เรามีหน้าที่ใช้ชีวิตไปวันๆ บนเส้นทางที่ถูกต้อง

พระพุทธเจ้าพูดถึง อริยมรรค หรือ “หนทาง” แห่งการดับทุกข์

ปรัชญาที่งดงามอย่าง “เต๋า” ก็แปลว่า “เส้นทาง” หรือ “วิถีทาง”

ส่วนวงดังยุค 90’s อย่าง Aerosmith ก็กล่าวไว้ว่า – Life’s a journey, not a destination ชีวิตคือการเดินทาง ไม่ใช่การไปให้ถึงจุดหมาย

ผมคิดว่าจุดหมายไม่ได้มีไว้เพื่อให้พิชิต แต่มีเอาไว้เพื่อให้เราหันหน้าไปถูกทิศมากกว่า

หากวิธีการทำลายความฝันที่ดีที่สุดคือการทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา การเดินทางถึงจุดหมายก็เป็นการทำลายจุดหมายเช่นกัน เพราะเมื่อถึงตรงนั้นเราก็ต้องตั้งจุดหมายใหม่เพื่อจะออกเดินทางอีกครั้ง

ดังนั้นจุดหมายหรือเป้าหมายจึงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือการเดินทาง ประเด็นคือการมีชีวิตที่แนบแน่นและ enjoy ไปกับมัน

เรามีหน้าที่ใช้ชีวิตไปวันๆ บนเส้นทางที่ถูกต้องครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ความสงบท่ามกลางความเคลื่อนไหว โดย camouflage

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

เมื่อวานนี้ช่วงเย็นระหว่างกำลังประชุม “ปรายฝน” ลูกสาววัย 6 ขวบขอให้ผมพาไป “ปิกนิก”

ปรายฝนรบเร้ามาหลายวันแล้ว เมื่อวานจังหวะดี หลังห้าโมงเย็นไม่มีประชุม ก็เลยรับปากว่าประชุมเสร็จแล้วจะพาไป

บ้านผมอยู่ติดกับสวนหย่อมของหมู่บ้าน เป็นสนามหญ้าที่มีต้นไม้และทางเดินล้อมรอบ ความหมายของการปิกนิกของปรายฝนก็คือการเอาเสื่อไปปู เอาขนมไปกิน และเอาน้ำเปล่าไปดื่ม

ห้าโมงกว่า ผมจัดของใส่ย่าม เดินจูงมือ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัย 4 ขวบข้ามถนนก็ถึงสวนหย่อม ส่วนปรายฝนวิ่งตามมา เราจัดแจงปูเสื่อ เอาเลย์กับกล่องแอปเปิ้ลออกมาตั้ง เอาแก้วน้ำของปรายฝนกับใกล้รุ่งออกมาวาง ทุกอย่างพร้อมสำหรับการปิกนิก

เราสามคนนั่งกินขนมไป ดูวิวสวนหย่อมไป ถ่ายรูปส่งไปให้ภรรยาที่วันนี้ต้องเข้าออฟฟิศ ลูกๆ ชวนคุยไม่หยุด ส่วนผมไม่ค่อยมีสมาธิเพราะหยิบมือถือขึ้นมาเช็ค Slack เวลาห้าโมงครึ่งนี่จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ที่ออฟฟิศผมยังทำงานอยู่ จึงรู้สึกผิดนิดหน่อย

สักพักพี่เลี้ยงของ “ภูมิ” ลูกของน้องชายก็ปั่นจักรยานพาน้องภูมิมาที่สวนหย่อมโดยไม่ได้นัดหมาย ปรายฝนเฮลั่น จากเด็กสองคนกลายเป็นสาม เริ่มมีความเป็นแก๊งเกิดขึ้น

ฝนเพิ่งตกไปเมื่อช่วงบ่ายๆ บางจุดในสนามหญ้าเลยกลายเป็นแอ่งน้ำ เด็กๆ พากันเดินไปที่ตรงนั้น กล้าๆ กลัวๆ ว่าเท้าจะเลอะ แต่ผ่านไปได้แป๊บเดียวก็ลงไปเดินลุยในน้ำและกระโดดกันเหมือนเด็กๆ ในเรื่อง Peppa Pig – Everyone loves jumping in muddy puddles!

ผมถ่ายวีดีโอเด็กๆ ลง IG Story เก็บบันทึกไว้เป็นความทรงจำ เมื่อเด็กโตขึ้นและผมแก่ลงจะได้กลับมาดู

หกโมงกว่าๆ เมฆตั้งเค้ามา เด็กทุกคนตัวเปื้อนโคลนไปหมดแล้ว ต้องอาบน้ำก่อนถึงจะกินข้าวเย็นได้

ผมจัดแจงม้วนเสื่อ เก็บขนมและแก้วน้ำใส่ย่าม ส่งสัญญาณบอกเด็กๆ ว่ากลับบ้านกันเถอะ

ใกล้รุ่งดูเหมือนจะยังไม่ค่อยอยากกลับ เลยวิ่งวนในสนามหญ้าอีก 2-3 รอบ สีหน้าสนุกสนาน นี่น่าจะเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุดอีกวันหนึ่ง

ความรู้สึกผิดที่มานั่งปิกนิกในเวลางานนั้นอันตรธานหายไป ยังไงเสียเดี๋ยวผมก็กลับไปนั่งทำงานต่อ ข้อความใน Slack นั้นรอได้ ความเป็นเด็กต่างหากที่รอไม่ได้ พอเขาสูงเกินอกเราเขาก็ไปอยู่กับเพื่อนแล้ว

วินาทีที่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของใกล้รุ่งวิ่งวนอยู่ในสวนหย่อม ผมก็คิดขึ้นได้ว่า

บริษัทหนึ่งมีผู้บริหารได้หลายคน เด็กคนหนึ่งมีพ่อได้คนเดียว

ไมว่าเราจะเป็นพนักงานหรือผู้บริหาร ไม่ว่าจะทำงานสำคัญแค่ไหน แต่หมวกใบนี้ก็ใส่เพียงชั่วคราว ถึงวันหนึ่งก็ต้องถอดหมวกออก

แต่หมวกความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นใส่กันตลอดชีวิต

ขอให้ระลึกได้ว่าหน้าที่ใดสำคัญที่สุดครับ

โอเคกับความรู้สึกไม่โอเค

บางคนใช้มือถือราวกับเป็นยากล่อมประสาท

พอมีความเบื่อเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย เราก็หยิบมันขึ้นมาไถเพื่อบรรเทาความรู้สึกที่ว่านี้

เมื่อแม้กระทั่งความรู้สึกเบื่อเรายังทนไม่ค่อยจะได้ เราจะทนความรู้สึกอย่างอื่นได้อย่างไร

คนเราทุกคนวิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์ และนั่นแหละคือปัญหา

เมื่อเราเอาแต่วิ่งหนีความทุกข์อยู่ร่ำไป เราก็ไม่อาจอยู่เฉยๆ ได้ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเราถึงต้องเหนื่อยกันขนาดนี้

แต่ถ้าเราทำความรู้จักกับความทุกข์และทนอยู่กับมันให้ได้มากขึ้นเพียงสักนิด เราจะเริ่มมีภูมิคุ้มกัน และถึงวันหนึ่งเราจะไม่วิ่งหนีความทุกข์เล็กน้อยอย่างความเบื่ออีกต่อไป

ฝึกโอเคกับความรู้สึกไม่โอเค แล้วใจเราจะมีอิสรภาพมากขึ้นครับ

เวลาเป็น-เวลาตาย

เวลาเป็น-เวลาตาย

Robert Greene ผู้เขียนหนังสือ The 48 Laws of Power กล่าวไว้ว่า เวลามีอยู่สองประเภท คือเวลาเป็น (alive time) และ เวลาตาย (dead time)

Dead time คือเวลาที่เราใช้ไปอย่าง passive ใช้ไปโดยไม่ได้สร้างประโยชน์ ความก้าวหน้า หรือความสัมพันธ์ที่ดี อาจจะมีความเพลิดเพลินบ้างเป็นบางคราว แต่ก็เป็นความสุขที่ตื้นเขิน ไม่ได้ทำให้ชีวิตรู้สึกเติมเต็มแต่อย่างใด

ส่วน alive time นั้นคือเวลาที่เรารู้สึกมีชีวิตชีวา รู้สึกว่ากำลังได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รู้สึกว่าเหนื่อยกายแต่สุขใจ รู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นี่มันเป็นเรื่องดีจริงๆ

เราทุกคนเคยผ่านช่วงเวลาเป็นและเวลาตายมาแล้ว

บางคนชีวิตอาจจะดูยุ่งมาก แต่เวลาเหล่านั้นก็ยังเป็นเวลาตายอยู่ดี

ส่วนบางคนแม้ไม่ได้มีชีวิตที่หวือหวา แต่ว่าเขาอาจมีเวลาเป็นอยู่เต็มเปี่ยมก็ได้

ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี เราควรจำกัด dead time และเพิ่มสัดส่วนของ alive time ให้มีมากขึ้นครับ

อย่าให้กรุงเทพน่าอยู่แค่ช่วงสงกรานต์กับปีใหม่

ช่วงหยุดยาว เวลาขับรถในกรุงเทพ เรามักจะหันไปพูดกับคนใกล้ตัวว่า “ถ้ากรุงเทพถนนโล่งอย่างนี้ทุกวันจะน่าอยู่มากเลยนะ”

แม้จะไม่เพอร์เฟ็กต์ แต่กรุงเทพก็เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ อาหารการกินเพียบพร้อม ห้างน่าเดิน ทุกอย่างอยู่ใกล้กัน ถ้ารถไม่ติดจะเดินทางไปไหนก็ใช้เวลาเพียงนิดเดียว

สองปีที่ผ่านมาเราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นคุณค่าของวันหยุดยาวมากนัก เพราะโควิดและล็อคดาวน์ทำให้เราคุ้นชินกับกรุงเทพที่รถไม่ค่อยติดเสียแล้ว

ตอนนี้รัฐบาลเริ่มคลายล็อคดาวน์ รถบนท้องถนนเริ่มมีมากขึ้น ผมเลยอยากเขียนบทความนี้ถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

ว่านโยบาย work from home ควรจะมีอยู่ต่อไป

จริงๆ ผมสนับสนุนให้พนักงานกลับเข้าออฟฟิศนะครับ เพราะทำงานที่บ้านทุกวันนั้นทำให้เหี่ยวเฉาและเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคซึมเศร้า

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมและอยู่ร่วมกับมนุษย์ผู้อื่นมาเป็นแสนเป็นล้านปี การต้องมานั่งทำงาน 10 ชั่วโมงต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์อยู่หน้าจอคอมในห้องตัวคนเดียวไม่น่าจะเป็นผลดีต่อร่างกายและจิตใจได้

ผมได้แต่หวังว่าเมื่อโควิดเริ่มซา ผู้บริหารส่วนใหญ่จะมีความกล้าพอที่จะไม่กลับไปยึดมั่นถือมั่นนโยบายเดิมๆ เพราะเราได้พิสูจน์แล้วว่าการทำงานแบบ work from home นั้นไม่ได้ทำให้คนอู้งาน จริงๆ แล้วในหลายบริษัทมันทำให้คนทำงานหนักเกินไปด้วยซ้ำ

หากทั้งหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน ร่วมแรงร่วมใจออกนโยบายให้พนักงานทำงานที่บ้านได้ 2-3 วันต่อสัปดาห์ มันน่าจะเป็น sweet spot ที่เป็นผลดีต่อทุกคน พนักงานยังได้เจอเพื่อนฝูงแต่ก็ยังมีความยืดหยุ่นที่ไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองทุกวัน นายจ้างก็ยังได้การทำงานที่ประสิทธิภาพโดยไม่เบียดเบียนสุขภาพพนักงานมากจนเกินไป

ที่สำคัญ เมื่อรถบนท้องถนนหายไป 40% กรุงเทพจะเป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นอย่างมาก ไม่ต้องตะเกียกตะกายตื่นแต่เช้าเพื่อหลีกเลี่ยงรถติดอีกต่อไป

แน่นอนว่านโยบาย WFH คงไม่ได้เป็นผลดีต่อทุกคน ราคาหุ้นทางด่วนอาจจะไม่โต คอนโดอาจต้องจัดโปรโมชั่น พนักงานบริษัทรถยนต์อาจไม่ได้โบนัส 6 เดือน ส่วนสถาบันการศึกษาก็ต้องขบคิดว่าจะสอนแบบ hybrid ทั้งออนไลน์และเจอหน้าได้อย่างไร

แต่มนุษย์นั้นปรับตัวเก่งอยู่แล้ว อย่างไรเสียก็น่าจะหาทางออกกันได้

อีกสามเดือนต่อจากนี้ เมื่อประชาชนกรุงเทพได้รับการฉีดวัคซีนอย่างเพียงพอจนเกิด herd immunity การตัดสินใจของพวกเราเกี่ยวกับนโยบาย work from home จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญว่าคุณภาพชีวิตคนกรุงเทพจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรครับ