสวรรค์ในแง่ของทักษะเท่านั้น แต่มองในแง่ของนิสัยใจคอหรือแม้กระทั่งสภาพร่างกายด้วย

“Hard work is a talent. Curiosity is a talent. Patience and empathy are talents…If you are a jockey, being short is a talent.”

ปัญหาก็คือเรามักจะมองไม่เห็นพรสวรรค์ของตัวเอง เพราะเราทำมันได้อย่างง่ายดาย เราก็เลยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของมัน แต่เรากลับเห็นพรสวรรค์ของคนอื่นอย่างง่ายดายเพราะเราทำแบบเขาไม่ได้

ถ้าเรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีพรสวรรค์อันใดเลย วิธีหนึ่งที่อาจช่วยได้ คือถามเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือคนใกล้ชิดว่าเขาคิดว่าเรามีจุดเด่นอะไรบ้าง บางเรื่องเราอาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับเขามันอาจจะเป็นเรื่องที่เจ๋งมากก็ได้

Galloway บอกว่า ถ้าเราค้นพบว่า talent ของเราคืออะไร และลงแรงไปกับมัน เราจะเห็นพัฒนาการอย่างรวดเร็ว และเราจะมีกำลังใจที่จะทำให้มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนเรากลายเป็นอันดับต้นๆ ในสายนี้ และสร้างรายได้ที่ดีให้กับตัวเองได้

3.Follow Your Energy

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร mentor ของผมจากโครงการ IMET MAX ส่งวีดีโอนี้มาให้ผมและเพื่อน mentee อีกสองคนดู

Last Lecture Series: How to Live Your Life at Full Power — Graham Weaver

วีดีโอนี้เพิ่งอัปโหลดมาได้สองสัปดาห์แต่มีคนดูไปแล้วเกือบ 5 แสนครั้ง

Graham Weaver เป็นอาจารย์ด้าน Management ที่ Stanford Graduate School of Business และผู้ก่อตั้ง Alpine Investors

Weaver บอกว่าจุดอ่อนของคำแนะนำให้ “follow your passion” ก็คือมันกำลังพูดราวกับว่าเรามี passion แค่เพียงเรื่องเดียว และเราก็ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไรตั้งแต่ตอนที่เราอายุยังน้อย และเราก็ควรอยู่กับมันไปตลอดชีวิต

แต่ในความเป็นจริงแล้วเราอาจยังไม่รู้ตัวเองก็ได้ว่าหลงใหลเรื่องอะไร แถมเรื่องที่เราสนใจก็มีหลายอย่าง ดังนั้นการ “follow your passion” อาจเป็นยุทธศาสตร์ที่เสี่ยงและปิดกั้นตัวเองเกินไปหน่อย

สิ่งที่ Weaver มองว่าน่าจะมีประโยชน์มากกว่าคือการ “follow your energy”

อะไรก็ตามที่เราทำแล้วรู้สึกว่ามีพลัง ก็จงทำสิ่งนั้นเสีย

Weaver ให้เราลองทำแบบฝึกหัดที่ชื่อว่า Nine Lives

คือให้ลองจินตนาการดูว่าเรามีชีวิตได้ 9 แบบใน 9 จักรวาลที่ขนานกัน

จักรวาลแรกคือชีวิตปัจจุบันที่เรามีอยู่ตอนนี้

แล้วลองนึกถึงชีวิตของเราในอีก 8 จักรวาลที่เหลือว่าเราน่าจะกำลังทำอะไรอยู่ โดยมีกฎอยู่สองข้อ

กฎข้อแรกคือห้ามย้อนอดีต มันต้องเป็นสิ่งที่เรามีโอกาสจะเริ่มทำได้จากนี้ไปเท่านั้น

กฎข้อที่สองคือสิ่งที่เราเลือกนั้นต้องเป็นสิ่งที่เรานึกถึงแล้วใจเต้น

Weaver ยกตัวอย่างของเขาเองให้ฟัง

ชีวิตที่ 1 ทำงานอยู่ในองค์กรใหญ่กับงานที่เขาไม่ได้ชอบมากนัก (เป็นชีวิตจริง ณ ตอนนั้น)

ชีวิตที่ 2 ก่อตั้งบริษัทและเป็น CEO

ชีวิตที่ 3 เป็นอาจารย์

ชีวิตที่ 4 บวชเป็นพระและบรรลุธรรม

ชีวิตที่ 5 เป็นดีเจในลาสเวกัส

ชีวิตที่ 6 เป็นนักเขียน

ชีวิตที่ 7, 8, 9 ฯลฯ

Weaver ย้ำว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ แต่ขอให้มันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องย้อนอดีต และเป็นเรื่องที่คิดแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวา

จากนั้นเราก็มีทางเลือกอยู่สองทาง

ทางเลือกแรกคือการพยายามเอาชีวิตในโลกคู่ขนานบางอย่างมาใส่ไว้ในชีวิตที่ 1 ของเราในปัจจุบัน อาจจะเริ่มเล่นดนตรี อาจจะเริ่มเขียนบล็อก อาจจะทำอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกอยากทำมานานแต่ไม่ได้เริ่มสักที

เมื่อเราได้ทำสิ่งที่มอบพลังชีวิตให้กับเรา เราจะมีความสุขมากขึ้น และความสุขนี้จะติดต่อไปสู่คนรอบข้างที่เราปฏิสัมพันธ์ด้วย

ทางเลือกที่สอง คือให้ถามตัวเองว่า เราจะเลือกชีวิตแบบไหนใน 9 ชีวิตนี้ ถ้ามีคนการันตีว่าเราจะไม่มีทางล้มเหลว?

“Ask yourself this question – of all nine of those lives, what would I do if I knew I wouldn’t fail? Which one of those would I choose?”

Weaver เล่าให้ฟังว่าเขาได้ออกจากงานในองค์กรใหญ่ เพื่อมามีชีวิตที่ 2 – คือการก่อตั้งบริษัท จากนั้นก็มามีชีวิตที่ 3 คือการเลือกเป็นอาจารย์ และนั่นก็เป็นสิ่งที่เขาทำอย่างมีความสุขมาจนถึงทุกวันนี้


และนี่คือสามทางเลือกสำหรับคนที่คิดว่ากำลังเดินมาถึงทางแยก

Follow your mastery

Follow your talent

Follow your energy

บางคนอาจมองว่าการ “follow your energy” มันก็ไม่ต่างกับการ “follow your passion” รึเปล่า

ซึ่งผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยว่าสุดท้ายมันอาจจะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่บางที กับบางคอนเซ็ปต์ แค่เราบิดคำนิดเดียว ความรู้สึกนึกคิดหรือการกระทำก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว

ดังนั้นเราคงไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงกันว่ามันเหมือนหรือมันต่าง ขอให้คิดแค่ว่าเป็นอีกสามมุมมองที่อาจมีประโยชน์ ถ้าอันไหนเข้าท่าก็ลองดู ถ้าลองแล้วไม่เวิร์คก็แค่วางลง

ขออวยพรให้คุณผู้อ่านได้พบแนวทางที่จะพาเราไปสู่ชีวิตที่เราอยากมีครับ

เมื่อมีงานมากมายจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี

ในฐานะ HR หนึ่งในคำถามที่ผมมักจะใช้สัมภาษณ์ผู้สมัครงาน คือให้เขาเล่าช่วงที่เหนื่อยที่สุดในชีวิตการทำงาน เพราะมันจะบอกอะไรได้ดีว่าเขาผ่านอะไรมาบ้าง และเขารับมือกับมันอย่างไร

เชื่อว่าหลายคนคงจะเคยผ่านช่วงที่หนักหนาแบบนั้นมาบ้าง หรือบางคนอาจจะกำลังประสบกับมันอยู่ในตอนนี้เลยก็ได้

มีเรื่องเล่าที่ผมชอบมากจากหนังสือชื่อ Bird by Bird ของ Anne Lamott

“Thirty years ago my older brother, who was ten years old at the time, was trying to get a report written on birds that he’d had three months to write, which was due the next day.

We were out at our family cabin in Bolinas, and he was at the kitchen table close to tears, surrounded by binder paper and pencils and unopened books about birds, immobilized by the hugeness of the task ahead.

Then my father sat down beside him, put his arm around my brother’s shoulder, and said, “Bird by bird, buddy. Just take it bird by bird.”

แอนเล่าถึงพี่ชายตอนอายุ 10 ขวบ ที่ต้องทำรายงานวาดรูปนกที่คุณครูให้เวลาตั้ง 3 เดือน แต่พี่ชายไม่ได้ทำจนกระทั่งถึงคืนสุดท้ายก่อนส่ง (ซึ่งเราน่าจะเคยผ่านอะไรแบบนี้กันมาทั้งนั้น)

เมื่อเด็ก 10 ขวบรู้ตัวว่าทำไม่ทันแน่ๆ แย่แน่ๆ ก็เลยได้แต่นั่งน้ำตาคลออยู่ที่โต๊ะทานข้าวพร้อมสมุดเปล่าๆ ที่กางอยู่

โชคดีที่เขามีคุณพ่อที่เข้าใจ เดินมานั่งใกล้ๆ แล้วเอามือโอบไหล่

“Bird by bird, buddy. Just take it bird by bird.”

เวลาที่เรารู้สึกว่างานมันท่วมท้นจนน้ำตาคลอและทำอะไรไม่ถูก ลองสูดลมหายใจลึกๆ หรือออกไปเดินเล่นเพื่อตั้งหลัก แล้วค่อยลำดับความคิดว่าอะไรที่เราพอจะทำได้บ้าง 1-2-3-4

อาจจะเป็นการลิสต์ทุกอย่างที่อยู่ในหัวออกมา อาจจะต้องเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากหัวหน้าหรือลูกน้อง อาจต้องแก้ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดก่อน หรืออาจแก้ปัญหาที่ง่ายที่สุดก่อนเพื่อจะได้มีกำลังใจ

เมื่อพอรู้แล้วว่า next steps พอจะเป็นอะไรได้บ้าง ก็ค่อยๆ ลงมือทำไปทีละอย่าง

เมื่อมีงานมากมายจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ให้กระซิบบอกตัวเองว่า “Bird by bird” ครับ

วิธีดูง่ายๆ ว่าพนักงานใหม่เป็น Good Hire หรือ Bad Hire

หนึ่งหัวข้อที่หัวหน้าต้องคอยลุ้น คือการรับคนใหม่เข้าทีม

กว่าจะได้เรซูเม่ กว่าจะได้สัมภาษณ์ กว่าจะตัดสินใจว่าจะเอาคนไหน กว่าที่ผู้สมัครจะรับ offer และเซ็นสัญญา ต้องลงแรงและเวลากันไปไม่น้อย

พอเข้ามาก็ต้องลุ้นว่าจะเขาจะเข้ากับทีมได้มั้ย จะตามเพื่อนทันหรือไม่ และสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจตอนใกล้ครบ 3 เดือน คือจะให้ผ่านโปร (probation) หรือเปล่า

คนที่มาแล้วอยู่ได้ดี เราจะเรียกว่า good hire

คนที่มาแล้วเข้ากับทีมไม่ได้ ทำงานไม่ดี เราจะเรียกว่า bad hire

ตอนต้องตัดสินใจว่าจะให้คนคนนี้ผ่านโปรหรือไม่ ก็เป็นจังหวะวัดใจของหัวหน้าเหมือนกัน บางคนอาจยังทำงานไม่เข้าตานัก แต่หัวหน้าก็มีแรงผลักดันที่อยากจะให้ผ่านโปรอยู่ดี ด้วยเหตุผลประมาณนี้

  • น้องยังใหม่อยู่ อาจต้องใช้เวลาปรับตัวอีกหน่อย
  • มีเอาไว้ดีกว่าไม่มี ถ้าไม่มีคนนี้ น้องคนอื่น (หรือตัวเราเอง) ก็ต้องกลับไปแบกงานอีก
  • ไม่อยากเริ่มต้นหาคนใหม่

เมื่อมันมีแรงผลักดันที่ทำให้เรามีสิทธิ์ลำเอียง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หัวหน้าบางคนยอมให้ bad hire ผ่านโปร ซึ่งอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้ชั่วคราว แต่จะกลายเป็นปัญหาระยะยาวอยู่ดี

ผมพบว่ามีวิธีดูง่ายๆ ว่าน้องคนนี้เป็น good hire หรือ bad hire โดยจะใช้ได้หลังจากน้องเข้ามาประมาณ 1 เดือน

ก็คือให้ถามตัวเองว่า “น้องคนนี้เข้ามาแล้ว เราเหนื่อยน้อยลงรึเปล่า” หรือไม่ก็ “น้องคนนี้เข้ามาแล้ว เพื่อนร่วมทีมเหนื่อยน้อยลงรึเปล่า” ขึ้นอยู่กับว่าเขาต้องเข้ามาช่วยแบ่งเบางานของใครในทีม

สมมติว่าน้องควรจะมาช่วยแบ่งเบางานของเรา แน่นอนว่าช่วงแรกเราต้องเหนื่อยมากขึ้น เพราะต้องใช้แรงและเวลาในการสอนงานน้องคนนี้

แต่พอผ่านไปประมาณเดือนนึงแล้ว น้องควรจะเริ่มเอางานส่วนที่เราเคยทำอยู่ไปทำได้ – อย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง – และถ้าเป็น good hire จริงๆ เราควรจะเหนื่อยน้อยลง

แต่ถ้าน้องเอางานไปทำแล้วยังพลาด เรายังต้องตามแก้อยู่บ่อยๆ ให้ทดไว้ในใจได้เลยว่าน้องคนนี้อาจเป็น bad hire

เราต้องกล้าให้ฟีดแบ็คตรงๆ (แต่ไม่แรง) เพื่อให้น้องได้มีโอกาสกลับตัวและปรับตัว

แต่ถ้าเราสอนหมดแล้ว ฟีดแบ็คหมดแล้ว แล้วดีขึ้นแค่ชั่วคราว และกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีก ก็แสดงว่าน้องน่าจะเป็น bad hire และเราไม่ควรให้น้องได้ผ่านโปร ไม่อย่างนั้นก็ทำนายอนาคตได้เลยว่าเราและทีมจะเหนื่อยอย่างนี้ไปเรื่อยๆ

กล่าวโดยสรุปก็คือ ถ้าน้องเข้ามาแล้วเราเหนื่อยน้อยลง ถือว่าเป็น good hire

ถ้าน้องเข้ามาแล้วเราเหนื่อยเท่าเดิม (หรือเหนื่อยกว่าเดิม!) แสดงว่าเป็น bad hire และควรตัดใจและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ต้องรอนานถึงสามเดือน

และการที่เขาเป็น bad hire ก็ไม่ได้แปลว่าเขาเป็น bad person แค่องค์กรของเรากับตัวเขาไม่เหมาะกัน การที่เราดึงดันให้เขาอยู่ที่นี่ต่อไปอาจจะเป็นการทำร้ายเขาทางอ้อมก็ได้

แน่นอนว่าวิธีดูแบบนี้ย่อมมีจุดอ่อน ดังนั้นพึงใช้เทคนิคนี้ด้วยความระมัดระวังนะครับ

Trump และ Crowdstrike ทำให้นึกถึงหนังสือ Fluke อีกครั้ง

สัปดาห์นี้มีข่าวใหญ่ระดับโลก 2 ข่าว

  1. นายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรครีพับลิกัน ถูกลอบยิงขณะปราศรัยที่เมืองบัตเลอร์ มลรัฐเพนซิลเวเนีย กระสุนเฉี่ยวใบหูขวา แต่ถ้าก่อนหน้านั้นเพียงเสี้ยววินาทีทรัมป์ไม่ได้หันหน้า วิถีกระสุนอาจแล่นเข้าที่กลางศีรษะ
  2. CrowdStrike บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับโลก ออกอัปเดตสำหรับซอฟต์แวร์ Falcon Sensor ทำให้อุปกรณ์ที่ใช้ Windows เกิดอาการจอฟ้า และระบบ IT ขัดข้องไปทั่วโลก

ทำให้ผมนึกถึงหนังสือ Fluke: Chance, Chaos, and Why Everything We Do Matters ของ Brian Klaas ที่ผมเขียนถึงเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว และยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตประจำปี 2024

เพราะอะไร จะมาเล่าให้ฟังครับ


หลายคนอาจเคยได้ยินเรื่องราวชนวนเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ใครที่ไม่คุ้นเคย ผมขอปูเรื่องสักนิดนึงนะครับ

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ความตึงเครียดในยุโรปกำลังไต่ระดับ โดยเฉพาะในคาบสมุทรบอลข่าน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีได้ผนวกดินแดนบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาในปี 1908 ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้กับชาวเซอร์เบียที่ต้องการรวมชาติ

วันที่ 28 มิถุนายน 1914 อาร์ชดยุคฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ (Franz Ferdinand) รัชทายาทของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี พร้อมกับภรรยาคือดัชเชสโซฟี เดินทางมาเยือนเมืองซาราเยโว เมืองหลวงของบอสเนีย กลุ่มนักชาตินิยมเซอร์เบียจึงวางแผนลอบสังหารอาร์ชดยุค

ในช่วงเช้า ขณะที่ขบวนรถของอาร์ชดยุคแล่นผ่านถนนในเมือง หนึ่งในผู้ร่วมแผนการชื่อ Nedeljko Čabrinović ได้ขว้างระเบิดใส่รถของอาร์ชดยุค แต่ระเบิดพลาดเป้าและทำให้มีผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนอาร์ชดยุคและภรรยาปลอดภัย

หลังจากเหตุการณ์นี้ อาร์ชดยุคตัดสินใจเปลี่ยนกำหนดการและเดินทางไปเยี่ยมผู้ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล ระหว่างทาง คนขับรถเกิดความสับสนในเส้นทางและเลี้ยวเข้าผิดซอย และขับผ่าน Gavrilo Princip หนึ่งในกลุ่มนักชาตินิยมเซอร์เบียที่ยืนอยู่ในซอยนั้นพอดี

Princip สบโอกาส จึงยิงปืนสองนัด กระสุนนัดแรกถูกอาร์ชดยุคที่ลำคอ ส่วนนัดที่สองถูกดัชเชสโซฟีที่ช่องท้อง ทั้งสองเสียชีวิตในเวลาไม่นานหลังจากนั้น Princip พยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาพิษแต่ไม่สำเร็จ และถูกจับกุมในที่สุด

เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสถานการณ์ในยุโรป ออสเตรีย-ฮังการีกล่าวหาว่าเซอร์เบียอยู่เบื้องหลังการลอบสังหาร และส่งคำขาดให้เซอร์เบียยอมรับเงื่อนไขที่เข้มงวด เมื่อเซอร์เบียปฏิเสธ ออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงคราม ด้วยระบบพันธมิตรที่ซับซ้อนในยุโรปขณะนั้น ทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ทยอยประกาศสงครามตามมา จนกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 1 ในที่สุด


ในหนังสือ Fluke ผู้เขียนเล่าว่า ก่อนหน้านั้นเพียง 7 เดือน อาร์ชดยุคฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์และดัชเชสโซฟี ได้รับเชิญให้ไปเยือนอังกฤษ และอาร์ชดยุคก็ได้ออกทริปล่าสัตว์ที่ Welbeck Abbey (อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแมนเชสเตอร์ประมาณ 100 กิโลเมตร)

วันนั้นเพิ่งมีหิมะตก พื้นดินจึงลื่น คนที่ทำหน้าที่โหลดประสุนปืนลื่นล้ม ทำปืนตกพื้นจนปืนลั่น กระสุนคลาดอาร์ชดยุคไปเพียงไม่กี่ฟุต

ถ้าอาร์ชดยุคโดนกระสุนปืนและเสียชีวิตใน Welbeck Abbey ตั้งแต่วันนั้น ก็น่าคิดว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 จะยังเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ถึงแม้จะเกิด ก็คงเป็นบริบทที่ต่างออกไปจนอาจไม่ได้นำไปสู่การก่อกำเนิดของนาซีที่เป็นชนวนเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เป็นได้

หากวิถีกระสุนเปลี่ยนเพียงนิดเดียว โลกของเราอาจไม่ได้มีหน้าตาอย่างทุกวันนี้

การหันหน้าของทรัมป์ในเสี้ยววินาทีก่อนที่มือปืนจะลั่นไก อาจเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลกไปได้ตลอดกาลได้เช่นกัน


เมื่อวานนี้ CNN ได้พาดหัวข่าว “How the world’s tech crashed all at once” ที่อธิบายว่าทั่วโลกเกิดจอฟ้าได้อย่างไร

Costin Raiu นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ให้สัมภาษณ์กับ CNN ว่า

“คนส่วนใหญ่เชื่อว่าวันสิ้นโลกจะเกิดจากการที่ AI ยึดครองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และปิดระบบไฟฟ้า ในขณะที่ความจริงแล้ว สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า คือโค้ดที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยซึ่งนำไปสู่การอัปเดตระบบที่ผิดพลาด และสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ในระบบคลาวด์ที่เชื่อมโยงถึงกันหมด”

ในหนังสือเรื่อง Fluke ได้พูดเอาไว้ว่า เมื่อเราอยู่ในโลกที่ทุกสิ่งเชื่อมถึงกันหมด (hyperconnected world) ก็จะมีโอกาสเกิด black swans ได้มากขึ้นเช่นกัน

Black swan คือเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้และส่งผลกระทบรุนแรงหรือเป็นวงกว้าง อย่างเช่นเหตุการณ์ Crowdstrike ในครั้งนี้ที่เกิดขึ้นแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ยและไม่เคยมีใครออกมาเตือนล่วงหน้า นี่จึงเป็นเหตุการณ์ที่เซอร์ไพรส์แทบทุกคนและตั้งรับกันแทบไม่ทัน

CrowdStrike สร้างระบบตรวจจับและป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ซึ่งบริษัทก็เติบโตเป็นอย่างมากจนมีลูกค้าอยู่ทั่วโลกและมีมูลค่าบริษัทสูงถึง 95 billion USD (วันนี้เหลือ 74 billion USD หลังเกิดเหตุการณ์จอฟ้า)

ส่วน Microsoft Windows ก็เป็นระบบปฏิบัติการที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลก โดยมีส่วนแบ่งทางตลาดเกิน 70% ที่รองลงมาคือ macOS และ Linux

เมื่อในตลาดมี “ผู้ชนะ” เพียงไม่กี่ราย ข้อดีคือมี econonomy of scale และอุปกรณณ์สามารถเชื่อมต่อกันง่ายขึ้น

แต่ข้อเสียก็คือระบบนิเวศทาง IT ไม่มีความหลากหลาย เมื่อเกิดปัญหาหนึ่งขึ้นมา มันจึงมีผลกระทบเป็นวงกว้าง

สิ่งที่มาพร้อมกับการ (over)optimization ก็คือความเปราะบางหรือ fragility

Brian Klaas เคยให้สัมภาษณ์กับ New Statesman ไว้ว่า

“เราได้ออกแบบโลกที่มีแนวโน้มจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา”

โดย Klaas ยกตัวอย่างวิกฤติเรือ Ever Given ของบริษัท Evergreen Marine

วันที่ 23 มีนาคม 2021 เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ Ever Given ออกจากท่าเรือในจีนและมุ่งหน้าสู่เนเธอร์แลนด์ แต่ระหว่างที่แล่นผ่านคลองสุเอซก็เกิดลมแรงจนเรือสูญเสียการควบคุม หัวเรือไปเกยเข้ากับฝั่ง และกีดขวางเส้นทางของคลองสุเอซอยู่ 6 วัน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 54,000 ล้านดอลลาร์

“เรือแค่ลำเดียวไม่เคยสร้างความเสียหายระดับนี้ได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ตอนนี้มันก็เกิดขึ้นแล้ว และเหตุผลที่มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะเราได้ปรับแต่งโลกให้มีประสิทธิภาพเสียจนไม่มีพื้นที่ว่างให้ความยืดหยุ่นเลย”

ผมคิดว่าปรากฎการณ์เรือขวางคลองสุเอซมีความละม้ายคล้ายคลึงกับถนนหนทางในกรุงเทพ ที่พอรถเสียหรือรถจอดแช่อยู่แค่เลนเดียวก็ทำให้รถติดได้หลายร้อยเมตร

เมื่อเรามุ่งสู่ economony of scale และ cost opimization ตามแบบฉบับของทุนนิยมที่มุ่งเน้นกำไรสูงสุด ปัญหาที่คาดไม่ถึงจึงอาจส่งผลลุกลามเป็นวงกว้างได้เสมอ


ในหนังสือเรื่อง Fluke ยังพูดถึง Local stability / Global instability อีกด้วย

ในสมัยก่อน สมัยที่มนุษย์ยังไม่ได้เริ่มทำกสิกรรม เราหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล บางวันก็ล่าสัตว์ได้ บางวันก็กลับบ้านมือเปล่า บางวันก็เกิดอุบัติเหตุหรือต่อสู้กันจนถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อ ในแต่ละวันมนุษย์จึงต้องคอยลุ้นว่าเราจะยังรักษาชีวิตรอดจนถึงอาหารมื้อถัดไปหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ Klaas เรียกว่า local instability คือความไม่แน่นอนของชีวิตวันต่อวัน

แต่ถ้ามองในระดับโลก โลกสมัยก่อนแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เพราะมนุษย์ยังไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่จะสร้างผลกระทบกับโลกได้เป็นวงกว้าง หากมีมนุษย์ต่างดาวถ่ายรูปโลกเมื่อ 20,000 ปีที่แล้ว กับโลกเมื่อ 15,000 ปีที่แล้ว รูปถ่ายอาจจะออกมาเหมือนกันเลยก็ได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า global stability

โลกยุคก่อนจึงมี local instability แต่ global stability

แต่โลกสมัยนี้นั้นพลิกผัน เพราะเรามี local stability แต่ global instability

ระดับ local ชีวิตเราหน้าตาเหมือนเดิมทุกวัน แทบทุกอย่างคาดการณ์ได้ เราไม่ต้องลุ้นวันต่อวันว่าจะได้กินข้าวมื้อถัดไปเมื่อไหร่ ถ้าเดินเข้าร้านกาแฟหรือฟาสต์ฟู้ดยี่ห้อดังไม่ว่าจะสาขาไหนประเทศใดเราก็พอจะเดาได้ว่าจะได้อาหารรสชาติอย่างไร นี่คือ local stability

แต่ในระดับโลกนั้น เรามี global instability มากกว่าที่เคยเป็นมา ทั้งในแง่ภูมิรัฐศาสต์ ทั้งภาวะโลกร้อน ทั้งระบบ IT ที่เชื่อมโยงกันหมดระดับที่ว่าผีเสื้อกระพือปีกในเท็กซัสก็ทำให้เครื่องจอฟ้าได้ที่ดอนเมือง


หนังสือ Fluke มอบเลนส์ให้มองสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้ชัดขึ้น และบอกใบ้ว่าเราจะเตรียมตัวเตรียมใจอย่างไรเพื่อจะอยู่ต่อไปกับโลกที่คาดเดาไม่ได้ใบนี้

เมื่อวันเสาร์ที่ 29 มิ.ย. ตอน 8 โมงเช้า ผมได้จัด online discussion ให้กับผู้ติดตามบล็อกที่ได้อ่านหนังสือ Fluke มีคนมาร่วมเกือบ 20 คน เป็นการพูดคุยที่ได้มุมมองน่าสนใจกลับไปขบคิดต่อเยอะมาก

และเนื่องจากว่ามีหลายท่านที่ทักอินบ็อกซ์มาว่าเสียดายที่มาร่วมไม่ได้ อยากให้มีจัดอีกครั้ง ผมเลยมีความตั้งใจจะนัด online discussion หนังสือ Fluke อีกรอบ ในเดือนสิงหาคมหรือกันยายน โดยคราวนี้น่าจะเป็นช่วงหัวค่ำวันเสาร์หรืออาทิตย์ครับ

ถ้าใครสนใจก็ลงชื่อไว้ในลิงค์ที่อยู่ในช่องคอมเมนท์ได้เลยครับ ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือจบก็เข้าร่วมได้ครับ เมื่อได้วันเวลาที่แน่นอนแล้วผมจะส่งอีเมลไปแจ้งรายละเอียดครับผม


ลงทะเบียน waiting list ได้ที่นี่ครับ https://forms.gle/QbknJqeaTUsgqPQq6