QR Code จะหมดโลกมั้ย?

ช่วงนี้เราสแกนจ่ายเงินด้วย QR Code กันเยอะมาก ทุกร้านแทบจะมี QR Code กันหมดแล้ว ซึ่งสะดวกและไม่ต้องกังวลเรื่องเชื้อโรคในเงินทอน

แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าสร้าง QR Code กันเยอะๆ เราจะใช้โควต้า QR Code จนหมดหรือเปล่า

คำตอบคือไม่หมดนะครับ เพราะ QR Code จริงๆ แล้วก็คือวิธีการเข้ารหัสรูปแบบหนึ่ง ที่แปลงจากตัวอักษรไปอยู่ในรูปแบบของ QR Code

ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหาที่เราอยากเขียนลงไปมีอะไรบ้าง จากนั้นก็แค่นำไปเข้ารหัส ถ้าเนื้อหามีเยอะ ความละเอียดของ QR Code ก็จะมากขึ้นเช่นกัน (และการ ถอดรหัสก็ต้องใช้กล้องที่มีความละเอียดมากขึ้น) รูปตัวอย่างในบทความนี้นี่เป็น QR Code ที่มีทั้งชื่อ บริษัท เบอร์โทรศัพท์บ้านและที่ทำงาน อีเมล ที่อยู่ และเว็บไซต์

อ้อ แล้วถ้าใครช่างสังเกตหน่อย อาจจะเห็นว่า QR Code จะมีจุดล้อมรอบตรงหัวมุมแค่ 3 จุด คือมุมซ้ายบน ขวาบน และซ้ายล่าง

คำถามคือทำไมต้อง 3 ทำไมไม่เป็น 4 จุด?

ก็เพื่อที่ว่า ไม่ว่าเราจะถ่ายจากมุมไหน กล้องก็จะรู้ได้ทันทีว่าอันไหนคือด้านบนหรือด้านล่างนั่นเองครับ

ผมขอยกคำตอบของ สมาชิกหมายเลข 2180521 ที่โพสต์ไว้ในกระทู้ “QR code มีหลักการยังไงครับ แล้วมันไม่ซ้ำกันบ้างเหรอ มีเป็นล้านๆโคด” ในพันทิป มาใส่ไว้ตรงนี้ด้วย:


  1. ระบบ จะ detect หา มุม 3 มุม ซ้ายบน ขวาบน ซ้ายล่าง เพื่อเริ่มจับทิศทาง ว่าจะจับภาพ QR Code อย่างไร
  2. ระบบ จะดูขนาด ของ 3 มุม ว่า ขนาดของ QR Code รูปนั้น ใช้ขนาดไหน 28×28 , 40×40 , 64×64 (หลายคนจะสงสัย ว่าแล้วจะมีขนาดเล็กๆ ไว้ทำไม ทำไมไม่ใช้ขนาดละเอียดไปเลย เพราะว่ายิ่งละเอียด ก็ต้องใช้ กล้องคุณภาพสูงในการจับครับ ถ้ากล้องสั่นหรือเบลอ อาจจะ detect ไม่ได้)
  3. ระบบ อ่านออกมาเป็นตัวเลข binary โดยจะคัดสีที่ตัดกัน เช่น สีขาว = 1 / สีดำ = 0 แล้วก็จะไล่อ่านทั้ง QR Code ก็จะออกมาเช่น

0100110101011100101010101010101000001010111111000001110101101000001111111 เป็นต้น

  1. จากนั้น ระบบ ก็จะแปลงเป็นภาษาที่เราอ่าน โดยมักแปลง binary to ascii ซึ่งจะใช้ binary หลายตัว แปลงเป็น ตัวอักษร 1 ตัว

เช่น

a = 01100001
A = 01000001
ก = 111000000001

ทำให้ QR Code ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้มากมายเท่าไหร่ เราถึงมักจะเห็น QR Code ถูกใช้ เพื่อแค่เปิดหน้าเว็บไซต์ อะไรแบบนี้นั่นเอง

ปล. หลายๆ คนอาจจะ เคยเห็นว่า ทำไม QR Code ตรงกลางรูปถึงเป็น โลโก้ หรือเป็นรูปภาพได้ ? เพราะว่า QR Code กำหนดที่ตรงกลางไว้ เผื่อใส่รูปเล่นๆ นะครับ


ดังนั้น ถ้ากลับไปที่คำถามของบทความนี้ ว่า QR Code จะหมดโลกหรือไม่ คำตอบคือไม่ครับ เพราะมันไม่ได้มีโควต้าจำกัดในมุมนั้น ถ้าสิ่งที่เราเขียนไม่ซ้ำกัน QR Code ก็ย่อมไม่มีทางซ้ำกัน เพราะมันก็เหมือนกับเป็นภาษาอีกภาษาหนึ่งเท่านั้นเอง


ขอบคุณข้อมูลจาก

Pantip qr code มีหลักการยังไงครับ

Quora Stephen Mann’s answer to Will the QR code run out of patterns if billions of people use it at the same time?

ตุ๊กตาคุณไสยของ Google และการดักฟังของ Facebook

ทุกครั้งที่เราส่งข้อความในเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์ และทุกครั้งที่เราค้นหาข้อมูลบนกูเกิ้ล ทุกสิ่งที่เราทำจะถูกสแกน จัดระเบียบ และจัดเก็บเอาไว้

บริษัทเทคเหล่านี้กำลังสร้าง “profile” ของเรา เพื่อจะขายให้กับบริษัทที่จะมาลงโฆษณาโดยมีเราเป็นกลุ่มเป้าหมาย

นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ถ้าเราใช้ Gmail ข้อความในเมลทุกฉบับของเราจะถูกสแกนและนำไปสร้างเป็น ‘advertising profile’ สำหรับเราโดยเฉพาะ สมมติว่าเราส่งเมลหาแม่เพื่อจะฝากแม่ซื้อผ้าอ้อมเด็ก Gmail ก็จะรู้ทันทีว่าเรามีลูกอ่อน และถ้าในเมลของเรามีคำว่า “ข้อต่ออักเสบ” เราก็จะได้โฆษณาเกี่ยวกับการรักษาโรคนี้

ลองนึกภาพว่าในศูนย์ข้อมูลของเฟซบุ๊คและกูเกิ้ลนั้นมีตุ๊กตาคุณไสย (voodoo doll) ที่สร้างมาสำหรับเราโดยเฉพาะ ตอนแรกหน้าตามันก็ไม่เหมือนเราเท่าไหร่หรอก แต่เหล่าบริษัทเทคก็จะเริ่มสะสม “เล็บของเรา” (เราคลิกดูอะไรบ้าง) และ “เส้นผมของเรา” (เราเสิร์ชหาอะไรบ้าง พิมพ์อะไรไปบ้าง)

เมื่อสะสมข้อมูลได้มากเข้า ตุ๊กตาคุณไสยตัวนี้ก็จะเริ่มมีหน้าตาเหมือนเรามากขึ้นทุกที แล้วพอเราเข้า Youtube เขาก็จะปลุกเสกตุ๊กตาตัวนี้ขึ้นมาแล้วทดลองมันด้วยวีดีโอนับร้อยนับพันคลิปเพื่อจะดูว่าเนื้อหาแบบไหนที่จะทำให้เราสะดุ้งหรือปวดแสบปวดร้อนได้

อ้อ แล้วอย่าลืมว่า พวกเขามีตุ๊กตาแบบนี้อีกเป็นพันล้านตัว

หลายครั้งเรารู้สึกว่าเฟซบุ๊คแอบฟังเราอยู่รึเปล่า เพราะพอเราพูดอะไรกับคนใกล้ตัวได้ไม่นาน มันก็จะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันโผล่ขึ้นมาให้เราเห็นในหน้าฟีด โดยที่เราแน่ใจว่าเรายังไม่ได้พิมพ์หาอะไรในแพล็ตฟอร์มเหล่านี้ด้วยซ้ำ

จริงๆ แล้วมันไม่ได้แอบฟังเราหรอก มันน่ากลัวยิ่งกว่านั้นอีก เพราะตุ๊กตาคุณไสยที่พวกเขามีนั้นใกล้เคียงกับตัวจริงของเรามากเสียจนพวกเขาสามารถที่จะทำนายได้ราวกับมีเวทมนตร์ว่าเรากำลังสนใจเรื่องอะไรต่างหาก


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Stolen Focus: Why You Can’t Pay Attention by Johann Hari

ทำไม Introverts ถึง Burnout จากการ Work from Home

ผมคิดว่าตัวเองเป็น introvert คนหนึ่ง

Introvert คือคนที่ชอบสภาพแวดล้อมที่มีตัวกระตุ้นน้อย (low stimuli environment)

การได้ทำงานเงียบๆ ได้อยู่กับตัวเอง คือการชาร์จพลังที่ดี ในขณะที่ extrovert นั้นได้พลังจากการได้พบปะพูดคุยกับผู้คนเยอะๆ

การ work from home นั้นทำให้ extrovert “เฉา” ได้ไม่ยาก เพราะไม่ค่อยได้เจอใคร

แต่สิ่งที่ได้พบกับตัวเองก็คือ introvert ที่ต้อง WFH ก็เฉาได้ไม่แพ้กัน ซึ่งน่าสนใจว่าเป็นเพราะอะไร

เรา WFH กันมาสองปีกว่าแล้ว สิ่งที่ประสบกันถ้วนทั่ว ก็คือการอยู่กับหน้าจอมากเกินไป และไม่มีขอบเขตระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว

สิ่งที่ทำให้เราสูญเสียพลังงานได้มากที่สุดคือ video call เพราะการอยู่ต่อหน้ากล้องนั้นไม่ต่างอะไรกับการต้องแสดงบนเวทีที่มีสายตามากมายจับจ้อง

การมีประชุมติดๆ กันทั้งวัน ย่อมไม่ต่างอะไรกับการขึ้นแสดงบนเวทีวันละ 8-10 ชั่วโมง ซึ่งสำหรับ introvert นั้นมันกินพลังอย่างมหาศาล

แถมตอน video call เราก็เห็นแค่หน้าหรือครึ่งตัวบน เราแทบไม่เคยเห็นแขน-ขา และภาษากายอื่นๆ เลย จึงทำให้เรา “อ่าน” คนได้ยากขึ้นกว่าเดิม

ดังนั้น ถ้าอยากจะลดอาการ burnout เราต้องจัดการพลังงานของเราให้ดี ซึ่งมีสามเรื่องหลักๆ ดังนี้

.

หนึ่ง เราควรจะมี routine ที่ดี

แม้ว่าเราจะเกลียดการเดินทางไปออฟฟิศ แต่การเดินทางนี้ก็เป็นเส้นแบ่งระหว่างเรื่องงานและเรื่องที่บ้าน

และเวลาเราเข้าออฟฟิศ เราก็มีโอกาสพักเบรคค่อนข้างบ่อย เช่นเดินไปชงกาแฟ หรือเมาธ์มอยกับเพื่อนร่วมงาน

สิ่งเหล่านี้แทบจะอันตรธานไปหมดในช่วง WFH ถ้าเราปล่อยให้ทุกอย่างเลยตามเลย

ดังนั้น เราควจะนำสิ่งเหล่านี้กลับมา อาจจะผ่านการฟังเพลง การคุยเล่นกับเพื่อนก่อนเริ่มการประชุม การไปเดินเล่นแถวบ้านหากแดดไม่ทารุณเกินไปนัก หรืออย่างน้อยที่สุดก็ยืดเส้นยืดสายหรือกลับมาอยู่กับลมหายใจก่อนที่เราจะเริ่มทำงานชิ้นต่อไป

.

สอง เราต้องจัดการจังหวะการทำงาน (pace)

pace คือจังหวะการทำงาน เราควรพยายามจัดสรรกิจกรรมที่ดูดพลังกับกิจกรรมทีเติมพลังให้มีความบาลานซ์กัน

เราอาจจะมี video call ให้น้อยลง เพราะอย่างที่กล่าวไปว่า video call นั้นเปรียบเหมือนการขึ้นแสดงบนเวที

เราอาจจะจองเวลาไว้ใน calendar เพื่อ “มีนัดกับตัวเอง” สำหรับการชาร์จแบตหลังประชุมเสร็จ และเราควรรู้ตัวเองด้วยว่าจะใช้เวลาช่วงไหนทำงานที่ต้องใช้สมาธิ และเวลาช่วงไหนที่เราพร้อมจะ “ขึ้นเวที”

.

สาม ในฐานะหัวหน้า เราสามารถช่วยป้องกันอาการ burnout ได้ด้วยการมี agenda การประชุมที่ชัดเจน ให้โอกาสทุกคนได้แสดงความคิดเห็น และพร้อมตัดบทคนที่พูดยาวและพูดมากเกินไป (extroverts!)

หัวหน้าควรปรับวิธีการระดมสมองหรือ brain storming ด้วย เพราะสำหรับ introverts แล้วการระดมสมองกันสดๆ ทำให้เขารู้สึกกังวลและไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอะไรมากนัก วิธีที่อาจจะดีกว่า คือให้แต่ละคนได้เขียนไอเดียของตัวเองส่งมาก่อนที่จะเริ่มการประชุม

อีกสิ่งหนึ่งที่หัวหน้าทำได้ คือแนะนำให้คนในทีมใช้ audio call แทน video call ในบางงานวิจัยการคุยกันโดยใช้เสียงอย่างเดียวสามารถสื่อสารอารมณ์และข้อความระหว่างบรรทัดได้ดีกว่าด้วยซ้ำไป

อีกท่าหนึ่งที่น่าสนใจ คือ asynchronous communication หรือการสื่อสารแบบ “ว่างแล้วค่อยมาตอบ” นักเขียนชื่อ Robert Glazer ชอบอัดเสียงหรืออัดวีดีโอเพื่อเล่าความคิดของตัวเองส่งให้เพื่อนร่วมงาน พอเพื่อนสะดวกเมื่อไหร่ก็จะได้มีเวลาขบคิดให้ดีแล้วค่อยส่งคำตอบกลับมา

.

การทำงานแบบ WFH หรือ WFA (Work from Anywhere) จะอยู่กับเราไปอีกนาน ดังนั้นเราจึงไม่ควรเอานิสัยเก่าๆ หรือวัฒนธรรมองค์กรเดิมๆ มาใช้กับ remote work

หากไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองถาม introverts ที่ทำงานของเราดูก็ได้ว่าวันทำงานในอุดมคติของเขาหน้าตาเป็นยังไง แล้วค่อยเริ่มจากตรงนั้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก The Way We Work TED Series: 3 steps to stop remote work burnout by Morra Aarons-Mele

ติดนิสัยทำแต่เรื่องง่ายๆ

“What’s happening with our cellphones is that we put a thing in our pocket that’s with us all the time that always offers an easy thing to do, rather than the important thing. I wanted to give myself a chance at choosing something that’s more difficult.”

-Sune Lehmann to Johann Hari

Johann Hari เป็นผู้เขียนหนังสือ Stolen Focus – Why You Can’t Pay Attention ที่อธิบายว่าเหตุใดมนุษย์เราถึงสมาธิสั้นลงทุกที

หนึ่งในตัวเอกของหนังสือเล่มนี้ก็คือสมาร์ทโฟนที่ติดตัวเราไปทุกที่และทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง

บริษัทเทคอย่าง Facebook, Instagram, Youtube, Tiktok ล้วนจ้าง “ตัวเทพ” ในวงการที่เข้าใจเรื่องจิตวิทยาและการสร้างอุปนิสัยของมนุษย์ พวกเขานำความรู้เหล่านี้มาทำให้แอปมีความ sticky และทำให้คนติดงอมแงม

ยิ่งเราใช้แอปเหล่านี้บ่อยแค่ไหน เราก็จะยิ่งคุ้นเคยที่จะเปิดมันบ่อยยิ่งขึ้น หลายครั้งเปิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เปิดขึ้นมาทั้งๆ ที่เพิ่งจะปิดไปเมื่อกี้นี้เอง

การมีมือถืออยู่ใกล้ตัว จึงเป็นการเชื้อเชิญให้เราทำแต่สิ่งง่ายๆ แทนที่จะเผชิญกับสิ่งยากๆ (ในหนังสือ Four Thousand Weeks ก็อธิบายว่า เราไม่ค่อยอยากทำสิ่งยากๆ เพราะว่ามันบังคับให้เราต้องสบตากับ finitude หรือข้อจำกัดของตัวเราเอง)

วิธีที่จะช่วยได้คือปิด notifications ที่ไม่จำเป็นและวางมือถือไว้ไกลตัวในวันทำงาน

ส่วนวันหยุดสุดสัปดาห์ ถ้าอยู่บ้าน ลองใช้เวลาส่วนใหญ่โดยไม่มีมือถือดู หลายครั้งเราจะพบว่าแม้จะมีห้วงเวลาที่น่าเบื่อบ้าง แต่โดยรวมแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้น เพราะเราจะมีโอกาสได้ทำสิ่งที่มีความหมายกับเรามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับคนในบ้าน การได้นอนอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม หรือแม้กระทั่งการที่ไม่ต้องเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับชีวิตคนอื่นผ่านหน้าฟีดก็ช่วยให้เรามีความทุกข์น้อยลงแล้วเช่นกัน

วางมือถือให้ไกลเกินเอื้อมมือ แล้วเราจะได้ทำสิ่งที่ยากแต่มีความหมายกับเรามากยิ่งขึ้นครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Stolen Focus – Stolen Focus – Why You Can’t Pay Attention by Johann Hari

50 เรื่องที่ไม่ต้องรู้ก็ได้

  1. ไพ่คิงโพธิ์แดงเป็นไพ่คิงใบเดียวที่ไม่มีหนวด
  2. เวลาคนโกหก อุณหภูมิบริเวณจมูกจะอุ่นขึ้น อาการนี้มีชื่อว่า “พิน็อคคิโอเอ็ฟเฟค”
  3. เมื่อวันที่ 18 เมษายน 1930 สำนักข่าว BBC แจ้งว่าพวกเขาไม่มีข่าวให้รายงาน ก็เลยเปิดเพลงบรรเลงเปียโนตลอดทั้งวัน
  4. มีการคาดคะเนว่า คนที่สามารถกระดิกหูและยักคิ้วข้างเดียวได้นั้นมีเพียง 10%-20% ของประชากร
  5. นักเก็ตไก่นั้นมีเนื้อไก่แค่ 40% ที่เหลือเป็นไขมัน หนัง เส้นเลือด และเศษกระดูก
  6. ยีนของมนุษย์ทุกคนบนโลกนี้เหมือนกัน 99.9%
    ยีนส์ของมนุษย์กับชิมแปนซีเหมือนกัน 96%
    ยีนส์ของมนุษย์กับแมวเหมือนกัน 90%
    ยีนส์ของมนุษย์กับหมาเหมือนกัน 84%
    ยีนส์ของมนุษย์กับกล้วยเหมือนกัน 60%
  7. มีคนประมาณ 68% ที่มีอาการ ‘phantom vibration syndrome’ นั่นคือนึกว่ามือถือในกระเป๋าตัวเองสั่น ทั้งที่จริงๆ แล้วไม่ได้สั่น
  8. แมวไม่อาจรับรู้รสน้ำตาลได้เพราะไม่มีต่อมรับรสหวาน เนื่องจากหนึ่งในยีนสองตัวที่จำเป็นสำหรับการรับรู้รสหวานนั้นถูกปิดใช้งานไปเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว
  9. ครั้งหนึ่งเลขาในบริษัทแอปเปิ้ลมาทำงานสายเพราะรถเสีย สตีฟ จ๊อบส์เลยเอารถจากัวร์ให้เธอหนึ่งคันและกำชับว่า “อย่ามาสายอีกล่ะ”
  10. โดยเฉลี่ยแล้วเราใช้เวลาถึงวันละ 45-62 นาทีสำหรับการรอเฉยๆ
  11. จักรพรรดินโปเลียนเคยถูกฝูงกระต่ายจู่โจม
  12. รอยเท้าบนดวงจันทร์จะอยู่ตรงนั้นไปอีก 100 ล้านปี
  13. นมของฮิปโปมีสีชมพู
  14. หมีขั้วโลกกินเนื้อได้ถึงมื้อละ 50 ปอนด์ (23 กิโล)
  15. ผู้คิดค้นเก้าอี้ไฟฟ้าเป็นทันตแพทย์
  16. หอยทากสามารถหลับได้ยาวนานถึง 3 ปี
  17. ในปี 2015 นักสำรวจของนิตยสาร National Geographic ค้นพบว่ามีปลาฉลามอาศัยอยู่ใน “Kavachi” ซึ่งเป็นหนึ่งในภูเขาไฟใต้น้ำที่มีพลังมากที่สุดในโลก (one of the most active underwater volcanoes on earth) นักดำน้ำไม่สามารถเข้าไปดูได้เนื่องจากความร้อนและความเป็นกรดเลยจำเป็นต้องใช้หุ่นยนต์สำรวจแทน
  18. คำว่า “Dude” นั้นใช้ได้กับทั้งเพศชายและหญิง
  19. มีประมาณการว่า ทุกปีจะมีชาวอเมริกัน 2,450 เสียชีวิตเพราะหัวใจวายระหว่างการมีเซ็กส์
  20. ลามะตัวผู้จะกัดอัณฑะของลามะตัวอื่นเพื่อกำจัดคู่แข่งในช่วงฤดูผสมพันธุ์
  21. คริสเตียโน โรนัลโด เป็นนักฟุตบอลคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำรายได้ถึง 1 พันล้านเหรียญ และเป็นนักกีฬาคนที่สามต่อจากไทเกอร์ วู้ดส์ และ ฟลอยด์ เมย์เวเธ่อร์
  22. Nikola Tesla (ผู้คิดค้นกระแสไฟฟ้า AC) จะนวดหัวแม่เท้าข้างละ 100 ครั้งก่อนนอนทุกคืนเพราะเชื่อว่าทำให้เซลส์สมองทำงานได้ดีขึ้น
  23. เวลาอุ่นพิซซ่าในไมโครเวฟ ถ้าเอาน้ำใส่ถ้วยวางไว้ข้างๆ ด้วยจะช่วยรักษาความกรอบของพิซซ่าได้
  24. ถ้าสัตว์เลี้ยงชอบทำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ตอนอยู่ใกล้ๆ เรา นั่นแปลว่ามันตั้งชื่อให้เราเรียบร้อยแล้ว
  25. นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มบอกว่า โลกกำลังมุ่งสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ 6 (sixth mass extinction event) สัตว์และพืชกำลังตายลงในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่สมัยที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เมื่อ 66 ล้านปีที่แล้ว
  26. ประมาณ 8% ของ DNA ในตัวเราเป็นไวรัสที่เคยทำให้เราป่วยเมื่อหลายล้านปีที่แล้ว
  27. ลูกคนสุดท้องมักจะเป็นคนที่ตลกที่สุด จากงานวิจัยเมื่อปี 2019 ของ
    YouGov ลำดับการเกิดจะมีผลต่อลักษณะนิสัย โดยคนโตจะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบมากที่สุด ส่วนคนเล็กจะสบายๆ มากที่สุด
  28. ช้างเป็นสัตว์ที่สำคัญมาก (keystone species) มันช่วยถางทางในป่า สร้างบ่อน้ำเล็กๆ ตามแม่น้ำที่แห้งเหือด และกระจายเมล็ดพันธุ์ระหว่างที่มันเดินทาง
  29. “Pluviphile” (พลูวิไฟล์) คือคำศัพท์ที่ใช้เรียก “คนรักฝน” ที่มีความสุขและความสงบในวันที่ฝนตก
  30. จำนวน DNA ในร่างกายมนุษย์แต่ละคนนั้นมากพอที่จะวางเรียงต่อกันจากพระอาทิตย์ถึงดาวพลูโตไป-กลับ 17 ครั้ง
  31. ต้องใช้ต้นไม้ 7-8 ต้นเพื่อจะผลิตอ๊อกซิเจนได้มากเพียงพอสำหรับคนหนึ่งคนไว้ใช้ตลอดทั้งปี
  32. ดาวนิวตรอน (Neutron stars) หมุนรอบตัวเองในอัตรา 600 ครั้งต่อวินาที
  33. ถ้าห้องนอนเหม็นอับ ให้เอาแผ่นอบผ้า (dryer sheet) แปะไว้บนแอร์แแล้วเปิดแอร์ทิ้งไว้
  34. ยุงมีฟัน 47 ซี่
  35. มีนักกีฬาเพียง 5 คนในประวัติศาสตร์ที่เคยได้มากกว่า 8 เหรียญทอง โดยสี่คนได้ 9 เหรียญทองและไมเคิล เฟลปส์ ได้ 23 เหรียญทอง
  36. น้ำผึ้งเป็นอาหารชนิดเดียวที่ไม่มีวันเสีย
  37. ทวารหนักของเรานั้นมีเอกลักษณ์พอๆ กับลายนิ้วมือ ในอนาคตอาจจะมีโถส้วมที่สามารถบอกได้ว่าเราคือใคร [ลองเสิร์ชบทความ This smart toilet can read your anus like a fingerprint, say scientists]
  38. 80% ของประชากรเคยร้องเพลงที่ตัวเองเกลียดโดยไม่รู้ตัว
  39. ลิ้นเป็นอวัยวะที่ซ่อมแซมตัวเองได้เร็วที่สุดในร่างกาย
  40. เลข 4 ถือเป็นเลขโชคร้ายในญี่ปุ่นเพราะมันออกเสียงเหมือนคำว่า “ตาย”
  41. มนุษย์ไม่อาจรับรู้รสชาติของอาหารได้จนกว่ามันจะถูกผสมกับน้ำลาย
  42. เวลาหญิงสาวชาวฮาวายทัดดอกไม้ไว้ที่หูซ้าย นั่นแสดงว่าเธอมีแฟนแล้ว
  43. ประมาณ 80% ของสัตว์ที่อยู่ในมาดากาสการ์เป็นสัตว์ที่หาไม่ได้ที่ใดในโลก
  44. ทุกๆ ปี 98% ของอะตอมในร่างกายคนเราจะถูกผลัดเปลี่ยนไป
  45. ในเวลาเพียง 10 นาที พายุเฮอริเคนจะปลดปล่อยพลังออกมาเท่ากับอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดในโลกรวมกัน
  46. ยีราฟกำลังสูญพันธุ์อย่างช้าๆ ใน 30 ปีที่ผ่านมาประชากรของยีราฟลดลงไปกว่า 40%
  47. โดยเฉลี่ยแล้วคนเราใช้เวลาประมาณ 2 ปีไปกับการใช้โทรศัพท์
  48. มันฝรั่งทอดถูกคิดค้นโดยเชฟที่หงุดหงิดจากการโดนลูกค้าคนหนึ่งบ่นว่าอยากได้มันฝรั่งที่บางกว่านี้และทอดสุกกว่านี้
  49. ถ้าผู้ชายปัสสาวะใส่ที่ตรวจครรภ์แล้วขึ้นสองขีด เขาอาจเป็นมะเร็ง
  50. “J” คืออักษรตัวสุดท้ายที่ถูกใส่เข้ามาในภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ตัว “Z”

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Sadam Parvez’s answer to What is the most useless fact you know?