ถ้าจะทะเลาะกันให้นั่งลง

20191219d

เพราะผมเชื่อว่านั่งทะเลาะจะไม่รุนแรงเท่ายืนทะเลาะ

ลองคิดภาพละครที่เราติดตา เวลาทะเลาะกันมันจะต้องเกิดขึ้นตอนยืนทุกครั้ง

หรือถ้านั่งอยู่ที่โต๊ะ เวลาที่อารมณ์รุนแรงขึ้นก็มักจะตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนเช่นกัน

ตั้งแต่โบร่ำโบราณ พอมีเรื่องขัดแย้งจนต้องสู้รบกันก็ต้องยืนประจันหน้า จะให้นั่งประจันหน้ามันสู้กันไม่ได้ ทำได้แค่เล่นนางเงือกน้อย

ดังนั้น เวลามีปากมีเสียงกับแฟนหรือกับคนในครอบครัว ถ้าอารมณ์เริ่มร้อน ให้รีบหาที่นั่งเลย

ยืนทะเลาะกันจะเกรี้ยวกราด นั่งทะเลาะกันจะเย็นลง

แล้วถ้านอนทะเลาะก็อาจจะดีกันได้ในเร็ววันครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงคริสต์มาสนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://anontawong.com/2019/12/18/eitr/

Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน

ช้างกูอยู่ไหน_๒๐๐๑๐๓_0017

วันนี้มาขายของครับ 

หนังสือเล่มที่สองของผมจะตีพิมพ์เสร็จวันนี้และน่าจะกระจายสู่แผงหนังสือทั่วประเทศภายในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

ผมเองยังไม่ได้เห็นตัวหนังสือเล่มจริง ก็เลยตื่นเต้นมาก ลุ้นว่ามันจะออกมาเหมือนที่เราจินตนาการไว้รึเปล่า อารมณ์ไม่ต่างอะไรกับว่าที่คุณพ่อที่กระวนกระวายอยู่หน้าห้องผ่าตัดเพื่อรอเจอเจ้าตัวน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก

หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน

เห็นคำว่า “ช้างกูอยู่ไหน” อาจจะพลันทำให้เรานึกถึงคุณจา พนม ที่ออกตามหาช้างในภาพยนตร์ “ต้มยำกุ้ง” ของพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว

หนังสือเล่มนี้ไม่มีจา พนมและไม่มีฉากบู๊ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผมเลือกชื่อนี้เพราะคนไทยคุ้นหู และมันบ่งบอกถึงแก่นแกนของหนังสือเล่มนี้ได้เป็นอย่างดี

เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพว่า “ช้างกูอยู่ไหน” เกี่ยวกับอะไร ผมขอยกคำนำของหนังสือมาไว้ตรงนี้นะครับ

—–

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม เคยเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง

ว่ากันว่ามีช่างไม้ที่แกะสลักไม้เป็นรูปช้างได้เหมือนจริงมาก

ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงดั้นด้นไปหาช่างไม้คนนั้นที่รังสรรค์งานอยู่ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อได้เจอช่างไม้ ชายหนุ่มจึงถามถึงเคล็ดลับในการแกะสลักช้าง

ช่างไม้ตอบว่า

“ก่อนอื่นเราต้องมีไม้ที่ดีก่อน เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป”

ก็เท่านั้นเอง

ไม้ที่ดีจะมาพร้อมกับความเป็นไปได้และข้อจำกัดของมัน เช่น ถ้าไม้ขนาดเท่าท่อนแขน เราก็ไม่สามารถแกะช้างให้ใหญ่กว่าท่อนแขนได้อยู่แล้ว

เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็ต้องหาช้างของเราให้เจอด้วยการกะเทาะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป

—–

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาเพื่อคนวัยสามสิบต้นๆ ถึงสี่สิบกลางๆ

วัยที่กำลังสร้างครอบครัว มีการงานที่มั่นคง หลายคนเป็นหัวหน้าหรือผู้บริหาร มีลูกน้องต้องดูแล หลายคนมีเงินเก็บหลายแสนหรือแม้กระทั่งหลายล้านบาท อะไรๆ กำลังไปได้สวย

แต่ถึงกระนั้นกลับรู้สึกไม่ค่อยมีความสุข

อาจเพราะมีเงิน แต่ไม่มีเวลาใช้เงิน มีงานที่ดี แต่งานก็ดึงพลังชีวิตไปมากมายเสียจนกระทบความสัมพันธ์และสุขภาพ

ถ้าวัยยี่สิบกว่าๆ คือวัยแห่งการเพิ่มพูนและเติมเต็ม ผมคิดว่าวัยสามสิบกว่าๆ คือวัยแห่งการเรียนรู้ที่จะลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปจากชีวิต

เพราะถ้าเราพยายามจะทำทุกอย่าง จะเอาทุกอย่าง สุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง

เราวกวนว้าวุ่นโดยไม่มีเวลาหยุดพัก รู้ตัวอีกทีก็พบว่า “ช้าง” ของเราหายไปไหนก็ไม่รู้

แต่ถ้าเราหยุดวิ่งและหันมาสำรวจตัวเองว่าอะไรบ้างที่มีความสำคัญกับเราอย่างแท้จริง

เราอาจจะพบว่า “ช้าง” นั้นอยู่ใกล้ตัวเรานิดเดียว

ขอให้คุณผู้อ่านสนุกกับการแกะสลัก “ช้าง” ของตัวเองนะครับ

—–

หนังสือเล่มนี้จะอ่านยากกว่า “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” แต่ก็จะพาคุณผู้อ่านสำรวจตัวเองไปได้ลึกกว่าเดิมเช่นกัน

โดยหนังสือจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ภาค

Work – งาน
Relationships – ความสัมพันธ์
Society – สังคม
Self – ตนเอง

โดยความมุ่งหวังของผมคือเมื่อคุณผู้อ่านได้อ่านจบแล้ว จะเห็น “ช้าง” ของตัวเองได้ชัดขึ้น ดิ้นรนน้อยลง และมีความสุขความพึงพอใจกับวิถีทางของต้นมากขึ้นครับ

ขอบคุณพี่ปิ๊กแห่งเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ยที่ให้ความไว้วางใจตีพิมพ์หนังสือของผมอีกครั้ง

ขอบคุณน้องพีทและน้องพลอยเซ่แห่ง C’est Design ที่ออกแบบหนังสือเล่มนี้ด้วยความทุ่มเทและใส่ใจในทุกรายละเอียด

ขอบคุณอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สำหรับบทกวีเปิดเล่ม

ขอบคุณโค้ชจิมมี่ พจนารถ ซีบังเกิด และพี่แท็บ รวิศ หาญอุตสาหะ สำหรับคำนิยม

ขอบคุณป๋าเต็ดที่จุดประกายไอเดียอันเป็นแก่นของหนังสือเล่มนี้

ขอบคุณคุณจา พนม และพี่ปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่สร้างหนังต้มยำกุ้ง

ขอบคุณภรรยา ลูกๆ แม่ พ่อ น้องชาย น้องสะใภ้ และคนใกล้ชิดที่สนับสนุนให้หนังสือเสร็จสมบูรณ์

และแน่นอน ขอบคุณคุณผู้อ่านที่ติดตามกันมาโดยตลอด

ขอฝาก Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของทุกท่านด้วยนะครับ

—–

เป็นเจ้าของหนังสือ ช้างกูอยู่ไหน พร้อมลายเซ็น​ผู้เขียนได้ก่อนใครด้วยการสั่ง pre-order 100 เล่มแรก ผ่าน link นี้ครับ

http://www.whatisitpress.com/…/product/575145/product-575145

คิดเล่นๆ ทำจริงๆ

20191217

5 ปีที่แล้ว ผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าเขียนบล็อกได้วันละตอน วันหนึ่งก็น่าจะมีบทความมากพอรวบรวมเป็นหนังสือได้

3 ปีที่แล้ว หลังจากตัดสินใจลงฮาล์ฟเป็นครั้งแรกในชีวิต ก็คิดเล่นๆ ว่าถ้าซ้อมดีๆ อาจจะได้ Sub-2 หรือวิ่ง 21.1 กิโลเมตรจบใน 2 ชั่วโมง

1 ปีที่แล้ว หลังจากวิ่งฮาล์ฟที่สองในชีวิตจบ ก็คิดเล่นๆ ว่าปี 2562 เราอาจมีลุ้นจบมาราธอน

มาวันนี้เรื่องที่คิดไว้เล่นๆ เป็นจริงหมดเลยครับ

ผมจบมาราธอนเมื่อเดือนที่แล้ว และวิ่ง sub-2 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ส่วนหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ที่ออกมาเมื่อ 2 ปีที่แล้วก็ขายดีอย่างน่าชื่นใจ

และที่สำคัญ หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ “เกี่ยวกับช้าง” ก็กำลังจะวางแผงในอีกสองสัปดาห์นี้

เรื่องดีๆ ในชีวิตหลายอย่าง เกิดได้จากการคิดเล่นๆ และทำจริงๆ

คิดเล่นๆ คือคิดว่าถ้าทำได้ก็ดี แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรมั้ง

ทำจริงๆ ก็คือลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ได้คาดคั้นว่ามันจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้หรือเล็งผลเลิศ

คนบางคนคิดจริงจังและทำจริงจัง อันนั้นน่านับถือ แต่ผมก็รู้ตัวว่าไม่ใช่คนแบบนั้น

บางคนคิดเล่นๆ แต่ไม่เคยทำเลย อันนี้ผมก็เคยเป็นมาก่อน

ส่วนคนบางคนก็คิดจริงๆ แต่ทำเล่นๆ หรือล้มเลิกเสียกลางคัน ผมเชื่อว่าหลายคนอยู่ในกลุ่มนี้

ถ้าใครเคยคิดจริงๆ แต่ทำเล่นๆ แล้วไม่เวิร์ค ลองเปลี่ยนเป็นคิดเล่นๆ แล้วทำจริงๆ ดูได้นะครับ

นอนน้อยไป นั่งมากไป

20191216

สมัย 50-60 ปีที่แล้ว การสูบบุหรี่ถือเป็นเรื่องเท่ เราเห็นพระเอกนางเอกสูบบุหรี่กันในหนังเป็นเรื่องปกติ ขนาดคุณหมอที่ควรจะรักสุขภาพยังสูบบุหรี่จนมีคำโปรยโฆษณาอย่าง Most doctors smoke Camels than any other cigarettes – คุณหมอเลือกสูบบุหรี่ยี่ห้อ Camel มากกว่ายี่ห้ออื่นๆ

แต่สมัยนี้เรารู้แล้วว่าการสูบบุหรี่นั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ร้ายแรงแค่ไหน

ผมคิดว่ามีภัยอีกสองอย่างที่มีความคล้ายคลึงกับการสูบบุหรี่ นั่นคือการนอนน้อยเกินไป และการนั่งมากเกินไป

คนสมัยนี้คิดว่าการนอนน้อยเป็นเรื่องเท่ ใครทำงานแบบไม่หลับไม่นอนคือคนที่มี passion ทุ่มเทกับการงาน เวลาใครพูดว่าเขานอนแค่คืนละ 5 ชั่วโมง แม้จะบ่นเหนื่อยแต่ก็มีความภูมิใจซ่อนอยู่ในนั้น

Matthew Walker ผู้เขียนหนังสือ Why We Sleep ซึ่งเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่ผมได้อ่านในปีนี้ เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ คนจะเข้าใจเรื่องภัยของการนอนหลับไม่พอ เหมือนกับที่เราเข้าใจภัยของการสูบบุหรี่ในวันนี้ และวันนั้นการนอนน้อยจะไม่ใช่เรื่องที่เท่เรื่องคูลอีกต่อไป

การนั่งอยู่กับที่ก็เหมือนกัน แม้จะไม่ได้รู้สึกว่าเท่ แต่คนก็ไม่ได้เข้าใจเท่าที่ควรว่ามันมีผลเสียอะไรบ้าง จนเริ่มมีงานวิจัยและหนังสืออย่าง “นั่งนาน = ตายเร็ว” ของผศ.ดร.สันทนี เครือขอน ที่ออกมาเตือน และฝรั่งก็เริ่มมีคำพูดประมาณว่า “Sitting is the new smoking.”

ลองมาคิดดูดีๆ เราก็นั่งกันเยอะมากจริงๆ โดยเฉพาะคนที่ขับรถมาทำงาน นั่งรถเสร็จก็มานั่งที่โต๊ะทำงาน พักเที่ยงก็นั่งกินข้าวที่โต๊ะ จากนั้นก็กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานต่อ ตอนเย็นขับรถกลับบ้าน ถึงบ้านก็นั่งทานอาหารที่โต๊ะ จากนั้นก็นั่งดูทีวี สุดท้ายเราอาจจะนั่งกันวันละ 16 ชั่วโมง ได้ยืนหรือเดินกันไม่ถึง 1 ชั่วโมงด้วยซ้ำ บรรพบุรุษของ Homo Sapiens ไม่ได้นั่งกันเยอะขนาดนี้แน่ๆ ดังนั้นสรีสระของมนุษย์จึงไม่ได้วิวัฒนาการมาเพื่อตอบโจทย์นี้

นอนน้อยไป นั่งมากไป

มาเพิ่มการนอน และลดการนั่งกันเถอะนะครับ

ก็แค่ยิ้มให้ตัวเองเบาๆ แล้วใช้ชีวิตของเราต่อไป

20191214b

เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมติดตามงานเขียนของพระอาจารย์ท่านหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ

ท่านมีชื่อว่าพระอาจารย์มิตซูโอะ เควสโก พระชาวญี่ปุ่นที่มาบวชอยู่ในเมืองไทย ก่อนที่ต่อมาจะลาสิกขาเพื่อแต่งงาน

คำสอนของพระอาจารย์มิตซูโอะนั้นใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ปฏิบัติตามได้จริง หนึ่งในคำสอนที่ผมชอบมากคือเวลาที่เรานั่งสมาธินั้น หากรู้ตัวว่าเรากำลังฟุ้งซ่าน ก็อย่าไปหงุดหงิด แค่ยิ้มน้อยๆ ให้ตัวเองแล้วกลับมาอยู่กับลมหายใจใหม่

ผมว่าการยิ้มให้ตัวเองเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งและใช้ได้กับหลายสถานการณ์ในชีวิต

เพราะเมื่อใดที่เราพลาด เรามีแนวโน้มที่จะซ้ำเติมตัวเองให้รู้สึกแย่ยิ่งไปกว่าเดิม

แต่ถ้าเราระลึกได้ว่า ทุกคนก็พลาดได้ และเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว หงุดหงิดคือเสียสุขภาพจิตฟรีๆ เราก็อาจเรียนรู้ที่จะมีเมตตากับตนเองมากขึ้น

พลาดไปแล้วก็ไม่เป็นไร ก็แค่ยิ้มให้ตัวเองเบาๆ แล้วใช้ชีวิตของเราต่อไปเท่านั้นเอง