นิทานแหวนวิเศษ

20191101

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

กษัตริย์ของอาณาจักรฮิบรูพระนามว่าโซโลมอนได้มีพระราชโองการขึ้นฉบับหนึ่ง

พระบรมราชโองการนั้นสั่งให้เหล่าอำมาตย์ที่ปรึกษาของพระองค์สร้างแหวนวิเศษ และให้แหวนวิเศษนั้นมีคำจารึก ซึ่งจะเป็นคาถาหรือบทสวดใดๆ ก็ได้ลงบนแหวน

โดยไม่ว่าพระองค์จะอยู่ในอารมณ์ใดก็ตาม หากพระองค์ทอดพระเนตรไปที่แหวน แหวนนี้จะต้องเปลี่ยนอารมณ์ของพระองค์ได้ หากพระองค์ทรงกริ้วอยู่ แหวนนี้จะต้องทำให้พระองค์หายกริ้วได้ หากตอนที่พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ แหวนวงนี้ก็ต้องแสดงอิทธิฤทธิ์ออกมาให้ทรงหายสำราญได้

เมื่อฟังโองการจบ เหล่าอำมาตย์ต่างคิดหนักว่าจะไปสร้างแหวนวิเศษขนาดนั้นได้อย่างไร

ช่างและกวีทั่วทั้งเยรูซาเลมถูกตามตัวมารับงานขึ้นเรือนแหวน นักบวชตามวิหารต่างๆ ถูกตามมาสร้างบทสวดมนต์ แต่แล้วก็เป็นอย่างที่เหล่าอำมาตย์คาดการณ์ ไม่มีใครสามารถสร้างแหวนที่ทรงพลานุภาพขนาดนั้นได้

วันกำหนดที่จะถวายแหวนแด่พระองค์ใกล้เข้ามาทุกที ความกังวลนั้นเข้ามาปกคลุมจิตใจของทุกคน แต่ที่หนักที่สุดเห็นจะเป็นปราชญ์เฒ่าผู้เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาของกษัตริย์โซโลมอน เพราะหากทำไม่สำเร็จ พระราชอาญาก็คงต้องตกกับตัวเอง

หลังจากทนทุกข์อยู่นาน ปราชญ์เฒ่าก็คิดได้ว่าจะกังวลไปทำไม ในเมื่อความมั่นคงในชีวิตมนุษย์ไม่เคยมีจริง เราไม่ควรจะดีใจกับเคราะห์ดี หรือหดหู่กับเคราะห์ร้ายให้มากจนเกินไป

และในวินาทีนั้นเองท้องฟ้าก็ดูเหมือนจะเปิดออกให้ได้เห็นแสงสว่าง

ในวันที่ถวายแหวนวิเศษแด่กษัตริย์โซโลมอน ทันทีที่พระองค์หยิบแหวนขึ้นมาทอดพระเนตรคำจารึก พระองค์ถึงกับนิ่งไปพักใหญ่ แล้วจึงทรงแย้มพระโอษฐ์ออกมาอย่างพอพระทัย

ในแหวนวิเศษนั้นมีคำจารึกไว้ว่า “This too shall pass.”

“แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านพ้นไปเช่นกัน”

—–

ดัดแปลงจากนิทานแหวนของกษัตริย์โซโลมอน ฟอรั่ม Munkong Gadget

เมื่อผ่านเรื่องยากๆ ชีวิตจะง่ายขึ้น

20191030_hard

ประเด็นนี้พูดได้ใน 3 มิติ

มิติแรกคือทำเรื่องยากๆ ที่ต้องใช้เวลา แต่สุดท้ายแล้วมันจะทำให้ทุกอย่างที่ตามมานั้นง่ายขึ้น

นิทานผู้ชายขนน้ำพูดถึงชายสองคนที่ขึ้นไปเอาน้ำบนภูเขาลงมาขายให้คนในหมู่บ้าน

ชายคนแรกแบกถังใบใหญ่เพื่อขนน้ำลงจากภูเขาทุกวัน ได้เงินค่าน้ำอย่างงดงาม

แต่ชายคนที่สองกลับพยายามสร้างท่อน้ำ ซึ่งใช้เวลายาวนานกว่ามาก ช่วงแรกจึงไม่มีรายได้ แถมยังโดนชายคนแรกและคนในหมู่บ้านดูแคลน

แต่พอถึงวันหนึ่งที่เขาสร้างท่อน้ำเสร็จ เขาก็สามารถขายน้ำให้คนทั้งหมู่บ้านโดยไม่ต้องแบกถังขึ้น-ลงภูเขาอีกเลยแม้แต่วันเดียว

เรื่องยากๆ ก็คือการสร้างระบบ-สร้างเครื่องมือ-สร้างธุรกิจ ที่ต้องใช้ความความสามารถ ความคิด และความอดทนเป็นอย่างสูง แต่เมื่อทำได้สำเร็จ ชีวิตที่เหลือก็จะง่ายขึ้นทันที

—–

มิติที่สองว่าด้วยการทำเรื่องที่ยากเดี๋ยวนี้ เพื่อปลดล็อคอะไรบางอย่าง

เช่นเรื่องการลงดาบพนักงานที่ทำงานไม่ดีหรือสร้างมลภาวะให้กับเพื่อนร่วมทีม

คนเหล่านี้จัดการลำบาก เราจึงหลีกเลี่ยงเพราะเราไม่อยากถูก challenge และเราไม่อยากถูกเกลียด

แต่ถ้าเราตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้อง และทำให้เขากลับตัวได้ หรือทำให้เขาไปอยู่ที่อื่นได้ บรรยากาศในการทำงานและกำลังใจคนทำงานจะดีขึ้นจนเรารู้เลยว่ามันคือการลงทุนที่คุ้มค่า

—–

มิติที่สามว่าด้วยเรื่องภูมิคุ้มกันความยาก

เด็กที่โตในสลัม กับเด็กที่โตในบ้านหลังใหญ่ ภูมิคุ้มกันย่อมต่างกัน

คุณหนูที่โดนประคบประหงม โดนแดดนิดเดียวก็ทนไม่ได้แล้ว ขณะที่เด็กอีกคนเดินขายพวงมาลัยหลายชั่วโมงได้โดยไม่ปริปากบ่น

คนที่ผ่านเรื่องยากลำบากมาเยอะ คือคนที่ได้รับวัคซีนให้มีภูมิคุ้มกันความยาก เจออุปสรรคอะไรก็ไม่ย่อท้อ ล้มกี่ครั้งก็ลุกขึ้นมาใหม่

ผิดกับคนที่เคยตัวกับความสุขความสบาย พอเจอความยากลำบากนิดหน่อยก็ยอมแพ้อย่างง่ายดาย

เมื่อผ่านเรื่องยากๆ ชีวิตจะง่ายขึ้น

ท่องเอาไว้ จะได้มีกำลังใจไปต่อนะครับ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

20191030_sayno

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

“When you say no, you are only saying no to one option.

When you say yes, you are saying no to every other option.

No is a decision.

Yes is a responsibility.”

-James Clear

หนึ่งทักษะที่คนไทยขาดแคลนคือการ say no

เพราะไทยนี้รักสงบ ไม่ค่อยอยากปะทะกับใครโดยไม่จำเป็น

ใครขออะไรมาเราจึงไม่ค่อยกล้าปฏิเสธ

แล้วเราก็ต้องมานั่งช้ำใจเองทีหลัง เพราะรับปากเค้าไปแล้วก็ต้องทำให้ได้ แม้จะต้องทำไปบ่นไปก็เถอะ

เราไม่กล้า say no เพราะเรากลัวการสูญเสีย ภาษาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (behavioral economics) เรียกมันว่า Loss Aversion คือความทุกข์จากการสูญเสียนั้นมีน้ำหนักมากกว่าความสุขจากการได้มา

ทำเงินหาย 1,000 บาท ความสุขจะลดลง 10 คะแนน ได้เงิน 1,000 บาท อาจจะมีความสุขเพิ่มขึ้นแค่ 5 คะแนน

เรากลัวว่าถ้าเราปฏิเสธ เราจะเสียโอกาส เราจะทำให้คนที่ขอเสียความรู้สึก เราจะดูไม่ดี

แต่เราก็มักลืมไปว่าถ้าเราตอบตกลงทำสิ่งหนึ่ง เราก็กำลังตัดโอกาสที่จะทำสิ่งอื่นๆ ออกไปเช่นกัน

เช่นเรากำลังจะกลับบ้าน แต่น้องวิ่งเอางานมาให้ งานที่จะรอทำพรุ่งนี้ก็ได้ แต่เราเลือกที่จะทำเลยตอนนี้ สิ่งที่เราเสียไปคือเวลาที่จะถึงบ้านเร็วขึ้น โอกาสที่จะได้นั่งกินอะไรอร่อยๆ และคุยสนุกกับคนในครอบครัว

เวลาเรา say yes เรามักเห็นแต่สิ่งที่เราจะได้มา

แต่ทุกการตอบตกลงมีต้นทุนที่เรามองไม่เห็นเสมอ

เวลาเรา say no เรากำลังปฏิเสธแค่ทางเลือกเดียว

เวลาเรา say yes เรากำลังปฎิเสธทุกทางเลือกที่เหลือ

ถ้าเราระลึกถึงความจริงข้อนี้ได้ เราก็อาจจะกล้าปฏิเสธคนมากขึ้นนะครับ

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

20191022b

ประสบการณ์แย่ๆ คือหินลับมีด

สำหรับคนที่ฝึกมาดีแล้ว จะไม่วิ่งหาความสุข และไม่วิ่งหนีความทุกข์

เมื่อมีความสุขผ่านเข้ามาในชีวิต ก็รู้ตัวว่ามีความสุข ไม่หลงใหลได้ปลื้มไปกับมัน เพราะรู้ว่ามันก็แค่ของชั่วคราว ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

เมื่อมีความทุกข์ผ่านเข้ามาในชีวิต ก็สามารถทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์ทน แถมยังเอาความทุกข์นั้นมาเป็นหินลับมีดให้จิตใจแข็งแกร่งและแหลมคมยิ่งขึ้น

เป้าหมายในชีวิตคนเราจึงไม่ใช่การพาตัวเองไปอยู่ในสถานะหรือสถานการณ์ที่มีแต่ความสุขความสบาย

เป้าหมายคือการเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติของชีวิต จนความสุขหรือความทุกข์ก็ทำอะไรเราไม่ได้อีกต่อไปครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Didriks on Flickr

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

20191028

หัวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

หัวหน้าต้องแบกรับความกดดันจากผู้บริหาร ซึ่งลูกน้องไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

ในขณะเดียวกันหัวหน้าก็ต้องรับมือกับข้อจำกัดของลูกน้องและกระบวนการทำงานที่ไม่เมคเซ้นส์ ซึ่งผู้บริหารไม่เคยรับรู้หรือรู้แค่เพียงเศษเสี้ยว

หัวหน้ามักจะถูกโปรโมตขึ้นมาเพราะทำงานเก่ง แต่พอได้รับการโปรโมตแล้ว งานที่เคยทำได้ดีก็มักจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ทำ แต่ละวันจึงมักได้ทำแต่งานที่ยังไม่เก่งเช่นการจัดการคน หรืองานที่พอทำได้แต่ไม่สนุกหรือไม่ค่อย add value เช่นงาน admin สิ่งที่หัวหน้าได้เจอในแต่ละวันจึงไม่ค่อยเหลืออะไรที่ spark joy

หลายครั้งลูกน้องทำงานไม่ได้ดั่งใจ หัวหน้าคาดหวัง 10 ลูกน้องทำได้แค่ 5 ถ้าไป push น้องมากๆ เกิดน้องเครียดหรือเป็นซึมเศร้าขึ้นมาก็รู้สึกผิดอีก

หัวหน้าบางคนยังโหยหางานที่ตัวเองเคยเก่งอยู่ แถมลูกน้องก็มักทำไม่ได้ดั่งใจ ก็เลยลงไปทำงานแทนลูกน้อง ผลก็คือตัวเองเหนื่อยกว่าเดิม น้องก็ไม่เก่งขึ้นซักที และงานที่สำคัญอย่างการโค้ชน้องและการจัดการทีมก็ไม่ได้ทำ วงจรนี้จึงยังดำเนินอยู่ร่ำไป

หัวหน้าตกอยู่ในความกังวลตลอดว่าถ้าใครในทีมลาออก คนแรกที่ต้องเข้ามารับงานส่วนนั้นเอาไว้ก่อนก็คือตัวหัวหน้า

บางทีเวลามีคนในทีมที่ toxic หรือไม่ perform หัวหน้าก็อยากจะลงดาบเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าถ้าเอาออกไป คนทั้งทีมก็ต้องรับงานหนักขึ้น ยิ่งถ้า HR ไม่แข็ง ไม่สามารถหาคนมาแทนได้รวดเร็ว หัวหน้าก็ยิ่งไม่กล้าจัดการลูกน้องที่ไม่ดี

หัวหน้าบางคนเงินเดือนมากกว่าลูกน้องรุ่นใหม่แค่ 3 พัน แต่ต้องรับผิดชอบมากกว่า 3 เท่า

กรุ๊ปไลน์จะมีอย่างน้อยสองกรุ๊ป หนึ่งคือกรุ๊ปทีม สองคือกรุ๊ปทีมที่ไม่ได้เชิญหัวหน้าเข้ามาด้วย

ยิ่งหัวหน้าอยู่สูงแค่ไหน ยิ่งมีโอกาสที่หัวหน้าจะได้กินข้าวคนเดียวมากขึ้นเท่านั้น

ตอนกลางวันหัวหน้าอาจมีคนห้อมล้อมมากมาย แต่ตอนกลางดึกต้องนอนไม่หลับกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่คนเดียว

หัวหน้าก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่อยากมีคนเข้าใจ แต่หลายครั้งก็ต้องทนอยู่กับการที่ไม่มีใครเข้าใจเขาเลย

หัวหน้าจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเดี่ยว

ก็ได้แต่หวังว่าลูกน้องจะเห็นใจสิ่งมีชีวิตตนนี้บ้างเท่านั้นเอง