ทำ 10 อย่างนี้ สุขภาพดีขึ้นแน่นอน (ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 10 นาที)

ทำตอนเช้า

1. เอาขวดน้ำ 1.5 ลิตรวางไว้บนโต๊ะทำงาน (30 วินาที)
คนทำงานที่บ้านมักจะมีปัญหาดื่มน้ำน้อยไปเสมอ การเอาน้ำหนึ่งขวดมาวางไว้ใกล้มือจะเป็น trigger ให้เราเอื้อมไปหยิบทุกครั้งที่คอแห้ง

อีกข้อดีของการดื่มน้ำก็คือเราจะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น เป็นโอกาสให้เราได้ละสายตาจากจอคอม เพราะทุกวันนี้เราจ้องจอกันนานเกินไปแล้ว

2. ปูเสื่อโยคะไว้ข้างๆ โต๊ะทำงาน (15 วินาที)
เป็นอีกหนึ่ง trigger ที่ทำให้เราอยากทำอะไรบางอย่างกับมันหลังจากที่เดินกลับมาที่โต๊ะ ง่ายที่สุดคือทำแพลงค์หรือสควอท

ถ้ายังไม่มีเสื่อโยคะก็หาผ้าหรืออะไรนุ่มๆ มาใช้ทดแทนกันก็ได้ เพราะจุดประสงค์หลักคือให้มันเป็น trigger/reminder แต่แนะนำว่าลงทุนซื้อเสื่อโยคะจะคุ้มกว่า

ทำระหว่างวัน

3. ระหว่างที่รอคนเข้าประชุม Zoom/Google Meet ให้ยืดเส้นยืดสาย (1 นาที)
ช่วงเวลาที่รอคนเข้าประชุม แทนที่จะเช็คเมลหรือเข้าเฟซบุ๊ค ลองใช้มันเป็น trigger ให้เรายืดเส้นยืดสาย จะทำตรงเสื่อโยคะ หรือจะยืนเอาขาพาดเก้าอี้หรือโต๊ะก็ได้ ระวังอย่าให้เข้ากล้องก็แล้วกัน

ทำตอนหัวค่ำ

4. ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง (15 วินาที)
ข้อนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ส่งผลต่อสุขภาพเรามากที่สุดใน 10 ข้อ เพราะการนอนเล่นมือถือนั้นทำให้เรานอนดึกแบบเลยเถิด ตอนจะนอนก็หลับยาก พอหลับไปแล้วก็หลับไม่สนิทอีก เปลี่ยนนิสัยนี้อย่างเดียวอาจเป็น game changer ได้เลย

5. เปิดโคมไฟหัวเตียงตอนสี่ทุ่ม (15 วินาที)
เป็น trigger ที่บอกว่าถึงเวลาหยุดกิจกรรมแล้วนะ พอเปิดไฟหัวเตียงแสง warm light เราก็จะรู้สึกอยากปิดไฟดวงอื่นๆ ในห้องโดยอัตโนมัติ

6. นอนหงาย (1 วินาที)
เพราะการนอนตะแคงจะทำให้เรานอนทับแขนข้างใดข้างหนึ่ง ถ้าเรามีอาการปวดแขนข้างไหนมานานแบบเรื้อรัง หรือซีกไหนของร่างกายมักบาดเจ็บบ่อยๆ นั่นอาจเป็นเพราะเรานอนตะแคงนี่แหละ

ทำเมื่อไหร่ก็ได้

7. Book เวลากินข้าวเที่ยงแบบ recurring เอาไว้ (30 วินาที)
Work from Home มักจะเจอประชุมรัวๆ จนไม่มีเวลาได้ทานข้าว นานๆ เข้าโรคกระเพาะก็ถามหา ดังนั้นจงกันเวลาให้ตัวเองได้กินข้าวตรงเวลา

8. ตั้งนาฬิกานอนหลับ (15 วินาที)
ถ้าเราเป็นคนนอนดึกจนเป็นนิสัย แล้วปีนี้อยากตื่นให้เช้าขึ้น วิธีแก้ไม่ใช่การตั้งนาฬิกาปลุก แต่ให้ตั้งนาฬิกาหลับ จะสี่ทุ่มหรือห้าทุ่มก็แล้วแต่ เมื่อเสียงนาฬิกาดังขึ้นก็ถึงเวลาหยุดกิจกรรมทุกอย่าง แล้วพาตัวเองไปนอนสบายๆ ใต้ warm light ที่เปิดเอาไว้ในข้อ 5 พร้อมหนังสือดีๆ ซักเล่มที่อ่านสองหน้าแล้วทำให้เราง่วงได้ยิ่งกว่ายานอนหลับ

บางคนอาจสงสัยว่า จะตั้งนาฬิกาหลับได้ยังไง มือถือชาร์จอยู่นอกห้อง คำตอบก็คือเข้าเว็บแล้วไปซื้อมา หรือไม่ก็เอามือถือที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นนาฬิกานอนหลับแทนก็ได้

9. สั่งผลไม้หรือโยเกิร์ตมาเก็บไว้ในตู้เย็น (4 นาที)
WFH แล้วน้ำหนักขึ้นกันถ้วนหน้า เพราะร่างกายได้เคลื่อนที่อยู่แค่โต๊ะ ห้องน้ำ และตู้เย็น ถ้าตู้เย็นมีแต่ขนม ยังไงก็อ้วน เราจึงควรหาของที่ดีต่อสุขภาพมาใส่ตู้เย็นเอาไว้หน่อย เวลาเปิดเจอจะได้หยิบมากินก่อน

ถามว่าจะสั่งจากไหนภายใน 4 นาที ง่ายที่สุดคือเข้าแอป Food Delivery ครับ แทบทุกเจ้ามี Mart ให้สั่งของสดของชำแล้ว

10. เข้า Youtube แล้วเสิร์ชคำว่า scientific 7-minute workout แล้ว bookmark หรือ add to home screen (1 นาที)
“เค้าว่ากันว่า” การออกกำลังกายตาม sequence นี้จะได้ผลลัพธ์ที่ optimized ที่สุด เช้าตื่นมาปูเสื่อโยคะแล้วก็ออกกำลังกายตามคลิปได้เลย


LINE MAN Wongnai Junior 2022 – บริษัทที่ผมเป็น Head of People อยู่กำลังรับสมัครนักศึกษาฝึกงาน 40 ตำแหน่ง 77 อัตรา – work from home ได้ มีเบี้ยเลี้ยงให้ทุกคน (โดยเฉพาะทีม Engineering ได้เบี้ยเลี้ยงดีมากๆ!) และมีโอกาสบรรจุเป็นพนักงานทันทีหากผลงานเข้าตา รับสมัครถึงเที่ยงวันศุกร์ที่ 7 มกราคมนี้ ดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/3HBNkbL ครับ

อุปสรรคไม่ใช่การขาดความรู้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา CEO บริษัทของผมนัดทานข้าวกับผู้บริหารและครอบครัวประมาณยี่สิบกว่าคน

รายละเอียดเรื่องสถานที่และเวลานัดหมายอยู่ใน calendar invitation ที่เลขาส่งมาให้ตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่แล้ว

ผมเสนอไปด้วยว่า ช่วงนี้ Omicron เริ่มระบาด เราควรขอให้ทุกคนตรวจ ATK ก่อนออกจากบ้านด้วย

CEO ก็เลยสร้างห้องใน Slack* และส่งรายละเอียดเรื่องดินเนอร์อีกครั้ง พร้อมกำชับให้ทุกคนตรวจ ATK และแชร์หลักฐานลงห้องนี้ ซึ่งทุกคนก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

สี่โมงเย็นวันนัดหมาย ผมกับแฟนเลือกชุดให้เข้ากันคือโทนขาว/เงิน ลูกชายมีเสื้อแขนยาวคอเต่าเหมือนผมพอดีก็เลยแมทช์กันมาก ส่วนลูกสาวก็เป็นชุดกระโปรงลายยูนิคอร์นสีพาสเทล

ผมและครอบครัวมาถึงสถานที่ตามเวลา เจอน้องอีกคนที่มาเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เขาก็กระซิบถามผมว่า “วันนี้เค้านัดใส่ชุดโทนสีเขียวหรือสีน้ำเงินไม่ใช่เหรอพี่?”

ผมหน้าเหวอ ไม่เห็นรู้เรื่องมาก่อน ใน invitation ไม่เห็นมีบอกเลย น้องก็เลยบอกว่า มันอยู่ใน Slack ครับพี่ พอผมเปิดอ่านดู ก็มีจริงๆ แถมเขียนเป็นบรรทัดแรกเลยด้วย

สรุปก็คือครอบครัวของผมแต่งตัวหลุดธีม โชคดีที่เป็นสีโทนอ่อนเลยไม่ได้ดูขัดหูขัดตาเท่าไหร่ วันนั้นมีอีก 2-3 คนที่ไม่ได้ใส่ชุดโทนเขียวหรือน้ำเงินมา ลองคุยดูก็เป็นสาเหตุเดียวกัน คืออ่านแต่ข้อมูลใน calendar invitation แต่ไม่ได้อ่านใน Slack ให้ละเอียด

มันก็เลยทำให้ผมคิดได้ว่า อุปสรรคไม่ใช่การขาดความรู้

อุปสรรคคือการที่เราคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว

เมื่อเราคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว เราจะ “ตาบอด” และ “หูหนวก” เหมือนที่ผมอ่านข้อความใน Slack แต่กลับไม่เห็นเรื่องสีธีมเสื้อผ้า

นี่คือจุดอ่อนของคนที่ศึกษามาเยอะ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สังคม ประวัติศาสตร์ และการเมือง เมื่ออ่านมาเยอะถึงระดับหนึ่ง เราจะมีความมั่นใจ เราจะมีชุดความคิดที่เรายึดมั่น พอมีชุดความคิดอื่นที่ไม่เข้าพวกผ่านเข้ามา มันก็จะโดนกรองออกโดยอัตโนมัติ

อะไรที่เรารู้ว่าตัวเองไม่รู้ เราจะระวังโดยธรรมชาติ

แต่อะไรที่เราคิดว่าเรารู้อยู่แล้ว เราจะประมาท

และมันอาจทำให้เราผิดพลาดแบบน่าเขกหัวตัวเองครับ


* Slack คือแอปสำหรับคุยกัน เหมาะกับการทำงานมากกว่าใช้ไลน์ บริษัทไหนยังไม่เคยใช้แนะนำให้ลองครับ

เติบใหญ่คือหา balance ให้เจอ

ใช้เงินอย่างระมัดระวังเพื่อวันข้างหน้า แต่ก็ใช้จ่ายเพื่อสร้างความสุขให้กับปัจจุบันด้วย เพราะเราไม่รู้วันข้างหน้ามันจะมาถึงจริงมั้ย หรือถ้ามาแล้วเราจะยังมีเรี่ยวแรงเหลือพอหรือเปล่า

เก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวเพื่อครอบครัว แต่ไม่ลืมที่จะเผื่อแผ่ให้คนอื่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพื่อให้ได้บุญ แต่เพื่อเป็นการฝึกฝนจิตใจไม่ให้ยึดติดกับทรัพย์สินและตัวเลขมากจนเกินไป

ใช้เวลาหลังเลิกงานและเสาร์อาทิตย์หารายได้เสริมหรือสร้าง side business แต่ก็ไม่มากเสียจนทุกชั่วโมงที่ตื่นนอนมีแต่สิ่งที่ “ต้องทำ” ตลอดเวลา

มุ่งมั่นทำงานให้สำเร็จ แต่ก็เข้าใจข้อจำกัดและสปีดของเพื่อนร่วมงานและลูกน้อง

แบ่งเวลาทำงานใหญ่เพื่อสร้าง impact แต่ก็ต้องเคลียร์งานเล็กงานน้อยเพื่อไม่ให้มันกลับมาสร้างปัญหาทีหลัง

มีปัญหาอะไรก็บอกกันตรงๆ แต่ก็ต้องเลือกวิธีพูดที่เหมาะกับคนคนนั้น

เลือกกินเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว แต่ไม่เคร่งครัดเสียจนไม่มีความสุขกับการกิน

ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความซื่อตรง แต่ก็ไม่อ่อนต่อโลกเสียจนโดนคนอื่นเอาเปรียบอยู่ตลอด

พูดคุยกับคนข้างๆ อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่สนุกปากเสียจนผิดใจกันโดยใช่เรื่อง

เข้าใจกระแสโลกและใช้มันให้เกิดประโยชน์ แต่ไม่เฮโลจนไม่เหลือจุดยืนใดๆ

มีความเชื่อที่ตัวเองยึดมั่น แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่นเสียจนกลายเป็นคนดื้อด้านดึงดันในวันที่บริบทได้เปลี่ยนไปแล้ว

ไม่ไปซ้ายสุด ไม่ไปขวาสุด ขณะเดียวกันก็ตระหนักว่า “ตรงกลาง” ของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน

การเติบใหญ่คือการหา balance ให้เจอครับ

มนุษย์ชอบดูบรรทัดสุดท้าย พระเจ้าชอบดูทีละบรรทัด

2-3 วันช่วงหยุดปีใหม่นี้ ผมมักจะนึกถึงสิ่งที่เคยฟังอาจารย์ Clayton Christensen พูดไว้เรื่องการวัดความสำเร็จในชีวิต เช้านี้เลยไปลองหามาฟังอีกรอบและอยากนำมาเขียนถึงในบทความนี้ครับ

Clayton Christensen เป็นผู้คิดค้นทฤษฎี Disruption ที่อธิบายว่าองค์กรใหญ่ๆ ล่มสลายจากการถูก disrupt ได้อย่างไร ถือเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ที่มีคนนับถือมากที่สุดในวงการธุรกิจ

แม้จะอยู่ใกล้ชิดกับตัวเลขและทุนนิยม แต่อาจารย์ Christensen ก็เป็นคนที่นับถือศาสนาอย่างเคร่งครัดเช่นกัน เขาจึงพูดถึงพระเจ้าด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา

Christensen บอกว่า มนุษย์เรานั้นชอบดูบรรทัดสุดท้าย ดูว่าเรามีเงินเก็บเท่าไหร่ ได้เป็นผู้บริหารระดับสูงแค่ไหน หรือถ้าเป็นบริษัท ก็จะดูว่าทำกำไรได้เท่าไหร่ มีค่า ratio ต่างๆ ที่ดูดีมั้ย (Return on Assets, Internal Rate of Return)

เหตุผลที่เราชอบดูบรรทัดสุดท้าย เพราะว่าสมองของมนุษย์นั้นมีขีดจำกัด (finite mind) เราไม่สามารถจำได้หมดหรอกว่า แต่ละวันบริษัทใช้จ่ายอะไรไปบ้าง หรือมีรายรับทางไหนบ้าง เราจึงต้องมีแผนกบัญชีมาช่วยบันทึกและสรุปออกมาเป็นรายได้รวม ต้นทุนรวม และบรรทัดสุดท้ายว่ามีกำไรหรือติดลบ

แต่พระเจ้านั้นไม่จำเป็นต้องจ้างนักบัญชี เพราะพระเจ้ามี infinite mind คือจดจำได้ทุกเรื่อง เก็บได้ทุกเม็ด

Christensen มั่นใจว่า ในวันที่เขาตายไป พระเจ้าจะไม่ได้นั่งถามว่าเขามีเงินเก็บอยู่ในบัญชีเท่าไหร่ หรือเคยครองตำแหน่งที่สูงส่งแค่ไหน

พระเจ้าจะถามเขาว่า ตอนนั้นที่ฉันให้เธอไปอยู่ในสถานการณ์นี้ เธอทำตัวอย่างไร เธอได้ใช้พรสวรรค์ที่ฉันมอบให้เธอไปทำให้ชีวิตคนรอบตัวเธอดีขึ้นรึเปล่า

พระเจ้าไม่ได้ดู ratio ไม่ได้ดูบรรทัดสุดท้าย แต่ดู line by line คือดูแต่ละบรรทัดเลยว่าในแต่ละ moment เราทำตัวอย่างไร เราใช้ความเมตตานำทาง หรือเราขาดน้ำใจเพราะมัวแต่จับจ้องจะบรรลุเป้าหมายที่พระเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญ

สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ที่นับถือพุทธ ผมคิดว่ามุมมองเช่นนี้ก็ยังมีประโยชน์ เพราะเราคงเคยได้ยินมาก่อนว่า ช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ความทรงจำต่างๆ จะย้อนคืนกลับมา สิ่งที่เราเคยทำอยู่เป็นอาจิณ ห้วงขณะที่ดีๆ และห้วงขณะที่แย่ๆ จะหวนกลับมาให้เราระลึกได้ และจิตดวงสุดท้ายเป็นอย่างไร ก็จะเป็นตัวกำหนดว่าภพภูมิถัดไปของเราจะเป็นที่ไหน

ในช่วงนาทีสุดท้าย ภาพที่เราจะมองเห็นไม่น่าจะเป็นวันที่เรามีเงินในบัญชีครบ 10 ล้านบาท หรือวันที่เราเทรดคริปโตได้กำไร 5 เด้ง หรือวันที่เราได้ขับรถเทสล่าของอีลอนมัสก์

สิ่งที่จะย้อนกลับมา คือ little moments ที่เรามีกับตัวเอง กับพ่อแม่ คู่ชีวิต ทายาท เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งคนแปลกหน้าที่ผ่านมาพบกันเพียงชั่วพริบตาในสังสารวัฏ

เราทำดีต่อกันมากเพียงพอหรือยัง เราจะวัดความสำเร็จของของเราอย่างไร

เพราะมนุษย์ชอบดูบรรทัดสุดท้าย ส่วนพระเจ้าชอบดูทีละบรรทัดครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก TedX Talks: How Will You Measure Your Life? Clay Christensen at TEDxBoston

นิทาน MVP

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

Kevin Durant เป็นนักบาสเกตบอลผิวสีที่เคยได้รางวัล “ผู้เล่นทรงคุณค่าที่สุดของ NBA” (Most Valuable Player) ประจำฤดูกาล 2014

Durant ในวัย 25 ปีขึ้นรับรางวัล MVP และกล่าวคำขอบคุณผู้คนมากมาย

นี่คือช่วงสุดท้ายของสุนทรพจน์ครับ

“…และคนสุดท้ายที่ผมอยากขอบคุณ ก็คือแม่

ผมว่าแม่ไม่รู้ตัวหรอกว่าแม่ได้ทำอะไรลงไป

แม่คลอดพี่ชายของผมตอนแม่อายุ 18 ปี

อีก 3 ปีต่อมา ผมก็ลืมตาดูโลก

การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสองตอนที่แม่อายุแค่ 21 ปีมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

พวกเรามักถูกขับไล่ไสส่ง ต้องย้ายที่อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า

หนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุด คือตอนที่เราย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์เป็นครั้งแรก ไม่มีเตียง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรทั้งนั้น แต่เราก็นั่งกอดกันอยู่ที่พื้นห้อง เพราะเราคิดว่าพวกเรารอดแล้ว

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไงนะ แต่สำหรับผม เวลามีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ผมมักจะมองย้อนกลับไปเพื่อดูว่าอะไรที่พาให้ผมมาถึงจุดนี้

แม่ชอบปลุกผมตอนกลางดึกในคืนฤดูร้อนและสั่งให้ผมวิ่งขึ้นเนิน สั่งให้วิดพื้น แถมยังคอยตะโกนเชียร์ผมอยู่ข้างคอร์ตบาสตั้งแต่สมัยผมอายุ 8-9 ขวบ

จริงๆ แล้วเราไม่ควรมาถึงจุดนี้ด้วยซ้ำ แม่ทำให้ผมและพี่ชายมีศรัทธาในตัวเอง แม่ไม่ยอมปล่อยให้พวกเราเป็นกุ๊ยข้างถนน

แม่เป็นคนหาเสื้อผ้ามาให้พวกเราใส่ หาอาหารมาให้พวกเรากิน

แม้ตอนที่แม่ไม่ได้กินข้าว แม่ก็ยังเมคชัวร์ว่าผมกับพี่ได้กินอะไรเสมอ แม่เข้านอนทั้งๆ ที่ท้องหิวอยู่อย่างนั้น

แม่เสียสละให้พวกเรามากมาย

แม่ต่างหากที่เป็น MVP ตัวจริง


ฟังนิทานจากปาก Kevin Durant ได้ที่ https://youtu.be/MN5YnVlDnIQ?t=299