Hey Jude และความเป็นสุภาพบุรุษของ Paul McCartney

The Beatles คือหนึ่งในวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

นักแต่งเพลงและนักร้องนำหลักของวงคือ จอห์น เลนนอน และ พอล แม็กคาร์ตนีย์

ผมเพิ่งได้อ่านเรื่องราวหนึ่งที่ทำให้ภาพจำของสองคนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เลยอยากนำมาเล่าให้ทุกคนฟัง

แม้ว่าผมจะไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ The Beatles แต่ก็มีเพลงหนึ่งที่ผมชอบเอามากๆ

เพลงนั้นชื่อว่า Hey Jude

Hey Jude, don’t make it bad.
Take a sad song and make it better.
Remember to let her into your heart,
Then you can start to make it better.

Hey Jude, don’t be afraid.
You were made to go out and get her.
The minute you let her under your skin,
Then you begin to make it better.

เพลงนี้แต่งและร้องนำโดยพอล แม็กคาร์ตนีย์

ตอนแรกผมนึกว่าพอลแต่งเพลงนี้ให้เพื่อน เชียร์เพื่อนให้บอกความรู้สึกกับสาวคนนั้นที่เราแอบชอบเขาอยู่

แต่จริงๆ แล้วเพลงนี้มีที่มาที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเสียอีก

ตอนแรกพอลตั้งชื่อเพลงนี้ว่า “Hey Jules”

Jules เป็นชื่อเล่นของ Julian Lennon ลูกชายของ John Lennon กับ Cynthia Lennon ที่เกิดเมื่อปี 1963

ปลายปี 1966 John Lennon ได้เจอกับ Yoko Ono และตกหลุมรักโอโนะแบบหัวปักหัวปำ จึงทิ้งซินเธียและจูลส์เพื่อจะได้ไปอยู่กับโยโกะ

เมื่อพอลทราบข่าวว่าซินเธียต้องอยู่กับลูกเพียงลำพัง พอลจึงขับรถไปหาซินเธีย ระหว่างทางก็คิดว่าจะปลอบประโลมซินเธียอย่างไรดี จึงแต่งเนื้อร้องและทำนอง “Hey Jules” ระหว่างที่ขับรถ

ต่อมาชื่อเพลงจึงถูกปรับเป็น Hey Jude เพื่อให้ร้องเข้าปากมากขึ้น และถูกปล่อยออกมาในเดือนสิงหาคม 1968

And anytime you feel the pain, hey Jude, refrain,
Don’t carry the world upon your shoulders.
For well you know that it’s a fool who plays it cool
By making his world a little colder.

อีกสามเดือนถัดมา จอห์นก็หย่ากับซินเธีย และแต่งงานกับโยโกะตอนต้นปี 1969

มีเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่แม้ว่าจะไม่ได้รับการยืนยัน แต่ก็กลายเป็นตำนานที่แสดงถึงมิตรภาพอันลึกซึ้งระหว่างพอลกับซินเธีย

หลังจากหย่ากัน จอห์นไม่ได้ส่งค่าเลี้ยงดูให้ซินเธียกับจูลส์มากนัก วันเวลาผ่านไป ซินเธียเริ่มขัดสนทางการเงิน จึงตัดสินใจเอา “สมบัติ” ของเธอออกมาประมูลขาย ไม่ว่าจะเป็นจดหมายรักที่จอห์นเคยเขียนหาเธอ รวมถึงรูปภาพที่จอห์นเคยวาดให้เธอ

และแล้วก็มีคนยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อซื้อภาพวาดและจดหมายเหล่านั้นไป

ไม่กี่วันถัดมา พัสดุชิ้นหนึ่งก็ถูกส่งมาที่บ้านของซินเธีย เมื่อเปิดออกก็พบว่าเป็นจดหมายและภาพวาดที่ถูกใส่กรอบไว้เป็นอย่างดี

ในนั้นมีกระดาษโน้ตพร้อมข้อความสั้นๆ

Never sell your memories.

Love,
Paul McCartney

เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงมิตรภาพและความเป็นสุภาพบุรุษของพอล แม็กคาร์ตนีย์ ซึ่งยังคงเป็นที่รักของแฟนๆ ทั่วโลก เช่นเดียวกับที่เพลง Hey Jude ยังคงสร้างความอบอุ่นใจให้กับทุกคนที่ได้ฟัง


ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Shiv Tandon’s post and Bill Freeman’s comment

คำไทยที่มักเขียนผิด และวิธีการสร้างตะขอ

บทความหนึ่งที่เรามักเห็นบ่อยๆ คือ “คำไทยที่มักเขียนผิด” โดยบอกว่าคนมักจะเขียนผิดอย่างไร และที่ถูกควรเป็นอย่างไร

แต่ผมไม่ค่อยเห็นบทความที่อธิบายว่าจะทำยังไงถึงจะจำคำที่ถูกได้

เพราะการเห็นทั้งคำผิดและคำถูกนั้นไม่ได้ช่วยให้เราจำได้แม่นขึ้นเท่าไหร่ เผลอๆ จะสับสนกว่าเดิมด้วยซ้ำไป

ผมคิดว่าเคล็ดลับอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์มากๆ คือเราต้องหาทางสร้างกฎในการจำขึ้นมาเอง เหมือนเป็นตะขอที่เราเอาไว้แขวนกับสิ่งที่เราจำได้อยู่แล้ว และถ้ามันเป็นกฎของเรา เราจะไม่ลืมมันอีกเลย

ปู่กับย่าผมเสียไปนานแล้ว คนหนึ่งชื่อเจ็ง อีกคนชื่อเส่ง แต่ตอนเด็กๆ ผมไม่เคยมั่นใจเลยว่าคนไหนชื่ออะไรกันแน่ เพราะชื่อเจ็งกับเส่งไม่ได้บอกเพศ รู้แค่ว่า “สระเอ็ง” ด้วยกันทั้งคู่

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อทวนให้ผมกับน้องชายฟังว่า ปู่ของเราชื่อเจ็ง ย่าของเราชื่อเส่ง

น้องชายของผมซึ่งตอนนั้นยังอยู่วัยประถมก็พูดขึ้นว่า “เส่ง…เส่งศรี!”

แล้วจากนั้นมาผมก็ไม่เคยสับสนเรื่องชื่อปู่กับย่าอีกเลย

วันนี้ผมเลยจะเล่าให้ฟังถึงคำบางคำที่ผมเคยสะกดผิด และสร้างกฎขึ้นมาเองจนทำให้จำได้ไม่ลืม

เริ่มจากคำว่า “กฎ” ก่อนเลยแล้วกัน ที่คนมักจะเขียนผิดเป็น “กฏ” ที่ถูกคือต้องใช้ “ฎ.ชะฎา” ไม่ใช่ “ฏ.ปะฎัก”

วิธีจำของผมคือ “กฎบางอย่างมีไว้กดขี่ผู้คน” (ฏ.ชะฎาและด.เด็กล้วนเสียง “ดอ” ด้วยกันทั้งคู่)

อีกคำที่เขียนผิดบ่อยๆ คืออนุญาต ที่มักเขียนผิดเป็น อนุญาติ

วิธีจำคือ “เพราะไม่ใช่ญาติเลยต้องขออนุญาต”

ส่วนคำว่า สังเกต ที่มักจะสะกดผิดเป็น สังเกตุ (หลายคนคงเห็นคำว่า “สาเหตุ” มีสระอุ ก็เลยคิดว่าสังเกตต้องมีสระอุไปด้วย)

วิธีจำของผมคือ “คอลเกตไม่มีสระอุ บิลเกตส์ก็ไม่มีสระอุ ดังนั้น สังเกตย่อมไม่มีสระอุ”

ที่สดๆ ร้อนๆ เลยก็คือในบทความที่ผมเขียนถึงทอล์กโชว์ของนิ้วกลม ผมเขียนคำว่า “วันสารทจีน” เป็น “วันสาทรจีน”

ตอนนี้ผมก็เลยจำว่า “วันสารทจีนไม่ได้อยู่บนถนนสาทร”


แน่นอน ถ้าจะพูดเรื่องการสะกดผิด จะไม่พูดถึงคำว่า คะ/ค่ะ คงไม่ได้

คำนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะเคยสะกดผิด แต่เห็นคนสะกดผิดบ่อยมาก

เรื่องนี้สำคัญถึงขั้นว่าตอนที่บริษัทผมออกแบบ aptitude test เพื่อเอาไว้ทดสอบผู้มาสมัครงาน ก็จะใส่คำถามประเภทคะ/ค่ะ เอาไว้ด้วย ถ้าเห็นว่าเขียนถูกก็อุ่นใจ ถ้าเขียนผิดก็ทดเอาไว้ในใจ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตคือ แม้ว่าบางจะสับสนกับการ ‘เขียน’ คะ/ค่ะ แต่พวกเขาไม่เคยสับสนกับการ ‘พูด’ คะ/ค่ะ เลย

ดังนั้น ถ้าเขียนแล้วลองอ่านออกเสียงออกมาก็ไม่ควรพลาด

ถ้ารู้ตัว (และยอมรับ) ว่าเรายังเขียนคะ/ค่ะ ผิด วิธีหนึ่งที่อาจช่วยได้คือลองเปลี่ยนตัว “ค.ควายไม้เอก” ให้เป็น “ข.ไข่” แล้วอ่านมันออกมาเพื่อดูว่าใช่เสียงที่เราต้องการรึเปล่า เพราะคำว่า ค่ะ กับ ขะ ออกเสียงเหมือนกันเป๊ะ

ยกตัวอย่างเช่น

ขอบคุณนะค่ะ ลองเปลี่ยนเป็น ขอบคุณนะขะ แล้วอ่านออกเสียงดู

อย่างที่บอกว่าคนจะผิดแค่ตอนเขียนเท่านั้น ไม่ได้ผิดตอนพูด เมื่ออ่านออกเสียงว่า “ขอบคุณนะขะ” ก็จะรู้ทันทีว่าเราไม่ได้พูดกันแบบนี้ ดังนั้น ขอบคุณนะค่ะ จึงใช้ไม่ได้ ต้องเขียนว่า ขอบคุณนะคะ

ในมุมกลับกัน บางคนเขียนผิดจาก “ค่ะ” เป็น “คะ”

เช่น “ขอคุยด้วยหน่อยคะ” (จริงๆ ต้องเขียนว่า “ขอคุยด้วยหน่อยค่ะ”) ก็ใช้วิธีคล้ายกันคือลองเขียนออกมาทั้งสองแบบ

ขอคุยด้วยหน่อยคะ

ขอคุยด้วยหน่อยขะ

แล้วอ่านออกเสียงออกมา อันไหนถูกกว่าก็เลือกอันนั้น และถ้าเป็น ขะ ก็แก้กลับเป็น ค่ะ

ในกรณี้ ขอคุยด้วยหน่อยขะ คือเสียงที่ถูก ดังนั้น “ขอคุยด้วยหน่อยค่ะ” จึงเป็นวิธีการเขียนที่ถูกต้อง


อันนี้เป็นของแถม ซึ่งไม่เกี่ยวกับการสะกดผิด แต่เป็นการจำสลับกันของคำว่า “หยิน/หยาง”

หลายคนสับสน ไม่แน่ใจว่าคำไหนหมายถึงเพศชาย คำไหนหมายถึงเพศหญิง ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

จนกระทั่งพี่อ้น วรรณิภา ภักดีบุตร ที่เป็น mentor ของผมบอกว่า พี่อ้นมีวิธีจำง่ายๆ ก็คือ “หยิน” กับ “หญิง” เป็นคำที่คล้ายกัน ดังนั้น หยินคือผู้หญิง และหยางคือผู้ชาย


บทเรียนสำคัญของสิ่งที่ผมนำมาเล่าน่าจะมีสองอย่าง

  1. การจะจำอะไรบางอย่างให้ดีขึ้น เราควรมีกฎในการช่วยจำ ซึ่งเปรียบเสมือน “ตะขอ” ที่เราเอามันไปเกี่ยวกับอะไรบางอย่างเอาไว้ ทำให้มันไม่หลุดไปจากความทรงจำได้โดยง่าย
  2. ถ้าเราเป็นคนสร้างตะขอนั้นขึ้นมาเอง เราจะไม่มีทางลืม

จากนี้ไปหาเจอคำไหนที่เราสะกดผิด หรือจำสับสน ลองสร้างตะขอของตัวเองขึ้นมาดูนะครับ

เมื่อเราเป็นผู้บริหาร พลังงานจะสำคัญกว่าความรู้

เมื่อเดือนที่แล้ว ผมเขียนบทความ “การ work hard ของผู้บริหารหน้าตาเป็นอย่างไร” เพราะสังเกตว่าคนที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารมักทำงานหนักอยู่แล้ว ถ้าเรียกร้องให้ตัวเองทำงานหนักไปกว่านี้มันอาจจะไม่ยั่งยืน

ตอนท้ายของบทความ ผมทิ้งประโยคหนึ่งของ Kevin Kelly ไว้ว่า

“Working differently is usually more productive than working harder.”

ซึ่งเป็นประโยคที่ผมขบคิดมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาว่าจะ work differently ได้อย่างไร

แม้คำตอบของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะใช่ คือเราไม่จำเป็นต้องทำงานมากกว่าน้อง และเราไม่จำเป็นต้องมีความรู้มากกว่าน้อง

เราไม่จำเป็นต้องทำมากกว่า เพราะว่าร่างกายเราไม่เหมือนเดิม แค่นั่งนานก็ปวดหลัง แค่อดนอนก็เริ่มป่วย ปล่อยให้ลูกน้องของเราใช้พลังแห่งความหนุ่มสาวของเขาไปเถอะ

เราไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่าน้อง จริงๆ แล้วน้องต้องรู้มากกว่าเราเพราะว่าเขาอยู่หน้างาน และถ้าเขาไม่รู้อะไร เขาก็สามารถหาความรู้นั้นได้อย่างง่ายดายอยู่แล้ว

ที่สำคัญ ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปในอัตราเร่ง ความรู้ของเราที่มันเคยถูก ตอนนี้มันอาจจะผิดแล้วก็ได้ สิ่งที่ผู้บริหารยังพอจะ add value ได้ คือการเตือนน้องว่าอะไรที่มันน่าจะผิด เพราะสิ่งที่เคยผิดมันมักจะไม่กลับมาถูกได้โดยง่าย

“So knowledge grows by subtraction much more than by addition— given that what we know today might turn out to be wrong but what we know to be wrong cannot turn out to be right, at least not easily.”
-Nassim Taleb, Antifragile

เมื่อทำน้อยกว่า และรู้น้อยกว่า อะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดที่ผู้บริหารน่าจะทำได้

สำหรับผม ผมเชื่อว่ามันคือการดูแลพลังงานในร่างกายและจิตใจของเราให้ดี

เพราะผู้บริหารต้องตัดสินใจว่าเป้าหมายของทีมคืออะไร ต้องสื่อสาร และต้องดำรงสติอยู่ได้ในจังหวะที่ทุกคนกำลังสติแตก การมีหัวสมองที่ปลอดโปร่งในร่างกายที่สมบูรณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด

เมื่อเราดูแลร่างกายมาดี ใจเราก็จะดีตาม เราจะมองจะคิดอะไรได้อย่างชัดเจน ตัดสินใจได้คมขึ้น รู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด อะไรสำคัญรองลงมา และอะไรที่เป็นเพียงสัญญาณรบกวน ซึ่งนี่แหละจะเป็นจุดที่เรา contribute ให้กับทีมได้

อีกประเด็นที่สำคัญมาก คือในฐานะผู้บริหาร คำพูดและการกระทำของเรานั้นจะถูก “ทวีคูณ” (amplify) และมีผลกระทบมากกว่าที่เราคิดเสมอ

ถ้าน้องทำอะไรพลาด หรือทำแล้วไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง แค่เราพูดด้วยน้ำเสียงปกติว่ามันยังดีไม่พอ น้องก็หน้าเสียแล้ว แต่ถ้าเราพูดแรงกว่านั้น น้องก็อาจเสียใจหรือแม้กระทั่งแตกสลายโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ

ในทางกลับกัน ถ้าน้องทำอะไรดี แล้วเราชมน้องแค่นิดเดียว น้องก็หน้าบานไปได้ทั้งวัน

ดังนั้น ถ้าเรารักษาพลังงานของเราให้ดี ไม่เผลอตำหนิน้องเกินความจำเป็น และรู้ตัวว่าจังหวะไหนควรให้กำลังใจ น้องก็จะได้รับพลังงานดีๆ จากเราไป และมีสมาธิที่จะทำงานที่ได้รับมอบหมายมาอย่างเต็มที่

เมื่อเราผ่านวัยกลางคน และต้องอยู่ในตำแหน่งที่ต้องบัญชาการ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลตัวเอง ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย กินอาหารที่ดี และมีเวลาทำสิ่งที่เรารัก

ผู้บริหารคนไหนที่คุ้นเคยกับการทำงานหนักมานานและไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ผมขอชี้ชวนว่าให้คุณมาออกกำลังกายดู แล้วจะพบว่าเรา productive มากขึ้นโดยที่จำนวนชั่วโมงการทำงานไม่ต้องเพิ่ม

แถมเมื่อสุขภาพแข็งแรง เวลาเจอสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องลุยงานหนัก เราก็มีร่างกายที่พร้อมรับมือกับมันได้อย่างเต็มที่

ซึ่งย่อมดีกว่าการปล่อยปละละเลยจนร่างกายผุพังถึงจุดที่เกินเยียวยา และนำไปสู่ปัญหาและความทุกข์ที่ไม่ว่ารายได้หรือคำชื่นชมใดๆ ก็มิอาจชดเชย

เมื่อเราเป็นผู้บริหาร พลังงานจะสำคัญกว่าความรู้ครับ

ห้วงคำนึงและบางคำถาม จากประภาคารกลางมหาสมุทร (นิ้วกลมนั่งเล่า 2567)

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม 2567 ผมได้ไปฟัง “นิ้วกลมนั่งเล่า #ประภาคารกลางมหาสมุทร” ที่โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศ มาครับ

เป็นรอบสุดท้ายของสามรอบการแสดง โดยสองรอบก่อนหน้านี้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม

นี่ถือเป็นทอล์กโชว์ครั้งที่สามของพี่เอ๋ สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ หลังจากเคยจัดไปแล้วสองครั้งในปี 2559 – 10 ปี นิ้วกลม ทอล์กโชว์ไม่มีขา และปี 2566 – นิ้วกลมนั่งเล่า #ดอกไม้ในพายุหมุน ซึ่งผมไม่เคยได้ไปร่วมงานเลย

โชคดีที่ปีนี้ “พี่ปลา” แห่ง IMET MAX ช่วยจองตั๋วแบบหมู่คณะ ผมเลยมีโอกาสได้เจอเพื่อนๆ และพี่ๆ ที่เคารพชาวไอเม็ตแม็กซ์หลายคนก่อนนิ้วกลมนั่งเล่าจะเริ่ม

บทสรุปของทอล์กโชว์ครั้งนี้มีหลายคนทำเอาไว้ดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพี่แทป รวิศ หาญอุตสาหะ พี่บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ อาจารย์นภดล ร่มโพธิ์ คุณยศ สรกฤช อ้นมณี เพจ Future Trends สรุปโดยคุณภคณัฐ ทาริยะวงศ์ และเพจ Runner’s Journey

ถ้าผมจะเขียนสรุปอีกก็คงซ้ำซ้อน เลยขอจะทำบางอย่างที่ต่างออกไป

คือแทนที่จะเขียนให้คนที่ไม่ได้ไปฟังทอล์กโชว์อ่าน ผมตั้งใจจะเขียนบทความนี้ให้กับคนที่ได้ไปดูทอล์กโชว์ เพราะน่าจะพอนึกภาพตามและเข้าใจได้ไม่ยากนัก

แต่ถ้าคุณไม่ได้ไปร่วมงานก็อ่านได้เช่นกันนะครับ เชื่อว่าจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย

สิ่งที่ผมคิดและตีความ บางอย่างอาจจะเกิดขึ้นโดยความตั้งใจและวางแผนไว้แล้วของพี่เอ๋และทีมงานอีก 30 ชีวิต บางอย่างอาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ และบางอย่างผมอาจเข้าใจผิดไปไกล ซึ่งต้องขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วยครับ

จากนี้ไปคือห้วงคำนึงและบางคำถามจากงานนิ้วกลมนั่งเล่าแห่งปี 2567 ครับ


โปสเตอร์โปรโมตงานและคลื่นยักษ์นอกฝั่งคานากาวะ

โปสเตอร์งาน “นิ้วกลมนั่งเล่า #ประภาคารกลางมหาสมุทร” เห็นได้ชัดว่าได้รับแรงบันดาลใจจากหนึ่งในภาพวาดที่โด่งดังที่สุดในโลก

The Great Wave off Kanagawa หรือ คลื่นยักษ์นอกฝั่งคานากาวะ เป็นผลงานของ คัทสึชิกะ โฮคุไซ ซึ่งถูกเผยแพร่ครั้งแรกราว ค.ศ. 1831-1832 หรือเกือบ 200 ปีที่แล้ว

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ภาพสีฟ้าครามแสดงให้เห็นถึงคลื่นยักษ์จากมุมมองนอกชายฝั่งคานากาวะทางใต้ของโตเกียว หิมะที่โปรยปราย เรือประมง 3 ลำบนคลื่น กับชาวประมงราว 20 คน ที่ไม่แน่ชัดว่ากำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดหรือจำนนต่อโชคชะตา มีภูเขาไฟฟูจิซึ่งอยู่ห่างไกลและดูมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับตัวคลื่น

โปสเตอร์ทอล์กโชว์ประภาคารกลางมหาสมุทรก็มีคลื่นยักษ์นี้เช่นกัน แต่ฟูจิถูกแทนที่ด้วยประภาคาร ไม่มีชาวประมงบนเรือ แต่มีคนมากหน้าหลายตา บางคนกำลังว่ายน้ำ บางคนกำลังจมน้ำ บางคนใช้ห่วงยาง และบางคนก็อยู่บนกระดานโต้คลื่น

และถ้ามองโปสเตอร์ให้นานขึ้นอีกหน่อย ก็จะเห็นว่าในคลื่นยักษ์นั้นไม่ใช่น้ำ แต่เป็นแมว หมาจิ้งจอก ปลาหมึก นกกระสา กระต่าย เต่า และสารพัดสัตว์

ซึ่งสอดคล้องกับหนึ่งในสารสำคัญของนิ้วกลมนั่งเล่าในครั้งนี้ ว่าเราไม่ใช่คลื่น เราคือมหาสมุทร


“ไม่รู้ว่าเธอ ไม่รู้ว่าจะได้ยินเพลงนี้รึยัง อยากจะให้เธอ ช่วยมารับฟัง ว่าฉันนั้นคิดถึง”

ถ้อยคำแรกของทอล์กโชว์ครั้งนี้ ไม่ได้เปล่งออกมาจากปากของนิ้วกลม แต่เป็นเสียงเพลงที่เป็นท่อนแยกของเพลง “ช่วงที่ดีที่สุด” ของพี่บอย โกสิยพงษ์ ที่พี่ป๊อด ธนชัย ร่วมร้องกับคุณวินัย พันธุรักษ์

เวอร์ชั่นในทอล์กโชว์ มีการนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นเพลงประสานเสียงสไตล์เดอะมิวสิคัล โดยมีนักเต้นประกอบหญิง 4 ชาย 2

เมื่อจบแต่ละองก์ พี่เอ๋จะเดินไปหลังเวทีเพื่อพักเพียงครู่เดียว โดยจะมีนักแสดง 6 คนนี้ขึ้นมาพร้อมกับท่อนใดท่อนหนึ่งของเพลง “ช่วงที่ดีที่สุด” ทุกครั้ง


ทำไมถึงใส่ชุดสีนี้?

สองวันก่อนงานทอล์กโชว์ พี่เอ๋โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า

“ชวนทุกคนใส่เสื้อสีฟ้าครามน้ำเงินขาวมาเนรมิตโรงละครให้เป็น ‘มหาสมุทร’​ กันนะคร้าบบบ’

ซึ่งเท่าที่ผมดูรอบกาย แทบทุกคนที่มาร่วมชมก็ใส่เสื้อเข้าธีมเป็นอย่างดี

เลยอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมพี่เอ๋ถึงใส่ชุดสีเหลืองมัสตาร์ดทั้งท่อนบนท่อนล่าง

พี่เอ๋ก็รู้ตัวว่าคนดูน่าจะมีคำถามนี้ แถมยังยิงมุกใส่ตัวเองด้วยว่าแต่งตัวเหมือนหลวงจีน พร้อมทั้งโชว์ให้ดูว่าข้างในยังใส่เสื้อยืดและถุงเท้าสีฟ้า

แต่พี่เอ๋ก็ไม่ได้เฉลยอยู่ดีว่าทำไมถึงเลือกใส่ชุดแบบนี้

ขอบคุณภาพจากเพจ Roundfinger

ทำไมถึงเล่าเรื่องผี?

มาฟังนิ้วกลมนั่งเล่า ใครจะนึกว่าเรื่องแรกที่พี่เอ๋เล่าคือเรื่องหลอนๆ ในอินเดีย

พี่เอ๋และคณะไปถ่ายทำรายการหนึ่งในเมืองที่ห่างไกล น้องคนหนึ่งชื่อแป้งที่ร่วมคณะไปด้วยนั้นมีจิตสัมผัส มองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นตามถนนที่รถขับผ่าน

กว่าจะถึงที่พักก็มืดค่ำแล้ว แถมโรงแรมก็เก่าและบรรยากาศวังเวงมาก หลังจากรับประทานอาหารเสร็จก็เข้าห้องพัก ทีมงานส่วนใหญ่นอนบนพื้น และให้พี่เอ๋กับพี่อีกคนนอนบนเตียงที่ขนาดใหญ่เกินสองคน พี่เอ๋ไม่อยากให้มีที่ว่างตรงกลาง เลยพยายามเอากระเป๋าเอาอะไรมากองๆ ไว้

ตอนรุ่งเช้า หลังจากเช็คเอาท์แล้ว น้องแป้งเล่าให้ฟังว่า ที่ว่างบนเตียงนั้น น้องเขาเห็นมีคนอื่นมานอนอยู่ด้วยนะ


พี่โน้ตทำได้ไง?

ความรู้สึกหนึ่งตอนที่ฟังพี่เอ๋เล่าเรื่องข้างบน คือคิดถึงพี่โน้ต อุดม ที่ชอบเอาเรื่องผีมาเล่าในเดี่ยวไมโครโฟนหลายต่อหลายภาค

สังเกตได้ว่าพี่เอ๋และทีมงานเตรียมความคิด สคริปต์ และการซ้อมมาหนักมาก ถึงกระนั้นแล้วก็ยังจำเป็นต้องมีจอมอนิเตอร์บนเวทีให้พี่เอ๋คอยชำเลือง ผมไม่แน่ใจว่าบนจอมีข้อความอะไรบ้าง แต่ก็ขอเดาเอาเองว่าน่าจะเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญๆ ของเรื่องราวที่กำลังเล่าอยู่

แล้วผมก็นึกถึงการไปชมเดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกของผมเมื่อ 2 ปีที่แล้ว คืองานเดี่ยว 13

พี่โน้ตกับเก้าอี้หนึ่งตัวและไมโครโฟนหนึ่งตัว นอกนั้นไม่มีอะไรอื่น และพี่โน้ตก็พูดคนเดียวเกือบ 4 ชั่วโมงเต็มในพารากอนฮอลล์ที่มีความจุ 5000 คน หรือใหญ่กว่าสยามพิฆเนศ 5 เท่า

ต้องเทพขนาดไหนถึงจะทำแบบพี่โน้ตได้ ในฐานะนักพูดและศิลปินทอล์กโชว์ชาวไทย ผมว่าพี่โน้ตน่าจะเป็น GOAT (Greatest of All Time) ที่ยังไม่มีวี่แววว่าใครจะมาทดแทนได้เลย

เมื่อเดือนที่แล้วผมได้ไปดูคอนเสิร์ต Everybodyslam ก็คิดเหมือนกันว่าต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าเมืองไทยจะมีวงร็อคระดับบอดี้สแลมได้อีก

พี่เบิร์ด ธงไชย ก็เป็น GOAT อีกหนึ่งท่าน สมัยพีคๆ คอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดตอน “ความสุข ความทรงจำ ไม่มีที่สิ้นสุด” ถูกจัดไป 29 รอบ คนดูทั้งหมด 58,000 คน

ได้แต่บอกตัวเองว่า อย่าเห็น GOAT เป็นของธรรมดา วันหนึ่งเขาเลิกราไปแล้วเราจะเสียดายที่มีโอกาสแล้วเราไม่ได้ไปเชยชม


พี่เอ๋ทำได้ไง?

แขกรับเชิญที่ผมชอบมากที่สุด (ที่จริงก็มีคนเดียวน่ะนะ) ก็คืออาจารย์ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง

อาจารย์ตุลขึ้นเวทีมา พลังงานของโชว์เปลี่ยนเลย ผมเคยเจอไม่กี่คนที่มี presence บนเวทีระดับนี้ คนล่าสุดที่จำได้คือคุณกอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ ที่ยกระดับพลังงานในคอนเสิร์ตของแสตมป์ อภิวัชร์ “ด้วยรักและแอบดี” เมื่อ 2 ปีที่แล้ว

อาจารย์ตุล เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เชี่ยวชาญในประเด็นปรัชญาอินเดียและศาสนาฮินดู

อาจารย์ตุลเล่าให้คนดูฟังว่า พี่เอ๋เลือกวันแสดงโดยไม่ได้ดูปฏิทินจีนเลยว่าวันนี้ (18 สิงหาคม) เป็นวันสารทจีน ซึ่งทุกปีอาจารย์ตุลจะต้องจัดเตรียมอาหารเป็นอย่างดีเพื่อไหว้บรรพบุรุษของตระกูล “อุ่ยเต็กเค่ง” ตั้งแต่รุ่นพ่อจนถึงรุ่นพ่อของเทียด กว่าจะจัดอาหารเสร็จก็ต้องรีบบึ่งมาขึ้นเวทีของงานนี้ที่เริ่มตอนบ่ายโมง

อาจารย์ตุลยังทักอีกว่า รู้มั้ย เวลาจัดงานมหรสพในวันสารทจีนเนี่ย เขาจัดให้ผีดู พี่เอ๋ก็เลยแซวคนดูว่า ที่นั่งตรงไหนว่างก็ให้ชำเลืองไว้ด้วยนะครับ (เป็นการอ้างอิงถึงที่ว่างบนเตียงในโรงแรมอันวังเวงของอินเดียที่น้องแป้งเห็นอะไรบางอย่าง)

นี่อาจเป็นช่วงที่สนุกที่สุดของโชว์ แต่ความประทับใจของผมคือมิตรภาพของสองคนนี้ที่เคยเป็นคนแปลกหน้า แถมยังเคยไม่ชอบหน้ากันมาก่อนอีกด้วย

ก่อนจะรู้จักกันเป็นการส่วนตัว เวลาอาจารย์ตุลอ่านงานของนิ้วกลมแล้วก็รู้สึกว่าทำไมนิ้วกลมต้อง romanticize มันไปซะทุกเรื่อง อาจารย์ตุลก็เลยแขวะงานของนิ้วกลมบนโซเชียลเป็นประจำ ส่วนพี่เอ๋เองก็ชอบเข้าไปส่องเพราะอยากรู้ว่าคนที่ไม่ชอบนิ้วกลมเขียนถึงเขาอย่างไรบ้าง

อยู่มาวันหนึ่งเมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว มีเหตุให้ต้องสัมภาษณ์อาจารย์ตุลพอดี พี่เอ๋ก็เลยใจดีสู้เสือขอเป็นคนเข้าไปคุยเอง ส่วนอาจารย์ตุลพอรู้ว่านิ้วกลมจะมาสัมภาษณ์ก็ลับมีดรอเอาไว้เลยเหมือนกัน

ผมไม่รู้ว่าพี่เอ๋ทำอะไรถึงทำให้อาจารย์ตุลค่อยๆ แปลงร่างจากคนที่เคยหมั่นไส้ให้กลายมาเป็นมิตร และพร้อมมาถ่ายรายการอย่าง “นิ้วกลมดมโรตี” อยู่หลายตอน รวมถึงยอมกระหืดกระหอบมาขึ้นเวทีในวันที่ต้องเซ่นไหว้บรรพบุรุษ 5 รุ่น

ก่อนจะลงจากเวที อาจารย์ตุลกับนิ้วกลมยืนกอดกันตัวกลมและยาวนาน

การได้กอดคนที่เคยไม่ชอบหน้าเรา น่าจะเป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่หาได้ยากยิ่ง


แตกต่างที่เหมือนกันของมิเกลันเจโล ปู่จิโร่ และลามะทิเบต

พี่เอ๋เชื่อว่า “ชีวิตคือโมเมนต์” ที่ต่อกันไปเรื่อยๆ

หนึ่งในโมเมนต์ที่ตราตรึงพี่เอ๋ที่สุด ก็คือตอนที่เยือนนครวาติกัน และได้ยลโฉม Sistine Chapel ของมิเกลันเจโล (Michelangelo)

คนไทยส่วนใหญ่จะเรียกศิลปินผู้นี้ว่าไมเคิลแองเจโล แต่อาจารย์ของพี่เอ๋ขอให้เรียกชื่อโดยออกเสียงตามภาษาบ้านเกิดของเขา

มิเกลันเจโลใช้เวลาวาดจิตรกรรมฝาผนังขนาดใหญ่กว่าสนามบาสเกตบอล บนเพดานที่สูงเท่ากับตึก 6 ชั้น ตั้งแต่ปี 1508-1512

ใช้เวลาสร้างงาน 4 ปี แต่ผลงานอยู่ยืนยาวถึง 500 ปี

ผมฟังแล้วก็สะท้อนใจ ว่างานที่ผมทำอยู่ทุกวันนี้จะมีประโยชน์ถึง 5 ปีหรือแม้กระทั่ง 5 เดือนหรือไม่ เพราะทุกอย่างเป็นอิเล็กทรอนิกส์ไปเสียหมด

แต่ผมก็ใจชื้นขึ้นเมื่อพี่เอ๋เล่าถึงการทำ “มันดาลา” หรือ mandala ของพระทิเบต

ลามะ (ชื่อเรียกของพระทิเบต) จะนำเม็ดทรายมาย้อมสี จากนั้นจะค่อยๆ ช่วยกันโปรยทรายอย่างแช่มช้าเพื่อสร้างรูปวิจิตรบรรจงบนพื้นหรือบนกระดาน ซึ่งต้องใช้เวลานานอยู่หลายวัน

เมื่อทำเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการสวดมนต์ภาวนา และจบด้วยการกวาดทรายนั้นทิ้งไป เหลือไว้เพียงความว่างเปล่า ฟังดูก็น่าเสียดายเมื่อมองจากสายตาปุถุชนว่าทำไมถึงไม่เก็บไว้ให้นานกว่านี้หน่อย

แต่มันคือปริศนาธรรมที่บอกว่า mandala ก็ไม่ต่างอะไรกับชีวิต ที่เริ่มต้นด้วยความว่างเปล่า และจบลงด้วยความว่างเปล่า

พี่เอ๋ยังเล่าถึง “ปู่จิโร่” พระเอกในหนังสารคดี “Jiro Dreams of Sushi” ที่ใช้เวลากว่า 70 ปีในการสรรหาวิธีที่จะทำซูชิที่อร่อยที่สุดในโลก

และเพื่อให้ซูชิอร่อยที่สุด เมื่อปั้นเสร็จแล้วควรกินทันทีก่อนที่อุณหภูมิจะเพี้ยนไปจาก 32.22 องศา

Sistine Chapel ใช้เวลา 4 ปีในการสร้างและอยู่ยืนยาวมา 500 ปี

Mandala ใช้เวลา 4 วันในการสร้าง และอาจอยู่ได้เพียง 50 นาที

ซูชิของปู่จิโร่ อาจใช้เวลา 40 วินาทีในการปั้น และอยู่ได้เพียง 5 วินาทีก่อนจะหมดความเป็นซูชิ

แต่ผมไม่คิดว่าซูชิแต่ละคำที่ปู่จิโร่บรรจงปั้นนั้นจะมีคุณค่าน้อยกว่าภาพสรวงสวรรค์ที่มิเกลันเจโลบรรจงวาด

“งาน” ที่เราสร้างขึ้นมาอาจเกิดขึ้นและดับไปตามธรรมดาของโลก แต่แรงกระเพื่อมที่มันก่อให้เกิดในใจคนแม้เพียงชั่วขณะหนึ่งก็อาจคุ้มค่าแล้วก็ได้


“ที่ปัญหาเรามันใหญ่ เพราะพันธกิจเราเล็กเกินไปรึเปล่า?”

ประโยคนี้เป็นประโยคที่ผมชอบที่สุดในประภาคารกลางมหาสมุทร (แถมยังเป็นประโยคที่พี่เอ๋ไม่ได้เอาขึ้นจอด้วย)

เพราะประโยคนี้อธิบายได้ชัดเจน ว่าทำไมปู่จิโร่ถึงยังปั้นซูชิจนถึงวัย 90 ปี และทำไมมิเกลันเจโลถึงหลังขดหลังแข็งวาดรูปอยู่ถึง 4 ปีบนเพดานที่สูงเท่ากับตึก 6 ชั้น

เรามองว่าปัญหามันใหญ่ เพราะเราเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็เลยรู้สึกว่าเหนื่อยจังเลย ทำไมฉันต้องมาเหนื่อยอะไรขนาดนี้ด้วยเนี่ย

แต่ถ้า mission ของเรามันใหญ่มากพอ แม้ความเหนื่อยมันจะไม่ได้ลดลง แถมบางครั้งยังอาจเหนื่อยมากขึ้นด้วยซ้ำ แต่ความตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเองจะทำให้เราไม่ค่อยสนใจ ‘แผลเล็กๆ’ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

เมื่อเรารู้ว่าเราทำเพื่ออะไร และเราทำเพื่อใคร เราจะมีพลังใจฝ่าฟันทุกอุปสรรค


ภาพแห่งความสุขมีมากกว่าหนึ่งคน

ก่อนงานเริ่มพี่เอ๋มีให้ผู้ชมทางบ้านส่งรูป “ช่วงที่ดีที่สุด” ในชีวิตมา

และในช่วงสุดท้ายของทอล์กโชว์ ภาพแห่งความสุขความทรงจำมากมายก็พรั่งพรูขึ้นสู่จอ

ทั้งภาพแม่เล่นกับลูก ปู่เล่นกับหลาน นิสิตในชุดครุยกับคุณแม่ที่ภาคภูมิใจ แขนสองท่อนของพ่อกับลูก ก๊วนเพื่อนสมัยมัธยม รวมถึงภาพนิ้วกลมกับคุณแม่

ไม่มีแม้แต่ภาพเดียวที่มีแค่หนึ่งคนอยู่ในนั้น ไม่มีแม้แต่ภาพเดียวที่เป็นภาพวิว

สมัยที่ผมยังเรียนหนังสือ โลกยังมีแต่กล้องฟิล์ม การจะถ่ายภาพแต่ละภาพต้องคิดแล้วคิดอีก หลายครั้งที่เห็นภาพวิวสวยๆ อย่างพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและสายรุ้ง ผมก็จะลั่นชัตเตอร์เก็บความประทับใจนั้นเอาไว้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พอกลับมาดูรูปวิวที่เคยตรึงตรา มันกลับไม่ได้ปลุกเร้าความทรงจำสักเท่าไหร่

ภาพเก่าๆ ที่จะปลุกเร้าความสุขได้มากที่สุด มักจะเป็นภาพที่เราได้ใช้เวลาร่วมกับใครบางคนเสียมากกว่า

พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เคยเขียนไว้ในหนังสือ ONE MILLION ปัญญาหนึ่งถึงร้อยหมื่น ว่า

E = mc2

“One magical Moment in the right Context and the right Culture powers endless Energy.”

โมเมนต์มหัศจรรย์ ในบริบทที่เหมาะสมและคนที่ใช่ จะสร้างพลังได้มากมายไม่สิ้นสุด

ฉากจบของทอล์กโชว์ คือภาพ “ช่วงที่ดีที่สุด” ที่มีเพลง “ช่วงที่ดีที่สุด” ขับกล่อม ภาพนับร้อยค่อยๆ ร้อยเรียงเป็นวงกลมและหมุนวนไป ชวนให้นึกถึงกระแสวังน้ำวนในโปสเตอร์โปรโมตทอล์กโชว์นี้

“ฉันนั้นไม่ได้มีเธออยู่ข้างๆ เหมือนวันที่เราเคยเดินข้ามผ่าน ทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างมาด้วยกัน

นับเป็นช่วงชีวิตที่ดีที่สุด แม้เป็นแค่เพียงเวลาสั้นๆ แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับฉัน เพราะเธอ”


หรือนิ้วกลมจะไม่ได้จัดทอล์กโชว์นี้ให้เราฟัง?

16 ปีที่แล้ว สมัย YouTube เพิ่งเริ่มมีชื่อเสียง วีดีโอตัวหนึ่งที่ดังและไวรัลจนมีคนดูถึง 1 ล้านวิว คือวีดีโอชื่อ “Randy Pausch Last Lecture: Achieving Your Childhood Dreams” ที่พูดให้กับ Carnegie Mellon University

ขึ้นเวทีมา เพาช์ก็ออกตัวว่าเขาเป็นมะเร็งตับและจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 6 เดือน นี่อาจจะเป็นการเลกเชอร์ครั้งสุดท้ายของเขาจริงๆ ก็ได้

เพาช์พูดถึงคอนเซ็ปต์ head fake ในเกมอเมริกันฟุตบอล ที่ผู้เล่นจะหันไปทางหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วตัววิ่งไปอีกทางหนึ่ง มันคือเทคนิคล่อหลอกฝ่ายตรงข้ามให้ตั้งตัวไม่ติด

ใน 30 วินาทีสุดท้ายของการพูด 75 นาที เพาช์ถามคนดูว่า

“Have you figured out the head fake?”

คุณรู้ตัวรึยังว่าผมหลอกคุณเรื่องอะไร

แล้วเพาช์ก็เฉลยว่า หัวข้อในวันนี้ไม่ใช่เรื่องการทำความฝันวัยเด็กให้เป็นจริง แต่เป็นเรื่องที่ว่าเราควรใช้ชีวิตอย่างไร เพราะถ้าเราใช้ชีวิตได้อย่างถูกต้อง ความฝันจะเดินทางมาหาเราเอง

แล้วเพาช์ก็ถามคนดูอีกครั้งว่า

“Have you figured out the second head fake?”

คุณรู้ตัวรึยังว่าเรื่องที่สองที่ผมหลอกคุณคือเรื่องอะไร?

และเพาช์ก็กล่าวประโยคสุดท้ายก่อนลงจากเวทีว่า

“This talk is not for you. It’s for my children.”

วันนี้ผมไม่ได้มาพูดให้คุณฟัง ผมพูดเอาไว้ให้ลูกๆ ได้ฟังในวันข้างหน้าต่างหาก

(ณ ตอนนั้นลูกทั้งสามของเพาช์อายุ 5 ขวบ 2 ขวบ และ 18 เดือน)

หลังดูประภาคารกลางมหาสมุทรจบ ผมอดคิดไม่ได้ว่าพี่เอ๋อาจไม่ได้จัดทอล์กโชว์นี้ให้พวกเรา

พี่เอ๋น่าจะจัดทอล์กโชว์นี้ให้แม่ของเขาที่เสียไปเมื่อตอนต้นปี

เมื่อมองผ่านเลนส์นี้ ทุกคำถามที่เกิดขึ้นระหว่างทางจะมีคำอธิบายหมดเลย

ทำไมประโยคแรกที่ทุกคนได้ยินคือ “ไม่รู้ว่าเธอ ไม่รู้ว่าจะได้ยินเพลงนี้รึยัง อยากจะให้เธอ ช่วยมารับฟัง ว่าฉันนั้นคิดถึง”

ทำไมพี่เอ๋ถึงใส่ชุดสีเหลืองมัสตาร์ด

ทำไมพี่เอ๋ถึงเริ่มต้นทอล์กด้วยการเล่าเรื่องผีและที่ว่างบนเตียง

ทำไมอาจารย์ตุลถึงบอกว่ามหรสพวันสารทจีนนั้นเขาจัดให้ผู้ล่วงลับได้รับชม

รอบที่ผมไปดู เป็นการแสดงรอบสุดท้าย พี่เอ๋เลยขอทำสิ่งที่ไม่ได้ทำในรอบการแสดงทั้งสองรอบก่อนหน้า นั่นคือการถ่ายเซลฟี่จากเวทีลงมา มีพี่เอ๋อยู่ด้านหน้า และคนดูอยู่ข้างหลัง

เมื่อมองภาพถ่ายนี้ มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่งที่พาผมคิดไปไกล

ว่าพี่เอ๋อาจจะจองเก้าอี้ตัวนี้ไว้ให้คุณแม่มานั่งดูครับ

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊กของ Sarawut Hengsawad

กฎแห่งการย้อนศร

ในการฝึกฝนของหน่วยซีล (SEAL) มีสิ่งที่เรียกว่า Drownproofing

Drown คือการจมน้ำ

Proof แปลว่า “ป้องกัน” หรือ “ทนต่อ” เช่นคำว่า bullet-proof jacket คือเสื้อกันกระสุน sound-proof room คือห้องเก็บเสียง

Drown-proofing ก็คือ “การฝึกไม่ให้จมน้ำ” ซึ่งจำลองสถานการณ์ว่าถ้าหน่วยซีลได้รับบาดเจ็บในการสู้รบจนขยับแขนหรือขาไม่ได้ แล้วสถานการณ์บังคับให้ต้องตกลงไปในน้ำ จะเอาตัวรอดได้อย่างไร

ผู้ฝึกจะจับนักเรียนไพล่มือเอาไว้ข้างหลัง แล้วมัดข้อมือข้อเท้าเอาไว้ จากนั้นก็ผลักนักเรียนลงไปในสระว่ายน้ำลึก 9 ฟุตหรือประมาณ 2.75 เมตร

หน้าที่ของนักเรียนคือต้องอยู่รอดให้ได้เป็นเวลา 5 นาที

นักเรียนส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ยิ่งพยายามขยับตัวเพื่อให้หัวโผล่พ้นน้ำเท่าไหร่ก็ยิ่งจม หลายคนตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูกและร้องตะโกนโหวกเหวกให้คนมาช่วย หลายคนจมน้ำจนหมดสติจนต้องใช้บริการหน่วยกู้ชีพ

แต่ก็มีนักเรียนส่วนหนึ่งที่ผ่านบททดสอบนี้มาได้ เพราะพวกเขาทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสัญชาตญาณ

แทนที่จะพยายามดิ้นรนเพื่อจะลอยตัวให้อยู่เหนือน้ำ เขาจะปล่อยให้ตัวเองจมลงไปจนถึงก้นสระ แล้วเอาเท้าถีบตัวเองจากพื้นสระเพื่อให้ตัวค่อยๆ ลอยกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ เมื่อหัวโผล่พ้นน้ำ ก็รีบหายใจเข้าปอดหนึ่งเฮือก ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยตัวเองให้จมลงสู่ก้นสระอีกครั้ง ทำอย่างนี้วนไปจนครบเวลา 5 นาที

คนที่จะผ่านบททดสอบ drownproofing จึงไม่จำเป็นต้องว่ายน้ำเป็น

จริงๆ คนที่จะผ่านบททดสอบนี้ได้ คือคนที่ฝืนตัวเองให้ไม่ว่ายน้ำเลยด้วยซ้ำ

ยิ่งพยายามลอย เรายิ่งจม แต่พอเราทำใจว่ายังไงก็ต้องจม เรากลับลอยขึ้นมาได้

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Backwards Law หรือกฎแห่งการย้อนศร ที่ Mark Manson เขียนเอาไว้ในหนังสือเล่มแรกของเขา

กฎนี้เคยมีคนพูดถึงมาก่อนแล้วคือ Alan Watts นักปรัชญาชาวอังกฤษผู้ล่วงลับ

กับของบางอย่าง ยิ่งพยายามยิ่งห่างไกลจากเป้าหมาย

เช่นเวลาเรานอนไม่หลับ ยิ่งพยายามหลับยิ่งนอนไม่หลับ

อีกตัวอย่างก็เช่นความสุข ถ้าเราอยู่เฉยๆ ก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไร แต่เมื่อใดก็ตามที่เราอยากมีความสุข เราจะเริ่มทุกข์ขึ้นมาทันที

ความรักก็อยู่ภายใต้กฎย้อนศรเช่นกัน ยิ่งเราพยายามทำให้อีกฝ่ายรักเรา ตามตื๊อและยอมเขามากเท่าไหร่ เรายิ่งดูไร้เสน่ห์มากขึ้นเท่านั้น

คนบางคนแสวงหาการยอมรับและความชื่นชม แต่ยิ่งตีฆ้องร้องป่าวในความดีงามของตัวเอง ก็ยิ่งสร้างความรู้สึกคลางแคลงใจให้คนที่พบเห็น

คนบางคนอยากมีอิสรภาพ อยากทำอะไรก็ได้ตามใจฉัน แต่ยิ่งเราอยากมีอิสรภาพมากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกขาดอิสรภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่หากเราเลือกที่จะตัดช้อยส์ตัวเองลงและมีวินัยมากขึ้น เรากลับไม่รู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อจำกัดอีกต่อไป

สำหรับหลายคนคงไม่ชินกับวิธีคิดแบบกฎย้อนศร เพราะเราคนไทยถูกสอนมาตลอดว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น ซึ่งมีประโยชน์และใช้ได้กับสถานการณ์ส่วนใหญ่ – แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด

ถ้าเราค่อยๆ พิจารณาแล้วพบว่าเรื่องบางเรื่องเราพยายามเต็มที่แล้วก็ยังไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ก็อาจไม่เสียหายที่จะลองทำอะไรที่ต่างออกไป

ให้ระลึกถึงคำของไอน์ไสตน์ที่เคยบอกไว้ว่า มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่มุ่งมั่นทำสิ่งเดิมๆ แล้วคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ใหม่ๆ

กฎย้อนศรอาจนำมาใช้ได้กับสถานการณ์บ้านเมืองด้วยนะครับ

หลายคนอาจรู้สึกขัดอกขัดใจกับการเมืองไทยเมื่อเห็นความเป็นไปในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่ถ้าเราไม่ได้ถอดใจถึงขนาดจะย้ายประเทศ เราก็ต้องหาทางอยู่กับมันไปให้ได้

แม้จะรู้สึกเหมือนนักเรียนหน่วยซีลที่ถูกมัดแขนขาเอาไว้แล้วถูกผลักลงน้ำ พยายามดิ้นรนเอาหัวพ้นน้ำแล้วแต่เหมือนสถานการณ์กลับแย่ลง

แต่ถ้าเราทำใจไว้เลยว่ายังไงก็อาจต้องยอมปล่อยตัวให้ลงถึงก้นสระ

เมื่อนั้นเราอาจพบหนทางที่จะรักษาตัวเองไว้ได้ไปอีก “5 นาที” ต่อจากนี้ครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก The Backwards Law – Why the Best Things in Life Must Be Let Go by Mark Manson