เอะอะก็ปฏิรูปการศึกษา

20191007

ครั้งหนึ่งผมเคยไปบรรยายเรื่องสตาร์ทอัพให้ผู้บริหารจากหลายองค์กรฟัง และผู้บริหารท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า เมืองไทยไม่ค่อยมีสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ เพราะเด็กไทยไม่ค่อยกล้าคิดไม่ค่อยกล้าเสี่ยง ต้นเหตุก็เกิดมาจากการศึกษาที่หล่อหลอมให้เด็กของเราอยู่ในกรอบและมองหาแต่คำตอบสำเร็จรูป ดังนั้นเราต้องปฏิรูปการศึกษา

ผมเลยขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า การปฏิรูปการศึกษานั้นเป็นคำตอบที่ถูก และเป็นคำตอบที่ผิดในตัวมันเอง

เป็นคำตอบที่ถูก เพราะการศึกษานั้นมีผลต่อกระบวนการคิดของคนจริงๆ แถมการตอบว่า “เราต้องปฏิรูปการศึกษา” นั้นก็ไม่มีใครเถียงด้วยว่าไม่ดี

แต่มันเป็นคำตอบที่ผิด เพราะเรากำลังโยนความรับผิดชอบให้คนอื่น

เวลาเจอคนที่พูดว่า “เราต้องปฏิรูปการศึกษา” คำว่า “เรา” หมายถึงใครไม่รู้ แต่น่าจะไม่ได้หมายถึงตัวเองแน่ๆ

เราพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษามาเป็นสิบๆ ปีแล้ว แต่คำนี้ก็ยังล่องลอยอยู่ในอากาศ และเป็น “คำตอบสำเร็จรูป” สำหรับแทบจะทุกปัญหาในสังคมไทยมาโดยตลอด

แล้วคำตอบที่ถูกที่ผมหมายถึงคืออะไร?

ผมคิดว่าคำตอบที่ถูกคือคำตอบที่เรามีส่วนร่วมได้ เข้าไปมีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ก็ยังดีกว่าการเอาแต่เรียกร้องและหวังลมๆ แล้งๆ

—–

ใน Wongnai WeShare กับพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผมถามพี่เขาว่า ตอนนี้เราสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ลำบาก เพราะคนรุ่นเก่าก็ยังครองที่ทางของเขา ยังไม่คิดจะหลีกทางให้คนรุ่นใหม่ แล้วเราจะทำอย่างไรกันดี  พี่ภิญโญตอบว่า:

“คุณไม่มีทางไปร้องขออำนาจหรือความเปลี่ยนแปลงจากคนที่หวงอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลง คุณขอสิ่งที่เขาไม่อยากให้มากที่สุดได้อย่างไร

สิ่งเดียวที่คุณจะทำได้คือการ disruption สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ โดยไม่ต้องร้องขออำนาจ เมื่อคุณ disruption ไปทีละจุด ทีละจุด ทีละจุด 500 จุดหรือมากกว่าไปเรื่อยๆ สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเอง โดยที่คนรุ่นเก่าก็ได้แต่มองตาปริบๆ แล้วค่อยๆ ถอยออกจากบทบาทที่ตัวเองยืนอยู่

ยากที่เราจะหา platform แล้วฉันทามติร่วมกันในเวลานี้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด รอไปถึงชาติหนึ่งก็อาจจะไม่เปลี่ยน แต่ง่ายกว่าที่ปัจเจกชนจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างแล้วเปลี่ยนแปลงทีละจุด เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจึงเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เปลี่ยนแปลงธุรกิจแล้วค่อยเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงสังคมแล้วค่อยไปเปลี่ยนแปลงโลก อย่าคิดเปลี่ยนแปลงโลกแล้วย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง”

—–

กลับมาที่เรื่องปฏิรูปการศึกษา ในเมื่อระบบมันเป็นอย่างนี้ และเราคงต้องอยู่กันอย่างนี้ไปอีกสักพัก จะส่งลูกเรียนอินเตอร์ก็รับภาระค่าใช้ไม่ไหว แล้วจะทำยังไงดี?

บางทีเราก็ต้องเริ่มถามตัวเองก่อน ว่าเรากำลัง outsource การเรียนรู้ของลูกมากเกินไปรึเปล่า

เราทำงานเพื่อหาเงินส่งเป็นค่าเทอม แล้วเราก็ฝากความหวังไว้กับคุณครูและโรงเรียนว่าจะสร้างลูกของเราให้เป็นเยาวชนที่เข้มแข็ง แต่เราเองกลับมีเวลาสร้างเขาเพียงน้อยนิด

บางทีจุดเริ่มต้นคือการ outsource ให้น้อยลง คุยกับลูกให้มากขึ้น อ่านหนังสือให้เขาฟัง ลองหากิจกรรมต่างๆ ทำร่วมกัน ใส่ใจกับการเรียนรู้และการเจริญเติบโตทางความคิดของเขาให้มากกว่านี้

มันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ฟังดูดีเท่าการปฏิรูปการศึกษา

แต่ผมเชื่อว่ามันมีโอกาสที่จะสร้างเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าอย่างแน่นอนครับ

Book Insights – The Algebra of Happiness

20191006

อย่ามองการลงทุนว่าเป็นการลงทุน ให้มองว่ามันเป็นการเอาเงินไปใส่ในกล่องวิเศษ ใส่เงินหมื่นเข้าไปตอนนี้ อีกสิบยี่สิบปีกล่องวิเศษจะเสกมันให้เป็นเงินแสนเงินล้าน

ถ่ายรูปให้เยอะๆ ส่งเมสเสจไร้สาระหาเพื่อนๆ เอ่ยปากชื่นชมเพื่อนที่ทำงาน และบอกรักคนรอบตัวคุณให้มากที่สุด ผลตอบแทนในตอนแรกนั้นอาจดูเล็กน้อย แต่ในระยะยาวมันจะยิ่งใหญ่มาก

ความเต็มใจของผมที่พร้อมจะถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาลัย เพื่อน นักลงทุน และหญิงสาว นำพาสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตมากมาย ความกลัวที่จะโดนปฏิเสธนั้นเป็นอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่เสียกว่าการขาดแคลนพรสวรรค์ จงฝึกฝนตัวเองที่จะทำอะไรเสี่ยงๆ ทุกวัน (ขอขึ้นเงินเดือน, ทำความรู้จักกับคนแปลกหน้าในงานปาร์ตี้) และอย่ากลัวที่จะพยายามคว้าอะไรที่เกินเอื้อม

ความรักและความสัมพันธ์นั้นคือเป้าหมายสุดท้าย สิ่งต่างๆ ที่เหลือเป็นเพียงเครื่องมือเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายปลายทางที่ว่านี้

คำแนะนำของผมสำหรับการหาคู่รัก – จงชอบคนที่เขาชอบเรา

หลังจากแต่งงานแล้วรายได้ในครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นปีละ 14% เมื่ออายุถึง 50 ปี คนที่มีคู่ครองจะมีทรัพย์สินมากกว่าคนโสดในวัยเดียวกันถึง 3 เท่า

อย่าปล่อยให้ภรรยาหนาวหรือหิว

ตัวสะท้อนที่ดีของชีวิตคุณไม่ใช่บ้านหลังแรก แต่เป็นบ้านหลังสุดท้าย ลมหายใจเฮือกสุดท้ายเกิดขึ้นที่ไหนเป็นตัวสะท้อนความสำเร็จของคุณ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือจำนวนคนที่มารายล้อมคุณในวันนั้น เพราะในวัยชราคุณแทบจะไม่สามารถสร้างประโยชน์ให้ใครได้อีกแล้ว ถ้ายังมีคนเป็นห่วงเป็นใยคุณอยู่แสดงว่าเขาต้องเป็นคนดีมากๆ หรือไม่เขาก็กำลังพยายามตอบแทนสิ่งดีๆ ที่คุณเคยทำให้กับเขามาทั้งชีวิต

เวลาคนป่วยหนักทำตัวไม่น่ารัก จงอย่าไปถือสา มันเป็นเพียง “การเอ่ยวาจาของโรคร้าย” เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนหรือนิสัยของคนป่วย

น้ำตามีสองแบบคือน้ำตาแห่งความทุกข์กับน้ำตาแห่งความสุข เราหลั่งน้ำตาแห่งความทุกข์เมื่อเราคิดถึงอดีตด้วยความโศกเศร้าหรือคิดถึงอนาคตด้วยความหวาดหวั่น น้ำตาแห่งความสุขเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราดื่มด่ำกับปัจจุบันจนเรารู้สึกเหมือนวินาทีนี้ยาวนานชั่วนิรันดร์ ระยะหลังผมมีน้ำตาแห่งความสุขมากขึ้นเมื่อผมใช้ชีวิตให้ช้าลงเพื่อจะ “อยู่ตรงนี้” กับเพื่อนๆ หรือกับลูกๆ

—–

ขอบคุณเนื้อหาจาก The Algebra of Happiness by Scott Galloway

(Book Insights ไม่ใช่ Book Summary และไม่ใช่ Book Review ดังนั้นจึงจะไม่พยายามพูดถึงหนังสือทั้งเล่ม และจะไม่วิจารณ์ด้วยว่าดีไม่ดีอย่างไรหรือผมเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร สิ่งที่ Book Insights จะทำคือการดึงเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ขึ้นมาพูดเป็นข้อๆ ไปเพื่อให้ผู้อ่านได้รับเนื้อหาแบบลัดสั้นที่สุดครับ)

เราอยากเชื่อว่าเราเป็นคนพิเศษ

20191005

เราอยากเชื่อว่าเราเป็นข้อยกเว้น

เราเลยบอกกับตัวเองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนอื่นมันจะไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก

ถึงกินเหล้าก็ยังขับรถกลับบ้านไหว

ถึงสูบบุหรี่ก็จะไม่เป็นมะเร็งปอด

ถึงจะไม่วางแผนการเงิน เราก็จะมีกินมีใช้ไปเรื่อยๆ

ถึงจะกินแต่ของที่ไม่มีประโยชน์ สุขภาพก็จะยังแข็งแรงดี

ถึงจะไม่วอร์มอัพก่อนเล่นกีฬา เราก็จะไม่บาดเจ็บ

ถึงจะนอนไม่พอ แค่ดื่มกาแฟก็ยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถึงจะไม่คาดเข็มขัดก็ไม่เป็นไร เพราะรถที่เราขับนั้นจะไม่ชน

แม้จะไม่ได้บอกใคร แต่ความคิดเหล่านี้ก็อยู่ในใจ

ความคิดว่าเราเป็นคนพิเศษ ความคิดว่าเราไม่ได้ average เหมือนคนอื่นๆ

เราพิเศษจริงหรือไม่ ผมคงไม่อาจตัดสินได้ บอกได้เพียงว่า

หนึ่ง หลายคนน่าจะคิดว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ แต่เรื่องร้ายๆ ก็ยังเกิดกับเขาได้อยู่ดี

และสอง เราจะหลอกใครก็ได้ และคนที่เราหลอกได้ง่ายที่สุดคือตัวเราเองครับ

—–

Photo by Vivek Doshi on Unsplash

นิทานพระเซนกับแมงป่อง

20191002

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ขณะที่พระเซนรูปหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ริมน้ำ เขาได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง

เมื่อลืมตาขึ้น จึงเห็นแมงป่องกำลังจะจมน้ำ เขาจึงเอื้อมมือไปช่วยแมงป่องขึ้นมาจากน้ำ

แมงป่องต่อยมือพระเซนทันที เขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะบริกรรมอะไรบางอย่างพร้อมกับวางแมงป่องที่ริมฝั่งแล้วหลับตานั่งสมาธิต่อไป

สักครู่หนึ่ง พระเซนก็ได้ยินเสียงอีกครั้ง เจ้าแมงป่องตัวเดิมตกลงไปในน้ำอีกแล้ว เขาจึงหยิบแมงป่องขึ้นมาอีกครั้ง โดนต่อยที่มืออีกหน ก่อนจะวางมันลง

ชาวประมงซึ่งเห็นเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น ทนไม่ไหวจึงเอ่ยปาก

“ท่านไปช่วยมันทำไม ก็เห็นอยู่ว่ามันต้องต่อยท่าน สัตว์พวกนี้มันไม่เคยสำนึกบุญคุณหรอก”

“เป็นธรรมชาติของแมงป่องที่ต้องต่อย เป็นธรรมชาติของเราที่ต้องมีเมตตา ธรรมชาติของมันมิอาจเปลี่ยนธรรมชาติของเราได้”

ชาวประมงนิ่งเงียบ…

สักพัก แมงป่องก็ตกลงไปในน้ำอีก

ในขณะที่พระเซนกำลังจะเอื้อมมือลงไปช่วย ชาวประมงก็ยื่นกิ่งไม้ให้

พระเซนจึงใช้กิ่งไม้ช่วยแมงป่องขึ้นมาจากน้ำ

ชาวประมงจึงกล่าวกับพระเซนว่า

“ข้าเลื่อมใสท่านที่มีความเมตตาเหลือประมาณ แต่ก่อนที่ท่านจะเมตตาสัตว์โลก ท่านก็ควรมีเมตตากับตัวเองก่อนนะครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจากไลน์ภาษาจีน http://line.me/ti/p/%40linehome
แปลจีนเป็นอังกฤษโดย Google Translate
เรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย Anontawong’s Musings

เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

20191002_thinking

นี่คือคำสอนของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

ความทุกข์นั้นเกิดขึ้นได้สองทาง คือทางกายกับทางใจ

ความทุกข์ทางกายนั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่วันๆ เรามีความทุกข์ทางกายไม่มากนักหรอก อาจจะปวดเมื่อย หิวข้าว ต้องเข้าห้องน้ำ

ความทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราต้องแบกรับมักจะเป็นความทุกข์ทางใจที่เราสร้างขึ้นเองเสียมากกว่า

ความทุกข์ทางใจจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเราตกอยู่ในห้วงความคิด ทำร้ายตัวเองด้วยการคิดวกวนตอกย้ำและซ้ำเติม

สมมติเรากำลังทุกข์ใจอย่างหนักเพราะถูกแฟนทิ้ง เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าเราไม่ดีตรงไหน ทำไมเขาต้องทำกับเราอย่างนี้ ช่วงเวลาดีๆ คงไม่กลับมาอีกแล้ว ฯลฯ

กำลังเดินหน้าเศร้าเข้าซอยดันเจอหมาวิ่งไล่กัด ความทุกข์ที่ถูกแฟนทิ้งนั้นอันตรธานไปในทันที ต้องรอให้วิ่งหนีหมาเสร็จแล้ว คิดเรื่องแฟนทิ้งขึ้นได้ใหม่ ถึงจะกลับมาทุกข์ใจได้อีกรอบ

เราจึงไม่ได้ทุกข์เพราะถูกแฟนทิ้ง เราทุกข์เพราะความคิดว่าเราถูกแฟนทิ้งต่างหาก

เรามีความทุกข์เฉพาะตอนที่เราคิดเท่านั้น

หลุดออกจากความคิดได้เมื่อไหร่ กลับมารู้เนื้อรู้ตัวได้เมื่อไหร่ ความทุกข์ทางใจก็จะหายไปได้เมื่อนั้นครับ