ของที่หนักกว่าย่อมตกถึงพื้นเร็วกว่า

นี่คือสิ่งที่อริสโตเติล ปราชญ์ชาวกรีกเคยกล่าวเอาไว้

และก็ไม่มีใครตั้งคำถามกับประโยคนี้ด้วย เพราะมันฟังดูสมเหตุสมผลสุดๆ

คนที่มาหักล้างความเชื่อนี้ คือกาลิเลโอ ที่ทดลองปล่อยลูกบอลไม้กับลูกกระสุนปืนใหญ่ลงจากหอเอนเมืองปิซา แล้วก็พบว่าทั้งสองอย่างตกถึงพื้นพร้อมกัน

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า กาลิเลโอได้ทำการทดลองนี้จริงหรือไม่ แต่คำถามที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือทำไมต้องรอให้ถึงยุคกาลิเลโอ

อริสโตเติล อาศัยอยู่ในช่วง 350 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนกาลิเลโอนั้นเกิดในช่วงศตวรรษที่ 16

นั่นหมายความว่า ต้องใช้เวลาเกือบ 2000 ปี กว่าที่จะมีใครสักคนลุกขึ้นมาหักล้างสิ่งที่อริสโตเติลเคยกล่าวเอาไว้

ในเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ทำไมถึงไม่มีใครตั้งคำถาม และทำการทดลองที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร?

ต้นเหตุอาจมาจากความเป็นอริสโตเติลเองครับ

เพราะอริสโตเติลนั้นเป็นคนที่เฉลียวฉลาด และการค้นคว้าของเขาก็ละเอียดถี่ถ้วนเสียจนคนที่อ่านงานของเขาเชื่อว่าเขาพูดถูกไปเสียทุกเรื่อง

เป็นเวลายาวนานที่นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับทัศนะที่อริสโตเติลมีต่อโลกว่าเป็นความจริงอย่างไม่มีข้อสงสัย หากพวกเขาพิสูจน์ได้ว่าอริสโตเติลพูดอะไรสักอย่าง นั่นก็ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะเชื่อ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ความจริงโดยอำนาจ” หรือ truth by authority นั่นคือการเชื่อว่าบางสิ่งจะต้องเป็นความจริงเพราะบุคคลำคัญที่มี “อำนาจ” ได้กล่าวไว้เช่นนั้น


มองไปรอบตัว เราจะเห็นความจริงโดยอำนาจอยู่เต็มไปหมด

“ความจริง” ที่เรายึดถือในทุกวันนี้ หลายอย่างก็เพียงสิ่งที่พ่อแม่หรือครูเคยบอก (หรือหลอก) เราเมื่อตอนเด็กๆ

แม้จะโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็ยังตกอยู่ภายใต้ความจริงโดยอำนาจที่มาจากศาสดา จากผู้นำ/ประมุข/นักการเมือง จากนักลงทุนในตำนาน จากสถาบันที่มีชื่อเสียง จากผู้ประกอบการอย่าง Elon Musk หรือ จากแพลตฟอร์มอย่าง Google ที่เหมือนจะกลายเป็นทางเข้าเพียงทางเดียวสำหรับการ “ค้นหาความจริง” ไปแล้ว

เมื่อเราเชื่อมั่นหรือเลื่อมใสในตัวใครมากๆ เราจะหยุดตั้งคำถาม เราจะคิดว่าสิ่งที่มาจากเขานั้นเชื่อถือได้

การยึดถือความจริงโดยอำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร มันคือกลไกอย่างหนึ่งทางชีววิทยาที่ทำให้เราตัดสินใจได้เร็วขึ้นและไม่ต้องมาเสียเวลาครุ่นคิดกับทุกอย่างที่เราเจอในชีวิต

แต่ความจริงโดยอำนาจนั้นก็มีอันตราย เพราะมันอาจจะทำให้เราใจแคบและไร้เหตุผลได้อย่างเหลือเชื่อ

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าตกอยู่ใต้ truth by authority ของใครหรือของอะไรบ้าง แล้วการตั้งคำถามกับคนที่เราศรัทธาก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดบาปอะไร

ดีกว่าเห็นผิด เพราะยึดติดว่าบุคคลที่เราศรัทธานั้นถูกต้องเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ปรัชญา: ประวัติศาสตร์สายธารแห่งปัญญา ผู้เขียน: Nigel Warburton ผู้แปล: ปราบดา หยุ่น,รติพร ชัยปิยะพร สำนักพิมพ์ Bookscape

Pic & Pause: ม้านั่งจากปี 2100

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานแต่มีรูปมาให้ดูครับ

ผมโชว์รูปนี้ให้แฟนดู แล้วให้ลองเดาว่าทำไมม้านั่งต้องสูงขนาดนี้

แฟนตอบว่า เพื่อให้เด็กได้เห็นวิวเดียวกับผู้ใหญ่รึเปล่า?

อืมเป็นไอเดียที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ถูก…

คุณผู้อ่านลองหยุดคิดดูเล่นๆ นะครับว่าจะมีม้านั่งที่สูงขนาดนี้ไว้ทำไมกัน

ใบ้ให้นิดนึงว่ามีม้านั่งแบบนี้อยู่ 15 ตัว วางอยู่ทั่วโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์ค

และโคเปนเฮเกนนั้นเป็นเมืองที่ติดทะเล



มาลองอ่านเฉลยกันดูนะครับ

ที่โคเปนเฮเกนนั้นมีม้านั่งอยู่ตามที่สาธารณะเพื่อให้คนมานั่งพักอยู่แล้ว แต่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สถานีทีวีช่อง 2 ของเดนมาร์ค ก็แทนที่ม้านั่งปกติด้วยม้านั่งที่สูงขึ้น 1 เมตรในหลายจุด

คนที่เดินผ่านไปมา หากสงสัยและหยุดดู ก็จะเห็นข้อความบนป้ายโลหะขนาดเล็กที่ติดอยู่บนพนักพิงหลัง

“น้ำท่วมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน จากการคาดการณ์ของ UN ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีก 1 เมตรภายในปี 2100 หากสถานการณ์โลกร้อนยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้”

พูดง่ายๆ ก็คือ หากพวกเรายังนิ่งเฉย วันหนึ่งจะมีแค่ม้านั่งแบบนี้เท่านั้นที่เราจะใช้ได้ เพราะม้านั่งตัวอื่นๆ ที่เหลือจะจมน้ำทะเลไปหมดแล้ว

“ม้านั่งจากปี 2100” จึงเป็นการรณรงค์ลดโลกร้อนที่เฉียบคมและทรงพลังอย่างยิ่งครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Famous Campaigns: The city of Copenhagen has elevated its public benches to raise awareness of rising sea levels.

Image credit: Maria Schumann & Kristian Vestergaard

หยุดต่อรองกับตัวเอง

James Clear ผู้เขียน Atomic Habits เคยเล่าถึงเพื่อนคนหนึ่งที่มีภาระหน้าที่มากมาย แต่เขาก็ตัดสินใจว่าจะเขียนหนังสือ

พอเจมส์ถามเขาว่าหาเวลาที่ไหนเขียนหนังสือ เพื่อนก็ตอบว่า

“ผมตื่นนอนตอนตี 5 ชงกาแฟ แล้วผมก็เริ่มต้นเขียนหนังสือตั้งแต่ตีห้าครึ่งถึงเจ็ดโมงเช้าทุกวัน ผมทำอย่างนี้มา 9 วันแล้ว และจะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าหนังสือจะเสร็จ”

เจมส์รู้ทันทีว่าเพื่อนคนนี้จะเขียนหนังสือสำเร็จแน่ เพราะเขาได้ออกแบบไลฟ์สไตล์ของเขาเพื่อบรรลุเป้าหมายนี้

วิธีการนี้มีอยู่สองส่วนด้วยกัน

หนึ่ง เราต้องออกแบบวันของเราเพื่อให้เราทำสิ่งนั้นโดยอัตโนมัติ

สอง เราต้องไม่ต่อรองกับตัวเอง

เพราะคนจำนวนไม่น้อยชอบพูดกับตัวเองว่า “ตอนนี้ยังไม่ค่อยอยากทำ ไว้เดี๋ยวค่อยทำก็แล้วกัน” เมื่อเราคิดอย่างนี้ก็เรียกได้ว่าแพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้ง

สัปดาห์ที่แล้วหลายคนคงเคยได้ยินอาจารย์ชัชชาติให้สัมภาษณ์ว่าการวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมทุกเช้าคือหินก้อนใหญ่ เขาจึงทำมันทุกวันโดยไม่มีข้อแม้

“หินก้อนใหญ่” นั้นมาจากเรื่องราวในหนังสือ First Things First ของ Stephen Covey ที่บอกว่าโถแก้วของคนเรามีขนาดจำกัด ถ้าเราใส่ทรายลงไปก่อน เราจะไม่มีพื้นที่สำหรับใส่หินก้อนใหญ่เลย แต่ถ้าเราใส่หินก้อนใหญ่ลงไปก่อนเราจะมีพื้นที่ให้ใส่ทรายเสมอ

สูตรของคนสำเร็จคือการออกแบบชีวิตให้มีโอกาสได้ทำสิ่งสำคัญในทุกวัน

และเมื่อถึงเวลาทำสิ่งนั้นเราจะต้องไม่ต่อรองกับตัวเองครับ

Halo Effect vs Horn Effect

Halo (อ่านว่า เฮโล่) คือแสงสว่างเป็นวงกลมอยู่เหนือศีรษะของนักบุญในคริสต์ศาสนา การมี halo อยู่บนหัวจะทำให้คนๆ นั้นดูเป็นคนดีขึ้นมาทันที

Halo Effect ก็คือเมื่อเราชอบพอใครคนใดคนหนึ่งแล้ว อะไรที่เขาทำก็จะเข้าหูเข้าตาไปเสียหมด

คนหน้าตาดีมักจะได้รับอานิสงส์จาก Halo Effect เมื่อหล่อ-สวย คนอื่นก็จะมองในแง่ดีเอาไว้ก่อน

Halo Effect อาจส่งผลร้าย เมื่อเรามองเห็นแต่ข้อดีของคนคนหนึ่งจนมองไม่เห็น (หรือมองข้าม) ข้อเสียของเขาไป

เพราะคนที่ทำให้เราเจ็บมากที่สุด มักจะเป็นคนที่เรารักมากที่สุด

สิ่งที่ตรงข้ามกับ Halo Effect ก็คือ Horn Effect

Horn ในที่นี้คือเขาของปีศาจ ไม่ใช่เขาวัวเขาควาย

เมื่อเราไม่ชอบอะไรบางอย่างในตัวคนคนหนึ่ง เราก็จะติดเขาให้กับคนคนนั้น เราจะมีอคติ เขาทำอะไรก็ไม่เข้าหูเข้าตา ถ้าอาการหนักหน่อยแค่เขาอ้าปากจะพูดก็ผิดแล้ว

Halo Effect และ Horn Effect เห็นได้ชัดมากในสนามการเมือง ซึ่งมันนำไปสู่การเชียร์แบบไม่ลืมหูลืมตา รวมถึงการตีตราฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคนชั่วช้าหรือโง่งมงาย

จะรักใครจะชังใครนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่หากจุดประสงค์ของเราคือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง ประเด็นจึงไม่ใช่การเป็นฝ่ายถูกหรือฝ่ายเหนือกว่าในด้านศีลธรรม แต่เป็นการมองเห็นโลกให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด

หากรู้ตัวว่าเรากำลังตกอยู่ใต้ Halo Effect หรือ Horn Effect อยู่ วิธีที่จะช่วยบรรเทาได้ก็คือ

  1. มองให้เห็นข้อเสียของคนที่เราชอบ
  2. มองให้เห็นข้อดีของคนที่เราชัง

โดยเฉพาะข้อสอง เราต้องระวังที่จะไม่มองเห็นข้อดีแบบประชดประชัน

ไม่อย่างนั้นเราจะตกอยู่ใต้ Horn Effect เหมือนเดิมครับ

ไม้กระดกของคนทำงาน

ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่พาลูกๆ ไปสนามเด็กเล่น หนึ่งในเครื่องเล่นที่ไม่ได้เห็นมานานแล้วคือไม้กระดก (ภาษาอังกฤษเรียกว่า seesaw)

วิธีเล่นนั้นง่ายมาก แค่ต่างฝ่ายต่างเข้าประจำที่คนละฝั่ง แล้วก็ผลัดกันถีบตัวขึ้นจากพื้น “ปรายฝน” ลูกสาววัยหกขวบครึ่งกับ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายวัยสี่ขวบครึ่ง เล่นกันอย่างหัวเราะชอบใจ

เล่นไปครู่นึงปรายฝนเกิดครึ้มอกครึ้มใจ พอถึงคราวที่ตัวเองขาแตะพื้นก็นั่งแช่อยู่อย่างนั้น ใกล้รุ่งเลยลอยอยู่กลางอากาศ พยายามจะขย่มตัวเองลงมาก็ไม่เป็นผลเพราะน้ำหนักห่างกับพี่สาวอยู่หลายกิโล

เมื่อค้างอยู่ได้หลายวินาที ใกล้รุ่งเริ่มไม่สนุก ก็เลยตัดพ้อกับเจ่เจ้ ผมเองก็เลยต้องบอกปรายฝนว่าปล่อยน้องให้ลงมาได้แล้ว

อดคิดไม่ได้ว่าพลวัตหรือ dynamics ระหว่างหัวหน้ากับลูกน้อง หรือระหว่างผู้บริหารกับพนักงานก็มีความคล้ายคลึงกับไม้กระดก ที่ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการกระดกขึ้นและลงเพื่อให้การกระดกไม้นี้ยังคงอยู่ต่อไป

แต่หากผู้บริหารครึ้มอกครึ้มใจ นั่งแช่ (“ยืนกราน”) ที่จะเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อีกฝ่ายนั้นแทบจะไม่มีกำลัง (powerless) ที่จะทำอะไรได้เลย เพราะน้ำหนักของคำพูดและน้ำหนักของอำนาจนั้นต่างกันอยู่หลายกิโล หากลูกน้องแข็งขืนก็คงได้แต่ลอยค้างอยู่อย่างนั้น

ดังนั้น ในฐานะ “ผู้ใหญ่ที่ตัวหนักกว่า” เราต้องมีน้ำใจนักกีฬา ต้องยอมถีบตัวเองให้ตัวเบา ลูกน้องของเราจะได้มีน้ำหนักบ้าง เกมการทำงานจะได้ดำเนินต่อไปได้

เพราะหากเราเคยชินกับการนั่งแช่ ปล่อยให้อีกฝ่ายค้างเติ่งบ่อยๆ

สุดท้ายจะไม่มีใครอยากเล่นไม้กระดกกับเราครับ