ปรานีต่อตัวเองบ้าง

สมัยเด็กๆ ผมดูวีดีโอคอนเสิร์ต “แบบเบิร์ดเบิร์ด” จบไปหลายรอบมาก

ตอนจบคอนเสิร์ตพี่เบิร์ดมักจะพูดว่า

“เบิร์ดจะดูแลธงไชย แมคอินไตย์ของทุกคนให้ดีที่สุด”

แม้จะฟังดู cheesy อยู่บ้าง แต่ก็เป็นประโยคที่เวิร์คมาก ผมถึงยังจำได้จนถึงทุกวันนี้

เพราะพี่เบิร์ดรู้ตัวว่ามีคนรักเขาอยู่เยอะแยะ และสิ่งที่เขาทำนั้นสร้างความสุขให้กับผู้คนได้มากแค่ไหน หนึ่งในหน้าที่สำคัญนอกจากการร้องเพลงก็คือการดูแลสุขภาพและประคับประคองตัวเพื่อที่จะได้อยู่ในวงการบันเทิงที่แสนจะไม่แน่นอนนี้ไปได้นานๆ

ผ่านมาจะสี่สิบปีแล้ว พี่เบิร์ดก็ยังรักษาคำพูดนั้น
แล้วเราล่ะ ดูแลตัวเองดีแค่ไหน

เรานอนหลับเพียงพอรึเปล่า มีเวลาทานข้าวบ้างมั้ย ได้ปฏิสัมพันธ์กับใครนอกจาก 3จ. – จอคอม จอมือถือ จอโทรทัศน์บ้างรึเปล่า

ด้วยโซเชียลมีเดีย ด้วยชุดความคิดที่แพร่หลาย มันทำให้เรากลายเป็นคนแบบไหน ใช่คนที่เราอยากอยู่ด้วยรึเปล่า

ถ้าวิ่งแล้วเหนื่อยก็เดินบ้าง ถ้าทำงานไม่ได้ตามเป้าก็อย่าไปตีอกชกตัว เราไม่ใช่มนุษย์ที่เพอร์เฟ็กต์ เราก็เหมือนกับทุกคนที่ยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ

เรายังมีคนรักอยู่เยอะแยะ เรายังต้องทำให้คนรอบข้างมีความสุข แต่ก่อนจะทำอย่างนั้นได้เราต้องโอเคกับตัวเองก่อน

ปรานีต่อตัวเองบ้าง มีเมตตาต่อตัวเองบ้าง ใส่ใจตัวเองบ้าง

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วเราจะไปดูแลใครไหว

เพราะถ้าเราไม่ดูแลตัวเอง แล้วใครจะอยากดูแลเรา จริงมั้ยครับ?

แนวทางสำหรับคนไม่ชอบเอาชนะ

เพจหรือเว็บไซต์ที่สร้างแรงบันดาลใจ มักจะบอกให้เราตั้งเป้าหมายที่ท้าทาย ปรับทัศนคติให้เข้มแข็ง ไม่มีอะไรที่เราตั้งใจแล้วจะทำไม่ได้

ซึ่งผมก็พบว่าแนวทางแบบนี้อาจจะเหมาะกับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

สำหรับคนที่ไม่ได้หิวกระหายชัยชนะ ไม่ได้อยากรวยอยากมี ไม่ได้มีความมุ่งมั่นระดับที่ถ้าไม่ได้ก็จะไม่เลิก มันน่าจะมีแนวทางอื่นที่จะมีชีวิตที่โอเคโดยไม่ต้องฝืนตัวเองเกินไป

เหล่านี้คือแนวทางที่ผมลองผิดลองถูกแล้วพบว่าเวิร์คกับตัวเอง เลยอยากเอามาแชร์เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

ตั้งเป้าหมายให้ง่ายที่สุด

  • ไม่ต้องวิดพื้นให้ได้ 60 ทีหรอก แค่วันนี้วิดได้ 5 ทีก็พอ
  • ไม่ต้องวิ่งให้ครบ 5 กิโลหรอก แค่วิ่งๆ เดินๆ ซัก 500 เมตรก็พอ
  • ไม่ต้องเปิดเพจให้มีคนตามเป็นหมื่นคนหรอก แค่เขียนให้ได้สัปดาห์ละตอนก็พอ

ทำเล่นๆ

  • ลองทำดูเล่นๆ อย่าคิดเยอะ อย่าไปจริงจังมากไป ถ้าลองแล้วเวิร์คก็ทำต่อ ไม่เวิร์คก็แค่เลิกทำ
  • ไม่ต้องประกาศออกสื่อว่าจะทำอะไร ถ้าพลาดก็จะได้ไม่เขิน ถ้าทำสำเร็จแล้วอยากจะอวดก็ยังไม่สาย

แก้ที่ทางเข้า

  • ถ้าการตื่นแต่เช้ามันยากนัก ลองนอนให้เร็วขึ้น แล้วการตื่นเช้ามันจะง่ายเอง
  • ถ้าใช้เงินเดือนให้มีเหลือเก็บมันยากนัก ก็ให้บริษัทหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปก่อน เราก็จะมีเงินเก็บโดยไม่ต้องพยายาม
  • ขึ้นไฟล์ใหม่ให้เซฟไฟล์ก่อน ไฟล์จะได้ไม่หาย, เขียนเมลใหม่ให้ใส่ attachment ก่อน จะได้ไม่ลืม

ไม่ต้องทำอะไรฉลาดๆ ก็ได้ แค่อย่าทำอะไรโง่ๆ ก็พอ

  • Charlie Munger คู่หูของ Warren Buffett กล่าวว่า “It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”
  • ไม่อดนอน ไม่กินอาหารขยะเยอะเกินไป ไม่อั้นเวลาปวดห้องน้ำ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้าเยอะเกินไป
  • ไม่ต้องพยายามเป็นหัวหน้าที่ดี แค่อย่าเป็นหัวหน้าที่แย่ก็ช่วยได้มากแล้ว
  • เวลาจะลงทุนอะไร อย่าให้ความโลภบังตา ไม่ว่าผลตอบแทนจะเยอะแค่ไหนก็ไม่คุ้ม ถ้ามันต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่เงินเก็บส่วนใหญ่ของเราจะสูญทั้งหมด

บางคนเป็นม้าตีนต้น-บางคนเป็นม้าตีนปลาย

  • ไม่ต้องเอาชีวิตไปเทียบกับใคร เพราะคนเราเกิดมาไม่เท่ากันอยู่แล้ว
  • บางคนการงานอาจจะรุ่งโรจน์ แต่เรื่องครอบครัวอาจจะมีปัญหา บางคนอาจมีเงินทองมากมาย แต่สุขภาพย่ำแย่
  • แต่ละคนมีบุญเก่าของตัวเอง และแต่ละคนก็มีวิบากของตัวเอง
  • หน้าที่ของเราคือการวิ่งไปตามความเร็วที่เหมาะสม ไม่ต้องแข่งกับใคร ไม่ต้องแข่งกับตัวเองด้วย ไม่งั้นมันจะเค้นและเครียดเกินไป เพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์ บางวันก็ท็อปฟอร์ม บางวันก็ฟอร์มตก ทำได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น ถ้าทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ดีขึ้นเอง

เป็นคนที่รอได้

  • เรื่องดีๆ นั้นใช้เวลาเสมอ มีแต่เรื่องแย่ๆ เท่านั้นที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน
  • ธรรมชาติมีจังหวะจะโคนของมัน มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่ชอบทำอะไรฝืนธรรมชาติ
  • ไอน์สไตน์บอกว่าสิ่งที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาลคือ compound interest และปัจจัยที่สำคัญที่สุดของดอกเบี้ยทบต้นก็คือเวลา
  • 99% ของทรัพย์สินของ Warren Buffet เกิดขึ้นหลังเขาอายุครบ 60 ปี นี่คือพลังของ compound interest
  • สร้างนิสัยที่เหมาะสมที่ปูทางให้ชีวิตเราดีขึ้นวันละ 1% แล้วรอดู compound interest ทำงานครับ

หวังว่าบางส่วนของแนวทางเหล่านี้จะเหมาะกับผู้อ่านสายชิลล์นะครับ

ทำงานหนักแค่ไหนไม่สำคัญเท่าทำงานอะไร

“Work as hard as you can. Even though who you work with and what you work on are more important than how hard you work.”

-Naval Ravikant

เรามีคนทำงานหนักมากมายที่ชีวิตยังใช้เงินเดือนชนเดือน

ในขณะเดียวกัน ก็ไม่เคยมีใครมานั่งถามว่าคนอย่าง Warren Buffett ทำงานหนักแค่ไหน

การทำงานหนักหรือ work hard จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ แต่ยังมีอีกหลายตัวแปรที่ส่งผลต่อผลลัพธ์

งานที่เราทำคืออะไร มันส่งผลแค่ไหน เจ้านายเห็นคุณค่า ลูกค้า appreciate รึเปล่า

แน่นอนว่าหลายครั้งเราก็ไม่มีสิทธิ์เลือกงาน งานที่คุณค่าต่ำ ถ้าไม่มีใครทำ เราก็ยังจำเป็นต้องทำอยู่ดี

ขอเพียงแต่ให้เรามีความเข้มแข็งพอ ที่จะไม่ปล่อยให้งานที่คุณค่าต่ำมาเบียดบังเวลาของเราจนไม่มีเวลาทำงานคุณค่าสูง

งานคุณค่าต่ำมันมีข้อดีตรงที่มันง่าย ไม่ต้องออกแรงสมองอะไรมาก ใช้แต่แรงกายอย่างเดียว

งานคุณค่าสูง อาจจะใช้แรงกายพอๆ กับหรือน้อยกว่างานคุณค่าต่ำด้วยซ้ำ แต่มันต้องใช้แรงใจมหาศาล

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า สุดท้ายก็เหนื่อยเท่ากันและใช้เวลาเท่ากัน เราก็อาจจะพอกัดฟันทำงานที่คุณค่าสูง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มเหนื่อยมากกว่าที่เคยครับ

ดีเกินดีคือไม่ดี

น้ำหนึ่งแก้วย่อมดับกระหาย น้ำป่าไหลหลากอาจจบชีวิตเราได้

ฝรั่งมีสำนวนที่ว่า too much of a good thing

สิ่งที่เราอยากได้ ถ้ามีมากเกินไปก็กลายเป็นลบ

มีลูกค้ามากเกินไปจนดูแลได้ไม่ทั่วถึง

มีชื่อเสียงมากเกินไปจนกลายเป็นกระแสตีกลับเมื่อเราพลาด

มีความรักมากเกินไปก็กลายเป็นวิตกกังวล

มีเวลาว่างเยอะเกินไปจนกลายเป็นคนฟุ้งซ่าน

ทุกสิ่งที่เราแสวงหา จึงต้องระวังอย่าให้เกินเลย

เราอาจหมดวัยที่จะกินบุฟเฟ่ต์แล้ว

เมื่อวานนี้มีน้องในทีมถามมาว่า จะขอใช้งบ individual training ของบริษัทไปสมัครคอร์สเรียนออนไลน์แบบเหมาจ่าย 3 ปี 6 พันกว่าบาทได้มั้ย ตกเดือนละร้อยกว่าบาทเท่านั้น คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แถมวันนี้ก็เป็นโปรโมชั่นวันสุดท้ายแล้ว

ผมเลยถามเขากลับไปว่า เคยเรียนออนไลน์กับเจ้านี้มั้ย เขาตอบว่าไม่เคย

ผมก็เลยแชร์ประสบการณ์ให้ฟังว่า แต่ก่อนผมเห็นคอร์สถูกๆ ใน Udemy ผมก็ซื้อแหลกเลยเหมือนกัน ตอนนี้มีคอร์สอยู่ในพอร์ต 64 คอร์ส เรียนจบไปแค่ 1 คอร์สถ้วน

ผมเลยบอกว่าอย่าตาวาวเพียงเพราะของมันถูก

เพราะถ้าสุดท้ายเราไม่ได้ใช้ ของถูกก็กลายเป็นของแพงอยู่ดี


ตั้งแต่อายุเลย 30 มา ผมไม่ค่อยนิยมการกินบุฟเฟ่ต์เท่าไหร่

อาจจะเพราะกินได้น้อยลง อาจจะเพราะคุณภาพอาหารของบุฟเฟ่ต์มักจะสู้ร้านแบบ a la carte ไม่ได้

และถ้าได้ไปกิน ปัญหาที่มักจะเจอคือสั่งมาเกินพอดี แล้วก็ต้องฝืนกินให้หมด ไม่อย่างนั้นจะโดนปรับ สุดท้ายก็เลยอิ่มเกินไป ท้องพังไปหลายชั่วโมง นอนก็ไม่สบายตัว

แล้วผมก็คิดได้ว่าการกินอาหารแบบบุฟเฟต่นี่มันเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยมที่เด่นชัดมาก

คนกินรู้สึกว่า กินเท่าไหร่ก็จ่ายเท่าเดิม ดังนั้นต้องกินให้เยอะเพื่อจะ “กำไร” ให้มากที่สุด

แต่ยิ่งเรารู้สึกว่ายิ่งต้องเอาให้คุ้มมากเท่าไหร่ เรากลับทุกข์มากขึ้นเท่านั้น

เพราะความต้องการของเรานั้นมีไม่จำกัด แต่ร่างกายมนุษย์เรานั้นโคตรจะจำกัด


แน่นอนว่าความเป็นบุฟเฟ่ต์นั้นก็มีประโยชน์ เพราะในมุมผู้บริโภค เราสามารถคุมต้นทุนได้ ทั้งค่าอินเทอร์เน็ต ค่าเน็ตฟลิกซ์ ค่าสมาชิก spotify ล้วนแต่ใช้แนวคิดแบบบุฟเฟ่ต์ คือจ่ายเท่ากันทุกเดือน แล้วคุณจะใช้เท่าไหร่ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะจ่ายแพงไปกว่านี้

แต่เมื่ออายุมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น เราจะมองไปที่ตัวเงินน้อยลง และมองไปที่เวลามากขึ้น

ถ้าเราจ่ายเน็ตฟลิกซ์เดือนละ 499 บาท ได้ดูซักเดือนละ 30 ชั่วโมงก็อาจได้ความสุขกำลังดี

แต่หากเราไม่ยับยั้งชั่งใจ ใช้มายด์เซ็ตกินบุฟเฟ่ต์ที่จ่ายแล้วต้องเอาให้คุ้ม เราอาจจะเผลอไผลดูเน็ตฟลิกซ์เดือนละ 100 ชั่วโมง

70 ชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นมาอาจจะสร้างความบันเทิงมากขึ้นก็จริง แต่มันคือ diminishing returns เพราะความบันเทิงที่เพิ่มขึ้นมาเริ่มไม่คุ้มค่าเวลานอนที่เราเสียไปแล้ว

แต่ก่อนเราอยู่ในยุคสมัยแห่งความขาดแคลน กว่าจะได้ฟังเพลงสักเพลง กว่าจะได้ดูหนังสักเรื่องต้องออกแรงกันพอสมควร

แต่ยุคนี้มันตรงกันข้าม เรากำลังอยู่ในยุคที่ทางเลือกมีล้นเกิน หากเราไม่พิจารณาดีๆ เราจะสูญเสียพลังชีวิตให้กับ tech giants ที่ล้วนมีเป้าหมายเดียวคือดึงให้เราอยู่บนแพลตฟอร์มของเขาให้นานที่สุด

เมื่อชีวิตเดินมาเกินครึ่งทาง เริ่มต้องไปงานศพบ่อยขึ้น เราจะเริ่มตระหนักว่าคนเราไม่ได้เหลือเวลามากมายขนาดนั้น

ชีวิตไม่ใช่การยัดให้อิ่มที่สุด แต่คือการหาจุดที่เราอิ่มกำลังดี

เราอาจหมดวัยที่จะกินบุฟเฟ่ต์แล้วครับ