ใช้ชีวิตใช้เงินไม่มาก

20200128

อวดชีวิตใช้เงินมาก

“Living doesn’t cost much, but showing off does.”
-Jeffrey D. Sachs

คนสมัยก่อนอวดชีวิตด้วยการซื้อสร้อยคอทองคำหนาเตอะมาแขวนไว้ ใส่แหวนวงโต ถือกระเป๋าราคาแพง ขับรถยุโรปคันใหญ่ๆ

เดี๋ยวนี้เราไม่อวดชีวิตแบบนั้นกันแล้ว เพราะมันไม่เท่ ไม่ทันใจ

เราเปลี่ยนไปอวดชีวิตด้วยภาพถ่ายที่อัพโหลดขึ้นโซเชียลมีเดียให้คนเห็นได้เป็นร้อยในชั่วพริบตา

อาหารจานหรู รองเท้าคู่ใหม่ หนังสือกองใหญ่ ชีวิตดีแค่ไหน

ไม่ได้ขอให้เลิกซื้อหรือเลิกกินของดีๆ แค่ขอให้ระลึกได้ว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร เรากำลังต้องการสิ่งใดกลับมา แล้วสิ่งที่ได้นั้นมันยั่งยืนหรือเป็นเพียงภาพลวงตา

ใช้ชีวิตแบบไม่อวดชีวิต แล้วค่าครองชีพอาจไม่สูงอย่างที่คิดครับ

ทำงานเก่งแต่สื่อสารไม่เป็นก็ไม่โต

20200126b

สื่อสารเก่งแต่ทำงานไม่เป็นก็ไร้ศักดิ์ศรี

คนไม่น้อยตกอยู่ในกรณีแรก มีความเชื่ออย่างซื่อๆ ว่าถ้าทำงานดีเสียอย่าง ยังไงเจ้านายก็ต้องเห็น องค์กรก็ต้องเห็น ถ้าเราทำงานดีแล้วเขายังไม่เห็นคุณค่าก็เป็นความผิดขององค์กร

แต่ความเป็นจริงมันไม่ได้สอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากให้เป็นเสมอไป

เพราะทุกคนสนใจแต่เรื่องตัวเองเป็นหลัก เรื่องคนอื่นเป็นรอง ดังนั้นหากเราไม่มีศิลปะในการสื่อสาร เขาก็จะไม่รับรู้ถึงผลงานของเรา หรือถึงรู้ก็ไม่ประทับใจอย่างที่เราอยากให้เป็น

ทักษะการสื่อสารจึงสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าทักษะการทำงาน ถ้าอยากเติบโตในองค์กรก็ต้องหัดพูดหัดเขียนให้กระชับ ตรงประเด็น และจะดียิ่งถ้ามีความอ่อนน้อม อ่อนโยนอยู่ในน้ำเสียงและข้อความที่เราสื่อออกไปด้วย

ถ้าให้องค์กรเลือกระหว่างคนทำงานเก่งและสื่อสารดี กับคนทำงานเก่งแต่สื่อสารไม่ดี
องค์กรย่อมต้องเลือกคนแบบแรกอยู่แล้ว

ในทางกลับกัน

คนที่สื่อสารเก่ง แต่ทำงานไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ ถ้าไปอยู่ในองค์กรที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ กับการพรีเซนต์ตัวเอง เขาก็อาจจะเติบโตได้เร็วเกินความสามารถที่แท้จริง อาจได้ตำแหน่ง อาจได้เงินเดือนที่สูงขึ้น แต่ความทุกข์ที่จะตามมาคือเขาจะขาดความยอมรับนับถือจากลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

ได้มาทุกอย่างเว้นแค่อย่างเดียวคือศักดิ์ศรีของคนทำงาน ซึ่งอย่างนี้เราก็ไม่ควรเอาเหมือนกัน

ทำงานของเราให้ดี จะได้เป็นคนมีแก่นสาร

และพัฒนาการสื่อสาร เพื่อให้แก่นสารของเราสร้างประโยชน์ได้อย่างที่ควรจะเป็นครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

โกรธทีไรคนที่ทุกข์ก่อนคือตัวเอง

20200126

หัวใจจะเต้นผิดจังหวะ หน้าจะร้อน กล้ามเนื้อจะตึง Cortisol ซึ่งเป็นฮอร์โมนเครียดจะพุ่งสูง

แม้เราจะใช้ความโกรธนั้นทำให้คนข้างหน้าทำสิ่งที่เราอยากให้ทำก็ตาม แต่มันก็ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมายที่นำไปสู่ผลที่เราต้องการได้ถ้าเรามีสติและมีความเฉลียวพอ

โกรธทีไรคนที่ทุกข์ก่อนคือตัวเอง

คนเคยโกรธจะห้ามไม่ให้โกรธคงไม่ได้ แต่ถ้าระลึกได้ว่าโกรธทีไรขาดทุนทุกที ก็น่าจะช่วยให้เราหายโกรธได้เร็วขึ้นนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เมื่อ 1 คนสอน 2 คนจะเรียนรู้

20200125

“When one teaches, two learn.”
-Robert Heinlein

เคล็ดลับสำหรับใครก็ตามที่อยากจะสอบได้ A คือเมื่ออ่านหนังสือแล้วจงเปิดห้องติวเพื่อนๆ

เพราะการสอนคือการเรียนที่ดีที่สุด

ตอนที่ผมอ่านหนังสือ Sapiens: A brief history of humankind จบ ผมรู้ทันทีว่าเนื้อหาในหนังสือนี้มันสำคัญมากและอยากจะจดจำเนื้อหาให้ได้ ผมจึงสรุป Sapiens ออกมา 20 บทในถ้อยคำของตัวเอง

คนอ่านได้ประโยชน์ แต่คนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือตัวผม

สองปีที่ผ่านมา ผมมีโอกาสไปสอนเรื่อง OKR ให้กับหลายองค์กร

สิ่งหนึ่งที่ผมจะให้ทำเสมอ คือให้ทุกคนลองเขียน OKR ด้วยตัวเอง เพราะตอนที่เราฟังทฤษฎี เรามักจะคิดว่าเราเข้าใจ OKR แล้ว แต่เมื่อได้ลองเขียน OKR ออกมา และได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกันต่างหาก ถึงจะรู้ว่ายังห่างไกล

เรียนแล้วสอน เรียนแล้วลงมือทำ เรียนแล้วแลกเปลี่ยน คือ active learning ที่แสนคุ้มเพราะสมองจะจดจำมันได้อย่างยาวนาน

ดีกว่า passive learning ที่แค่ฟัง แค่อ่านมาอย่างเดียว

เราหลอกตัวเองว่าเราเข้าใจแล้ว ทั้งๆ ที่จริงเราแทบไม่เข้าใจอะไรเลย


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

นิทานห้องปิดตาย

20200124

“พิม” หญิงสาววัย 25 ปีเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเครื่องจักรในโรงงานแห่งนี้มาได้ปีเศษแล้ว

บ่ายแก่ๆ วันหนึ่ง ในขณะที่เธอเข้าไปตรวจความเรียบร้อยในห้องเย็น ประตูเกิดล็อคจากข้างนอก พิมพยายามตะโกนขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครได้ยินเพราะเสียงเครื่องจักรกลบ

เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง ทุกคนกลับบ้านไปหมดแล้ว มีแต่ความเงียบสงัด พิมนอนทรุดอยู่ตรงประตู ร่างกายเย็นเฉียบ ความหวังริบหรี่ เธอคงอยู่ไม่พ้นคืนนี้

แต่แล้วพิมก็ได้ยินเสียงเคาะประตู

“คุณพิมครับ…คุณพิมอยู่ในนั้นมั้ยครับ?”

เสียงคุ้นหูแต่พิมนึกไม่ออกว่าเป็นใคร เธอตะโกนสุดเสียง

“ใช่ค่ะ หนูติดอยู่ในนี้ ช่วยหนูด้วย”

พิมได้ยินเสียงพวงกุญแจกรุ๊งกริ๊ง แล้วประตูก็เปิดออก

ที่ยืนอยู่ตรงหน้าพิมคือ “ลุงขาว” ภารโรงเก่าแก่ของโรงงาน

หลังจากได้ห่มผ้าและดื่มชาร้อนๆ ที่ลุงขาวหามาให้ พิมจึงมีแรงพอเปิดบทสนทนา

“ลุงขาวรู้ได้ยังไงคะว่าพิมอยู่ในห้องนี้”

“ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าคุณพิมอยู่ห้องไหน แต่คิดว่าคุณพิมน่าจะยังไม่ได้ออกไปจากโรงงาน”

เมื่อเห็นสีหน้าแปลกใจของพิม ลุงขาวจึงอธิบายต่อ

“ผมทำงานโรงงานนี้มา 25 ปี ไม่เคยมีใครทักทายผมเลย มีแต่คุณพิมคนเดียวที่ทักผมทุกเช้าและลาผมทุกเย็น คุณพิมเป็นคนเดียวที่ทำให้ผมรู้สึกว่าผมมีตัวตนและมีค่าในโรงงานแห่งนี้”

“เช้านี้คุณพิมทักทายผมเหมือนเช่นเคย แต่ตอนเย็นผมกลับไม่เจอคุณพิม คิดว่าคุณน่าจะอยู่ที่ไหนในโรงงานสักแห่ง ผมเลยลองเดินหาคุณพิมครับ”

—-

แปลและดัดแปลงมาจากนิทานภาษาจีนที่ส่งมาทางไลน์