ความมั่นคงในชีวิตอยู่ที่ไหน

20200401b

สมัยเรียนจบใหม่ๆ ผมเคยคุยกับเพื่อนว่า ความมั่นคงในชีวิตไม่มีจริง มีแต่ความมั่นคงทางจิตวิญญาณเท่านั้น

ตอนนั้นคงพูดเอาเท่ๆ แต่พอมาพิจารณากับสถานการณ์ในตอนนี้ก็ดูจะมีความจริงอยู่ไม่น้อย

เพราะอะไรที่เราเคยคิดว่ามันจะจีรังยั่งยืน กลับล้มครืนไปกับคลื่นโคโรนาไวรัส ไม่รู้ว่าคลื่นนี้จะจบเมื่อไหร่ แล้วจะมีคลื่นลูกต่อไปอีกมั้ย

ที่ค่อนข้างแน่ใจ คือชีวิตของพวกเราจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม

งานที่เคยทำอาจไม่มีแล้ว ธุรกิจที่เคยหาเงินได้อาจหยุดชะงัก ทักษะที่เรามีอาจไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป

แล้วเราจะไปหาความมั่นคงในชีวิตจากที่ไหน?

ผมคิดว่าก่อนจะมีความมั่นคงในชีวิตได้ เราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจเสียก่อน

ความมั่นคงทางจิตใจนั้นน่าจะมาได้จากสามทาง

ทางแรกคือประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอ

ทางที่สองผ่านการอ่านการศึกษาจนมองได้ลึก มองได้กว้าง มองได้ไกล

ทางที่สามคือฝึกฝนจิตใจของตนให้ยอมรับความไม่แน่นอน ซึ่งปราชญ์ได้ชี้ทางเอาไว้หมดแล้ว เหลือแค่เมื่อไหร่เราจะเลิกดูเบาภูมิปัญญาเหล่านี้เพราะเคยคิดว่ามันไม่จำเป็น

เมื่อผ่านพ้น ศึกษา และฝึกฝนจนพอจะมีความมั่นคงทางจิตใจ ก็จะตั้งสติได้ในห้วงยามแห่งความเปลี่ยนแปลง

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ปรับตัวเก่งอยู่แล้ว ต่อให้เจอสถานการณ์ที่เลวร้ายรุนแรงเพียงใดเราก็จะหาทางผ่านมันไปจนได้ ถ้ากายมันจะไปไม่รอดก็เพราะว่าใจมันเจ๊งก่อนเสียมากกว่า

พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมาเคยกล่าวไว้ในหนังสือ “ปัญญาอนาคต” ว่า

“เมื่อถูกอนาคตไล่ล่า
จงอย่าเสียเวลากับการโหยหาอดีตอันยิ่งใหญ่
อย่าคร่ำครวญเศร้าโศกกับสงครามที่เพิ่งผ่านพ้นไป
หากจงเร่งสร้างตนเองขึ้นใหม่
เพราะการสร้างตัวตนขึ้นใหม่
คือหัวใจของการสร้างอนาคต”

เผื่อใจไว้ก่อนเลยว่าความเปลี่ยนแปลงจะมาอีกหลายระลอก และแต่ละระลอกมันอาจบังคับให้เราต้องสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่

ความกลัวไม่ช่วยอะไร ความยึดติดไม่ช่วยอะไร สติ ปัญญา ความกล้า และความไม่ประมาทต่างหากที่จะพาเราฝ่าคลื่นวิกฤติลูกแล้วลูกเล่า

เมื่อใจเราพร้อมรับกับทุกสถานการณ์ นั่นแหละถึงจะเริ่มมีความมั่นคงในชีวิตอย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

การเติบโตคือการหาความพอดีให้เจอ

20200401

เมื่อเรายังอ่อนด้อย เรามักจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง

ตอนเป็นวัยรุ่นมีความรัก บางคนจะขี้อายจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดคุยกับอีกฝ่าย ส่วนบางคนก็จีบไปเรื่อยราวกับมันคือเกม พอคบกันก็หึงหวงเป็นเจ้าข้าวเข้าของ พอเลิกกันก็จะเป็นจะตายเสียให้ได้

เมื่อเรียนจบทำงานใหม่ๆ บางคนก็ทุ่มเทกับงานเสียจนทุกอย่างในชีวิตรวนไปหมด ส่วนบางคนก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามจนมองไม่เห็นความก้าวหน้าในวิชาชีพ

เมื่ออยู่ในวัยที่ควรก่อร่างสร้างตัว บางคนก็มุ่งแสวงหาและสะสมแต่ทรัพย์สินเงินทอง ส่วนบางคนก็ไม่วางแผนเผื่ออนาคตเลย

ความสุดโต่งด้านใดด้านหนึ่งย่อมนำมาซึ่งความเจ็บปวด และหากเรียนรู้จากความเจ็บปวดเราก็จะค่อยๆ ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ และรู้ว่าจะวางตัววางใจกับเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตอย่างไร

คนที่ผ่านความรักมาประมาณหนึ่งก็จะเรียนรู้ที่จะรักอย่างเปิดเผย จริงใจ แต่ก็ยังปล่อยวางได้ในคราวเดียวกัน

คนที่ทำงานมาจนเก๋าแล้ว ก็จะรู้ว่าจะทำงานอย่างจริงจังและมีอิมแพ็คอย่างไรโดยที่ตัวเองไม่เครียดจนซึมเศร้าหรือร่างกายพังไปเสียก่อน

ส่วนคนที่มีปัญญาทางการเงิน ก็จะเข้าใจความสำคัญของการวางแผน แต่ก็จะไม่ปล่อยให้การสะสมเงินทองมาเป็นสรณะในการดำเนินชีวิต

การเติบโตจึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการค้นพบความพอดีในทุกๆ มิติของชีวิต

หาความพอดีให้เจอ แล้วเราจะได้เป็น “ผู้ใหญ่” อย่างแท้จริงครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

ทำทีละอย่าง

20200330b

รู้ว่าเป็นเรื่องยากมาก โดยเฉพาะคนที่ work from home อยู่ตอนนี้

จำนวนเมสเสจในแชทพุ่งพรวด สถานการณ์ก็ต้องติดตาม แถมยังโดนคนที่บ้านทักอยู่บ่อยๆ

แต่ถ้าเราไม่คอยเตือนตัวเองให้ทำทีละอย่าง เราจะวิ่งเป็นหนูถีบจักร ข้าวปลาไม่ได้กิน ทำงานแบบไม่ได้พักตกเย็นเหนื่อยหนักกว่าอยู่ออฟฟิศ

เราน่าจะต้องอยู่ในสภาพแบบนี้ไปอีกอย่างน้อยสองเดือน ดังนั้นต้องออกแบบให้ดีว่าเราจะรับมือกับสิ่งเร้าที่เข้ามาทุกนาทีอย่างไร ไม่อย่างนั้นกายหยาบของเรารับไม่ไหวหรอก

ทำทีละอย่าง หยุดพักบ้าง จะได้งานโดยไม่เสียสุขภาพกายและจิตครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

แค่หนึ่งอิ่มท้อง

20200330

“เมื่อนกไซตัวน้อยสร้างรังในป่าลึก ก็ไม่ต้องการกิ่งไม้มากไปกว่าหนึ่งกิ่ง เมื่อตัวตุ่นดื่มน้ำจากท้องธาร ก็ไม่ต้องการน้ำมากไปกว่าหนึ่งอิ่มท้อง”
– จาก “หนังสือจวงจื่อ”

ข้าวหนึ่งจานทำให้ยาจกและเศรษฐีอิ่มท้องได้เท่ากัน

แต่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่จินตนาการถึงอนาคตได้ แถมระบอบทุนนิยมก็ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่า “พรุ่งนี้จะโตกว่าวันนี้” เราจึงใช้ความเจริญเติบโตในอนาคตมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของวันนี้ และสร้างโลกที่มีเงินล้นโลกในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งยังไม่มีจะกิน (อ่านเพิ่มได้ใน Sapiens ตอนที่ 16 สวัสดีทุนนิยม)

แต่ไม่มีสิ่งใดจะโตได้ตลอดไป แถมวิมานที่เราเคยวาดไว้อาจเป็นเพียงปราสาททรายที่ทรุดพังได้ง่ายกว่าที่คิด

จึงไม่ใช่เรื่องเสียหายที่จะกลับมาศึกษาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ว่าด้วยการทำอะไรที่พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน โดยมีคุณธรรมและความรู้กำกับ

เพราะที่ผ่านมาเราอาจใช้แต่เพียงความรู้เป็นตัวนำ แต่ขาดไปซึ่งความพอดีและความมีเหตุผล แถมภูมิคุ้มกันที่ตัวเองคิดว่ามีกลับเป็นภูมิคุ้มกันหลอกๆ โดนไวรัสสายพันธุ์ใหม่สะกิดนิดเดียวก็แทบล้มทั้งยืน

อยากเติบโตไม่ว่ากัน แต่ก็ต้องมองให้เห็นว่าการเติบโตมีหลายมิติ และในบางมิติมันก็วัดเป็นตัวเลขไม่ได้

สุดท้ายแล้ว ตัวตุ่นก็ไม่ได้ต้องการน้ำมากไปกว่าหนึ่งอิ่มท้อง เราไม่ได้ต้องการข้าวมากไปกว่ามื้อละจาน ปัจจัยสี่ และการพักผ่อนที่เพียงพอ

เกินกว่านั้นคือความหรูหราและความสะดวกสบายที่เราอาจใช้เวลามากเกินไปเพื่อให้ได้มาครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59

คาดการณ์แต่ไม่คาดหวัง

20200328d

ช่วงนี้พวกเราคงเสพข่าวกันจนเหนื่อย สำนักต่างๆ ออกมาคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นจำนวนคนที่ติดเชื้อหรือผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การพยายามทำนายอนาคตเป็นกิจกรรมที่ “สนุก” แต่อาจไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่

สนุกเพราะมันตื่นเต้น เพราะมันหวือหวา เพราะมันหดหู่ เพราะมันน่ากลัว เหมือนได้นั่งรถไฟเหาะทางอารมณ์เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า

ไม่คุ้มเพราะว่าในโมงยามแห่งความไม่แน่นอนเช่นนี้ สิ่งที่คาดเดาอาจจะออกมาผิดอยู่ดี สุดท้ายเราก็ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการรักษาตัวและรักษาใจของเราให้ดี

และหนึ่งในเคล็ดลับของการรักษาใจคืออย่าไปคาดหวังอะไรมากนัก

เพราะยิ่งคาดหวังยิ่งมีโอกาสผิดหวัง โดยเฉพาะถ้าเราไปคาดหวังกับคนหรือหน่วยงานที่ทำให้เราผิดหวังมาก่อนแล้ว

ถ้าเขาทำให้เราผิดหวังหนึ่งครั้ง นั่นเป็นความผิดของเขา ถ้าเขาทำให้เราผิดหวังสองครั้ง อันนั้นเราโง่เอง

ส่วนการคาดการณ์นั้นเป็นสิ่งที่พึงทำได้ แต่อย่ามองไปไกลนัก เอาแค่สัปดาห์ต่อสัปดาห์หรือเดือนต่อเดือนก็เกินพอแล้ว จากนั้นก็กลับมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด

ศึกษาข้อมูล จะได้คาดการณ์อย่างมีวิชาโดยเผื่อใจว่าส่วนใหญ่อาจจะผิด

แล้วอย่าคิดคาดหวังกับสิ่งที่ไม่ควรหวัง จะได้ไม่ต้องผิดหวังให้เสียพลังงานโดยเปล่าประโยชน์ครับ

—-

ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear’s 3-2-1 newsletter

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมวางแผงแล้วนะครับ ถ้าช่วงนี้ไม่สะดวกไปร้านหนังสือ ก็ซื้อได้ที่ whatisitpress.com ครับ

ติดตาม Anontawong’s Musings ทาง LINE: https://lin.ee/2VZMu59