มาว้าวกันเถอะ

201501121_Wow

คนไทยอาจจะไม่รู้จักบริษัทที่ชื่อ Zappos มากนัก

แต่ที่อเมริกา Zappos มีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่อง Customer Service หรือการบริการลูกค้า

คุณคิดว่า Zappos ขายอะไร?

ถ้าคุณเป็นเหมือนผม คุณอาจจะนึกว่าเขาขายไฟแช็ค

นั่นมัน Zippo ครับ! http://www.zippo.com/

Zappos เป็นร้านขายรองเท้าออนไลน์ครับ ถ้าอ่านออกเสียงแบบไทยๆ ก็อ่านว่าแซปโป้

ใครจะไปนึกว่าร้านขายรองเท้าออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้าน ไม่มีพนักงานต้อนรับตัวเป็นๆ จะโดดเด่นด้าน Customer Service

การบริการลูกค้าอันเยี่ยมยอดของ Zappos นี่ถูกเล่าขานเป็นตำนานไว้หลายเรื่องนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น

เรื่องที่ 1

Zappos เน้นมากเรื่องความพอใจในตัวสินค้า ถ้าลูกค้าไม่พอใจสินค้าชิ้นไหนก็ตาม Zappos จะรับรองเท้าคืนโดยไม่มีข้อแม้ แถมออกค่าส่งรองเท้าคืนให้อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น Zappos ยังยินดีให้ลูกค้าสั่งรองเท้าไปหลายๆ คู่ เช่นผมอาจจะสั่งรองเท้ามาซัก 6 คู่ สุดท้ายผมลองแล้วอาจจะชอบแค่ 2 คู่ ผมก็สามารถส่ง 4 คู่ที่เหลือคืนได้ฟรีๆ และ Zappos ก็จะ refund รองเท้าทั้งสี่คู่นั้น

————

เรื่องที่ 2

ธรรมดาพนักงาน call center จะพยายามคุยกับลูกค้าให้เร็วที่สุดและสั้นที่สุด เพื่อที่จะได้รับลูกค้าได้วันละมากๆ

ที่ Zappos ไม่ได้วัดผลงานของพนักงานว่าวันหนึ่งรับได้กี่สาย

แต่ให้ใช้วิจารณญาณเอาเองว่าจะทำอย่างไรให้ลูกค้าแฮปปี้

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปี 2555 Zappos ทำสถิติใหม่สำหรับ customer service call ที่ใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมง 29 นาที

เนื้อหาในการคุยส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวกับรองเท้าของ Zappos เลย แต่เป็นเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ใน Las Vegas (ผมเดาว่าลูกค้าคงกำลังคิดจะย้ายมาอยู่ละแวกนี้) และพนักงานรับสายของ Zappos คนนี้ก็ยินดีที่จะให้คำแนะนำอย่างเต็มใจ

สุดท้ายลูกค้าคนนี้ก็ซื้อรองเท้ายี่ห้อ UGG ไปหนึ่งคู่ถ้วน

————

เรื่องที่ 3

ชายหนุ่มชื่อ Jay ได้รับหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวในงานแต่งงานเพื่อนซึ่งอยู่อีกรัฐหนึ่ง

เจสั่งรองเท้ากับ Zappos เพื่องานนี้โดยเฉพาะ โดยสั่งรองเท้าหนึ่งสัปดาห์ก่อนวันงาน และใช้บริการส่งแบบธรรมดาคือสามวันถึง

นั่นแปลว่ารองเท้าควรจะส่งที่บ้านของเจอย่างน้อยสามวันก่อนวันที่เขาต้องขึันเครื่องบินไปงานแต่งงานเพื่อน

แต่ปรากฎว่าบุรุษไปรษณีย์ของ UPS ส่งรองเท้าไปผิดที่ วันพรุ่งนี้ต้องบินแล้วรองเท้าก็ยังมาไม่ถึงบ้าน

เจโทร.ไปที่ UPS ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือเท่าที่ควร เจเลยโทร.ไปที่ Zappos แทน

พนักงานรับสายของ Zappos ช่วยแก้ปัญหาด้วยการจัดการส่งรองเท้าคู่ใหม่ไปให้ที่งานแต่งงานเลย โดยใช้บริการแบบ Overnight คือส่งวันนี้พรุ่งนี้ถึง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม

ยังไม่พอ Zappos ยังทำการอัพเกรดให้เจเป็นลูกค้า VIP ซึ่งหมายความว่าเจจะได้รับบริการส่งรองเท้าแบบ overnight ไปตลอดชีพ

ยังไม่พอ Zappos ยังคืนค่ารองเท้าให้เจหมดทุกบาททุกสตางค์

นั่นหมายความว่าเจได้รองเท้าฟรีๆ มาใส่หล่อๆ ในงานแต่งงานเพื่อน แถมยังได้กลายเป็นลูกค้า VIP ด้วย

หลังจากประสบการณ์ครั้งนี้ เจบอกว่าจากนี้ไปเขาจะซื้อรองเท้าจาก Zappos ที่เดียวเท่านั้น

————

Anything worth doing is worth doing with Wow.

อะไรที่ควรทำก็ทำให้มันเจ๋งสุดๆ เอาแบบให้คนเค้าร้องว้าว! กันไปเลย

กลับมาดูตัวเอง วันๆ หนึ่งเราได้ทำให้ “ลูกค้า” ของเรารู้สึก “ว้าว” บ้างมั้ย?

ถ้าเราเป็นพนักงานบริษัท ลูกค้าของเราก็คือหัวหน้า หรือทีมอื่นๆ ที่รับงานต่อจากเรา

การทำงานทุกชิ้นให้ “ว้าว” ทั้งหมดอาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะเวลาเรามีจำกัด และงานบางชิ้นเราก็ไม่ค่อยอยากทำหรือมองว่าไม่สำคัญเท่าไหร่ จึงทำให้มันเสร็จๆ ไปตามหน้าที่

แต่ถ้างานบางชิ้นมันสำคัญมากๆ ผมว่ามันก็น่าจะดีที่จะทุ่มเทเวลาและความสามารถเพื่อให้มันออกมาดีที่สุด เพื่อที่จะให้ลูกค้าของเราได้ร้อง “ว้าว” บ้าง

ส่วนงานชิ้นที่ไม่สำคัญพอที่จะทำให้มันว้าว ก็อาจต้องถามตัวเอง (และหัวหน้า) ว่า ถ้ามันไม่สำคัญหรือมีประโยชน์อะไรมากนัก ทำไมยังต้องทำมันอยู่อีก  (is it worth doing at all?)

————

หากจะมองให้กว้างกว่าเรื่องงาน

ในหนึ่งเดือนที่ผ่านมา คุณได้ทำอะไรให้ พ่อแม่คุณ “ว้าว” บ้างมั้ย?

หรือได้ทำให้ภรรยา สามี หรือ ลูกของคุณ “ว้าว” บ้างมั้ย

การทำให้ “ว้าว” ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความใส่ใจมหาศาลอยู่

อาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง หลายวัน หรือหลายเดือน

แต่มันก็น่าจะคุ้มนะครับ

เพราะการทำให้คนๆ หนึ่ง “ว้าว” แค่ครั้งเดียว

ก็อาจจะเพียงพอให้เขาจดจำชั่ววินาทีแห่งความ “ว้าว” นั้นไปตลอดชีวิตก็ได้

อยากให้เจ้านายรักฟังทางนี้

20150120_EmployeesBossLove

เมื่อตอนต้นเดือนผมเขียนบล็อกเรื่อง 9 สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังถูกลูกน้องกำลังนินทา สำหรับเตือนใจเจ้านาย

บทความนั้นมีคนแชร์ไปไม่น้อย และหนึ่งในคอมเม้นท์ที่ได้มาก็คือ ทำไมไม่มีบทความเพื่อเตือนใจลูกน้องบ้าง

เพื่อเป็นการตอบสนองมิตรรักแฟนเพลง นี่คือ 9 ลักษณะนิสัยของที่ผมคิดว่าถ้าใครมีแล้วล่ะก็ เจ้านายจะทั้งรักทั้งหวงเลยล่ะ

1. ทำให้ดีที่สุด (Do your best) นั่นคือ ทำงานอย่างสุดความสามารถ ไม่เช้าชามเย็นชาม ลูกน้องที่ดีจะไม่มองตัวเองว่าเป็นแค่ลูกจ้าง แต่จะมองว่านี่คือโอกาสที่จะได้ใช้ความรู้ความถนัดที่ตัวเองมีเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับทีมและองค์กร และมองงานแต่ละชิ้นว่ามันคือเวทีให้เขาได้ “ฉายแสง”

2. กล้าแสดงความเห็นและตั้งคำถาม (Be willing to share ideas and ask questions) ยิ่งถ้าคุณทำงานบริษัทอินเตอร์แล้วไม่กล้าแสดงความเห็นหรือถามคำถาม รับรองโดนฝรั่งและแขกแย่งพูดหมดแน่ครับ เราชอบคิดว่าความเห็นของเราไม่ค่อยมีค่า หรือกลัวว่าถ้าถามคำถามอะไรออกไปจะดูโง่ แต่เชื่อผมเถอะว่า ถ้ามีอะไรในหัวจงพูดออกไปเถอะ ถ้าคุณพูดสิ่งที่ฉลาดออกไป ก็ย่อมมีประโยชน์กับทีมและเจ้านายก็จะให้คะแนนคุณอยู่ในใจ ถ้าพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไป เขาจะได้ช่วยแก้ไขให้ เราจะได้ไม่โง่ซ้ำซาก

3. ถกได้แต่อย่าเถียง (Discuss, don’t argue) สองอย่างนี้มีแค่เส้นกั้นบางๆ การถกคือการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น เพื่อที่จะเข้าใจมุมมองของอีกฝ่ายและร่วมกันแสวงหาทางออกที่ดีที่สุด ขณะที่การเถียงเป็นเรื่องของการรักษาหน้าและการเอาชนะ ซึ่งโคตรจะเสียเวลาและความรู้สึก

4. ทำการบ้านมา (Do your homework) ลูกน้องที่ดีจะรู้ว่าเจ้านายต้องการอะไร เพียงแค่เราใช้ความช่างสังเกตซักนิดว่าเจ้านายเป็นคนประเภทไหน ชอบถามคำถามอะไรในที่ประชุม แล้วเราก็เพียงเตรียมตัวให้ดีๆ รับรองว่าเราจะโดดเด่นในสายตาเจ้านายเลยล่ะ

5. ไม่ต้องดูแลใกล้ชิดมากนัก (Be low-maintenance) เคยเห็นเพื่อนพนักงานคนไหนที่ต้องการความช่วยเหลือตลอดเวลามั้ยครับ? คนที่ติดอะไรนิดหน่อยก็วิ่งไปหาคนโน้นคนนี้ หรือคนที่ต้องให้เราคอยตามงานตลอดเวลา หรือคนที่โดนตำหนินิดเดียวก็ไปดราม่าบนเฟซบุ๊ค ถ้าเราทำตัวแบบนี้เราก็เป็นเหมือนเด็กไม่รู้จักโต แล้วเราจะมีโอกาสโตในองค์กรได้อย่างไร

6. รักษาคำพูด (Keep your word) ถ้าเราบอกว่างานชิ้นนี้จะเสร็จภายในวันศุกร์นี้ เราก็จะต้องทำทุกวิถีทางที่จะส่งงานชิ้นนี้ให้ได้ตามกำหนด (แม้จะต้องอยู่ดึกก็ตาม) แต่ถ้าหัวหน้าให้เดดไลน์ที่ไม่เหมาะสมมา เราต้องกล้าที่จะบอกว่าทำไม่ทันพร้อมด้วยเหตุผลที่ฟังขึ้น (กลับไปดูข้อ 2 & 3) การเป็นคนรักษาคำพูดจะทำให้เราเป็นคนที่เชื่อถือได้และใครๆ ก็จะอยากร่วมงานด้วย

7. มีอะไรผิดพลาดให้รีบบอก (Tell bad news early) จะได้ช่วยกันหาทางออก บางทีลูกน้องไม่กล้านำข่าวร้ายไปบอกเจ้านายเพราะกลัวโดนเจ้านายด่า กว่าเจ้านายจะรู้อีกทีเรื่องราวก็สายเกินแก้แล้ว พึงระลึกไว้เสมอว่ายอมโดนด่าแต่งานเดิน ยังดีกว่าโดนด่าแล้วงานเจ๊งนะครับ

8. พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ (Keep getting better) ลองถามตัวเองว่า ตัวเราวันนี้กับตัวเราเมื่อ 365 วันที่แล้ว มีการพัฒนาการอะไรบ้าง ถ้าพัฒนาการน้อยมากก็จงอย่าแปลกใจที่เงินเดือนตอนนี้กับเงินเดือนเมื่อ 365 วันที่แล้วจะไม่ค่อยแตกต่างกันเช่นกัน

9. มีความอ่อนน้อม (Have humility) เพราะเรายังเป็นคนไทย และความอ่อนน้อมทำให้เราเป็นคนน่ารักและเป็นที่รัก แต่ก็ต้องแยกให้ออกระหว่างอ่อนน้อมกับพินอบพิเทา ความอ่อนน้อมเกิดจากความเชื่อที่ว่าเราไม่ได้อยู่เหนือคนอื่น ขณะที่ความพินอบพิเทาเป็นเพียงการแสดงละครเพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง

—–

แถมอีกสองข้อครับ สำหรับคนที่อยากจะได้โปรโมตเร็วๆ

10. มีความคิดริ่เริ่ม (Be proactive) ถ้าเรามีไอเดียอะไรใหม่ๆ ที่คิดว่ามีประโยชน์ต่อทีม ให้เอาไปเสนอกับหัวหน้าเลยครับ ถ้าหัวหน้าเห็นดีเห็นงามเขาอาจจะให้เราเป็นคนทำโปรเจ็คนี้เลยก็ได้ อาจจะเหนื่อยเพิ่มขึ้นมาหน่อย แต่เชื่อผมเถอะว่ามันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

11. ช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม (Support your colleagues) เพราะมันแสดงให้หัวหน้าเห็นว่า นอกจากเราจะดูแลงานของตัวเองได้แล้ว เรายังมีกำลังและน้ำใจที่จะช่วยคนรอบข้างได้อีกด้วย

สองข้อที่เสริมเข้ามาคือการส่งสัญญาณบอกให้เจ้านายรู้ว่าเราไม่ได้ทำอะไรแค่เพื่อให้งานตัวเองเสร็จเท่านั้น แต่เรามีแก่ใจที่จะช่วยให้ทีมดีขึ้นด้วย ดังนั้นหากเจ้านายคิดจะโปรโมตใครในทีมขึ้นมา เขาต้องมองคนประเภทนี้ไว้ก่อน เพราะคนที่ทำงานเก่งด้วย และทำเพื่อทีมด้วย หากันไม่ได้ง่ายๆ

ผมเองก็ยังทำไม่ได้ทุกข้อนะครับ (หรืออาจจะทำได้แค่บางวันเท่านั้น)

ถ้าผมตกหล่นข้อไหนไปก็แนะนำมาได้เลย เผื่อจะได้ลองเอาไปทำมั่ง!

มีข้าวกิน

20150118_PenEk

เป็นเอก รัตนเรือง เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ผมชอบมากที่สุด

ผมดูหนังของเขาเกือบทุกเรื่อง ทั้ง “ฝัน บ้า คาราโอเกะ” “เรื่องตลก 69” “มนต์รักทรานซิสเตอร์” “เรื่องรัก น้อยนิด มหาศาล” “พลอย” “ฝนตกขึ้นฟ้า” และ “ประชาธิปไทย” (เรื่องสุดท้ายมีพูดถึงพ่อผมด้วย!)

พลาดแค่เรื่อง คำพิพากษาของมหาสมุทร และ นางไม้ เพราะไม่มีคนไปดูด้วย

หนังของเป็นเอก หาคนไปดูด้วยยากจริงๆ ครับ

เพราะเดาไม่ถูกว่าเขาจะมาไม้ไหน

และไม่มีทางรู้ว่าเราจะชอบเรื่องถัดไปที่เขาทำรึเปล่า

หนังบางเรื่องดูจบแล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า ตกลงเค้าต้องการจะบอกอะไรเรา(วะ)

แต่ที่น่าประหลาดใจ คือหลายฉากในหนังมันยังติดอยู่ในหัวผมมาถึงทุกวันนี้

ถ้าผ่านไปพบเจอหนังเป็นเอกที่ร้านไหน ลองซื้อมาดูซักเรื่องก็ได้นะครับ

ถ้าจะเอาหนังที่ดูง่ายที่สุดก็น่าจะเป็น มนต์รักทรานซิสเตอร์

และที่สำคัญ ช่วยซื้อมาฝากผมด้วยแผ่นนึง

เพราะ DVD หนังของเป็นเอก หายากมาาาากกก

———

สิ่งที่ผมชอบยิ่งกว่าหนังของเป็นเอกคือบทสัมภาษณ์ของเขา

เป็นคนที่มีทั้งความนุ่มนวลและความเถื่อนดิบอยู่ในตัว

แถมคำพูดบางประโยคของเขาคมยิ่งกว่านิ้วกลมหรือคัตโตะซะอีก

ผมชอบบทสัมภาษณ์ของเป็นเอกมากขนาดที่ว่า ถ้าผมเจอแมกกาซีนเล่มไหนมีบทสัมภาษณ์ของเป็นเอก ผมจะซื้อทันที

แล้วมาวันนึงเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วก็มีหนังสือเรื่อง “อย่างน้อยที่สุด” เล่มนี้ออกมา

เป็นบทสัมภาษณ์ที่เรียบเรียงและรวบรวมโดยคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักสัมภาษณ์ระดับพระกาฬ

ถ้าเจอหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้ซื้อมาอ่านนะครับ จะได้ทั้งความบันเทิงและแง่คิดมากมายเลยทีเดียว

ถ้ายังไม่เชื่อผมก็ลอง google “เป็นเอก อย่างน้อยที่สุด” ก็ได้ครับ มีคนดึงบทสัมภาษณ์บางส่วนมาให้อ่านเรียกน้ำย่อยไว้ให้แล้ว

ในยุคสมัยที่แผงหนังสือเต็มไปด้วยหนังสือสอนให้รวย

ผมเชื่อว่าคำพูดของเป็นเอกจะเป็นเสื้อชูชีพให้คุณได้ใส่เมื่อต้องล่องอยู่ในกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากนี้ครับ

PenEkBook

ป.ล. ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับซีเอ็ดนะครับ เพียงแค่อยากจะโชว์หน้าตาของปกหนังสือ และเมื่อเอารูปมาจากซีเอ็ดผมก็ควรจะให้เครดิตเขาด้วยซะเลย

Forget about making a million dollars

.20150114_MillionPeople

คริสเตียโน โรนัลโด นักฟุตบอลที่เพิ่งคว้ารางวัล FIFA Ballon D’Or (เป็นภาษาฝรั่งเศษอ่านว่า บัลลงดอร์ แปลว่าลูกบอลทองคำ) ไปเมื่อสัปดาห์นี้ มีเงินเดือนเท่าไหร่ทราบมั้ยครับ?

17 ล้านยูโรต่อปี หรือ 657 ล้านบาทเท่านั้นเอง (นี่ยังไม่รวมค่าสปอนเซอร์พวกยาสระผมขจัดรังแคเลยนะ!)

หมายความว่าแต่ละสัปดาห์ โรนัลโดจะมีเงินไหลเข้าบัญชี 12 ล้านบาท จากการเตะไอ้ลูกกลมๆ นี่

โรนัลโดเตะบอลแค่ 90 นาที ได้เงินมากกว่าที่บางคนหาได้ทั้งชีวิต

อาจจะมีใครแอบตำหนิโลกทุนนิยมที่สร้างความแตกต่างทางรายได้อันมหาศาลขนาดนี้นะครับ

แต่ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งที่บอกว่า ผลตอบแทนของเรา ขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่เราสร้างคุณค่าให้ (the return is proportional to the number of people you impact)

กลับมามองที่งานของเรา เราอาจจะสร้างประโยชน์ให้กับคนในทีม และให้กับผลประกอบการของบริษัท ซึ่งตัวเลขของคนที่เรามี impact ด้วยก็น่าจะไม่เกิน 100 คน

ขณะที่ นักฟุตบอลอย่างโรนัลโด ที่เล่นให้ยอดทีมอย่างเรียล มาดรีด และมีแฟนบอลตามดูอยู่ทั่วโลกนั้น ย่อมสร้างผลกระทบกับคนนับล้านๆ คนทุกสัปดาห์ (ไม่รวมที่เขาไปเป็นพรีเซนเตอร์ยาสระผมขจัดรังแคนะ!)

ผมลองพิมพ์คำว่า Ronaldo ลงไปใน Youtube.com วีดีโอที่โชว์ขึ้นมาก็คือ Cristiano Ronaldo ● Amazing Skills Show ● 2013-2014 ||HD|| ซึ่งมีคนดูไปแล้ว 17 ล้านครั้ง!

ขณะที่บล็อกของผมแต่ละตอน มีคนอ่านแค่ 20 ครั้ง!

เพราะโรนัลโดมี impact กับคนในวงกว้าง ผลตอบแทนจึงมหาศาลตามมา

มันก็เลยสอดคล้องกับคำพูดหนึ่งที่ผมอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตว่า

“อย่าไปสนใจเรื่องหาเงินหนึ่งล้านเหรียญ เอาเวลาไปทุ่มเทกับการช่วยเหลือคนหนึ่งล้านคนดีกว่านะไอ้น้อง”

ซึ่งผมว่ามันก็จริง

ถ้าเรามัวแต่คิดเรื่องหาเงิน ชีวิตอาจจะมีแต่เรื่องตัวเลขและกำไร และคงจะโดดเดี่ยวพิลึก

แต่ถ้าเราใส่ใจกับเรื่องสร้างประโยชน์ให้คนอื่นๆ ชีวิตเราจะมีความหมายและทางที่เราเดินน่าจะเต็มไปด้วยมิตรภาพ

ส่วนเรื่องเงินจะตามมาเอง จะช้าหรือเร็วเท่านั้น

บล็อกของผมอาจจะมีคนอ่านไม่ถึงหนึ่งล้านคน

แต่ถ้าซักหนึ่งหมื่นคนก็น่าจะพอเป็นไปได้

ถึงวันนั้นแล้วผมจะมารายงานผลนะครับว่า ผมมีรายได้เป็นกี่เสี้ยวของโรนัลโด