อ่านหนังสือคือการอัพเดตซอฟต์แวร์ในสมอง

20200204

“Reading is like a software update for your brain.”
-James Clear

การอ่านหนังสือการอัพเกรดสมองของเราให้มี features มากขึ้นและมี bugs น้อยลง

มันจะช่วยเพิ่มเลนส์ในการมองชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งจำเป็นมากเพราะเราเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผ่านไปแล้วไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนวิธีการตีความมันได้

ถ้าไม่อ่านอะไรใหม่ๆ ไม่เสพของที่มีคุณภาพ สมองของเราก็จะมีแต่วิธีการมองแบบเดิมและความรู้แบบเก่า

ซึ่งความรู้เก่ามีอันตรายอย่างน้อยสามประการ

หนึ่ง ความรู้เก่านี้มันไม่จริง เราเข้าใจผิดมาโดยตลอด

สอง ความรู้เก่านี้เคยจริง แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็นความจริงอีกต่อไป

สาม ความรู้เก่าที่เรายึดติดจะปิดกั้นไม่ให้เรารับรู้หรือพิจารณาความรู้ใหม่ที่ถูกต้องกว่า

ในโลกที่หมุนเร็ว ทักษะที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการ learn ก็คือการ unlearn หรือการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรารู้

เพราะอันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้อยู่แล้ว

บางคนอาจถามว่าจำเป็นต้องอ่านหนังสือด้วยเหรอ อ่านบล็อกดีๆ จากในเฟซก็น่าจะเพียงพอแล้วรึเปล่า

หนังสือหนาเป็นร้อยหน้าเป็นสื่อที่อินเตอร์เน็ตและฟีดบนโซเชียลไม่อาจทดแทน เพราะหนังสือมี “ธีม” ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของเล่ม มีการจัดวางโครงสร้างมาอย่างดีเพื่อให้คนอ่านค่อยๆ ซึบซับสิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้บทความบนเว็บไม่อาจมอบให้ได้

มาอ่านหนังสือเพื่อมองเห็นภาพใหญ่ เพื่อ unlearn ความรู้ที่ไม่จริงอีกต่อไป และเพื่ออัพเกรดสมองของเรากันนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

กฎ 70% สำหรับคนเป็นหัวหน้า

20200203

คนที่เพิ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหม่ๆ มักจะมีอาการ “ช็อคน้ำ”

หนึ่ง คือจากที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ก็ต้องมาเป็นหัวหน้าของเขา

สอง คืองานของเพื่อนที่เราไม่ค่อยรู้ ก็ต้องเรียนรู้ให้มากพอที่จะให้คำปรึกษาได้

สาม คือเรามักจะพบว่าเรายังขาด soft skills บางอย่างที่จะช่วยให้ทีมทำงานออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

สี่ คือเราไม่กล้ามอบหมายงานให้ลูกน้อง หนึ่งเพราะน้องยุ่งอยู่แล้ว สองการสอนนั้นต้องใช้เวลา สามถึงสอนไปงานก็มักออกมาไม่ได้ดั่งใจ เราจึงเลือกที่จะทำเสียเอง

พองานเก่าก็ยังทำ งานใหม่ก็ต้องดู จากคนที่เคยทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี ก็กลายเป็นหัวหน้าที่ทำได้ไม่ดีสักอย่าง

หัวหน้าใหม่ รวมถึงหัวหน้าเก่าบางคน จึงน่าจะได้ประโยชน์จากกฎ 70% นี้ครับ

กฎ 70% บัญญัติไว้ว่า ถ้าลูกน้องสามารถทำงานชิ้นนี้ได้ดีประมาณ 70% ของที่เราทำได้ ก็จงมอบหมายให้ลูกน้องทำงานนั้นเสียเถิด เพื่อที่เราจะได้มีเวลาสำหรับงานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

แม้กฎ 70% จะเข้าใจง่าย แต่ทำได้ยากมาก เหตุผลหนึ่งที่เรามักจะไม่ยอมปล่อยงานให้คนอื่น เพราะเรายังอยาก “รู้สึกดีกับตัวเอง” ด้วยการทำงานที่เราถนัด เพราะงานอื่นๆ ที่มากับหน้าที่หัวหน้านั้นเราไม่เก่งเอาเสียเลย การได้ทำงานที่ตัวเองเก่งอยู่แล้วคือ comfort zone ที่เราโหยหา

แต่การพยายามทำอะไรด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่มีทางยั่งยืน เราอาจจะกัดฟันทำได้สักสองสามเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี แต่สุดท้ายร่างกายคนเรามีลิมิต เวลาของเราก็มีจำกัด แต่งานนั้นเป็นอนันต์ การพยายาม “อมงาน” เอาไว้กับตัวนั้นไม่ได้สร้างผลดีกับใครทั้งสิ้น

ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าเรายังทำหน้าที่หัวหน้าได้ไม่ค่อยดี ลองเอากฎ 70% ไปลองใช้ดูนะครับ อาจจะเริ่มจากคนที่เราไว้ใจมากๆ ก่อนก็ได้

ช่วงแรกนั้นยากแน่นอน แต่ในระยะยาว ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้ชีวิตของลูกน้องดีขึ้น และทำให้ทีมดีขึ้นได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Hector Quintanella’s answer to What’s the biggest challenge you expect to face in 2020?

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ทางสู่ความสุขเต็มไปด้วยความทุกข์

20200202

กว่าจะเดินไปถึงปลายทางที่ดีงามได้ เราต้องผ่านอุปสรรคนานัปการ

ต้องดิ้นรน ต้องต่อสู้กับความลำบาก ต้องสบตากับความจริง เพื่อที่จะทำงานให้สำเร็จ เพื่อที่จะก้าวข้ามความเคยชิน เพื่อเอาชนะมารในใจ

การมีความสุขจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความทุกข์ แต่คือการเลือกว่าเราจะยอมทุกข์แบบไหน

ในทางกลับกัน ทางสู่ความทุกข์เต็มก็ไปด้วยความสุข

สุขแบบโลกๆ ที่เรียกว่า pleasures

อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดสุขเวทนาคือ pleasures

สูบบุหรี่ก็สุข ได้ซื้อของตอนลดราคาก็สุข คนไลก์เยอะๆ ก็สุข แค่ได้ยินเสียง noti ว่ามี new message ก็ยังสุข

ทุกสุขที่เกิดขึ้นล้วนทำให้ dopamine หลั่ง บ่อยเข้าเราก็เสพติดโดพามีน

ยิ่งเราวิ่งตามความสุขแบบนี้มากเท่าไหร่ ปลายทางเรายิ่งต้องเผชิญกับความทุกข์มากเท่านั้น

ทุกข์จากถุงลมโป่งพอง ทุกข์จากของไม่มีที่เก็บ ทุกข์กับจิตที่แส่ส่ายไม่อาจอยู่เฉยๆ

ทางสู่ความสุขเต็มไปด้วยความทุกข์

ทางสู่ความทุกข์เต็มก็ไปด้วยความสุข

นี่คือความย้อนแย้งของชีวิตที่ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้จำสลับกันครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

นิทานตุ๊กตาโครเชต์

20200117

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สามีภรรยาวัยชราคู่หนึ่งอยู่กินกันมา 60 ปี เขาและเธอพูดคุยกันทุกเรื่องจึงไม่เคยมีความลับต่อกัน

ยกเว้นเพียงเรื่องเดียว

ในตู้เสื้อผ้าของคุณย่ามีกล่องรองเท้าอยู่ใบหนึ่ง เธอเคยขอคุณปู่ตอนแต่งงานใหม่ๆ ว่าอย่าเปิดกล่องนี้ ซึ่งคุณปู่ก็รักษาคำสัญญาเป็นอย่างดีจนเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีกล่องรองเท้าใบนี้อยู่

แต่แล้ววันหนึ่งคุณย่าก็ป่วยหนัก หมอบอกว่าคุณย่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ในระหว่างที่สะสางและจัดแจงเรื่องราวต่างๆ คุณปู่ก็ไปเจอกล่องใบนี้อีกครั้ง จึงนำกล่องใบนั้นไปหาคุณย่าที่นอนอยู่บนเตียง

ถึงเวลาที่เขาควรจะได้รู้ความลับของกล่องใบนี้แล้ว

“ที่รัก…จะบอกผมได้รึยังว่าในกล่องนี้มีอะไร?”

“คืนก่อนวันแต่งงาน คุณยายฉันสอนว่า หากอยากมีชีวิตคู่ที่ดี จงอย่าทะเลาะกับสามี เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันโกรธคุณ คุณยายแนะนำให้ถักตุ๊กตาโครเชต์”

พูดจบเธอก็เปิดกล่องใบนั้นขึ้นมา ภายในกล่องเป็นตุ๊กตาและเงินจำนวนหนึ่ง

“ในกล่องมีตุ๊กตาโครเชต์แค่ 2 ตัวเท่านั้นเอง…” คุณปู่น้ำตารื้นและระลึกถึงเรื่องแย่ๆ ที่เขาทำตลอด 60 ปีที่ผ่านมา

คุณย่ายิ้มน้อยๆ

“แล้วเงินปึกนี้คืออะไรเหรอ น่าจะหลายหมื่นอยู่” คุณปู่อดถามต่อไม่ได้

“เงินที่ได้จากการขายตุ๊กตาน่ะจ้ะ”

—–

แปลและดัดแปลงมาจากนิทานภาษาจีนที่ส่งมาทางไลน์

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เดือนกันยาจะมาเร็วกว่าที่คิด

20200115c

แป๊บๆ ก็จะสิ้นเดือนแรกของปี 2563

นี่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ว่าความมุ่งหวัง เป้าหมาย และปณิธานใหม่ๆ ที่เรามีเมื่อวันที่ 1 มกราคมมันยังสว่างสดใสหรือถูกเมฆหมอกแห่งความเคยชินปกคลุมไปหมดแล้ว

ยังไม่สายที่จะรีเซ็ตตัวเองอีกครั้ง อะไรที่เคยทำได้ 7 วันแล้วหยุดไป นี่คือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากคนที่ทำงานหนักแค่ชั่วคราว ความสำเร็จเกิดจากคนที่ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่ถอนตัว

เพราะถ้าเราปล่อยให้ชีวิตกลับไปอยู่กับวิถีเดิมๆ วันและเดือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็เกือบสิ้นปี

อย่าให้ซ้ำรอยกับที่ผ่านมา เพราะเดือนกันยาจะมาเร็วกว่าที่คิดครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer