โชคดี 4 ประเภท

1. โชคดีเพราะฟลุค อารมณ์เหมือนคนถูกหวย เป็นโชคดีที่นานๆ เกิดสักครั้งและควบคุมไม่ได้


2. โชคดีเพราะความขยัน เมื่อได้ลองทำอะไรหลายอย่าง ค้นหาไม่มีหยุด มันก็เป็นการเพิ่มความน่าจะเป็นให้ตัวเองได้ค้นพบความโชคดี


3. โชคดีเพราะตาแหลมคม ทำให้มองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น เข้าสู่เกมก่อนที่คนอื่นจะไหวตัว เดินออกจากเกมก่อนที่ตลาดจะลง


4. โชคดีที่เพราะเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ตัวเราดึงดูดความโชคดี ถ้าให้ยกตัวอย่างที่เห็นภาพชัดหน่อย สมมติว่าเราเก่งที่สุดในโลกเรื่องการดำน้ำลึก แล้วบังเอิญมีใครสักคนไปเจอเรือมหาสมบัติที่จมอยู่ใต้ท้องทะเล เขาก็จะมาติดต่อเราให้ไปช่วยและจ่ายค่าตอบแทนให้เราอย่างงาม สังเกตว่าโชคดีของคนคนนั้นกลายมาเป็นโชคดีของเราไปด้วย เป็นความโชคดีที่ไม่ได้มาแบบฟลุคๆ


โชคดีในแบบที่สี่นั้นไม่ค่อยมีคนพูดถึง เพราะทำได้ยาก แต่สร้างคุณค่าได้อย่างยาวนาน


เราจึงควรหาให้เจอว่าจะสร้างจุดเด่นขึ้นมาอย่างไรเพื่อจะได้เป็น “ตัวนำโชค” ให้ตัวเองครับ


—–


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ The Almanack of Naval Ravikant

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ยังตอบไม่ได้ว่าตัวเองชอบอะไร

ไม่ต้องร้อนใจ ใครๆ ก็ต้องผ่านช่วงเวลานี้ มันเป็นคำถามที่อาจต้องใช้เวลาตอบเป็นสิบปี

ระหว่างที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ลองตั้งต้นด้วยคำถามที่ง่ายกว่า นั่นก็คือ เราไม่ชอบอะไร?

แล้วใช้สติปัญญาและความกล้าหาญค่อยๆ ลดทอนสิ่งที่เราไม่ต้องการ

ถ้ารู้ว่าไม่ชอบงานแบบนี้ ก็หาวิธีทุ่นแรง หาคนอื่นทำแทน หรือหางานแบบอื่นทำ

ถ้าเพื่อนคนไหนเอาแต่เรื่องปวดหัวหรือน่าเบื่อมาให้ ก็สุงสิงกับเขาให้น้อยลง

ถ้าไม่ชอบตัวเองหลังนอนไถฟีดนานๆ ก็ลดเวลาการเล่นมือถือ

เมื่อเอาของที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต ก็จะเกิดที่ว่างขึ้นมา

ซึ่งที่ว่างนั้นจะเปิดโอกาสให้เราได้เข้าใกล้สิ่งที่เราต้องการมากขึ้นครับ

เราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำตามความคาดหวังของคนอื่น

และคนอื่นก็ไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อทำตามความคาดหวังของเรา

ถ้าลองสำรวจตัวเอง เราจะพบว่าเราเสียเวลาไปกับเรื่องสองเรื่องนี้มากขนาดไหน

สมัยก่อน เราแค่ทำตามความคาดหวังของคนที่เราต้องเจอหน้าอย่างเพื่อนร่วมงานและคนในครอบครัวก็ตึงมือแล้ว

สมัยนี้มี social media มีคนพร้อมที่จะเห็นเราอยู่เป็นร้อยเป็นพันคน เราเลยยิ่งคิดมากขึ้นไปอีกว่า จะถ่ายรูปดีมั้ยนะ จะใช้ฟิลเตอร์ไหนดีนะ เขียนแคปชั่นแบบไหนถึงจะโดนนะ

ในทางกลับกัน มนุษย์เรานั้นก็ชอบตัดสินผู้อื่นเป็นทุนเดิม เห็นใครทำผิดก็อดไม่ได้ที่จะซ้ำเติมจนต้องมีสุภาษิตออกมาปรามว่าคนล้มอย่าข้าม

พอมี social media ความผิดพลาดของคนอื่นยิ่งถูกถ่ายทอดเป็นทวีคูณ และเราก็เคยเป็นหนึ่งใน “ชาวเน็ต” ที่เข้าไปวิจารณ์และตำหนิติเตียน แม้จะไม่ได้ทำให้เขาดีขึ้น แต่มันก็ทำให้เรารู้สึกดีที่ได้ปลดปล่อย

ไลค์กันไปไลค์กันมา วิจารณ์กันไปวิจารณ์กันมา ในขณะที่วันเวลาก็เหลือน้อยลงทุกที

ถ้าเราไม่ต้องทำตามความคาดหวังใคร และไม่ได้คาดหวังให้ใครเป็นดั่งใจเรา

เราน่าจะได้ชีวิตและอิสรภาพทางจิตใจกลับคืนมาพอสมควรเลยนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ กล้าที่จะถูกเกลียด 2

นิทานความตายใต้ต้นไม้

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เพื่อนรักสามคนกำลังนั่งก๊งเหล้าในบาร์แห่งหนึ่ง

พวกเขาได้ยินเสียงประหลาด จึงหันไปถามเจ้าของบาร์ว่าเกิดอะไรขึ้น

“เสียงขบวนแห่ศพครับ เขาเป็นเพื่อนบ้านผมเอง”

“ใครฆ่าเขาล่ะ” หนึ่งในสามคนถาม

“ความตายครับ”

“ไอ้เจ้าความตายนี่มันกล้าดียังไง ไล่ฆ่าคนอื่นไปทั่ว พวกเราไปจัดการมันกันดีกว่า”

ว่าแล้วชายทั้งสามก็ออกไปตามหาความตาย

พวกเขาพบชายชราคนหนึ่งหน้าตาเศร้าสร้อย

“ปู่เป็นอะไร?”

“ข้าแก่มากแล้ว เจ็บไข้ไม่เว้นแต่ละวัน ตอนนี้ได้แต่รอความตายมาเอาตัวข้าไป”

“ไอ้เจ้าความตายนี่มันอยู่ที่ไหนเหรอปู่ พวกผมกำลังตามหามันอยู่พอดี”

“เจ้าเห็นเนินเขาลูกนั้นมั้ย? บนยอดเขาจะมีต้นไม้สูงใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ความตายอยู่ใต้ต้นไม้นั่นแหละ”

ชายทั้งสามจึงเดินขึ้นไปบนเนินเขา และเจอต้นไม้ที่ชายชราพูดถึง

ที่โคนต้นไม้มีหีบวางอยู่ เมื่อเปิดหีบขึ้นมาชายทั้งสามก็ตกตะลึงที่ได้เห็นทองคำถึงแปดแท่งด้วยกัน

ชายคนแรกที่เจ้าเล่ห์ที่สุดกล่าวขึ้นว่า

“ถ้าเราขนทองกลับบ้านไปตอนนี้ รับรองว่าโดนจับข้อหาขโมยของแน่ เราควรรอให้ถึงตอนกลางดึกก่อนแล้วจึงค่อยขนทองลงไป ระหว่างนี้ใครสักคนในกลุ่มเราต้องลงไปซื้อของกินและไวน์มาตุนเอาไว้ ส่วนอีกสองคนก็อยู่เฝ้าสมบัติที่นี่”

ทั้งสามจับไม้สั้นไม้ยาว ชายคนที่สามได้ไม้สั้นไป จึงรับหน้าที่ลงไปซื้อของในเมือง

เมื่อเหลือกันอยู่สองคน ชายเจ้าเล่ห์ก็กล่าวกับชายคนที่สอง

“ทองมีแปดแท่ง ทำไมเราไม่แบ่งกันเองสองคน เดี๋ยวพอมันกลับมา เจ้าก็เข้าไปจับตัวมันเอาไว้ ส่วนข้าจะเอามีดแทงมันเอง”

“ได้! ข้าเอาด้วย!”

ส่วนชายคนที่สาม ระหว่างเดินลงมาซื้อของ ก็คิดอยู่ในใจ

“ถ้าไม่มีมันสองคน ทองทั้งหมดก็จะเป็นของข้าเพียงคนเดียว”

เมื่อได้ขนมปังและไวน์สามขวดแล้ว เขาจึงไปซื้อยาพิษมาเทใส่ไวน์สองขวดที่จะเอาให้เพื่อนกิน

เมื่อกลับขึ้นมาบนเนินเขา ชายคนที่สามก็โดนเพื่อนสองคนฆ่า

เมื่อแผนการสำเร็จ ทั้งสองจึงฉลองด้วยการกินขนมปังและดื่มไวน์ ก่อนจะเอามือกุมท้อง ตาถลน และลงไปกองอยู่กับพื้น

เพื่อนรักทั้งสามคนนอนสิ้นใจอยู่ตรงนั้น

ชายชราพูดถูก ความตายอยู่ใต้ต้นไม้จริงๆ


ดัดแปลงจาก The Pardoner’s Tale

เมื่อแคมเปญของ Ogilvy แก้วิกฤติในทะเลแคริบเบียน

ในปี 1992 พายุเฮอริเคนแอนดรูว์ (Andrew Hurricane) ได้ทำลายชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอเมริกา และเป็นเฮอริเคนที่สร้างความเสียหายใหญ่หลวงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

นอกจากความพังพินาศของตึกรามบ้านช่องแล้ว เฮอริเคนแอนดรูว์ยังทำให้แทงก์น้ำขนาดใหญ่ของ aquarium แตกออก และทำให้ปลาสิงโต (lionfish) หลุดลงสู่อ่าวเม็กซิโกรวมถึงทะเลแคริบเบียนที่อยู่ติดกับประเทศโคลอมเบีย

ปลาสิงโตนั้นมีแหล่งกำเนิดอยู่ที่อินโดนีเซีย แม้จะดูสวยงามแต่จริงๆ แล้วมันเป็นปลานักล่า มันสามารถกินปลาได้ถึง 30 ตัวได้ใน 30 นาที และปลาสิงโตหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ปีละ 2 ล้านฟอง

การมาของปลาสิงโตทำให้ปลาสายพันธุ์อื่นๆ มีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เพราะทะเลแคริบเบียนนั้นไม่มีปลาพันธุ์ไหนที่กินปลาสิงโตเลย หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ เศรษฐกิจโคลอมเบียที่พึ่งพาการประมงก็จะทรุดไปด้วย

เอเจนซี่โฆษณาชื่อดังอย่าง Ogilvy ถูกเรียกให้มาช่วยแก้ไขปัญหานี้ และเขาก็คิดทางออกได้ว่า ในเมื่อไม่มีปลาพันธุ์ไหนล่าปลาสิงโตเพื่อกินเป็นอาหาร เราก็ต้องสร้างนักล่าขึ้นมาใหม่ นั่นก็คือพลเมืองโคลอมเบียนั่นเอง

ถ้าโอกิลวี่ทำให้คนในประเทศโคลอมเบียหันมากินปลาสิงโตได้ ก็จะมีความต้องการในตลาด และชาวประมงก็จะจับปลาสิงโตมาขาย โอกิลวี่จึงไปว่าจ้างเชฟยอดฝีมือหลายคนเพื่อคิดค้นเมนูปลาสิงโตให้กับร้านหรู

ปลาสิงโตนั้นด้านนอกมีพิษ แต่ด้านในอร่อย โอกิลวี่จึงสร้างแคมเปญ “Terribly Delicious” ซึ่งตีความได้สองอย่างคือ อร่อยอย่างเลวร้าย หรือ อร่อยอย่างสุดแสน โดยทำงานร่วมกับกระทรวงสิ่งแวดล้อมของโคลอมเบีย ภายในเวลาไม่นาน ปลาสิงโตก็กลายมาเป็นสินค้าที่วางอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตของโคลอมเบีย

และเนื่องจากคนโคลอมเบียถึง 84% นับถือคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก ทางทีมงานจึงขอความร่วมมือให้ทางศาสนจักรแนะนำให้เหล่าศาสนิกทานปลาสิงโตทุกการชุมนุมในวันศุกร์และในช่วงเทศกาลมหาพรต (Lent) ซึ่งกินเวลา 40 วันก่อนถึงวันอีสเตอร์

จำนวนปลาสิงโตจึงค่อยๆ ลดลงและปลาสายพันธุ์อื่นๆ ในท้องทะเลแคริบเบียนจึงอยู่รอดปลอดภัยตั้งแต่นั้นมา


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Alchemy: The Magic of Original Thinking in a World of Mind-Numbing Conformity by Rory Sutherland, Ogilvy Vice Chairman