ถ้าเป้าหมายคือการเติบโต ย่อมไม่มีอะไรที่สูญเปล่า

เพราะทุกสิ่งที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิตนั้นสอนอะไรให้เราได้เสมอ

ความสำเร็จสอนให้เรารู้ว่าอะไรคือปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จนั้น

ส่วนความล้มเหลวก็สอนให้เรารู้ว่า ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากฝีมือเราไปทั้งหมด มีอะไรหลายอย่างที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา

ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดเรื่องดีหรือร้าย ถ้าเราไม่ลืมที่จะถามตัวเองว่าเราสามารถเก็บเกี่ยวอะไรจากเหตุการณ์นี้ได้บ้าง เราจะไม่มีทางขาดทุน เราจะเริ่มขาดทุนก็ต่อเมื่อเราปฏิเสธความจริงตรงหน้าเท่านั้น

ผิดพลาดคือฉลาดกว่าเมื่อวาน

ถ้าเป้าหมายคือการเติบโตในตัวเรา ย่อมไม่มีอะไรที่สูญเปล่าทั้งสิ้น

ความแตกต่างระหว่างคนรวยจริงกับคนรวยปลอม

Ken Honda เป็นนักเขียนชาวญี่ปุ่นที่ออกหนังสือมาแล้วกว่า 50 เล่ม

ฮอนดะเคยทำการสำรวจเศรษฐี (millionaire) ชาวญี่ปุ่นจำนวน 12,000 คนและพบว่า ไม่ว่าเศรษฐีเหล่านี้จะมีเงินเท่าไหร่ พวกเขาก็ยังต้องการมากขึ้นอยู่ดี

ฮอนดะเคยสัมภาษณ์คนที่มีเงิน 1 ล้านเหรียญในธนาคารว่า “คุณรู้สึกว่าคุณร่ำรวยอย่างแท้จริงรึยัง” เขาตอบว่ายัง เพราะเขายังมีเงินไม่ถึง 10 ล้านเหรียญ

แต่พอฮอนดะไปถามคนที่มีเงิน 10 ล้านเหรียญ เขาก็ตอบว่ายังไม่รวยเช่นกัน เพราะอยากมีเครื่องบินส่วนตัว

แล้วพอฮอนดะไปถามคนที่มีเครื่องบินส่วนตัว เขาก็ตอบว่ายังไม่รวย เพราะเครื่องบินของเขานั่งได้แค่ 6 คน

ดังนั้นจำนวนเงินในกระเป๋า (หรือในธนาคาร) จึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความรู้สึกว่าเรารวยแล้ว

ฮอนดะพบว่า ความแตกต่างระหว่างเศรษฐีที่ยังไม่รวยกับเศรษฐีที่รู้สึกว่ารวยแล้วนั้นมีอยู่อย่างเดียว นั่นคือโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไป – a shift in worldview

คนที่รู้สึกว่าตัวเองรวยแล้วมองว่าเงินเป็นเหมือนอากาศที่มีอยู่ทุกที่ และเงินเหล่านี้ก็จะไหลผ่านเขาเมื่อถึงเวลาจำเป็น พวกเขาไม่มีเป้าหมายทางการเงิน ไม่มีเป้าหมายที่จะซื้อเครื่องบินส่วนตัว พวกเขาแค่เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาเขาก็จะมีเงินที่จำเป็นต้องใช้เอง และเมื่อเขาเชื่อแบบนี้ เขาจึงสามารถตอบว่า “รวยแล้ว!” ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

เป็นมุมมองที่น่าสนใจ เลยนำมาเล่าสู่กันฟัง

เผื่อวันหนึ่งเราจะมองเงินเป็นเหมือนอากาศได้อย่างเขาบ้างครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก The Buddha and The Badass by Vishen Lakhiani

To-Do List แบบเขียนทีละข้อ

เดือนที่ผ่านมาผมได้ทดลองทำ To-Do List ที่ค่อนข้างประหลาดแต่ก็ให้ผลดี

ผมได้ไอเดียนี้มาจาก Oliver Burkeman ผู้เขียนหนังสือ Four Thousand Weeks

วิธีการนั้นง่ายมาก

  1. เขียนรายการที่จะทำแค่ข้อเดียว
  2. ทำสิ่งนั้นให้เรียบร้อย
  3. ขีดฆ่ารายการนั้นทิ้ง

แล้วก็กลับไปที่ข้อ 1 ใหม่

หากระหว่างที่ทำสิ่งนั้นอยู่ เกิดเจออะไรหรือนึกอะไรขึ้นมาได้ ก็ให้หักห้ามใจ ไม่กระโดดลงไปทำสิ่งนั้นทันที ให้จดเอาไว้ก่อน แล้วกลับมาอยู่กับสิ่งที่เราควรจะทำ

ผมพบว่าวิธีนี้ช่วยให้เรา single-tasking ได้ดีขึ้น

การทำงานสมัยใหม่นั้นมี “กับดัก” ระหว่างทางมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอีเมล สแล็ค (หรือไลน์) รวมถึงโซเชียลมีเดียที่เรียกร้องความสนใจของเราตลอดเวลา

ดังนั้นการทำ To-Do List แบบทำทีละอย่างนี้จะช่วยให้เรามีสติมากขึ้นว่ากำลังทำอะไรอยู่ และฝึกให้เรามีวินัยที่จะอยู่กับสิ่งนั้นจนกว่าจะเสร็จ

คราวนี้เมื่อเสร็จงานชิ้นนั้นแล้ว จะเล่นเฟซบุ๊คก็ทำได้ แต่เราควรจะใช้หลักการเดียวกันนั่นก็คือ

  1. เขียนคำว่า “เล่นเฟซบุ๊ค” เป็นรายการที่เราจะทำ
  2. เล่นเฟซบุ๊ค
  3. ขีดค่ารายการ “เล่นเฟซบุ๊ค” ทิ้งไป

เมื่อเราบังคับให้ตัวเองต้อง “เขียนทุกอย่าง” ที่เราจะทำทีละข้อ เราจะมองเห็นตัวเองมากขึ้นว่าแต่ละวันเราว่อกแว่กแค่ไหน และบางทีก็ช่วยให้เรายับยั้งชั่งใจได้มากขึ้น

เตือนไว้นิดนึงว่าวิธีการนี้อาจทำให้เราหงุดหงิดและรู้สึกยุ่งยาก เพราะมันทวนกระแสนิสัยที่เราคุ้นเคยมานาน

ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ

ของที่หนักกว่าย่อมตกถึงพื้นเร็วกว่า

นี่คือสิ่งที่อริสโตเติล ปราชญ์ชาวกรีกเคยกล่าวเอาไว้

และก็ไม่มีใครตั้งคำถามกับประโยคนี้ด้วย เพราะมันฟังดูสมเหตุสมผลสุดๆ

คนที่มาหักล้างความเชื่อนี้ คือกาลิเลโอ ที่ทดลองปล่อยลูกบอลไม้กับลูกกระสุนปืนใหญ่ลงจากหอเอนเมืองปิซา แล้วก็พบว่าทั้งสองอย่างตกถึงพื้นพร้อมกัน

ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า กาลิเลโอได้ทำการทดลองนี้จริงหรือไม่ แต่คำถามที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือทำไมต้องรอให้ถึงยุคกาลิเลโอ

อริสโตเติล อาศัยอยู่ในช่วง 350 ปีก่อนคริสตกาล ส่วนกาลิเลโอนั้นเกิดในช่วงศตวรรษที่ 16

นั่นหมายความว่า ต้องใช้เวลาเกือบ 2000 ปี กว่าที่จะมีใครสักคนลุกขึ้นมาหักล้างสิ่งที่อริสโตเติลเคยกล่าวเอาไว้

ในเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ทำไมถึงไม่มีใครตั้งคำถาม และทำการทดลองที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไร?

ต้นเหตุอาจมาจากความเป็นอริสโตเติลเองครับ

เพราะอริสโตเติลนั้นเป็นคนที่เฉลียวฉลาด และการค้นคว้าของเขาก็ละเอียดถี่ถ้วนเสียจนคนที่อ่านงานของเขาเชื่อว่าเขาพูดถูกไปเสียทุกเรื่อง

เป็นเวลายาวนานที่นักวิชาการส่วนใหญ่ยอมรับทัศนะที่อริสโตเติลมีต่อโลกว่าเป็นความจริงอย่างไม่มีข้อสงสัย หากพวกเขาพิสูจน์ได้ว่าอริสโตเติลพูดอะไรสักอย่าง นั่นก็ถือว่าเพียงพอแล้วที่จะเชื่อ

เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ความจริงโดยอำนาจ” หรือ truth by authority นั่นคือการเชื่อว่าบางสิ่งจะต้องเป็นความจริงเพราะบุคคลำคัญที่มี “อำนาจ” ได้กล่าวไว้เช่นนั้น


มองไปรอบตัว เราจะเห็นความจริงโดยอำนาจอยู่เต็มไปหมด

“ความจริง” ที่เรายึดถือในทุกวันนี้ หลายอย่างก็เพียงสิ่งที่พ่อแม่หรือครูเคยบอก (หรือหลอก) เราเมื่อตอนเด็กๆ

แม้จะโตมาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เราก็ยังตกอยู่ภายใต้ความจริงโดยอำนาจที่มาจากศาสดา จากผู้นำ/ประมุข/นักการเมือง จากนักลงทุนในตำนาน จากสถาบันที่มีชื่อเสียง จากผู้ประกอบการอย่าง Elon Musk หรือ จากแพลตฟอร์มอย่าง Google ที่เหมือนจะกลายเป็นทางเข้าเพียงทางเดียวสำหรับการ “ค้นหาความจริง” ไปแล้ว

เมื่อเราเชื่อมั่นหรือเลื่อมใสในตัวใครมากๆ เราจะหยุดตั้งคำถาม เราจะคิดว่าสิ่งที่มาจากเขานั้นเชื่อถือได้

การยึดถือความจริงโดยอำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร มันคือกลไกอย่างหนึ่งทางชีววิทยาที่ทำให้เราตัดสินใจได้เร็วขึ้นและไม่ต้องมาเสียเวลาครุ่นคิดกับทุกอย่างที่เราเจอในชีวิต

แต่ความจริงโดยอำนาจนั้นก็มีอันตราย เพราะมันอาจจะทำให้เราใจแคบและไร้เหตุผลได้อย่างเหลือเชื่อ

ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าตกอยู่ใต้ truth by authority ของใครหรือของอะไรบ้าง แล้วการตั้งคำถามกับคนที่เราศรัทธาก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องผิดบาปอะไร

ดีกว่าเห็นผิด เพราะยึดติดว่าบุคคลที่เราศรัทธานั้นถูกต้องเสมอครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ ปรัชญา: ประวัติศาสตร์สายธารแห่งปัญญา ผู้เขียน: Nigel Warburton ผู้แปล: ปราบดา หยุ่น,รติพร ชัยปิยะพร สำนักพิมพ์ Bookscape

Pic & Pause: ม้านั่งจากปี 2100

วันนี้วันศุกร์ ไม่มีนิทานแต่มีรูปมาให้ดูครับ

ผมโชว์รูปนี้ให้แฟนดู แล้วให้ลองเดาว่าทำไมม้านั่งต้องสูงขนาดนี้

แฟนตอบว่า เพื่อให้เด็กได้เห็นวิวเดียวกับผู้ใหญ่รึเปล่า?

อืมเป็นไอเดียที่น่าสนใจ แต่ยังไม่ถูก…

คุณผู้อ่านลองหยุดคิดดูเล่นๆ นะครับว่าจะมีม้านั่งที่สูงขนาดนี้ไว้ทำไมกัน

ใบ้ให้นิดนึงว่ามีม้านั่งแบบนี้อยู่ 15 ตัว วางอยู่ทั่วโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์ค

และโคเปนเฮเกนนั้นเป็นเมืองที่ติดทะเล



มาลองอ่านเฉลยกันดูนะครับ

ที่โคเปนเฮเกนนั้นมีม้านั่งอยู่ตามที่สาธารณะเพื่อให้คนมานั่งพักอยู่แล้ว แต่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา สถานีทีวีช่อง 2 ของเดนมาร์ค ก็แทนที่ม้านั่งปกติด้วยม้านั่งที่สูงขึ้น 1 เมตรในหลายจุด

คนที่เดินผ่านไปมา หากสงสัยและหยุดดู ก็จะเห็นข้อความบนป้ายโลหะขนาดเล็กที่ติดอยู่บนพนักพิงหลัง

“น้ำท่วมจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน จากการคาดการณ์ของ UN ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีก 1 เมตรภายในปี 2100 หากสถานการณ์โลกร้อนยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้”

พูดง่ายๆ ก็คือ หากพวกเรายังนิ่งเฉย วันหนึ่งจะมีแค่ม้านั่งแบบนี้เท่านั้นที่เราจะใช้ได้ เพราะม้านั่งตัวอื่นๆ ที่เหลือจะจมน้ำทะเลไปหมดแล้ว

“ม้านั่งจากปี 2100” จึงเป็นการรณรงค์ลดโลกร้อนที่เฉียบคมและทรงพลังอย่างยิ่งครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Famous Campaigns: The city of Copenhagen has elevated its public benches to raise awareness of rising sea levels.

Image credit: Maria Schumann & Kristian Vestergaard