ประโยคสุดท้าย

20160519_Lastwords

วันนี้วันศุกร์ และเป็นวันพระ จึงขอพูดคุยเรื่องธรรมะเปลี่ยนบรรยากาศบ้างนะครับ

ลองนึกภาพไปในวันที่คุณมีอายุ 80 ปี ตอนนั้นเป็นเวลาสามทุ่มกว่าๆ และคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงที่บ้าน

คุณรู้สึกว่าอาจจะอยู่ไม่พ้นคืนนี้แล้ว จึงเรียกลูกหลานให้มาคุยกันพร้อมหน้าพร้อมตา

สิ่งที่คุณจะฝากฝังไว้กับลูกหลานคืออะไร?  และประโยคสุดท้ายที่คุณจะพูดคืออะไร?


ย้อนกลับไปในวันเดียวกันนี้เมื่อ 2559 ปีที่แล้ว เป็นวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือนหก

พระพุทธเจ้าได้เสด็จประทับที่ใต้ต้นสาละ ในพระราชอุทยานของมัลลกษัตริย์ นครกุสินารา ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของอินเดียไม่ไกลจากชายแดนประเทศเนปาลในปัจจุบัน (ผมเปิด Google Earth มาให้ดูด้วยครับ)

จากนั้น พระองค์ทรงอนุญาตให้พวกมัลละกษัตริย์เข้าเฝ้าและได้ตรัสแก้ปัญหาของสุภัททะปริพาชก จนเกิดศรัทธาขอบรรพชาด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายในบรรดาสาวกที่ทันเห็นพระพุทธองค์ แล้วตรัสให้พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์เป็นผู้สืบศาสดาไว้ว่า

…อานนท์! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว…

จากนั้น ท่านก็ได้ตรัสพระโอวาทที่สำคัญ ๆ อีก 4-5 เรื่อง จนในที่สุดจึงได้ตรัสพระปัจฉิมโอวาทว่า

“หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว วะยะธัมมา สังขารา อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ”

“ภิกษุทั้งหลาย! บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลาย จงยังประโยชน์ตนและท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

ผมขอแตกปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้าออกมาเป็นสี่ประเด็นหลัก

1. ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเสื่อมสลาย ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือแม้กระทั่งภูเขาหรือดวงดาว ไม่มีอะไรอยู่ยงคงกระพัน ทุกอย่างมีวันที่ต้องดับสูญ ดังนั้นจงยอมรับความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นธรรมดาของชีวิต เพราะถ้าดวงดาวยังดับสลายได้ นับประสาอะไรกับสิ่งที่เรียกว่า ความรัก ความสัมพันธ์ การงาน หน้าตา ทรัพย์สิน หรือร่างกายของเรา เราจึงต้องอยู่กับมันอย่างมีปัญญา ไม่ยึดติดว่ามันจะคงอยู่กับเราตลอดไป

2.ยังประโยชน์แก่ตนเองให้ถึงพร้อม เราควรจะดูแลตัวเอง ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ หาความรู้ เจริญสติและปัญญาด้วยการภาวนาเพื่อยกระดับจิตใจของเราให้สูงขึ้น จะได้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์

3. ยังประโยชน์แก่ผู้อื่นให้ถึงพร้อม ด้วยการตั้งใจทำหน้าที่การงานที่ได้รับมอบหมายมา ให้ความเมตตากับคนที่ด้อยกว่า ให้อภัยกับคนที่ทำผิดกับเรา สร้างรอยยิ้มให้ผู้อื่น ให้เขารู้สึกว่าดีจังที่ได้มารู้จักคนๆ นี้

4. ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ด้วยการทำบุญทำทานไว้บ้าง นั่งรถก็อย่าลืมรัดเข็มขัด เหล้ากับบุหรี่เลี่ยงได้ก็เลี่ยง สถานที่อโคจรถ้าไม่จำเป็นก็อย่าไป ให้เวลาและทำดีกับคนที่เรารักเพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าเขาจะอยู่กับเราถึงเมื่อไหร่ และใช้ชีวิตในแบบที่เราจะไม่ต้องมานั่งเสียใจหรือเสียดายในภายหลัง

เนื่องในวันวิสาขบูชานี้ เรามาปฏิบัติบูชาพระพุทธองค์ด้วยการใช้ชีวิตอย่างมีสติและทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่กันนะครับ


ขอบคุณปัจฉิมโอวาทและคำแปลจาก Phutta: ทรงประทานปัจฉิมโอวาท และ Wikipedia วันวิสาขบูชา

ขอบคุณภาพถ่ายสถานที่ปรินิพพานจาก Google Earth: Pariniravana Stupa

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วันศุกร์ส่วนตัว

20160517_Friday

เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว ผู้บริหารที่บริษัทผมท่านหนึ่งเขียนบล็อกโพสต์ชื่อว่า Meeting Free Fridays

โดยเขาให้เหตุผลว่า ในหนึ่งสัปดาห์ที่ยุ่งเหยิงนั้น เราควรจะมีซักวันหนึ่งที่ไม่ถูกขัดจังหวะด้วยการประชุม เราจะได้ใช้มันเพื่อทำงานสำคัญๆ ให้เสร็จ หรือวางแผนล่วงหน้า หรือคิดอะไรใหม่ๆ

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาผมก็เลยใช้เทคนิค time blocking โดยบล็อกเวลาใน calendar ของ Outlook ไว้เกือบตลอดวัน

ตารางวันศุกร์ผมจึงเป็นประมาณนี้

08.00 – 10.30 ทำงานชิ้นใหญ่
10.30 – 11.45 พัฒนาตัวเอง (Personal Development)
11.45 – 12.45 พักกลางวัน
12.45 – 13.30 สะสางงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย
13.30 – 15.00 เตรียม Weekly Highlights ที่จะส่งวันจันทร์
15.00 – 15.30 พักเบรค เดินเล่น
15.30 – 16.30 สะสางงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย
16.30 – 17.00 วางแผนสัปดาห์ต่อไป

วันศุกร์จึงเป็นวันทำงานที่ผมชอบที่สุดในสัปดาห์ เพราะเป็นวันที่มีเวลาให้ตัวเอง หรือ me time เยอะที่สุด และเป็นวันที่ผมเก็บกวาดงานชิ้นเล็กชิ้นน้อย (เช่นการตอบอีเมล์บางฉบับ) จนหมดเกลี้ยง

พอหมดวันศุกร์ Inbox ใน Outlook ของผมจะเป็นศูนย์ และ Follow Up items ของผมก็จะเป็นศูนย์เช่นกัน ช่วยให้ผมพักผ่อนวันเสาร์อาทิตย์อย่างสบายใจ

ผมคงไม่กล้าบอกให้ทุกคนมาบล็อก calendar ของตัวเองทุกวันศุกร์นะครับ เพราะแต่ละคนก็มีเนื้องานไม่เหมือนกัน

แค่อยากจะสบันสนุนให้ทุกคนมีเวลาให้ตัวเองได้ทำงานโดยไม่ถูกขัดจังหวะ (interrupt) ถ้าไม่สามารถมี me time ได้ทั้งวัน อย่างน้อยทำได้ซักครึ่งวันหรือสองชั่วโมงก็ยังดีครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สองวันที่เราจะไม่กังวล

20160517_TwoDays

คือเมื่อวานนี้กับวันพรุ่งนี้

“There are two days in the week on which I never worry; One is yesterday and the other is tomorrow.”

– Robert Burdette

เพราะกังวัลเรื่องของเมื่อวานไปก็กลับไปเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว

ส่วนวันพรุ่งนี้ จะกังวลหรือไม่กังวลมันก็ต้องมาถึงชัวร์ๆ อยู่แล้ว

ถ้าอยากให้วันพรุ่งนี้ออกมาดี การกังวลถึงพรุ่งนี้ไม่ได้ช่วยอะไร สิ่งเดียวที่ช่วยได้คือทำวันนี้ให้ดี เหมือนที่ท่านพุทธทาสเคยสอนไว้ว่า “ถ้าวันนี้ถูกต้อง ก็ไม่ต้องกลัวพรุ่งนี้”

ดังนั้น ถ้าเราเป็นคนขี้กังวล ก็ขอให้กังวลแค่เรื่องวันนี้ได้มั้ย? ว่ามีอะไรที่ควรต้องทำแต่เรากำลังหลีกเลี่ยงอยู่บ้าง

กังวลได้ไม่ว่า แต่วางแผนให้มากกว่ากังวล

และลงมือทำให้มากกว่าวางแผนครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

นอนไม่หลับเพราะมีเพลงวนอยู่ในหัว?

20160516_LoopingMusic

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมมักมีปัญหานอนไม่หลับเพราะมีเพลงบางเพลงวนเวียนอยู่ในหัว

เป็นความรำคาญแบบหนึ่งที่หาทางออกลำบากยิ่ง

มาสมัยนี้ ไม่รู้เป็นเพราะเล่นดนตรีน้อยลงหรือฟังเพลงน้อยลงรึเปล่า ปัญหานี้จึงไม่ค่อยเกิดอีก

จนกระทั่งเมื่อคืนนี้

อยู่ๆ ก็มีเพลง “ใครจะรู้” เพลงโคตรเก่าของพี่เบิร์ด ธงไชยสมัยยังเอ๊าะๆ โผล่เข้ามาในหัว

โชคดีที่คราวนี้ผมรู้วิธีรับมือกับปัญหานี้แล้ว

วิธีก็คือ ร้องเพลงที่วนอยู่ในหัวให้จบเพลงครับ (ร้องในใจก็พอนะ เดี๋ยวคนข้างๆ ตื่น)

ที่เรานอนไม่หลับเพราะเพลงวนหลูปนั้น เพราะเรากำลังประสบกับภาวะ Zeigarnik effect (คำแรกอ่านว่า “ซีการ์นิค”) ซึ่งกล่าวไว้ว่าคนเราจะจำสิ่งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ได้ดีกว่าสิ่งที่เสร็จสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นถ้าอยากให้เรา “ลืม” เพลงที่อยู่ในหัว (จะได้ไปนอนซักที) เราต้องร้องเพลงนี้ให้จบ

อ้าว แล้วถ้าจำเนื้อเพลงตอนจบไม่ได้ล่ะ?

ก็เปิดหาเนื้อร้องจากเว็บหรือฟัง Youtube ดูสิครับ

ใครเจอปัญหานี้ลองเอาไปใช้ดูนะครับ หลายคนบอกแล้วว่ามันได้ผลชะงัดนัก


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก

20160515_Hardship

เมื่อเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ให้ระลึกว่า หนักกว่านี้ก็เคยเจอมาแล้ว เรายังผ่านมันมาได้เลย

เมื่อต้องเจอเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่าไม่กล้าทำ เช่นออกไปพูดหน้าห้องหรือเดินเข้าไปคุยกับสาวคนนั้น

ให้ระลึกว่า เรื่องที่น่าอายกว่านี้เราก็ยังเคยทำมาแล้วเลย

เมื่อต้องเจ็บปวดกับความสัมพันธ์ ให้ระลึกว่า เราก็เคยเจ็บปวดเพราะคนอื่นมาแล้ว และเวลานั้นช่วยเยียวยาได้จริงๆ

มนุษย์เราทุกคนมีประสบการณ์ แต่มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเลือกใช้มันให้ถูกที่ถูกเวลา

ผมเชื่อว่าเรื่องเกือบทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นในชีวิตเรา เราเคยผ่านมันมาแล้วทั้งนั้น ต่างกันเพียงบริบทและความหนัก-เบา

ในเมื่อเราเคยผ่านมันมาได้แล้ว และวันนี้ก็ยังหายใจอยู่

ก็จงเชื่อเถอะว่า ถ้าเราต้องเจอมันอีกครั้ง เราก็จะผ่านมันไปได้อีกแน่นอน


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com