กฎ 23.5 ชั่วโมง

เมื่อ 10 ปีที่แล้วมีวีดีโอตัวหนึ่งออกมาที่ได้รับความสนใจพอสมควร ผมเคยดูครั้งเดียวแล้วยังจำได้จนถึงทุกวันนี้เลยกลับไปหามาดูใหม่

วีดีโอนี้จัดทำโดยคุณหมอ Mike Evans ซึ่งเขาตั้งคำถามเอาไว้ว่า อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อสุขภาพของเรา? (What is the single best thing we can do for our health?)

ดื่มเหล้าให้น้อยลง สูบบุหรี่ให้น้อยลง มีสังคมที่ดี ควบคุมคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำหนัก ฯลฯ

แต่อะไรล่ะคือสิ่งเดียวที่ดีที่สุดที่เราจะทำได้เพื่อรักษาสุขภาพของเรา?

แล้วคุณหมอก็ได้คำตอบ เพราะการทำสิ่งนี้ให้ผลลัพธ์ค่อนข้างครอบคลุม

คนไข้ข้อเข่าเสื่อม อาการเจ็บปวดและพิการลดลงไป 47%

คนชรา ลดโอกาสเกิดโรคความจำเสื่อมถึง 50%

ลดโอกาสคนเป็นโรคซึมเศร้าลง 47%

และจากการติดตามศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดนับหมื่นคนเป็นเวลา 12 ปี การทำสิ่งนี้ช่วยลดโอกาสการเสียชีวิตถึง 23%

ยาวิเศษที่ว่านี้ก็คือการออกกำลังกาย โดยเฉพาะการเดินครับ

ตัวเลขจากญี่ปุ่นบอกว่า ถ้าพนักงานเดินไปทำงานวันละ 10 นาทีจะไม่ส่งผลอะไรต่อความดันโลหิต ถ้าเดินวันละ 11-20 ความดันจะลดลง 12% และถ้าเดินเกินวันละ 20 นาที ความดันจะลดลงถึง 29%

อีกตัวอย่างหนึ่งมาจากเยอรมันนี คนที่มีปัญหาโรคหัวใจคุณหมอมักจะแก้ปัญหาด้วยการสอดขดลวด (stent) เข้าไปในเส้นเลือดเพื่อให้เลือดหมุนเวียนได้สะดวกขึ้น

นายแพทย์ลองแบ่งคนไข้โรคหัวใจเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้เดินวันละ 20 นาที และเต้นแอโรบิคสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ครั้งละหนึ่งชั่วโมง

กลุ่มที่สองได้รับการสอดขดลวด และใช้ชีวิตตามปกติ

ปรากฎว่า ในกลุ่มที่ออกกำลังกายนั้น มีถึง 88% ที่ไม่มีอาการกำเริบใดๆ ขณะที่กลุ่มที่สอดขดลวดนั้น มี 70% ที่ไม่มีอาการกำเริบ การทำอะไรโลว์เทคอย่างการเดินจึงให้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่าการทำสิ่งไฮเทคอย่างการสอดขดลวดเสียอีก

ตัวอย่างสุดท้ายมาจากออสเตรเลีย ซึ่งพบว่าคนที่ดูทีวีวันละ 6 ชั่วโมงนั้น มีอายุคาดเฉลี่ยน้อยกว่าคนไม่ดูทีวีถึง 5 ปี (คนอเมริกันนั้นดูทีวีเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง)

ชีวิตคนเราอยู่กับการนอนและการนั่งเยอะมาก เรานอนดูทีวีก่อนจะนอนหลับ ตื่นมาก็นอนเล่นมือถือ อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็นั่งรถไปทำงาน ถึงออฟฟิศก็นั่งที่โต๊ะเกือบทั้งวัน ตอนเที่ยงก็นั่งกินข้าว ก่อนจะกลับมานั่งโต๊ะถึงตอนเย็น กลับถึงบ้านก็นั่งดูทีวีอีก นั่งและนอน นอนและนั่งวนเวียนกันเรื่อยไป

คุณหมออีแวนส์เลยให้เราตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าเราสามารถจำกัดการนั่งและนอนรวมกันแล้วไม่เกินวันละ 23.5 ชั่วโมงได้รึเปล่า (Can you limit your sitting and sleeping to just 23 1/2 hours a day?)

กฎ 23.5 ชั่วโมง ก็คือ จงนั่ง+นอนให้ไม่เกินวันละ 23.5 ชั่วโมง นั่นเอง

และหาเวลาวันละ 30 นาทีเพื่อทำอะไรที่ active บ้าง ง่ายสุดก็คือการเดิน โดยจะแบ่งเป็นคราวละ 10 นาทีสามรอบก็ได้

เป็นอะไรที่ใครๆ ทำได้ ไม่ต้องใช้เงินสักบาท แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่ายิ่งนัก

ลองนำกฎ 23.5 ชั่วโมงไปปรับใช้กันดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: 23 and 1/2 hours: What is the single best thing we can do for our health?

นิสัยที่แก้ไม่หายของทหารผ่านศึก

วันนี้อ่านเจอกระทู้น่าสนใจใน Quora ที่ถามว่า นิสัยอะไรที่คุณได้เรียนรู้สมัยอยู่ในกองทัพที่คุณไม่คิดจะเลิกแม้จะกลับมาใช้ชีวิตพลเรือนแล้ว (What habits did you learn in the military that you simply cannot and do not wish to drop in your civilian life?)

นี่คือคำตอบของ Roland Bartetzko อดีตหทารชาวเยอรมันวัย 51 ปีครับ

“สิ่งเดียวที่ผมเรียนรู้ตอนอยู่ในกองทัพและยังยึดมั่นอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็คือนิสัยช่างแ_่ง

มันคือความไม่แยแสโดยสิ้นเชิงกับเรื่องชวนงุดหงิดที่เกิดขึันเป็นปกติ

รถคันหลังบีบแตรไล่เพราะไฟเขียวแล้วแต่ผมยังไม่ขยับรถอย่างนั้นเหรอ

โดนเพื่อนร่วมงานโกรธเพราะผมสั่งกาแฟมาให้ผิดอย่างนั้นเหรอ

ข่างซ่อมห้องน้ำมาสายหนึ่งชั่วโมงอย่างนั้นเหรอ

ไม่เห็นจะเป็นอะไร กองทัพได้สอนให้ผมไม่ยี่หระกับเรื่องแบบนี้

ผมไม่แคร์ ไม่แม้แต่นิดเดียว ผมเคยร่วมรบในสงครามมาแล้วสองครั้ง สิ่งที่ผมมองว่า “เป็นปัญหา” นั้นหน้าตาต่างออกไป ยกตัวอย่างเช่น

คุณอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนของทั้งสองฝ่าย กำลังโดนศัตรูตีวงล้อมเข้ามา และเพื่อนของคุณก็โดนสไนเปอร์ซุ่มยิง (บอสเนีย)

หรือไม่คุณก็โดนสะเก็ดระเบิดชิ้นใหญ่ฝังอยู่ในขา แถมแถวนั้นก็ไม่มีโรงพยาบาลเลยด้วย (สงครามโคโซโว)

หรือสหายร่วมรบเลือดไหลไม่หยุดเพราะเส้นเลือดใหญ่ขาด ขณะที่คุณพยายามหาทางช่วยชีวิตเขา (โคโซโว)

เหล่านี้ต่างหากคือปัญหาที่กองทัพสอนให้ผมแคร์

ในขณะที่วิถีชีวิตแบบพลเรือนนั้น ต่อให้เลวร้ายขั้นสุดผมก็ยังรู้สึกว่าง่ายเหมือนปอกกล้วย ผมเลยสนุกกับมันทุกนาที

บางทีคนรอบตัวก็หงุดหงิดกับท่าทีแบบนี้ของผม แต่ก็อย่างที่ผมบอกไปครับว่าผมก็ช่างแ_่งเหมือนกัน”

นิทานลูกโป่ง

ในคลาสเรียนวิชาหนึ่ง เมื่อนักศึกษาเดินเข้ามาในห้องเล็คเชอร์ พวกเขาเห็นว่าทุกที่นั่งมีลูกโป่งกับปากกาเมจิกวางอยู่

อาจารย์บอกให้นักศึกษาเป่าลูกโป่ง เขียนชื่อตัวเองบนลูกโป่ง แล้วนำมารวมไว้ที่หน้าชั้นเรียนก่อนกลับไปนั่งที่

เมื่อทุกคนทำเสร็จเรียบร้อย อาจารย์ก็กล่าวว่า

“ผมให้เวลา 5 นาที ลองมาหาลูกโป่งของตัวเองให้เจอ”

นักศึกษาร่วมร้อยคนกรูกันมาที่หน้าชั้นเรียนอีกครั้ง ตามหาลูกโป่งกันเป็นพัลวัน วิ่งชนกันวุ่นวาย แต่ผ่านไป 5 นาทีก็ยังไม่มีใครหาลูกโป่งของตัวเองเจอ

อาจารย์เคาะโต๊ะส่งสัญญาณให้ทุกคนหยุด

“เอาล่ะ มาลองกันใหม่ คราวนี้ถ้าคุณเจอลูกโป่งที่มีชื่อของใครก็ตาม คุณเดินเอาลูกโป่งไปให้เจ้าของคนนั้น”

ภายในเวลา 5 นาที ทุกคนก็ได้ถือลูกโป่งของตัวเอง

อาจารย์ยิ้มแล้วกล่าวว่า

“ความสุขก็เป็นแบบนั้น ถ้าทุกคนต่างวิ่งหาความสุขของตัวเอง เราจะหามันไม่เจอ แต่ถ้าเราใส่ใจในความสุขของคนอื่น เราจะหาความสุขของตัวเองเจอเช่นกัน”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Triple OGs corner’s answer to Is there an image that made your day a little better?

ถ้าข้างในเราถูก ข้างนอกจะถูกเอง

เคยนั่งเครื่องบินแล้วเจอแอร์สองคนที่บริการไม่เหมือนกันมั้ยครับ

คนหนึ่งอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส แต่อีกคนดูขุ่นๆ ไม่ค่อยรับแขกเท่าไหร่

ทั้งๆ ที่ตำแหน่งเดียวกัน ได้ค่าตอบแทนพอๆ กัน บินไฟลท์เดียวกัน เจอผู้โดยสารชุดเดียวกัน

สภาวะจิตใจที่แตกต่างของทั้งสองคนจึงไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก แต่เป็นวิธีการที่เขาเลือกที่จะตอบสนองต่อเหตุการณ์เหล่านั้นมากกว่า

เหมือนคำกล่าวที่ว่าสองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

แน่นอนว่าโลกนี้มันไม่แฟร์ บางคนเกิดมาแล้วช่างขัดสน บางคนเกิดมาแล้วเพียบพร้อมไปหมด

แต่นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และเราทำอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราทำได้คือเรียนรู้ที่จะรับมือกับประสบการณ์ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

หากเราเลือกที่จะมองให้เห็นว่าประสบการณ์นี้จะทำให้เราดีขึ้นได้อย่างไร ทุกเหตุการณ์ย่อมมีคุณค่า

แต่เราเอาแต่โทษฟ้าดินในความไม่แฟร์ เราก็จะยืนอยู่ที่เดิมหรือเดินถอยหลัง

การตอบสนองของเรานี่เองที่จะเป็นตัวกำหนดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราต่อไป สิ่งที่เราคิด พูด ทำ มันจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือแย่ลง ถ้าเราระลึกความจริงข้อนี้ได้ เราจะไม่ทำอะไรที่ไม่ฉลาดลงไป

ถ้าข้างในเราถูก ข้างนอกจะถูกเองครับ

คำพูดที่ออกจากปากเอากลับคืนมาไม่ได้

สิ่งที่มาพร้อมกับอายุ คือความยับยั้งชั่งใจ

แม้จะยังไม่รู้ว่าต้องพูดยังไงถึงจะถูก แต่เราจะรู้ว่าพูดอะไรแล้วผิดแน่ๆ

ถ้าพูดออกมาแล้วมันมีแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลง ก็อย่าพูดมันออกมาเลย

ฟังดูเหมือนง่าย แต่จริงๆ แล้วยากมาก โดยเฉพาะตอนที่อีกฝ่ายพูดจาไม่เข้าหูจนเราคันปากยุบยิบ

ต้องเตือนตัวเองว่าสำคัญกว่าการเถียงชนะคือการรักษาความสัมพันธ์ เพราะชัยชนะเหนือเพื่อนรักหรือคนที่เรารักนั้นสร้างบาดแผลให้ทั้งสองฝ่าย

และแม้จะเตือนตัวเองไว้ดีแล้ว แต่บางครั้งเราก็ยังเผอเรอพูดคำบางคำที่ทำร้ายอยู่ดี

หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ก็ขอให้นึกถึงประโยคที่หัวหน้าฮงพูดกับหมอฟันใน Hometown Cha-Cha-Cha

น้ำหกจากแก้วไปแล้ว เราเอาน้ำกลับคืนใส่แก้วไม่ได้

แต่เราขอโทษที่ทำน้ำหกได้นะครับ